Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 255 เข้าสู่รอบชิง
ฉีซงเทียนนั้นรู้ว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองนั้นมีพรสวรรค์ระดับ 7 และ
ความสามารถผสานกับธาตุจำเพาะได้ถึงระดับ 7 เช่นกัน
‘นักบุญหญิงศักดิ์สิทธิ์วิหควารีธาตุจำเพาะวารี’ และ ‘นักบุญหญิง
ศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงธาตุจำเพาะอัคคี’ พวกนางเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร เมื่อ
อายุ 15 ปี ปราณต้นฟ้าเมื่ออายุ 17 ปี และปราณปลายฟ้าเมื่ออายุ 22ปี
เข้าสู่จุดสูงสุดของปราณปลายฟ้าเมื่ออายุ 26 ปี และอายุ 27 ปี ก็เข้าสู่
ครึ่งก้าวขั้นหลอมรวมแก่นแท้!
พรสวรรค์ที่น่ากลัวเช่นนี้ อาจเรียกได้ว่ามันคือการรวมตัวของ
พรสวรรค์ และเมื่อเปรียบเทียบกับการประลองชุมนุมร่วมสำนัก ผู้คนที่นี่
คงเป็นเพียงแค่ทารกเท่านั้น
เมื่อคิดไปถึงมู่ฉิงหง นั้น ฉีซงเทียนไม่มีความกล้าที่จะต่อต้านใดๆ
เพราะถึงอย่างไรเพียงเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่งผู้อาวุโสระดับธรรมดามายัง
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ซักคน พวกเขาก็คงไม่อาจสู้ได้แล้ว
แม้กระทั่งมู่เชียนหยี่ด้วยพลังระดับครึ่งก้าวสู่ขั้นหลวมรวมแก่นแท้
และพลังที่แท้จริงของนางที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านักสู้ในระดับเดียวกัน อาจไม่
จำเป็นต้องถึงมือของเหล่าผู้อาวุโสเลยก็ได้!
ฉีซงเทียนช่วยไม่ได้ที่จะสงสัยว่าถ้าเกิดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดที่ไว้
หน้าสำนักของเขา แล้วเขาจะทำอย่างไรกับสถานะการณ์เช่นนี้ดี?
หลินหมิงยังเป็นเพียงแค่ศิษย์ของสำนักรอง ‘สำนักเจ็ดแก่นแท้’ เขา
ยังไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักหลัก ‘สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้’ ถ้าเขาเลือกที่
จะจากไป ก็ไม่ถือว่าเป็นทรยศสำนัก
ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ด้วยทรัพยากรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถ
ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเกินกว่าที่ สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะให้ได้ ถ้าหาก
ยอมรับใช้และอาศัยเงาหลินหมิงบางทีอาจจะได้รับผลประโยชน์จากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เปรียบเทียบกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ฉีซงเทียนไม่มีความมั่นใจใดๆที่
จะสู้เลย
ฉีซงเทียนถอนหายใจอย่างหนัก แล้วกล่าวถามออกไปว่า “เทพธิดา
ฉิงหง มันเป็นเพียงเพราะเขาเป็นสหายของท่านนักบุญหญิงแค่นั้นท่านถึง
ได้เดินทางไกลมาด้วยตัวเองถึงหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เชียวหรือ?”
มู่ฉิงหง หัวเราะ “ท่านเจ้าสำนักฉี กำลังกังวลสิ่งใดหรือ?”
ฉีซงเทียนทำใจสงบแล้วกล่าวว่า “หลินหมิงนั้นเป็นศิษย์ของสำนัก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของเรา”
“แต่เท่าที่ข้ารู้มานั้น เขาเป็นแค่ศิษย์จากอาณาจักรลิขิตฟ้า ของ
สำนักเจ็ดแก่นแท้..”
ฉีซงเทียนหรี่ตาลง เขาไม่อาจจะปฎิเสธความจริงนี้ได้ เมื่อคิดไปถึงสิ่ง
ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้า เขาจึงรู้สึกอับอายเล็กน้อย
หลังจากเงียบกันอยู่นาน ฉีซงเทียนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถ้า
เกิดว่ามู่เชียนหยี่รู้จักกับหลินหมิงแล้วเหตุถึงไม่ติดต่อกันอย่างลับๆ? สิ่งที่
นางต้องทำก็เพียงแค่ยื่นข้อเสนอที่ปฎิเสธได้ยากให้กับหลินหมิงเพื่อเขา
ร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดหลินหมิงถึงต้องมาร่วมงานประลอง
ร่วมชุมนุมสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วย? ทั้งที่รางวัลชนะเลิศ ‘โอสถ
เปิดทางสวรรค์’ ก็มิอาจเทียบได้กับสิ่งที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะให้ได้เลย
ซักนิด
ฉีซงเทียนไม่อาจคิดหาเหตุผลออกได้ แต่เขาก็ไม่กล้าถามว่าทำไม
เช่นกัน
ในตอนนี้มู่ฉิงหง ได้กล่าวออกมาว่า ‘ความจริงแล้ว ตระกูลของข้า
น้องหญิงนั้น ไม่มีความคิดที่จะขโมยศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของเจ้า
แม้ว่า เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของเราจะมีทรัพยากรมหาศาล แต่เคล็ดวิชา
บ่มเพาะของเราล้วนไม่เหมาะสมกับบุรุษ ท่านเจ้าสำนัก ฉี สามารถที่จะ
รับหลินหมิงเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการหลังจากการประลองร่วม
ชุมนุมสิ้นสุดลง
ในอนาคตถ้าเกิดมีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อหลินหมิงทางเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์สามารถให้การช่วยเหลือได้…”
ช่างเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง!
ถึงแม้มู่ฉิงหง สัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่หลินหมิงด้วย
ทรัพยากรที่ไม่จำกัด เขาก็ยังรู้สึกได้หวาดกลัว เพราะหลินหมิงเป็นสหาย
กับมู่เชียนหยี่ด้วยมีมู่เชียนหยี่ที่ให้ความสนใจเป็นการส่วนตัวกับเด็กหนุ่ม
ผู้นี้แล้วมู่ฉิงหง เองก็ให้ความสนใจเช่นกัน
ในความคิดของ ฉีซงเทียนไม่มีสำคัญว่าหลินหมิงจะมีพรสวรรค์แค่
ไหน เขายังเป็นเด็กที่ยังไม่เติบโตเต็มที่มู่เชียนหยี่คงอาจเดิมพันใน
ศักยภาพของเขาว่าหลินหมิงในอนาคตอาจเป็นถึง ปรมาจารย์ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ ช่วงกลาง? หรือแม้กระทั่ง ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ช่วงปลาย?
มีอัจฉริยะมากมายในทวีปนภารินไหล แต่จำนวนของผู้ที่ไปถึงขั้น
หลอมรวมแก่นแท้นั้นมีเพียงไม่กี่คน ในประวัติศาสตร์ 600 ปีที่ผ่านมา
ของของ หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้น มีเพียงแค่บรรพบุรุษของพวกเขาที่เข้าสู่
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้
“นี่คือเหตุผลเดียวที่ท่านมาที่นี่เช่นนั้นหรือ เทพธิดา ฉิงหง?” ฉีซง
เทียนกล่าวถามด้วยความสงสัย
“ฮาๆ มันแค่อยู่ในทางผ่านของข้า มีบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องการ
หารือกับท่านเจ้าสำนักฉี”
หลังจากกล่าวจบ ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
“เชิญท่านกล่าวมาได้เลย เทพธิดาฉิงหง”
“นี่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก คงไม่อาจกล่าวได้สั้นๆ ไว้รอหลังจาก
ที่การประลองร่วมชุมนมจบลง แล้วเราค่อยคุยรายละเอียดกันอีกทีจะ
ดีกว่า”
เห็นสีหน้าของมู่ฉิงหงเคร่งขรึม ฉีซงเทียนทำได้เพียงแค่เห็นด้วยไม่ว่า
กล่าวอันใดต่อ สำหรับเหตุใดที่ทำให้เกาะฟีนิกซ์มาเพื่อหาเขานั้น เขาเอง
ก็ไม่รู้เช่นกัน
………….
หลังจากการประลองระหว่างหลินหมิงและจิงฉานหยู่ได้สิ้นสุดลง
โต๊ะพนันได้ตัดสินใจให้หลินหมิงติดรายชื่อผู้มีโอกาศเป็นที่จะผู้ชนะเลิศ!
สำหรับการประลองในรอบอื่นๆของกลุ่มที่ 7 ผู้ชมก็ไม่มีความสนใจ
อีกเลย ผู้เข้าประลองหลายคนได้ตัดสินใจขอยอมแพ้ต่อหลินหมิงและเก็บ
แรงไว้ต่อสู้ในรอบสองดีกว่า
หลินหมิงชนะครั้งที่ 2 ชนะครั้งที่ 3 ชนะครั้งที่ 4 จนถึงรอบที่ต้อง
เจอกับ จื่อ หลิง
จื่อหลิงเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประลองจากกลุ่มที่ 2 ที่ชนะด้วยการ
โจมตีที่สมบูรณ์แบบ โดยปกติจื่อหลิงเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเอง
แต่นางก็ได้พ่ายแพ้ให้กับจิงฉานหยู่เพียง 2 กระบวนท่า และจิงฉานหยู่
กลับพ่ายแพ้ให้หลินหมิงใน 2 กระบวนท่าเช่นกัน!
คนที่ทำให้นางพ่ายแพ้ใน 2 กระบวนท่ากับพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ใน
รอบนี้ของนางใน 2 กระบวนท่า นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความห่างชั้นของ
หลินหมิงและนางแล้ว
แต่จื่อหลิงก็ไม่ได้ขอยอมแพ้ ถึงนางจะสามารถเข้าสู่รอบที่ 2 แน่ๆอยู่
แล้ว นางก็ไม่ขอยอมแพ้โดยที่ยังไม่ได้สู้ เพราะมันจะส่งผลต่อจิตวิญญาณ
นักสู้ของนาง
หลังจากการประลองเริ่มขึ้น นางก็ไม่ได้คิดจะหลบซ่อนตัวตนด้วย
วิชาหักเหแสง เพราะนางรู้ว่าต่อหน้าหลินหมิงที่มีพลังจิตวิญญาณ
มหาศาลนั้นไร้ประโยชน์ นางจึงชักกระบี่แสงออกมาและเริ่มใช้กระบวน
ท่าไม้ตายของนางทันที
“ข้าทุ่มเททุกอย่างไว้ในการโจมตีนี้ 36 กระบี่ลำแสงสังหาร!”
ฟริ้ว! ฟริ้ว! ฟริ้ว! ฟริ้ว! ฟริ้ว!
36 กระบี่ลำแสงสังหาร พุ่งออกไปทั่วทิศทางและมุ่งหน้าไปหาหลินห
มิงหลินหมิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่จู่ๆกลับไปปรากฎตัวที่ด้านหน้า
ของจื่อหลิงและชกหมัดออกไป!
ปัง!
หลินหมิงใช้ปราณแท้สั่นสะเทือนเพียงแค่ 1,000 เส้น ก็สามารถ
ทำลายการป้องกันโล่ปราณแท้ของนางได้แล้ว! เขาคลายหมัดออกและ
ค่อยๆคว้าไปที่คอของ จื่อ หลิง
อย่างที่คาด การประลองครั้งนี้ต้องจบลงอย่างรวดเร็ว
“หลินหมิงเป็นฝ่ายชนะ!”
เมื่อผู้ตัดสินประกาศผลการประลองออกมาจื่อหลิงถอนหายใจแผ
วเบาอย่างหดหู่ เมื่อนางเผชิญหน้ากับหลินหมิงเหมือนดั่งคนธรรมดา
เผชิญหน้ากับเสือดุร้ายด้วยมือเปล่า ไร้ซึ่งทางต่อกร
เพราะหลินหมิงได้ชนะไป 6 ครั้ง จึงเป็นตัวการันตรีว่าเขาจะได้เข้าสู่
รอบชิง
เขาแข็งแกร่งจริงๆ นอกจากไป๋ถิงฮัวไม่มีใครสามารถต่อสู้กับหลินห
มิงได้ยาวนาน ไม่เพียงแค่นั้นการต่อสู้ก็มักจะจบลงในไม่กี่กระบวนท่า
เมื่อตอนที่ไป๋ถิงฮัวได้เผชิญหน้ากับหลินหมิงที่การต่อสู้ยืดเยื้อเพราะ
หลินหมิงไม่ได้ใช้พลังเต็มที่
ถึงการที่หลินหมิงจะเอาชนะจื่อหลิงได้เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไว้ แต่ก็ไม่
คิดว่าจะเรียบง่ายขนาดนี้ ยิ่งทำให้เหล่าผู้ชมเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
“คู่ต่อไป จิงฉานหยู่ ปะทะ เฟิงฉี่!”
เฟิงฉี่นั้นครองอันดับหนึ่งในการประลองของกลุ่มที่ 7 และกลุ่มที่ 7
มีการประลองคนละ 10 ครั้ง ในที่ผ่านมาประลอง เขาต่อสู้ไปแล้ว 8 ครั้ง
ยังไม่ได้เจอคู่ต่อสู้อีกเพียงคนเดียวเท่านั้น
ในเมื่อจิงฉานหยู่ได้พ่ายแพ้ให้กับหลินหมิงนางจึงได้กลายเป็นคู่ต่อสู้
ของเฟิงฉี่
ก่อนที่เฟิงฉี่จะเดินขึ้นมายังเวทีประลอง เขาไม่ได้จับจ้องไปยังจิงฉาน
หยู่แต่กลับจับจ้องไปยังหลินหมิงแทน ด้วยรอยยิ้มและเลียริมฝีปากและ
กล่าวออกมาว่า ในฐานะที่มาจาก 36 อาณาจักร เจ้าค่อนข้างแข็งแกร่ง
เลยทีเดียว อาจจะสามารถติด 10 อันดับแรกได้
“ในงานประลองร่วมชุมนุมครั้งหน้า เจ้าอาจจะเป็นคู่มือให้ข้าได้”
“โอ้! ครั้งต่อไปงั้นหรือ?”
หลินหมิงยิ้มบางๆ พวกศิษย์หลักที่โดนเด่นนั้นช่างมั่นใจในฝีมือของ
ตัวเองยิ่งนักเกินกว่าที่จะเรียกว่ายิ่งยโสซะอีก
แน่นอนว่าหลินหมิงไม่ได้กล่าวปฎิเสธอันใด เพราะสภาพแวดล้อมที่
พวกเขาเติบโตมานั้นล้อมรอบไปด้วยเหล่าอัจฉริยะ และพวกเขาจึงรู้สึกว่า
ตนพิเศษและอยู่เหนือผู้อื่นมาตลอดจนฝังเข้ากระดูก
“ใช่แล้ว การประลองร่วมสำนักครั้งหน้า เจ้าอาจจะมีคุณสมบัติพอ
ให้ข้าเอาจริงได้”
ในความคิดของเฟิงฉี่นั้น เขาได้ประเมินค่าของหลินหมิงไว้สูงเลย
ทีเดียว