Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 259 แผนกหุ่นเชิด
“ลองสังเกตดูที่เปลวเพลิงอันร้อนแรงบนตัวดาบของ ซุนหลิน บางที
ปราณอัคคีเทียมของเขา คงแข็งแกร่งจนอยู่ในระดับ 1,000 ปี! เขาช่างไม่
ธรรมดาเลยจริงๆ”
ปราณอัคคีคือเพลิงอมตะชนิดหนึ่งที่ไม่มีวันมอดดับ แต่ปราณอัคคี
เทียมไม่ใช่ ถ้าหากปราณอัคคีเทียมไม่อาจดูดกลืนเพลิงต้นกำเนิดได้ใน
เวลาที่มากพอ เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเพลิงที่อ่อนแอและในที่สุดก็จะ
มอดดับไป
แน่นอนว่า ปราณอัคคีเทียมยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งนานที่จะมอดดับ
สำหรับ ระดับ 1,000 ปี หมายความว่าอยู่ได้นานถึง 1,000 ปี จนกว่าจะ
หมดพลังของเพลิงต้นกำเนิดและมอดดับไป
1,000 ปีนั้นเป็นเวลาที่ยาวนาน หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้รับเปลวเพลิง
ต้นกำเนิดมาเพียง 600 ปี
แม้แต่ศิษย์หลักของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่ได้รับทรัพยากร
จำนวนมากอยู่แล้ว ปราณอัคคีก็ไม่ใช่สิ่งที่มีให้ใช้ฟุ้มเฟือย มันหายาก
อย่างแท้จริง แค่มีปราณอัคคีเทียม ระดับ 1,000 ปี ในครอบครองก็เป็น
เกียรติอย่างยิ่งแล้ว
“เจ้าคิดว่าต้องใช้กี่กระบวนท่าศิษย์พี่ เจียง ถึงจะเอาชนะเขาได้?”
ข้าไม่แน่ใจเท่าไร คงจะเป็นใน 10 กระบวนท่าหรืออาจ 20 กระบวน
ท่าเลยก็ได้!” ถึงแม้ ซุนหลิน จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถออกมา แต่
บรรดาศิษย์คนอื่นๆก็ยังเห็นชอบ เจียงหลานเจี้ยน ดั่งเมื่อก่อนอยู่ดี
………
“ศิษย์พี่ เจียง! รับการโจมตีของข้าด้วย” เปลวเพลิงม่วงได้ร้อนแรง
เพิ่มขึ้นอีก!
ในเวทีประลอง ซุนหลิน ใช้หนึ่งในทักษะที่มีชื่อเสียงของเขาออกมา
เสียงเปลวเพลิงดังคล้ายเสียงผิวปากเกิดขึ้นและโหมกระหน่ำไปทั่วทั้ง
อากาศ เพลิงสีแดงเข้มที่ลุกท่วมไปทั้งตัวดาบของ ซุนหลิน ปกคลุมทั้งผืน
ฟ้า ก่อนจะพุ่งไปหา เจียงหลานเจี้ยน! สิ่งที่แปลกคือเปลวเพลิงนั้นไม่ได้มี
รูปร่างงูแบบเมื่อก่อน แต่กลับเป็นลูกศรเปลวเพลิงที่แหลมคม!
“เพลิงนี่คือระดับสูงสุดของขั้นมนุษย์ เพลิงโลกันต์! ไม่อยากจะเชื่อ
ว่า ซุนหลิน จะได้เพลิงเช่นนี้มาหล่อเลี้ยงปราณอัคคีเทียมของเขา’’ ศิษย์
จากแผนกกลั่นสกัด ช่วยไม่ได้เลยที่จะร้องออกมาและแววตาเต็มไปด้วย
ความอิจฉาและความโลภ ความจริงแล้วเพลิงโลกันต์นี้มันทำให้พวกเขา
ตกตะลึงอย่างมาก เพราะว่าระดับสูงสุดของขั้นมนุษย์ เพลิงโลกันต์นั้น
ไม่ใช่สิ่งที่ ซุนหลินจะสามารถมีในครอบครองได้ มีความเป็นไปได้เพียง
อย่างเดียวคือถูกมอบให้โดยแผนกกลั่นสกัด!
นี่คือสิทธิพิเศษและความได้เปรียบของศิษย์หลักที่ศิษย์ทั่วไปไม่มีทาง
ได้รับเพลิงระดับสูงสุดของขั้นมนุษย์เพื่อกลั่นเพลิงเทียมอย่างแน่นอน
เผชิญหน้ากับลูกศรเพลิง เจียง หยานเจี้ยน ก็ยังคงความเยือกเย็น
จากนั้นเขาดึงกระบี่ออกมาจากฝัก กระบี่สีเขียวเข้มกว้าง 3 นิ้ว ดูธรรมดา
และไม่มีความน่าเกรงขามเปล่งออกมา ดูคล้ายกับใบต้นหอมที่ยาว ไม่
สามารถสร้างเลียนแบบได้อีก
เพลงกระบี่เมฆาฟ้า!
เจียงหลานเจี้ยน กวาดกระบี่ออกไป การเคลื่อนไหวแขนของเขา
รวดเร็วยิ่งนักจนเกิดเป็นภาพเลือนลางเห็นเพียงแค่ประกายแสงสีเขียวดั่ง
มังกรทยานสู่ฟากฟ้า!
ปราณกระบี่ปะทะกับฝนลูกศรเพลิงอย่างดุเดือดและตามด้วยเสียง
ระเบิดปะทุดั่งพลุยามหน้าร้อนบดบังวิสัยทัศน์ของเหล่าผู้ชม ก่อนที่ผู้ชม
จะตั้งตัวทัน กระบี่ของ เจียงหลานเจี้ยน ก็พุ่งออกไป กระบี่นั้นส่งเสียงห
วี้ดหวิ้วและพุ่งไปยังร่างของ ซุน หลิน!
“กำแพงเพลิงโหมกระหน่ำ!”
ซุนหลิน ประหลาดใจ เขาไม่นึกว่าเพลิงที่ทวีความรุนแรงขึ้นมาจะไม่
สามารถทำให้ เจียงหลานเจี้ยน บาดเจ็บได้และก็ไม่คิดเช่นกันว่ามันจะถูก
ทำลายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ในขณะที่ ซุนหลิน ล่าถอยด้วยความตกใจและทำลายกำแพงเพลิงที่
เสียหายทิ้ง
ฟู ฟู ฟู!
กำแพงเพลิง 3 อันใหม่ โผล่ขึ้นมาด้านหน้าของเขา มันมีความ
หนาแน่นยิ่งกว่าเดิม เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งพุ่งขึ้นสูงถึงท้องฟ้า!
“สลายไปซะ!”
เจียงหลานเจี้ยน กวาดกระบี่ยาวของเขาออกไปและปราณกระบี่นั้น
ตัดผ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า กำแพงเพลิงทั้งสามถูกตัดผ่านแม้กระทั่งเวที
ประลองก็ไม่เว้น! เจียงหลานเจี้ยน กวาดกระบี่ออกไปอีกครั้ง และเปลว
เพลิงทั้งหมดถูกกวาดออกไปโดยพลังลมจากกระบี่!
ทันใดนั้น เจียงหลานเจี้ยน ได้เร่งความเร็วจนถึงขีดสุดและในเวลา
ต่อมา รูปร่างกระบี่สีเขียวก็ได้มาปรากฏที่ด้านหน้าของ ซุนหลิน
ใบหน้าของซุนหลินกลายเป็นซีดขาวในทันที!
กระบี่โลหิตทะยานฟ้า!
ปัง!
ปราณแท้ที่ป้องกันร่างกายของซุนหลินพังทลายและเขาถูกกระแทก
จนออกจากเวทีไปด้วยสีหน้าซีดราวกับคนตาย
เมื่อ เจียงหลานเจี้ยน มาปรากฏด้านหน้าของเขา ซุนหลิน ไม่ทันได้มี
ปฎิกิริยาตอบโต้ เขานั้นคือศิษย์ของแผนกกลั่นสกัด ถึงแม้เขาจะใช้กระบี่
แต่ก็ไม่อาจเรียกว่าผู้ใช้กระบี่ได้ กระบี่ของเขาอาศัยการโจมตีด้วยเปลว
เพลิง แต่ เจียงหลานเจี้ยนนั้นต่างออกไป กระบี่คือเลือดเนื้อของเขาและ
เป็นสหายที่ดีที่สุด เมื่อกระบี่และมนุษย์รวมเป็นหนึ่ง มันก็จะไม่มีทางที่จะ
แยกจากกัน
“เจียงหลานเจี้ยน เป็นฝ่ายชนะ!”
ผู้ตัดสินอาวุโสก็ประหลาดใจเช่นกัน ใช้กระบี่ 3 กระบวนท่าในการ
เอาชนะคู่ต่อสู้! ซุนหลิน ก็ไม่ได้อ่อน แต่เขาก็ยังแพ้อย่างหมดท่า
ความแข็งแกร่งของ เจียงหลานเจี้ยน นั้นน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง ถ้า
หากเดาไม่ผิด เช่นนั้นความแข็งแกร่งของเขาก็มากกว่าศิษย์สายตรงบาง
คนซะอีก!
ต้องรู้ด้วยว่าเขาเป็นเพียงอันดับ 2 ไม่ใช่ศิษย์สายตรงของแผนก
กระบี่ เช่นนั้นความแข็งแกร่งของอันดับ 1 ที่เป็นศิษย์สายตรงในรุ่นเยาว์
เจียงเป่าอวิ้น จะขนาดไหนกัน? มันคงต้องไม่อาจจินตนาการได้อย่าง
แน่นอน!
ในหมู่ผู้ชม ศิษย์ธรรมดาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เจียงหลานเจี้ยน
ช่างน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง แม้แต่ศิษย์สายตรงของแผนกค่ายกลอย่าง
เฟิงฉี่สีหน้ากลายเป็นน่าเกียด ถ้าหากว่านั่นคือความแข็งแกร่งทั้งหมดของ
เขาที่แสดงออกเฟิงฉี่ก็คงแทบจะรับมือไม่ไหว แต่ถ้าเกิดไม่ใช่ เช่นนั้นเขา
ก็คงต้องเจอกับสถานการณ์ร้ายแรง!
ถ้าหากเขาที่เป็นศิษย์สายตรงพ่ายแพ้ให้กับศิษย์หลักอันดับ 2 ของ
แผนกกระบี่ เขาก็คงจะเสียหน้าเป็นอย่างมาก
ไม่เพียงแค่เฟิงฉี่เท่านั้นโอวหยางหมิงและหวนเสี่ยวตี๋สีหน้าก็ดูไม่ดี
เช่นเดียวกัน สำหรับตอนนี้ เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับ เจียงหลานเจี้ยน
เท่าไร ความจริงคือกำลังกังวลเกี่ยวคือ เจียงเป่าอวิ้น มากกว่า ถึงแม้จะ
ตกใจกับความสามารถของ เจียงหลานเจี้ยน แห่งแผนกกระบี่อยู่บ้าง แต่
เขาที่เป็นอันดับ 2 กลับแข็งแกร่งขนาดนี้ พวกเขาจึงกังวลว่าอันดับ 1
อย่าง เจียงเป่าอวิ้น จะแข็งแกร่งขขนาดไหน!?
“ดี ดีมาก!”
ในตอนนี้โอวหยางหมิงจู่ๆก็ได้ยินน้ำเสียงมืดมนและทำให้เสี่ยวสัน
หลังดังขึ้นมา เขาจึงหันไปมองและเห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบางมี
ผ้าพันแผลพันรอบทั้งตัวและยิ้มอย่างเจ้าเลห์
เมื่อมองเห็นสิ่งที่เหมือนมัมมี่ ที่จู่ๆโผล่มาข้างเขาโอวหยางหมิงรู้สึก
ไม่สบายใจยิ่งนักและคิ้วขมวด
มู่กู๋ปู่ยี่เจ้ายิ้มอะไรเจ้า?”
“จี๊ จี๊ จี๊ จี๊ เจอกับคู่ต่อสู้แบบนี้ ข้าก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา” มัมมี่ได้
แลบลิ้นที่ยาวเฟื้อยและน่าหวาดเสียวเลียริมฝีปากของตัวเอง ดวงตาสาย
ประกายแสงแปลกๆ เขาเหมือนกับแวมไพร์ที่หิวโซเห็นเหยื่อที่แสนอร่อย
ทำให้ผู้ที่มองไปยังเขาเกิดขนลุกได้
มัมมี่ตนนี้มีชื่อที่แปลกประหลาด แซ่คือ มู่กู๋ เขาถูกเรียกว่า ปู่ยี่ เขา
ไม่ใช่คนจากเขตแดนทางใต้ แต่ต้นกำเนิดของเขานั้นอยู่แสนไกลทางเขต
แดนตะวันตก
เมื่อ 600 ปีก่อน ชื่อของชายที่เรียกว่า มู่กู๋เหยี่ยนฉัว เดินทางจากเขต
แดนตะวันตกอันไกลโพ้นมายังเขตแดนทางใต้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ผ่านปะตู
มิติและเขาคือผู้ก่อตั้งแผนกหุ่นเชิด
แผนกหุ่นเชิดนั้นมีความลึกลับมากที่สุดในสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ศิษย์ทุกคนจะมีแซ่ที่เหมือนกันคือ มู่กู๋ เขาไม่เคยบังคับให้เหล่าศิษย์ใช้แซ่
เดียวกัน ในสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้พวกเขาเป็นดั่งตระกูลมากว่าแผนก
จำนวนคนของแผนกหุ่นเชิดเมื่อเปรียบเทียบกับแผนกพิณและแผนก
ภาพมายา พวกเขามีน้อยยิ่งกว่าถึง 1 ใน 3 แต่ก็ไม่มีแผนกไหนกล้าที่จะดู
ถูกแผนกหุ่นเชิด นั้นเป็นเพราะว่าความสามารถในการต่อสู้ของศิษย์
แผนกหุ่นเชิดนั้นแตกต่างกันและแข็งแกร่งมาก ไม่ใช่เพียงแค่นั้น พวกเขา
ยังมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการประลองชุมนุมร่วมสำนัก
แผนกหุ่นเชิดนั้นส่งศิษย์ออกมาเพียง 2 คนเท่านั้น หนึ่งคือ มู่กู๋ปู่ยี่
และ มู่กู๋เจี้ยหลง พวกเขาทั้งสองได้ผ่านกลุ่มของพวกเขามาจนถึงรอบชิง
โดยไร้พ่าย ในสองคนนี้ มู่กู๋ปู่ยี่ ที่เป็นศิษย์สายตรงแห่งแผนกหุ่นเชิด เขามี
การเคลื่อนไหวและทักษะต่อสู้ที่แปลก พลังของเขานั้นไม่สามารถคาดเดา
ได้ง่ายๆเลยโอวหยางหมิงเลือกที่จะต่อสู้กับ เจียงเป่าอวิ้น มากกว่าเจ้า
มัมมี่ประหลาดนี่ซะอีก
มู่กู๋เจี้ยหลง ก็ไม่ต่างกัน เขานั้นสามารถที่จะติด 10 อันดับแรกได้
แน่นอน แม้แต่แผนกค่ายกลอย่างเฟิงฉี่ก็ไม่อาจเป็นคู่มือของ มู่กู๋เจี้ยหลง
ได้
แผนกหุ่นเชิดนั้นช่างแปลกประหลาด พวกเขาเคร่งในลัทธิและบูชา
เทพที่มาจากเขตแดนตะวันตก ทุกอย่างที่พวกเขาทำล้วนแต่เป็นปริศนา
แผนกของพวกเขาตั้งห่างไกลออกไปจากสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ราวๆถึง
1,000 ลี้ อยู่ในส่วนลึกของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ดินแดนแห่งนั้นรกล้างและ
ไม่ค่อยมีผู้คนอาศัย มีป่าใหญ่และมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอยู่ทั่วทุกที่
แผนกหุ่นเชิดนั้นไม่ได้ใช้ทรัพยากรของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้และ
ก็ไม่ได้ให้ทรัพยากรใดๆกับสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เช่นกัน นอกจาก
บางครั้งที่ต้องการทรัพยากรที่ไม่มีพวกเขาถึงจะทำการแลกเปลี่ยนด้วย
อาจจะกล่าวได้ว่าแผนกหุ่นเชิดนั้นเป็นหน่วยงานอิสระของสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ พวกเขาไม่ค่อยติดต่อกับ 6 แผนกที่เหลือ เมื่อได้รับคำสั่งจาก
เจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ พวกเขารับฟังแต่ก็อาจจะไม่ทำตาม
ทุกคนที่อยู่ในสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เข้าใจสิ่งหนึ่งตรงกัน นั่นคือไม่
ควรจะสร้างความขุ่นเคืองให้ศิษย์ของแผนกหุ่นเชิด ไม่ใช่เพราะว่าพวก
เขาทรงพลังและลึกลับ แต่เพราะกลัวผลที่ตามมามากกว่า
ถ้าหากว่าแผนกกระบี่นั้นมีพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุด เช่นนั้นแผนก
หุ่นเชิดก็รับมือได้ยากที่สุด ไม่มีผู้ใดที่อยากจะต่อสู้กับพวกเขา ไม่ใช่เพราะ
ความลึกลับและความสามารถแปลกๆเท่านั้น ความจริงคือ ถ้าเกิดถูกพวก
เขาฆ่า มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นหุ่นเชิด
นี่คือเหตุผลที่โอวหยางหมิงที่โดดเด่นยังรู้สึกเสียวสันหลัง เมื่อเขา
มองเห็น มู่กู๋ปู่ยี่เขารู้ว่าถุงที่ มู่กู๋ปู่ยี่แบกมาด้วยสร้างมาจากผิวหนังของ
ปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้า และมีหุ่นเชิดมนุษย์ที่หลับอยู่ด้านในอีก
ด้วย มันสร้างจากซากศพของปรมาจารย์ปราณต้นฟ้า
“เจียงเป่าอวิ้น เจ้าโชคร้ายแล้วล่ะ”
มู่กู๋ปู่ยี่เลี่ยริมฝีปากและจ้องมองไปยัง เจียงเป่าอวิ้น และเมื่อ โอว
หยางหมิง เห็นเช่นนี้เขาจึงโล่งออกอย่างมากโอวหยางหมิงไม่ได้มั่นใจเต็ม
ร้อยว่าเขาจะเอาชนะ เจียงเป่าอวิ้น ได้และกับเจ้าประหลาดดูเหมือนผีนี่
เขายิ่งไม่ได้มั่นใจว่าจะมีโอกาส 50-50 เมื่อต้องสู้กับมัน
หลังจากที่การประลองของ เจียงหลานเจี้ยน จบลงไป ก็มีศิษย์สาย
ตรงได้ขึ้นเวทีต่อๆกันมา พวกเขานั้นเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ใน 3 กระบวนท่า
หรือน้อยกว่า
ในตอนนี้บรรยากาศของการประลองทำให้เหล่าผู้ชมรู้สึกดุเดือด
เลือดพล่าน
“เหล่าศิษย์สายตรงทั้ง 7 ต่างก็มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วผืนฟ้า” ในขณะนี้
ฉินหวู่ซินขึ้นมาบนเวที ทั่วทั้งสนามต่างโห่ร้องด้วยความชอบใจในตัวนาง
“ฉินหวู่ซิน ต้องชนะ!”
ศิษย์พี่ใหญ่ฉิน ท่านต้องทำได้!”
“ศิษย์พี่ฉิน ข้ารักท่าน!”
…………………….
เสียงมากมายดังออกมาไม่หยุด แต่ฉินหวู่ซิน ก็ยังยืนถือพิณของนาง
อย่างสงบ นางสวมใส่ชุดคลุมที่ขาวบริสุทธิ์ สายลมที่อ่อนโยนพัดผ่านนาง
ทำให้กระโปร่งพริ้วไหวขึ้นลงไปตามสายลม ออร่าของนางที่แผ่ออกมาดุจ
ดั่งมาจากอีกโลก
คู่ต่อสู้ของนางคือจิงฉานหยู่นางคลุมใบหน้าเช่นเดิมและสวมชุดสี
เหลืองที่เปล่งประกายงดงามหาผู้ใดเทียบได้ยาก
เมื่อสองหญิงงามที่แตกต่างยืนอยู่ใกล้กัน เป็นธรรมดาที่ต้องดึงดูด
ความสนใจของผู้คน สำหรับผู้ชายหลายๆคนการประลองครั้งนี้ก็สำคัญ
พอๆกันกับการได้เห็นความงามของพวกนาง
“เจ้าไม่ใช่คู่มือของข้า” ฉินหวู่ซิน กล่าวอย่างไม่แยแส
“ข้ารู้ ตั้งแต่ข้าเข้ามาสู่รอบชิงได้ ข้าจะไม่พลาดโอกาสที่จะประมือ
กับศิษย์สายตรงอย่างแน่นอน”จิงฉานหยู่ยกศรีขึ้นตรงอย่างมั่นใจ ถึงแม้
นางจะพ่ายแพ้ให้กับเฟิงฉี่อย่างราบคาบ นางก็ยังไม่สิ้นหวังและคิดว่าใน
อนาคตจะตามพวกเขาทันอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ นางอยากจะรู้ถึงความ
แข็งแกร่งระหว่างพวกเขาจะมีมากเท่าใด
“ถ้าเช่นนั้น… ให้ข้าได้เติมเต็มความปรารถนาของเจ้า!” ฉินหวู่ซิน
กล่าวอย่างประทับใจ
“จังสดับฟังท่วงทำนองพิณของข้า”
นิ้วมือที่เรียวยาวของนางสัมผัสไปยังพิณและทวงทำนองสวรรค์ก็
เปล่งออกมาสะท้อนอยู่ในอากาศ