Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 254 มาเพื่อเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์?
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 254 มาเพื่อเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์?
ถ้าหากหลินหมิงปลดปล่อยสุดยอดทักษะที่รุนแรงมหาศาลทำลาย
การป้องกันของนาง นางก็คงไม่แปลกใจเท่าไร
แต่นี่ใช้เพียงแค่พลังหมัด มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีพลังทำลาย
ขนาดนั้น เพียงแค่พลังหมัดโดยไม่ได้ใช้อาวุธอะไรเลย!
สถานการณ์ปัจจุบันเกินกว่าที่ จิงฉานหยู่ได้คาดการณ์เอาไว้ นาง
ในตอนนี้นั้นตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ที่หลินหมิงได้ทำลายการป้องกันที่สมบูรณ์แบบของนางเป็น
ชิ้นๆหลินหมิงได้พุ่งเข้ามาและกำลังจะคว้าจับไปยังคอที่ขาวดั่งหยกของ
นาง
จิงฉานหยู่สั่นสะท้านและใบหน้าของนางกลายเป็นขาวซีด ในระยะที่
ใกล้เช่นนี้ ไม่สามารถใช้ทักษะวิชาต่อสู้ออกไปได้ นางควรจะใช้ความเร็ว
ในการหลบหนี? จิงฉานหยู่นั้นไม่ค่อยถนัดในเรื่องใช้ความเร็ว แล้วนางจะ
เทียบหลินหมิงได้อย่างไร? เขาเป็นสัตว์ประหลาดที่สามารถหลบการ
โจมตีจาก วิชาฝ่ามือพันกรสะท้อนโจมตีได้!
ในช่วงเวลาวิกฤต จิงฉานหยู่จึงฝ่ามือของนางเป็นดั่งกระบี่แล้วฟันไป
ยังข้อมือของหลินหมิงที่พุ่งเขามา
ถึงแม้ จิงฉานหยู่จะดูเหมือนสตรีที่บอบบางและอ่อนโยน ทุกคนที่คิด
ว่าเธอมีร่างกายที่อ่อนแอนั้นล้วนคิดผิด จิงฉานหยู่สามารถผสานกันได้ถึง
ระดับ 6 ขั้นกลางกับพลังปราณแท้ปฐพีธาตุจำเพาะ นางเข้าถึงระดับที่
สามารถหลอมรวมเข้ากับร่างกายได้ตามใจนึก ถ้านางไม่ใช้พลังปราณธาตุ
จำเพาะเข้าไป ร่างกายก็จะอ่อนนุ่ม
“แต่เมื่อนางใช้ ร่างกายก็จะแข็งแกร่งดั่งอาวุธ!”
เพราะฉะนั้น จิงฉานหยู่จึงไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธใดๆ เพราะร่างของ
นางคืออาวุธชั้นเลิศ!
จิงฉานหยู่ต้องการทำให้หลินหมิงถอยกลับไปด้วยฝ่ามือกระบี่ของ
นาง แต่นางไม่คิดว่าหลินหมิงจะไม่ถอยกลับไปและยังพุ่งเข้ามาอยู่ดี
คนๆนี้!
ในที่สุด จิงฉานหยู่เริ่มโมโหและนางกัดฟันที่ขาวงดงามดั่งหยกแล้ว
ฟันฝ่ามือกระบี่ลงไป ถ้าหากนักสู้โดยทั่วไปโดนมันเข้าไปแล้ว พวกเขาคง
จะเจ็บปวดอยากมากด้วยอาการกระดูกแตก!
ปัง!
ฝ่ามือของนางฟัดลงไปที่ข้อมือของหลินหมิงแต่ใบหน้าของ จิงฉาน
หยู่ถูกเลือดตัวเองกระเซ็นเข้าใส่ นางรู้สึกเหมือนกับว่าฟันลงไปบนโลหะ
ทมิฬ นอกจากนั้นแขนของหลินหมิงยังไม่ได้รับบาดเจ็บเลยซักนิด แต่พลัง
ปะทะนั้นได้สะท้อนกลับมายังแขนของนาง
ร่างกายเขาสร้างมาจากโลหะหรืออะไรกันแน่?
นางมีเวลาคิดเพียงแค่ชั่วครู่ ในเวลาต่อมาหลินหมิงคว้าจับที่คอของ
นางและทั้ง 5 นิ้วบีบเข้าที่ลำคอและหลอดเลือด ถ้าหากหลินหมิงออกแรง
เพียงเล็กน้อย เขาคงสามารถสังหาร จิงฉานหยู่ได้ในทันที!
เดิมทีผ้าคลุมหน้าของ จิงฉานหยู่คลุมถึงลำคอ แต่เนื่องการปะทะที่
รุนแรงเมื่อหลินหมิงคว้าจับคอนาง ผ้าคลุมหน้าที่เป็นเอกลักษณ์แห่ง
ความสงบเยือกเย็นของนางก็กำลังจะหลุดลงมา และอาจเปิดเผยความ
งามและใบหน้าที่เป็นปริศนานั้น
“เจ้า…! ดวงตาของ จิงฉานหยู่เต็มไปด้วยความโมโห”
“เป็นการประลองที่ดี!” จู่ๆหลินหมิงก็ปล่อยมือของเขา ผสานมือ
คารวะแล้วเดินออกจากเวทีไป ถ้าเกิดว่าไม่ใช่มือแต่เป็นหอกของเขาแทน
ละก็ เช่นนั้นลำคอของ จิงฉานหยู่คงเกิดเป็นรูที่เต็มไปด้วยเลือด ผลการ
ตัดสินจึงได้ถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อย
“หลินหมิง เป็นฝ่ายชนะ!”
ผู้ตัดสินประการผลชื่อผู้ชนะ เหล่าผู้ชมต่างงุงงนโดยผลที่ออกมาผิด
คาดเช่นนี้
“เมื่อกี้มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? หลินหมิงใช้เพียงแค่พลังหมัด?”
และยังได้ทำลายการป้องกันที่สมบูรณ์แบบของ จิงฉานหยู่ในหมัด
เดียว! ไม่มีแม้กระทั่งพลังปราณที่หมัดของเขา!
การประลองระหว่างหลินหมิงและ จิงฉานหยู่ได้เกินกว่าที่จิตใจของ
ผู้ชมจะตั้งตัวได้ทัน ไม่มีใครคาดคิดได้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้
มันเหมือนกับเมื่อตอนที่ จิงฉานหยู่เอาชนะ จื่อ หลิง โดยใช้เวลา
เพียงไม่กี่ลมหายใจ สำหรับหลินหมิงที่เอาชนะ จิงฉานหยู่ก็เช่นกัน
ไม่เพียงแค่นั้น เพราะเขาไม่ได้ใช้พลังโจมตีทางจิตวิญญาณอีกต่อไป
แต่กลับใช้หมัดแทน!
“ไม่ใช่ว่าหลินหมิงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการโจมตีด้วยพลังจิตวิญญาณ
หรอกหรือ? แล้วทำไมเขากลับใช้หมัดแทน?”
เส้นทางแห่งนักสู้นั้นไร้ขีดจำกัด แต่สำหรับนักสู้รุ่นเยาว์เช่นหลินหมิง
ก็ยอดเยี่ยมแล้วที่สามารถเชี่ยวชาญในทักษะด้านนึง ถึงแม้ว่าทักษะโจมตี
ด้วยพลังจิตวิญญาณจะเป็นวิธีการต่อสู้ที่คลุมเครือและลึกลับ แต่การที่
สามารถประสบความสำเร็จในด้านนี้ ต้องทุ่มเทเป็นอย่างมากแน่นอน ถ้า
หากว่ามีการฝึกฝนอย่างอื่นควบคู่ไปด้วยจะทำให้เป็นตัวถ่วงความสำเร็จ
ในตอนนี้ดูเหมือนหลินหมิงจะไม่ได้ใช้เพียงแค่การโจมตีทางจิต
วิญญาณ ถ้าเกิดหลินหมิงใช้ทักษะดาบบางอย่างเอาชนะ งั้นเหล่าผู้ชมก็
คงไม่ต้องประหลาดใจถึงขนาดนี้ แต่กลับใช้เพียงพลังหมัด…
การโจมตีแบบนี้แตกต่างกันอย่างมากกลับการโจมตีด้วยพลังจิต
วิญญาณ มันยากที่จะฝึกทั้งคู่ด้วยกันอย่างยิ่ง
“เจ้าทำได้ดีมาก” ฉินจื่อหยากล่าวชมหลินหมิงแล้วเดินออกไปจาก
เวทีประลอง
ถึง ฉินจื่อหยาจะดูเหมือนสงบ แต่ภายใจกลับปั่นป่วนบ้าและเต็มไป
ด้วยอารมณ์และความรู้สึก ในตอนแรก เขาหวังเพียงว่าให้หลินหมิงติด
20 อันดับแรกก็พอใจมากแล้ว
เมื่อตอนที่เขาได้เดินทางมาถึง “งานประลองชุมนุมร่วมสำนักแห่ง
เจ็ดหุบเขาแก่นแท้” และได้พบเจอกับอัจฉริยะเช่น ฉางเอี่ยนจ้าว และยัง
มีคนอื่นๆที่ยังไม่มาปรากฎตัวออกอีก ก็ทำให้ความมั่นใจของ ฉินจื่อหยา
แทบพังทลาย
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจในฝีมือของ หลินหมิงผิด ไปอย่าง
มากเลยทีเดียวหลินหมิงผ่านรอบแรกมาได้ ก็หมายความว่าเขาอาจได้ติด
30 อันดับแรก อีกทั้งยังไม่ได้ใช้หอกของเขาเลย!
“มีโอกาสที่หลินหมิงอาจจะติด 10 คนแรกโดยใช้เพียงแค่พลังหมัด!”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉินจื่อหยารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
10 และ 20 อันดับแรกจะฟังดูไม่ห่างไกลกันเท่าไร ความจริงแล้วมัน
มีความแตกต่างกันอย่างมาก!
10 อันดับแรก แทบจะถูกครอบครองโดยเหล่าศิษย์สายตรง! พวก
เขาคือแผนกใหญ่ของสำนัก เช่น แผนกกระบี่และแผนกลงทัณฑ์ที่มี
ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และศิษย์จำนวนมาก ทรัพยากรที่ศิษย์หลักและ
ศิษย์รองได้รับนั้นเกือบจะพอๆกัน!
หรืออีกความหมายคือ 10 อันดับแรกเต็มไปด้วยเหล่าศิษย์สายตรง
ถ้าหากมีศิษย์ทั่วไปผ่านไปได้ เขาก็จะได้เจอกับเหล่าศิษย์สายตรงที่โดด
เด่น!
ตั้งแต่ที่ งานประลองชุมนุมร่วมสำนักแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้เริ่ม
ขึ้น 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ ได้สร้างเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่
สามารถติด 20 อันดับแรกได้ เช่น ฉางเอี่ยนจ้าว
ผู้มีพรสวรรค์หลายคนได้ติด 20 อันดับแรก แต่ผู้ที่ผ่านเข้าสู่ 10
อันดับแรกนั้นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น!
ถ้าหากหลินหมิงสามารถที่จะผ่านเข้าสู่ 10 อันดับแรก ก็จะเป็นครั้ง
แรกในประวัติศาสตร์ของเขาในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักแห่งหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ แล้วครั้งที่สองหรือครั้งที่สามล่ะ? เพราะหลินหมิงเพิ่งอายุ
เพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น เขายังสามารถเข้าร่วมได้อีกถึง 2 ครั้ง!
ฉินจื่อหยาไม่กล้าที่คิดเลยถ้าเกิดว่าหลินหมิงเติบโตขึ้นมาจะน่ากลัว
ขนาดไหน เขาคาดเดาได้เลยว่าหลังจากงานประลองชุมนุมร่วมสำนักนี้
จบลงหลินหมิงอาจได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก
เพียงขึ้นอยู่กับเวลา!
ด้วยการสนับสนุนของสำนักให้กับผู้มีสิทธิสืบทอด ทั้งทรัพยากรและ
เคล็ดวิชาบ่มเพาะ ครั้งต่อไปหลินหมิงอาจได้เป็นผู้ชนะเลิศในการประลอง
ร่วมชุมนุมที่จะมีขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า!
แน่นอนว่าเป็นไปได้ ถ้าเกิดว่าหลินหมิงได้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดจริงๆ
ความสำเร็จของหลินหมิงก็จะเพิ่มชื่อเสียงให้กับ ฉินจื่อหยาด้วย แต่เมื่อ
มาคิดถึงอาณาจักรลิขิตฟ้าที่เลี้ยงดูอัจฉริยะอย่างหลินหมิงมาให้ตกระกำ
ลำบากเช่นนี้
ผู้ดูแลเช่น ฉินจื่อหยาอาจจะถูกเฉดหัวออกไปจากสำนักก็เป็นได้
ฉินจื่อหยาจึงรู้สึกเศร้าใจ
……………………………………
ในห้องโถงหลักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มู่ฉิงหงได้รับชมการประลอง
ของหลินหมิงตั้งแต่ต้นจนจบ
“ฮาๆ เทพธิดามู่ฉิงหงดูเหมือนว่าท่านมีความสนใจในเด็กหนุ่มนั่น”
นี่คือบุคคลที่มีพรสวรรค์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของข้าที่ได้รับการดูแล
อย่างดี เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี!”
ด้านข้างของมู่ฉิงหงเจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฉีซงเทียนหัวเราะ
อย่างพอใจในขณะที่กล่าวออกมา
มู่ฉิงหงยังคงสงบและตรวจสอบหลินหมิงโดยพลังจิตวิญญาณของ
นาง ฉีซงเทียนนั้นไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ เขาคิดว่าบางทีนางอาจจะ
กำลังหลงไหลในศักยภาพของหลินหมิง?
หลินหมิง รับรู้ได้ถึงการจ้องมองของ ฉีซงเทียนด้วยพลังระดับนั้น
จ้องมายังเขาที่มีระดับพลังเพียงแค่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก เมื่อสบตา
กันมันก็ยากที่จะไม่รับรู้
อย่างไรก็ตาม ถึง ฉีซงเทียนจะจดจำหลินหมิงไว้ แต่เขาก็ไม่ได้สืบหา
ประวัติพื้นหลังของ หลินหมิงในตอนนี้
หลินหมิง แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันเป็นอัจฉริยะด้านการใช้พลัง
จิตวิญญาณ แต่พลังการโจมตีทางจิตวิญญาณก็ไม่สามารถทำอะไรได้ใน
ที่สุด เมื่อต้องเจอกับระดับปราณปลายฟ้า
สำหรับ ฉีซงเทียนมันหมายถึงว่าหลินหมิงมีค่าที่จะต้องดูแลเอาใจใส่
เพราะตอนนี้หลินหมิงนั้นไม่ใช่เชี่ยวชาญแค่พลังจิตวิญญาณเพียงอย่าง
เดียว!
มู่ฉิงหงจ้องไปที่ ฉีซงเทียนและหัวเราะอยู่ภายในใจ จากข้อมูลที่นาง
ได้มาจาก มู่ เฉวี่ยนหยี่ ถึงแม้เขาจะเป็นศิษย์ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ แต่ก็
ไม่ได้รับทั้งการดูแลและการบ่มเพาะที่ดีดังที่ ฉีซงเทียนกล่าวอ้างเลย
เขาไม่ใช่แม้กระทั่งศิษย์ที่โดดเด่นของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แต่เป็น
เพียงแค่ศิษย์ที่อยู่ในสำนักรองอย่าง ‘สำนักเจ็ดแก่นแท้’
นางยิ้มและกล่าวว่า แน่นอนว่าเขานั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีและมีความ
แข็งแกร่งอย่างมากด้วยอายุเพียงเท่านี้ อนาคตคงไร้ขีดจำกัด
ท่านจ้าวสำนัก ฉี พบผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้นั้น นับว่าไม่เลว
เมื่อได้ยินคำกล่าวชื่นชมอย่างมากจากตัวตนที่สูงส่งเช่น มู่ ฉงหง จึง
ทำให้อารมณ์ของ ฉีซงเทียนพุ่งถึงสวรรค์ เพราะเป็นคำกล่าวของผู้ที่มา
จากสำนักชั้น 4
เป็นธรรมดาที่ ฉีซงเทียนจะดีใจอย่างยิ่งที่ได้แสดงพลังของสำนัก
ตัวเอง “ข้าไม่คิดเลยว่าอัจฉริยะเช่นนี้จะโผล่ออกมาในงานประลองชุมนุม
ร่วมสำนัก ดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องรับเขาเข้ามาให้เป็นหนึ่งในผู้สืบทอด
เจ้าสำนักรองในภายภาคหน้า
ช่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดียิ่ง เสียดายที่อยู่ใน 36 อาณาจักร…หืม? มา
จาก 36 อาณาจักร?
ฉีซงเทียนทันใดนั้นก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงส่งกระแสปราณ
เสียงไปยังผู้ติดตาม “ตรวจสอบดูให้ทีว่าหลินหมิงจากกลุ่ม 7 มาจาก
อาณาจักรใด”
ทันใดนั้น ฉีซงเทียนก็ตระหนักได้ถึงลางร้ายบางอย่างขึ้นมา คงไม่ใช่
ว่าเขามาจากอาณาจักรลิขิตฟ้า…
ในที่สุดคำตอบก็ได้มาถึงและความรู้สึกไม่ดีในจิตใจของ ฉีซงเทียนก็
กลายเป็นจริง หลินหมิงมาจากอาณาจักรลิขิตฟ้าจริงๆด้วย!
เขาหันหน้าจ้องมองไปยังมู่ฉิงหงและสีหน้ากลายเป็นอปลักษ์อย่างยิ่ง
เขาจำได้ว่าเมื่อการประลองชุมนุมร่วมสำนักเริ่มขึ้นมู่ฉิงหงได้ถามว่าเวที
ของผู้เข้าร่วมประลองที่มาจากอาณาจักรลิขิตฟ้าอยู่ที่ใด
ในตอนแรก ฉีซงเทียนคิดไม่ออกว่าทำไมผู้ที่ทรงเกียรติเช่นมู่ฉิงหงถึง
ได้ถามคำถามเช่นนี้ออกมา ดูเหมือนว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเพราะ หลินหมิง!
ถ้าหากเดาไม่ผิด งั้นสาเหตุที่มู่ฉิงหงเดินทางมายัง งานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักนั้น เพื่อมารับชมและสังเกตการณ์หลินหมิงโดยเฉพาะ!
ด้วยเกียรติและฐานะที่สูงส่งของเทพธิดาแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ด้วยระดับการฝึกฝนที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นปราณปลายฟ้าเดินทางมาอย่าง
ยาวไกลเพื่อดูเด็กหนุ่มจากอาณาจักรลิขิตฟ้าที่มีระดับการฝึกฝนเพียงแค่
จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก นี่มันไร้สาระเกินไปแล้ว!
“หลินหมิงอายุเท่าไร?” ฉีซงเทียนถามผู้ติดตามอีกด้วยการส่งกระแส
ปราณเสียง
“รายงานท่านเจ้าสำนัก” หลินหมิงเพิ่งอายุ 16 ปี!
ในการบ่มเพาะระดับฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูกด้วยอายุ
เพียง 16 ปี เขาต้องมีพรสวรรค์อย่างน้อยระดับ 6!
ในทั้งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ พรสวรรค์ระดับ 6 นั้นถือว่าสูงสุดแล้ว แต่
เมื่อเทียบกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว พรสวรรค์ระดับ 6 ก็เรียกได้ว่าแค่
ไม่เลว เพราะงั้นจึงไม่น่าจะใช่สิ่งที่ทำให้มู่ฉิงหงเดินทางมาอย่างยาวไกล
ด้วยตัวเอง!
หมายความว่ามีเหตุผลอื่นที่ทำให้มู่ฉิงหงสนใจในตัวหลินหมิง แต่เขา
ก็ยังไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด!
เมื่อเข้าใจในจุดนี้ ใบหน้าของ ฉีซงเทียนก็ยิ่งกลายเป็นอัปลักษ์ยิ่งขึ้น
สำนักชั้น 4 จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มายังดินแดนเล็กๆของเขา มาเพื่อ
ค้นหาผู้มีพรสวรรค์เช่นนั้นหรือ?
ทั้งที่พวกเขาเป็นถึงสำนักชั้น 4 และสำนักหลักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
เป็นสำนักชั้น 3 และความแข็งแกร่งที่ห่างไกลกัน พวกเขายังจะถูกรังแก
เช่นนี้อีกหรือ!
“มีปัญหาอันใดเกิดขึ้นหรือไม่ ท่านเจ้าสำนักฉี?” มู่ฉิงหงเห็นว่า ฉีซง
เทียนดูท่าทางน่าสงสาร และนางจึงกล่าวถามเขา นางสังเกตเห็นผู้ติดตาม
หายตัวไปพักนึงและเกิดความรู้สึกสงสัยว่ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น?
ฉีซงเทียนแสร้งยิ้มและกล่าวเสียงต่ำว่า “เทพธิดา ฉิงหง รู้จักกันมา
ก่อนกับศิษย์ในสำนักของข้าหลินหมิงเช่นนั้นหรือ?”
“ไม่หรอก ก็แค่บังเอิญว่าน้องชายหลินหมิงรู้จักกับน้องหญิงของ
ตระกูลข้า”
น้องหญิง!
ฉีซงเทียนแทบอยากจะกระโดดขึ้นจากที่นั่ง ‘น้องหญิง’ ของมู่ฉิงหง
เป็นไปได้เพียงแค่ผู้เดียวคือ นักบุญหญิงศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ มู่เชียนหยี่!
หลินหมิง รู้จักกับ มู่เชียนหยี่ เป็นการส่วนตัวอย่างนั้นหรือ?
เกิดอะไรขึ้น? เป็นไปได้อย่างไรที่หลินหมิงจะรู้จักกับนักบุญหญิง
ศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์? ตัวตนที่สูงส่งเช่นนาง ทั่วทั้งเขตแดน
ทางเหนือของทวีปนภารินไหล ไม่ว่าผู้ใดที่พบเจอนางก็ต้องก้มศีรษะให้!