Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 260 ต่อให้ข้า 3 กระบวนท่า?
ทวงทำนองไพเราะของพิณได้ยินทั่วทั้งสนามประลอง แม้แต่เหล่าผู้ที่
นั่งอยู่ในห้องโถงหลักก็ได้ยินท่วงทำนองชัดเจนแจ่มแจ้ง
“ทำไมข้าจำเป็นจะต้องฟังท่วงทำนองพิณของเจ้า!?” จิงฉานหยู่ทำ
เสียงไม่พอใจและปิดผนึกการรับรู้เสียงด้วยปราณแท้ของนาง
ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆกับ
ท่วงทำนองเหล่านี้ นางเร่งปราณแท้จนสูงสุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ
การผนึกการได้ยิน ในการเผชิญหน้ากับคนอย่าง ฉินหวู่ซิน นางจะต้องทุ่ม
สุดตัวตั้งแต่เริ่ม ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีโอกาสอีกแม้แต่น้อย
ม่านเปลือกไข่สีเหลืองปรากฎขึ้นมารอบตัวนาง จิงฉานหยู่ไม่ได้ขยับ
นางเตรียมฝ่ามือกระบี่และฝ่ามือพันกรแห่งปราชญ์เพื่อโจมตี มันเป็น
ทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของนาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อนางกำลังพร้อมที่จะโจมตีออกไป ร่างกายของนาง
ก็แข็งค้างไม่สามารถขยับได้ ดวงตาเบิกกว้าง การป้องกันที่สมบูรณ์แบบที่
นางภูมิใจ จู่ๆปราณแท้ของนางเกิดรอยร้าวลึกลับเล็กๆขึ้นและเริ่มขยาย
ไปทั่วทั้งโล่ป้องกัน
ปัง!
เสียงแตกของม่านป้องกันดังออกมาและกลายเป็นเสี่ยงๆตกลงสู่พื้น
ปราณแท้ของนางได้ลดลงอย่างรวดเร็ว
จิงฉานหยู่ตกตะลึง โล่ปราณแท้ของนางแตกออกทั้งที่คู่ต่อสู้ยังไม่ได้
โจมตีตรงๆ นางไม่รู้ว่าโดนโจมตีด้วยอะไรด้วยซ้ำที่ทำลายการป้องกันลง
ได้ สิ่งที่นางรู้คือเสียงที่ยังคงดังกังวานอยู่ในหูของนาง ดังคลื่นปฐพีที่
อ่อนโยนมันไม่ได้แฝงไปด้วยจิตสังหารเลยซักนิด แต่มันสามารถทำให้ม่าน
ป้องกันแตกออกในทันที ราวกับโดนโคลงช้างเหยียบย่ำลงบนไข่ที่
เปราะบาง
หรือว่าการโจมตีนี้จะมาจากท่วงทำนองที่ไพเราะของพิณนั่น?
“ข้า…ข้าขอยอมแพ้!”
จิงฉานหยู่หลับตาลงทั้งสองข้างและยิ้มอย่างขมขื่น
นางเพียงต้องการที่จะเห็นความห่างชั้นระหว่างพวกเขา แต่ตอนนี้ดู
เหมือนว่านางยังไม่อาจประเมินความห่างชั้นที่มากมายเช่นนี้ได้
ตั้งแต่เริ่มจนจบ ฉินหวู่ซิน ไม่ได้มองมาที่นางเลย ไม่แม้กระทั่งใช้
ปราณแท้ป้องกันตัวเอง ถึงแม้ จิงฉานหยู่จะรู้ว่านางต้องแพ้อย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่คิดว่านางจะแพ้โดยที่ไม่รู้ว่าถูกคู่ต่อสู้โจมตีด้วยสิ่งใด
“ฉินหวู่ซิน เป็นฝ่ายชนะ!”
ผู้ตัดสินประกาศออกมาอย่างชัดเจน
หลินหมิงสูดอากาศเย็นเข้าไปลึกๆ ฉินหวู่ซิน ช่างไม่ธรรมดาอย่าง
แท้จริง
หลินหมิงมีประสาทการรับรู้ที่ลึกซึ้ง เขาสามารถรับรู้ได้ถึงคลื่นปราณ
แท้ที่ผันผวนอยู่ในอากาศ ฉินหวู่ซิน มีความแม่นย่ำในการควบคุมปราณ
แท้ที่สั่นสะเทือนจนโลหิตเดือดได้ ช่างบ้าบิ่นอย่างแท้จริง!
ถึงแม้ หลินหมิงจะรู้จักเคล็ดวิชา ลื่นไหลดุจแพรไหมและสามารถ
ควบคุมปราณแท้ได้ดีอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยอมรับว่าไม่อาจทำได้แม่นยำเช่น
ฉินหวู่ซิน
ฉินหวู่ซิน หลอมรวมปราณแท้เข้ากับคลื่นเสียงและทุ่มการโจมตี
ทั้งหมดไปที่โล่ป้องกันเพื่อทำลายมันในทันที ปราณแท้ของนางไม่ได้
กระจายหลุดออกไปเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้น จิงฉานหยู่ จึงไม่
บาดเจ็บ ผู้คนส่วนใหญ่แทบไม่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอะไรเลย
“เคล็ดการบ่มเพาะของแผนกพิณทำให้ข้าตกใจยิ่งนัก!” หลินหมิงรู้
ว่าคลื่นเสียงนั้นอยู่ในรูปแบบของการสั่นสะเทือน ถ้าปราณแท้ได้รวมอยู่
ในคลื่นเสียง นั้นหมายความว่ามันจะเป็นรูปแบบการสั่นสะเทือน!
ผลรับที่ได้คล้ายกับ เคล็ดวิชาลื่นไหลดุจแพรไหม แต่ใช้วิธีการที่
แตกต่างกัน!
ลื่นไหลดุจแพรไหมนั้นคือการควบคุมกระบวนการหายใจของอนุภาค
ขนาดเล็กทั่วทั้งร่างกายเพื่อทำให้ปราณแท้เกิดการสั่นสะเทือน
แต่เคล็ดวิชาบ่มเพาะของแผนกพิณ ทำให้ปราณแท้เกิดคลื่น
สั่นสะเทือนและหลอมรวมปราณแท้ไปกับคลื่นเสียง
จากจุดนี้ เคล็ดวิชาของแผนกพิณนั้นด้อยกว่าลื่นไหลดุจแพรไหม
อย่างมาก
แต่แน่นอนว่ามันสามารถทำให้เกิดผลคล้ายกับปราณลื่นไหลดุจแพร
ไหมในชั่วเวลาหนึ่ง มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายโล่ป้องกันต่างๆ
หลินหมิงที่ใช้หมัดชกเพื่อทำลายโล่ป้องกันของ จิงฉานหยู่
ฉินหวู่ซินก็เช่นกัน!
ข้าไม่อาจสบประมาทเหล่าผู้กล้าของโลกนี้ได้เลย ทวีปนภารินไหล
ยังคงมีผู้สืบทอดแม้จะผ่านมานับหมื่นปีมีอัจฉริยะมากมายถือกำเนิดขึ้น!
ถึงแม้พวกเขาจะยังคงมีฝีมือห่างไกลจากแดนเทวะอยู่มากนักก็ตาม แต่ก็
ไม่ถือว่าเลวร้ายเลยมากนัก!
ในขณะที่หลินหมิงกำลังจมอยู่กับความคิด เขาไม่รู้เลยว่าการ
ประลองในครั้งแรกของรอบชิงได้จบลงไปแล้ว และครั้งที่ 2 กำลังจะเริ่ม
ขึ้น
ในการประลองคู่แรก มีหลินหมิงรวมอยู่ด้วย
“การประลองคู่แรก หลินหมิงปะทะ เฟิงฉี่!”
เมื่อผู้ตัดสินประกาศชื่อผู้ประลองในคู่แรกนี้ หลินหมิงก็แปลกใจเฟิง
ฉี่คือ 1 ใน 7 ศิษย์สายตรง ถึงว่าจะรู้ว่าศิษย์สายตรงของแผนกค่ายกล
และแผนกกลั่นสกัดด้อยกว่าแผนกอื่นๆที่เหลือ ไม่ว่าจะยังไงพวกเขาก็ยัง
เป็นศิษย์สายตรงอยู่ดี เขาไม่นึกเลยว่าในการประลอง 29 ครั้งที่เหลือกลับ
ต้องมาเจอกับศิษย์สายตรงในครั้งที่ 2
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็ฉีกยิ้มและผงกศรีษะ นี่มันเป็นเรื่อง
ธรรมดา ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ใช่ผู้เข้าประลองที่ถูกคาดหวังว่าจะผ่านไป
ถึงรอบสุดท้ายได้เท่าไร
ในรอบชิง เขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับศิษย์สายตรงหรือคนที่มี
ระดับเดียวกับ เจียง หลานเจี้ยน เริ่มจากเฟิงฉี่ก็ดีเหมือนกัน
เฟิงฉี่ยิ้มและจับจ้องมายัง หลินหมิง“เราพลาดเจอกันในรอบ
แบ่งกลุ่ม แต่ในที่สุด ก็ต้องมาเจอกันในรอบนี้ โชคของเจ้าไม่ค่อยดีเท่าไร
ที่มาเจอข้า มันก็ค่อนข้างดีที่เจ้าสามารถครองสถิติไร้พ่ายมาจนถึงตอนนี้
ในรอบนี้เหลือเพียง 15 คนที่จะได้ชิงชัยชนะกัน แน่นอนว่าโชคของเจ้าคง
หมดเพียงแค่นี้”
หลินหมิงยิ้มอย่างพอใจจนเห็นฟันขาว “ข้าว่า ข้าค่อนข้างโชคดีนะ
ข้าได้มาเจอกับเจ้าแทนที่จะเป็นคนเก่งๆแบบ เจียงเป่าอวิ้น หรือไม่ก็
โอวหยางหมิง แต่แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
หลังจากที่เฟิงฉี่ได้ยิน หลินหมิงยั่วยุ ใบหน้าก็กลายเป็นเขียวคล้ำ เขา
ยอมรับว่าด้อยกว่า เจียงเป่าอวิ้นและคนอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่จะให้
คนจาก 36 อาณาจักรเช่น หลินหมิงมายั่วยุได้ มีคุณสมบัติอะไรที่จะมาดู
ถูกเขาได้?
“ดี! ช่างกล่าวได้โอหังยิ่งนัก! ข้ากะว่าจะเมตตาเจ้าซะหน่อย แต่ใน
เมื่อเจ้ามีความมั่นใจมากขนาดนี้ อย่าโทษข้าแล้วกันที่รุนแรงเกินไป!”เฟิง
ฉี่ทำเสียงไม่พอใจ เขาเคลื่อนไหวแล้วขึ้นไปบนเวที
ทันใดนั้นเหล่าผู้ชมต่างตะโกนโห่ร้องส่งเสียงเชียร์ เพื่อเพิ่ม
บรรยากาศให้ดุเดือดขึ้นไปอีก ศิษย์จากแผนกค่ายกลถึงกระทั่ง
วางค่ายกลเพื่อช่วยขยายเสียงเชียร์เลยทีเดียว ค่ายกลขนาดเล็กเท่า
เค้กนี้สำหรับให้ศิษย์ใหม่ใช้เชียร์ศิษย์หลักให้ดังเสียดฟ้า อาจพูดได้ว่ามัน
คือเครื่องสั่นสะเทือนโลกก็ว่าได้
“เฟิงฉี่! เฟิงฉี่!”
“เฟิงฉี่ท่านต้องชนะให้ได้!”
โดยเฉพาะศิษย์คนที่อิจฉาริษยาและเกลียดชัง หลินหมิงที่ได้โอกาสที่
จะติด 10 อันดับแรก พวกเขาตะโกนจนคอแหบแห้งเลยทีเดียว
“ฆ่ามัน! กำจัดมันซะ!”
“ทำลายเจ้าขี้แพ้นั่น!”
“สั่งสอนเจ้าพวกบ้านนอกนั่นซะ!”
นี่คือความได้เปรียบของเจ้าถิ่น บนเวที หลินหมิงกลายเป็นศัตรู
หมายเลขหนึ่งของผู้คน แทบไม่มีเสียงเชียร์ที่มาจากฝัง 36 อาณาจักรเลย
ถึงแม้จะมาจาก 36 อาณาจักร แต่พวกเขากว่า 90% ไม่เชื่อว่าหลินหมิง
จะชนะได้ เพราะความแข็งแกร่ง เกียรติและชื่อเสียงของศิษย์สายตรงนั้น
มีกว่าเกินไป แม้แต่ ฉินจื่อหยา ก็ยังมีสีหน้าที่หดหู่ เขาไม่คิดว่า หลินหมิง
จะได้เจอกับศิษย์สายตรงเร็วขนาดนี้
ในขณะนั้นเอง ก็มีกระแสปราณเสียงส่งมาที่หูของหลินหมิง“เจ้าต้อง
เอาชนะเขาให้ได้ ได้โปรด!”
หลินหมิงหันไปมองและแปลกใจที่มองเห็น จิงฉานหยู่ยืนอยู่ห่าง
200 ก้าว จ้องมองมาด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความหวังในตัวเขา หลินหมิ
งยิ้มและหันไปมองเหล่าผู้ชม เขาเห็นนักสู้หลายคนจาก 36 อาณาจักรกำ
หมัดแน่นและมองมาที่เขาด้วยความหวังและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความ
ปรารถนา
พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงเชียร์บ้าคลั่งเหมือนศิษย์สำนักหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ แต่ค่อยๆนั่งลงอย่างเงียบสงบสองมือกำหมัดแน่น บางทีมันไม่ใช่
เพราะพวกเขาไม่อยากเชียร์ แต่อาจเป็นเพราะพวกเขาขาดพลังและความ
มั่นใจด้วยเหมือนกัน
นักสู้ของ 36 อาณาจักรนั้น มีปมด้อยที่ฝังลึกลงไปในกระดูก ที่ไม่
สามารถลบออกไปได้ง่ายๆ!
ทั้ง 36 อาณาจักรขาดแคลนทรัพยากร กว่า 90% ถูกส่งเป็น
บรรณาการให้หุบเขาเจ็ดแก่นแท้! มีนักสู้หลายคนที่จบลงด้วยการได้รับ
บาดเจ็บ ไม่มีเงินที่จะซื้อยาและสมุนไพรรักษามารักษาตัวเองและสุดท้าย
ก็กลายเป็นคนพิการไป?
มีนักสู้ตั้งเท่าไรที่ต้องเสี่ยงออกไปล่าสัตว์อสูรดุร้ายในป่าเพื่อให้ได้
ทองไม่กี่สิบเหรียญ มีนักสู้ตั้งเท่าไรที่ต้องเสี่ยงไปล่าสัตว์อสูรดุร้ายเพื่อให้
ได้ชิ้นส่วนของมัน ศิษย์ของสำนักใหญ่ไม่เคยสนใจพวกเขาเลยหรือ?
เพราะขาดแคลนทั้งผู้สืบทอดและมรดก มีนักสู้ตั้งเท่าไรที่จบลงด้วย
การได้ฝึกฝนเพียงเคล็ดวิชาบ่มเพาะชั้น 2 ที่ด้อยคุณภาพ?
มีนักสู้ตั้งเท่าไรที่ไม่อาจเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้และต้องติดอยู่เช่นนั้น
ไปตลอดชีวิตและจบลงเพียงเท่าไร เพราะไม่สามารถทำอะไรกับมันได้!?
แล้วยังไม่หมดแค่นั่น นักสู้ในหุบเขาแก่นแท้เกิดมาพร้อมความ
ได้เปรียบ ถูกเลี้ยงได้กินผักจิตวิญญาณที่หายากและเนื้อสัตว์อสูรดุร้ายที่
นักสู้ธรรมดาทำได้เพียงแค่ฝัน ไม่เพียงเขายังมีสมบัติระดับสูง หิน
ลมปราณบริสุทธิ์ ทั้งยังได้รับการศึกษาจากผู้สืบทอดของสำนักใหญ่ที่มี
เคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสูง ได้รับสมุนไพรชั้นสูงที่ทำให้ในร่างกายบริสุทธิ์
ตั้งแต่เกิดดั่งยาวิเศษ
ถึงบางคนจะโง่เหมือนหมู ใช้เวลาขี้เกียจและตะกละตะกลามไปวันๆ
โดยไม่ทำอะไร ด้วยสิ่งที่ถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด พวกเขาก็ยังสามารถเข้าสู่
ขึ้นผสานชีพจรได้อย่างง่ายๆเพียงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น!
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ศิษย์สายตรงนั้นเป็นตัวตนที่สูงส่งและเป็น
ตัวแทนของพวกเขา
การประลองระหว่างเฟิงฉี่และ หลินหมิงจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่อง
ระหว่างพวกเขา แต่ยังไปความหวังของนักสู้จาก 36 อาณาจักรผู้ที่รู้สึก
ด้อยกว่าจนเข้ากระดูก หลินหมิงเป็นอาวุธของพวกเขาที่ใช้ในประกาศ
สงครามกับพวกศิษย์สายตรง!
เหตุผลที่ศิษย์ของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ส่งเสียงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
นั้น เพราะหวังอยู่ในใจให้เฟิงฉี่ฆ่า หลินหมิงเพื่อพวกเขา นักสู้จาก 36
อาณาจักรไม่มีค่าต่างอะไรกับขอทาน แล้วพวกเขาจะยอมให้พวกนั้นอยู่
เหนือกว่าได้อย่างไร? จะยอมให้พวกนั้นก้าวข้ามไปได้อย่างไร? จะให้
เกียรติและศักศรีของพวกเขาถูกคุกคามเช่นนั้นหรือ?
หลินหมิงสูดหายใจเข้าลึกๆและสีหน้ากลายเป็นจริงจังเต็มไปด้วย
ความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง เมื่อก่อนเขาเองก็เป็นแค่เพียงนักสู้ธรรมดา
ถ้าเกิดชีวิตของเขาไม่ได้พลิกผันมาเป็นเช่นนี้
ป่านนี้เขาก็คงจะต้องไปเสี่ยงชีวิตล่าสัตว์อสูรดุร้ายในป่าอยู่เป็นแน่
และคงฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างสุดความสามารถเพื่อยกระดับพลังด้วยเคล็ด
วิชาบ่มเพาะที่ด้อยคุณภาพ!
“การประลองครั้งนี้ ข้าจะต้องชนะให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ชนะเท่านั้น
ต้องชนะด้วยพลังของข้า มันถึงจะสามารถทวงคืนความยุติธรรมให้กับนัก
สู้จาก 36 อาณาจักรได้! ”
หลินหมิงกำหมัดแน่นและอนุภาคทั่วร่างกำลังหายใจเป็นหนึ่ง
เดียวกัน เกิดเป็นปราณแท้สั่นสะเทือน 5,000 เส้นขึ้นมารวมที่หมัดของ
เขาและรวมเขากับพลังสายฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ
ในตอนนี้ ผู้ตัดสินยังไม่แม้แต่จะประกาศเริ่มการแข่ง
เฟิงฉี่รับรู้ได้ถึงปราณแท้ที่เปล่งของมาปกคลุมทั่วร่างของ หลินหมิง
เขาหัวเราะและกล่าว “เจ้าเกิดกลัวขึ้นมาเช่นนั้นหรือ? ไม่ว่าเจ้ากำลังคิด
ที่จะทำอะไรผลมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก ที่จริงเจ้าไม่จำเป็นที่จะต้อง
วางแผนใดๆที่จะโจมตีข้า เพราะหลังจากเริ่มการประลอง ข้าจะให้โอกาส
เจ้าโจมตี 3 กระบวนท่า เจ้าจะใช้เวลาเท่าไรก็ย่อมได้”
หลินหมิงกล่าวออกมาอย่างเหยียดหยัน “ข้าไม่ต้องการอะไรจากเจ้า
ทั้งนั้น”
“ฮาๆ เผชิญหน้ากับพวกบ้านนอกจาก 36 อาณาจักรเช่นเจ้า ถ้าข้า
ไม่ต่อให้ 3 กระบวนท่า เช่นนั้นศิษย์สายตรงอย่างข้าจะเอาหน้าไปไว้
ไหน?”
เสียงของเฟิงฉี่ที่กล่าวออกมาดังไปไกลราวกับว่ามีค่ายกลช่วยและดัง
ไปถึงหูเหล่าผู้ชมที่กำลังเชียร์อยู่
“เฟิงฉี่กล่าวได้ดีมาก!”
“ต่อให้มัน 3 กระบวนท่า! ให้มันเห็นห่างชั้นของพวกเราซะ!”
“เจ้าบ้านนอกผู้นี้อยากจะกลับบ้านไปกินนมแม่แล้ว! คิดว่าจะติด 10
อันดับแรกได้เช่นนั้นหรือ?
เจ้าโง่เอ้ย! หัดดูตัวเองซะมั่ง เจ้าคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติอะไร?”