Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 264 ฉาง เอี่ยนจ้าว กระบี่คลื่นโลหิต
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 264 ฉาง เอี่ยนจ้าว กระบี่คลื่นโลหิต
บางทีมันก็อาจจะไม่เป็นการพูดเกินจริงว่าพรสวรรค์ของหลินหมิง
นั้นเทียบเท่ากับเชียนหยี่ ถ้าหากนำเขาไปเทียบกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาต้องเป็นอัจฉริยะอันดับต้นๆ ได้เห็นอัจฉริยะเช่นนี้
ไม่เสียแรงเลยที่ข้าอุตส่าห์มาถึงที่นี่ และแม้กระทั่งหากผู้อาวุโสมาเองก็ไม่
น่าเสียดายอย่างแน่นอน
เมื่อมู่ฉิงหงคิดได้เช่นนี้ นางก็อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้เป้าหมาย
ของนางจะไม่สำเร็จก็ตามที แค่ได้มาชมเป็นการส่วนตัวและเก็บข้อมูล
พรสวรรค์ของหลินหมิงที่แสดงออกมาก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
ถ้าหากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเขตทะเลทางใต้ไม่มาถึงที่นี่…เช่นนั้น
ในอีก 100 ปี หรือแม้แต่ 200 ปี เมื่อหลินหมิงเติบโตขึ้นเขาอาจจะ
กลายเป็นบุคคลที่สำคัญในเขตแดนใต้ทั้งหมดก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเขตชายแดนใต้มู่ฉิงหงรู้สึกกังวล
เป็นอย่างมาก ความโกลาหลที่เกิดขึ้นกับทะเลทางใต้มีผลกระทบกับ
ชะตากรรมของเกาะฟีนิกซ์
………………………
ในขณะที่การประลองบนเวทีต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่มีบุคคลที่โดด
เด่นออกมา แน่นอนว่าแม้คนที่อ่อนแอที่สุดก็ยังคงแข็งแกร่งกว่า ไป๋ ถิงฮัว
หลังจากการประลอง 3 คู่ผ่านไปฉางเอี่ยนจ้าวก็ได้ขึ้นมาบนเวที เขา
ได้ประลองกับศิษย์จากแผนกกระบี่ หลิวเยี่ยน
หลิวเยี่ยนนั้นไม่ได้อ่อนแอ ในงานประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งก่อน
นั้นเขาได้ลำดับที่ 20 จึงไม่ค่อยห่างชั้นกับฉางเอี่ยนจ้าวเท่าไร
ตอนนี้ศิษย์ทุกคนในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้รู้จักเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการ
ประลองของหลินหมิงจึงไม่มีใครกล้าที่จะดูถูกนักสู้ที่ไม่ได้มาจากหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้อีก โดยเฉพาะฉางเอี่ยนจ้าวผู้ที่มีรายชื่อในโต๊ะพนันว่าที่มี
ศักยภาพที่อาจเป็นแชมป์ด้วยอัตตราค่าตอบแทนของแต้มต่อถึง 1:35
หลิวเยี่ยนก็มีรายชื่อด้วยเช่นกัน และอัตราค่าตอบแทนของแต้มต่อก็
พอๆกัน
คนส่วนใหญ่คาดเดาว่านี่คงเป็นประลองที่ถูกจับคู่ไว้แต่แรกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คาดเอาไว้แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้…
ในตอนแรก ฉางเอี่ยนจ้าวและหลิวเยี่ยนก็ต่อสู้กันอย่างสูสี
อย่างไรก็ตาม หลังจาก 20 กระบวนท่าผ่านไปฉางเอี่ยนจ้าวได้ดึงเอา
สมบัติกระบี่สีโลหิตยาว 4 ก้าวออกมาจากแหวนมิติ ด้วยกระบี่นี้ในมือ
ของเขา เขาได้สร้าง 4 การโจมตีที่แข็งแกร่งและน่าหวาดกลัวมันเหมือน
ดั่งคลื่นโลหิตปีศาจที่น่ากลัวพุ่งออกไปและเต็มไปด้วยจิตสังหาร หลิว
เยี่ยนนั้นแทบจะพ่ายแพ้ในทันทีเลยหลังจากโดนเข้าไปและเขาก็ได้
บาดเจ็บสาหัส
เหล่าผู้ชมตกตะลึงอย่างมาก เมื่อไรกันที่ฉางเอี่ยนจ้าวได้ซ่อนความ
แข็งแกร่งเช่นนี้เอาไป? แล้วนั่นมันกระบี่อะไรกัน? ดูไม่เหมือนสมบัติ
ธรรมดาอย่างยิ่ง เมื่อไรกันที่พวก 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้
กลายเป็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้? กลายเป็นว่ามีนักสู้ 2 คนของพวกเขา
อาจจะสามารถที่จะติด 10 อันดับแรก
แค่หลินหมิงคนเดียวยังไม่พอ ยังจะมีฉางเอี่ยนจ้าวโผล่มาอีกคนหรือ
เนี่ย!
“กระบี่โลหิตนั่นช่างประหลาดยิ่งนัก ข้าไม่อาจมองเห็นถึงระดับของ
มันได้เลย มันจะต้องไม่ใช่สมบัติระดับมนุษย์ ชั้นสูงธรรมดาอย่าง
แน่นอน”
“บางที มันอาจจะเป็นสมบัติระดับปฐพี…”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เพียงแค่ตระกูลนักสู้จะสามารถมีสมบัติระดับ
ปฐพีในครอบครอง? แม้แต่ผู้อาวุโสในแผนกของเรายังมีไม่กี่คนที่
ครอบครองสมบัติระดับปฐพี ไม่ว่าอย่างไร ถ้าตระกูลฉาง มีสมบัติที่ล้ำค่า
เช่นนี้ พวกเขาคงไม่น่าที่จะให้เด็กหนุ่มนำมาเพื่อใช้แสดงพลังฝีมือในงาน
ประลองนี้แน่”
“นี่เป็นสมบัติระดับปฐพีแน่นอนและเขาเป็นผู้สืบทอดของตระกูล
ฉาง” ในขณะที่เหล่าศิษย์กำลังสนทนากันอยู่ ก็มีเสียงน่าเกรงขามแทรก
เข้ามา ทุกคนจึงหันไปมองและรีบโค้งศรีษะเพื่อคารวะ
“คาราวะศิษย์พี่เหลียง”
ศิษย์พี่เหลียง ผู้นี้มีระดับการฝึกฝนที่ปราณต้นฟ้า ไม่เพียงแค่เขาเพิ่ง
อายุ 30 ปีเลยเท่านั้น อนาคตของเขาคงเต็มไปด้วยเกียรติและชื่อเสียงที่
ไม่สิ้นสุด เมื่อไม่นานมานี้เขาได้รับ ‘โอสถเปิดทางสวรรค์’ และมีโอกาสสูง
ที่จะทะลวงไปสู่ระดับปราณปลายฟ้า เมื่อใดที่เข้าได้เข้าไปสู่ระดับปราณ
ปลายฟ้าในตำนาน เขาก็จะได้รับตำแหน่งผู้อาวุโสระดับสูง เพราะฉะนั้น
เหล่าศิษย์จึงให้ความเคารพชายผู้นี้อย่างมาก
ศิษย์พี่เหลียง ได้กล่าวต่อว่า “ผู้นำตระกูลฉาง รุ่นแรก นั้นเป็น
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ กระบี่โลหิตเล่มนั้นคืออาวุธของผู้ก่อตั้ง
หากใช้ร่วมกันกับเคล็ดกระบี่ที่ผู้ก่อตั้งคิดค้นขึ้นมา พลังของมันจะ
แข็งแกร่งอย่างยิ่ง!”
“ผู้นำตระกูลฉาง รุ่นแรก เป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรววมแก่นแท้
เช่นนั้นหรือ? ข้าเคยคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ข่าวลือไร้สาระซะอีก…”
“ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้…มันยากที่เชื่อจริงๆ ถ้าหากเป็น
ความจริง เช่นนั้นทำไมตระกูลฉาง ถึงได้ ถดถอยลงถึงเพียงนี้?”
ศิษย์หลายคนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเป็นอย่างยิ่ง และศิษย์พี่เจียง กล่าว
ต่อว่า “เวลานั้นเปลี่ยนแปลงหลายๆสิ่ง เมื่อ 3,000 ปีก่อน ตระกูลฉาง
นั้นเป็นดั่งยักษ์ใหญ่ที่ปกครองหลายอาณาจักรและยึดครองทรัพยากร
ด้วยเช่นกัน พวกเขาด้อยกว่าสำนักระดับ 3 อย่างเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผู้ก่อตั้งเสียชีวิตไปด้วยอายุไขที่หมดลง แล้ว
จากนั้นตระกูลฉาง ก็ไม่สามารถสร้างปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ขึ้นมานำตระกูลให้รุ่งเรืองดังเดิมได้อีกเลย”
เพราะว่าตระกูลของพวกเขาได้ครอบครองสมบัติและทรัพยากรไว้
จำนวนมาก จึงทำให้มีคนที่โลภและอยากได้ จึงเกิดเป็นภัยพิบัติขึ้นกับ
พวกเขา มีเพียงลูกหลานโดยตรงไม่กี่คนที่รอดและหยิบฉวยสมบัติติดตัว
ไปด้วยแล้วซ่อนตัวอยู่ที่ไหนซักแห่งและปกปิดตัวตน หลังจาก 1,000 ปี
ผ่านไป ศัตรูของพวกเขาก็ไม่อาจฟื้นฟูความแข็งแกร่งดังเดิมเช่นกัน
ตระกูลฉาง จึงค่อยๆฟื้นฟูกลับมาอย่างช้าๆ แน่นอนว่าพวกเจ้าไม่อาจดู
ถูกตระกูลฉาง ที่ยังสืบทอดเชื้อไขและรับมรดกตกทอดมาอยู่! แม้แต่ผู้
อาวุโสของเราก็ยังต้องให้ความเคารพต่อผู้นำตระกูลของพวกเขา”
ศิษย์พี่เหลียง ได้ถอนหายใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ ถ้าหากตระกูล
ถดถอยลงจริงและยังใช้สมบัติและทรัพยากรโอ้อวดให้เห็นเช่นนี้ พวกเขา
ก็คงต้องรอหายนะมาเยือนเท่านั้น
เหตุผลแรกที่ตระกูลฉาง ในปัจจุบันนั้นไม่ถูกทำลายไปอย่างสิ้นซาก
โดยหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เพราะพวกเขาได้ส่งทรัพยากรจำนวนมากมาเป็น
บรรณการนั่นเองและผู้นำตระกูลของพวกเขาก็ยังมาเจรจาต่อรองด้วย
ตนเอง เหตุผลที่สอง เพราะทรัพสมบัติและมรดกของตระกูลฉาง
เกี่ยวข้องกับกระบี่เป็นส่วนมากและพวกเรามีแผนกกระบี่ในหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้อยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสนใจพวกเขาเท่าไร
ตระกูลฉาง นั้นตกต่ำอยู่หลายปี ไม่มีใครคิดว่าฉางเอี่ยนจ้าวจะแสดง
อาวุธของบรรพบุรุษออกมาในการประลองร่วมสำนักในครั้งนี้ ดูเหมือนว่า
ตระกูลฉาง ในที่สุดก็พวกเขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งและความมั่นคง
ของพวกเขาแล้วและคงจะเตรียมตัวเพื่อที่จะขยายอำนาจของตระกูล
ต่อไป ตระกูลฉาง นั้นยอมทนตกต่ำอยู่มานานพอแล้ว
……
หลังจากที่ศิษย์พี่เหลียง ได้กล่าวจบเจียงเป่าอวิ้นก็ได้จ้องมองไปยัง
ฉางเอี่ยนจ้าว
ฉางเอี่ยนจ้าวนั้นดูเหมือนจะรูปร่างเกินอายุ ไม่แปลกใจเลยถ้าหากว่า
มีคนกล่าวว่าเขาอายุ 25-26 ปี ด้วยกระบี่นั้นข้างกายออร่าแห่งการฆ่าฟัน
แผ่ออกมาจากเขา อย่างไรก็ตามฉางเอี่ยนจ้าวมีการหายใจที่ลุ่มลึกและ
ย่างก้าวอย่างสุขุม ดูเหมือนว่าโดยปกติแล้วเขาจะไม่แผ่ออร่าที่น่าอึดอัด
เช่นนี้ออกมา
“พลังกระบี่นี้ยังไม่ได้ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ ในไม่ช้ามันก็จะกลับคืนมาอยู่
ในสภาพสมบูรณ์เช่นกาลก่อน มันช่างสูงส่งยิ่งนัก! ข้าเคยดูถูกเขา แต่ดู
เหมือนว่าตระกูลฉาง จะให้กระบี่คลื่นโลหิตแก่ฉางเอี่ยนจ้าวเพื่อแสดง
ความสามารถที่โดดเด่นให้โลกตะลึงในการประร่วมสำนัก ด้วยการใช้
กระบี่คลื่นโลหิตร่วมกับเคล็ดวิชา ‘ราชันโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่า’ ที่
ถูกสร้างขึ้นโดยผู้นำตระกูลฉาง รุ่นแรก แม้จะมีอัจฉริยะหลายคนที่โดด
เด่น แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถรับการโจมตีจากเคล็ดวิชาที่ทรงพลัง
นี้ได้! ”
“การประลองชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้ชักน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้ว!” 10 อันดับแรกไม่อาจจะมีเพียง ศิษย์สายตรงอีกต่อไปแล้ว แต่กลับ
เป็นการต่อสู้ของผู้กล้าในสมรภูมิรบ!
ในการประลองคู่ที่ 7 และ 8 ผู้ที่เป็นฝ่ายชนะคือหวนเสี่ยวตี๋และ
ฉินหวู่ซินสองความงามที่น่าภาคภูมิของรุ่น ถึงอย่างไรคู่ต่อสู้ของพวกนาง
ก็ไม่ได้อ่อนแอเพราะพวกเขามีอันดับที่โดดเด่นในงานประลองร่วมชุมนุม
ครั้งที่แล้ว แต่ก็ช่วยไม่ได้เมื่อต้องมาเจอกับหวนเสี่ยวตี๋และ ฉินหวู่ซินและ
พ่ายแพ้ไปในไม่กี่กระบวนท่า
เมื่อสองสาวงามที่น่าภาคภูมิสู้บนเวทีประลองก็ได้เสียงเชียร์จาก
เหล่าผู้ชมส่วนใหญ่ไป สำหรับหลินหมิงในตอนนนี้เขาไม่ได้รับรู้อะไร
ทั้งนั้นเพราะกำลังจมอยู่ใน เจตจำนงแห่งการต่อสู้จิตบริสุทธิ์ เพื่อเร่งฟื้นฟู
ความแข็งแกร่งของเขา
การประลองรอบที่ 2 ของรอบชิงได้สิ้นสุดลงไปแล้ว!
นอกจากเฟิงฉี่ผู้โชคร้ายแล้ว ศิษย์สายตรงคนอื่นก็ไม่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่
เอาชนะได้ยาก พวกเขาผ่านเข้ารอบไปได้ทั้งหมด
ในขณะที่การประลองรอบที่ 3 ได้เริ่มขึ้น ในที่สุดหลินหมิงก็สามารถ
ฟื้นฟูจนอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมแล้ว และการบีบอัดพลังปราณด้วยเคล็ดวิชา
ปราณเทพทรราชคลั่งก็เสร็จสมบูรณ์ เขายังคงจมอยู่ตันเถียนต่อไปอีกซัก
พักและค่อยๆเรียกสติคืนมาแล้วเบิกตาขึ้น ในครั้งนี้เขามองเห็นเฟิงฉี่ยืน
อยู่ตรงกลางเวทีประลอง
‘หืม? คู่แรกคือ เฟิงฉี่…ในตอนนั้นเขาได้บาดเจ็บหนักมิใช่หรือ? เหตุ
เขาจึงฟื้นฟูได้รวดเร็วนัก โอสถฟื้นฟูของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นี่ช่างน่า
อัศจรรย์ยิ่ง ตราบใดที่ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บทางจิตวิญญาณก็สามารถ
รักษาได้เพียงแค่ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ข้าสงสัยจังว่าคู่ต่อสู้ของเฟิงฉี่คือ…’
ในขณะที่หลินหมิงกำลังคิดอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะแปลกๆดัง ‘จี๊
จี๊ จี๊’ คนผู้นั้นมีหน้าตาที่เรียวยาวและผิวหนังเหี่ยวย่นอย่างมากเดินขึ้นมา
บนเวทีประลอง เขามีผ้าพันแผลอยู่รอบตัวจนดูคล้ายมัมมี่ ในขณะที่คน
แปลกประหลาดผู้นี้เดินขึ้นเวทีด้านหลังเขาแบกบางอย่างที่คล้ายถุงขึ้นมา
ด้วย เขาผอมบางและชุดที่ใส่แหวกแนวอย่างมาก เขาดูคล้ายศพที่ถูกฝัง
อยู่ในโลงและในที่สุดก็เน่าเปื่อย แต่ก็ได้กลับมามีชีวิตในสภาพเหมือนขุด
โลงศพขึ้นมา มีเศษผ้าพันแผลและผ้าขี้ริ้วติดตัวมาด้วย
เฟิงฉี่เจอมัมมี่ประหลาดกำลังเดินขึ้นมา สีหน้ากลายเป็นไร้เลือดฝาด
โชคของข้ามันช่างซวยจริงๆ หรือว่าสายเลือดของข้าทั้ง 8 รุ่นโดนคำ
สาปหรืออะไรบางอย่าง? ตอนแรกก็เจอกับไอ้สัตว์ประหลาดหลินหมิงครั้ง
ที่ 2 ก็ต้องมาเจอกับเจ้าซากศพนี่
ถึงเห็นรูปลักษณ์เช่นนี้ แต่คู่ต่อสู้ของเฟิงฉี่ก็เป็นศิษย์สายตรงเฟิงฉี่
รู้สึกอยากหนีไปซะ
หลินหมิงประหลาดใจ ‘มัมมี่ผู้นี้ บางทีคงจะเป็นศิษย์สายตรงจาก
แผนกหุ่นเชิดมู่กู๋ปู่ยู่แต่เฟิงฉี่ก็เป็นศิษย์สายตรงเช่นกัน ข้าคิดว่าศิษย์สาย
ตรงจะได้เจอกับศิษย์สายตรงในรอบสุดท้ายซะอีก…หรือเป็นเพราะเฟิงฉี่
ที่ได้พ่ายแพ้ให้กับข้า ถึงจะพ่ายแพ้แต่เขาก็ยังเป็นตัวเต็งมิใช่หรือ?’
ไม่นานหลินหมิงก็คิดได้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอย่างไรเหตุผล
ที่ 7 ศิษย์สายตรงผ่านไปสู่รอบสุดท้ายได้ก็เพื่อช่วยเพิ่มความเข็มข้นใน
การประลอง งานประลองนี้ไม่ได้หวังที่จะเอาใจใส่ศิษย์สายตรง เพราะถ้า
หากศิษย์สายตรงไม่แข็งแกร่ง ยังไงซะเขาก็คงถูกกำจัดในท้ายที่สุด
“เริ่มการประลองได้!”
ผู้ติดสินได้กล่าวคำที่น่ากลัวมากที่สุดสำหรับเฟิงฉี่ออกมา เขาอยากที่
จะเผชิญหน้ากับเจียงเป่าอวิ้นมากกว่าที่ต้องเผชิญหน้ากับมู่กู๋ปู่ยู่เพราะ
ความแข็งแกร่งของคนประหลาดผู้นี้มีมากเกินไปเฟิงฉี่คาดว่าแม้กระทั่ง
เจียงเป่าอวิ้นก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเขา
ไม่เพียงแค่นั้น อีกไม่นานเขาก็คงดึงเอาพวกสิ่งของเช่น หุ่นเชิดที่
สร้างจากศพและเครื่องมือที่สร้างจากหนังมนุษย์ และแม้แต่โคมไฟก็คงใช้
น้ำมันศพเป็นเชื้อเพลิง สิ่งของต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้คนขนลุกและน่า
หวาดเสียวอย่างยิ่ง
และสิ่งแย่ที่สุดคือธวัชชัยค่ายกลแสงสีทองของเฟิงฉี่ได้ใช้ไปหมดแล้ว
ตอนนี้เข้ายืมสมบัติชั้นรองของแผนกค่ายกลมาใช้ชั่วคราว มันมีพลังน้อย
ยิ่งกว่า 3 อักษรรูนของธวัชชัยค่ายกลแสงสีทองซะอีก เขาได้คิดไปถึงจุด
จบที่น่าสมเพชของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ มู่กู๋ ปู่ยู่
“จี๊ จี๊ จี๊! เจ้าหนูแผนกค่ายกล เจ้าเตรียมตัวที่จะยอมแพ้หรือยัง?”มู่กู๋
ปู่ยู่ยิ้มแปลกๆออกมา แน่นอนว่าเขาไม่ได้แก่เกินไป แต่ก็ยังกล่าวออกมา
คล้ายว่าตนแก่และไม่เห็นเฟิงฉี่อยู่ในสายตา
เฟิงฉี่หน้าซีด เขาได้คิดที่จะยอมแพ้ไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินคำกล่าว
ของมู่กู๋ปู่ยู่ที่เหยียดหยามเช่นนี้ ไม่มีทางที่เขาจะยอมแพ้ในตอนนี้ ถึงแม้
เขาต้องหดหัวอยู่กระดองเยี่ยงเต่า ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ยังคงเป็นศิษย์สาย
ตรง ถ้าเขายอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้สู้และยอมรับในคำกล่าวของคู่ต่อสู้ มันก็
คงทำให้เขาเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
ไม่มันใช่เพียงแค่เขาที่เสียหน้า แต่ยังรวมถึงทุกคนจากแผนกค่ายกล
ด้วย ถ้าไม่ยอมสู้เขาคงไม่อาจเชิดหน้าอีกต่อไปเมื่อพบเจอกับศิษย์ของ
แผนกค่ายกล
เฟิงฉี่ได้ตัดสินใจสู้ไม่ว่าจะแย่ซักแค่ไหนและกล่าวออกไป “ถ้าเจ้า
อยากชนะ เช่นนั้นมาต่อสู้กัน! และหุบปากเน่าๆของเจ้าซะ!”
“ฮาๆ เจ้าช่างมีความกล้าหาญจริงๆ โชคร้ายที่ไม่ว่าเจ้าจะกล่าวเช่น
ไร หากไร้ซึ่งความแข็งแกร่งเจ้าก็จะจบลงเช่นคนโง่” เมื่อมู่กู๋ปู่ยู่กล่าว
ออกมา เขาก็ล้วงเข้าไปในถุงด้านหลังและหุ่นเชิดคล้ายแมงมุมก็ปรากฎ
ออกมา
หุ่นเชิดตัวนี้ ด้านบนเป็นมนุษย์ แต่ด้านล่างเป็นแมงมุมยักษ์ ร่างกาย
ส่วนบนค่อนข้างดูดี แต่เมื่อเฟิงฉี่เห็นว่ามันถูกเย็บต่อกันด้วยซากศพ เขาก็
รู้สึกขยะแขยงอย่างมาก