Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 265 กระบี่ดั่งพยัคฆ์ หอกดั่งมังกร
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 265 กระบี่ดั่งพยัคฆ์ หอกดั่งมังกร
“จี๊ จี๊ จี๊! เจ้าหนูน้อย ถ้าหากว่าเจ้าสามารถเอาชนะหุ่นเชิดแมงมุมตัว
เล็กของข้าได้ ข้าจะยอมแพ้ให้เจ้าดีหรือไม่?”
เมื่อได้ฟังที่มู่กู๋ปู่ยี่กล่าวคำที่หยิ่งยโสเช่นนี้ออกมา เฟิงฉี่ทำได้เพียงแค่
กัดฟันเท่านั้น “เจ้ามันหยิ่งผยองยิ่งนัก ถึงแม้ข้าอาจจะไม่ใช่คู่มือของเจ้า
ถ้าหากเจ้าต้องการที่จะเอาหุ่นเชิดชั้นสองมาสู้กับข้า เช่นนั้นเจ้าก็คงไม่
เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยซักนิดสินะ!”
ถึงแม้ว่าแผนกหุ่นเชิดนั้นจะลึกลับ เฟิงฉี่ก็พอจะรู้จักบางเคล็ดวิชา
ของมู่กู๋ปู่ยี่อยู่บ้าง อย่างน้อยมู่กู๋ปู่ยี่ก็มีหุ่นเชิด 3 ตัวและ 1 ในนั้นคือหุ่น
เชิดที่ทำมาจากร่างของผู้อยู่ในจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้า มันน่าหวาดกลัว
ที่สุดในทั้ง 3 ตัว
ถ้าหากว่าหุ่นเชิดมนุษย์นั้นถูกนำออกมา เขาก็ยอมรับว่าตนเองไม่
อาจสู้ได้ แต่ตอนนี้มู่กู๋ปู่ยี่เพียงแค่นำหุ่นเชิดแมงมุมออกมาจัดการเขา นี่
เป็นการดูถูกความสามารถของเขาอย่างแท้จริง
“รูปแบบค่ายกลปฐพี – รูปแบบแปดเหลี่ยมสังหาร!” เฟิงฉี่ดึงเอา
ผนึกค่ายกลออกมา อักขระสีทองหลายอันพุ่งออกมาและเข้าล้อมหุ่นเชิด
แมงมุมอยู่ห่างๆ
“รวบรวม!”
เฟิงฉี่โบกสบัดธวัชชัยค่ายกล อักขระสีทองจึงเข้าไปบีบรัดหุ่นเชิด
แมงมุม และเขาต้องการที่จะสังหารหุ่นเชิดแมงมุมในค่ายกลของเขา
อักขระสีทองที่กำลังบีบรัดหุ่นเชิดแมงมุมสาดเปล่งแสง มันกลับเป็น
แสงสีทองเริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของหุ่นเชิดแมงมุมแทน เกิด
เป็นหอกสีทองขึ้นรอบตัวหุ่นเชิดแมงมุม เพื่อปกป้องมัน
เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง เปล้ง!
“นี่… การป้องกันสีทองนี่มัน… ม่านพลังระฆังทองคำ ปราณแท้ธาตุ
จำเพาะโลหะ!?”
เฟิงฉี่ตกตะลึงอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าการป้องกันนี้มันแข็งแกร่งยิ่ง
กว่าการป้องกันปราณแท้ธาตุจำเพาะปฐพี ถึงแม้จะบอกว่าปราณแท้ธาตุ
จำเพาะโลหะนั้นหายาก แต่มันก็หาง่ายยิ่งกว่าปราณแท้ธาตุจำเพาะอัสนี
และปราณแท้ธาตุจำเพาะวายุ
แต่สิ่งที่ เฟิงฉี่หวาดกลัวคือปราณแท้ธาตุจำเพาะโลหะมันถูกกลั่นอยู่
ภายในร่างกายของหุ่นเชิดและส่งออกมา! ไม่ใช่เพียงแค่นั้น แต่ม่านพลัง
ระฆังทองคำยังสามารถป้องกันการโจมตีจากเคล็ดวิชาต่อสู้ได้ด้วย!
“เจ้า…เจ้า…เจ้าเข้าถึง ‘ขอบเขตของปราณบูรณะ’ แล้วเช่นนั้นหรือ?
มัน…มันจะเป็นไปได้อย่างไร!?”
เฟิงฉี่ตกตะลึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะนี้แม้แต่ศิษย์สายตรง
ในหมู่ผู้ชมก็เช่นกัน รวมถึงโอวหยางหมิงและฮั่วเยี่ยนหลัวตกตะลึงอย่าง
หนักไปตามๆกัน
โอวหยางหมิงสูดหายใจลึกและกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว นี่มันคือ
ขอบเขตของปราณบูรณะ! ระดับการฝึกฝนของมู่กู๋ปู่ยี่อยู่ที่ครึ่งก้าวสู่
ปราณต้นฟ้าและเข้าก็ยังสำเร็จขอบเขตปราณบูรณะอีก!
ถึงแม้แผนกหุ่นเชิดจะค่อนข้างลึกลับเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังเป็นส่วน
หนึ่งของหุบเขาแก่นแท้ ศิษย์สายตรงคนอื่นๆนั้น แน่นอนว่ารู้จักความ
แข็งแกร่งและความสามารถของปรมาจารย์ผู้นำแผนกหุ่นเชิดดี
ปรมาจารย์หุ่นเชิดนั้นสามารถกลั่นสัตว์ร้ายหรือแม้แต่ศพของผู้ที่เคย
ทรงพลังให้เป็นหุ่นเชิดได้ สิ่งสำคัญของศักยภาพของหุ่นเชิดคือ ต้องมี
ร่างกายที่แข็งแกร่งตอนยังมีชีวิตและร่างกายต้องมีปราณแท้ที่ดีเยี่ยม ถ้า
หุ่นตัวไหนมีทั้งสองสิ่งนี้ พวกมันก็จะทรงพลังเป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรหุ่นเชิดก็ยังคงเป็นหุ่นเชิด พวกมันไม่เก่งในด้านเคล็ดต่อสู้
ถ้าไม่สามารถมีร่างกายและปราณแท้ที่แข็งแกร่งพอ เช่นนั้นพวกมันก็จะมี
ขีดจำกัดของความสามารถในการต่อสู้
อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ่นเชิดนั้นมีระดับพลังขั้นปราณปลายฟ้าหรือแค่
ครึ่งก้าวสู่ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว พวกมันอาจจะได้รับพลังแห่งการบูรณะ
นี่เรียกได้ว่าสามารถที่จะใช้พลังปราณแท้ของพวกเขาได้เหมือนตอนที่ยัง
มีชีวิตและยังสามารถทำให้พวกเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาที่พวกเขารู้จักมาตอน
ยังมีชีวิตได้อีกด้วย!
เช่นนั้นจึงทำให้หุ่นเชิดพวกนี้ไม่ได้ด้อยกว่าตอนที่ยังมีชีวิตเลย!
เหตุผลที่มู่กู๋ปู่ยี่สามารถทำให้หุ่นเชิดแมงมุมสร้างม่านพลังระฆังทอง
ขึ้นมาได้ เพราะร่างกายส่วนบนที่เป็นหญิงสามารถใช้ปราณแท้ธาตุ
จำเพาะโลหะได้ตอนที่ยังมีชีวิตนั่นเอง
เฟิงฉี่หน้าซีดขาวอย่างมากบนเวทีมู่กู๋ปู่ยี่นั้นมีพลังในระดับครึ่งก้าวสู่
ปราณต้นฟ้า แต่สามารถเข้าใจถึงปราณบูรณะที่อย่างน้อยปกติต้องมี
ระดับพลังครึ่งก้าวสู่ปราณปลายฟ้ามู่กู๋ปู่ยี่ช่างน่าหวาดกลัวอย่างยิ่งและมี
พรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดของแผนกหุ่นเชิดในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา!
บางที เจียงเป่าอวิ้นอาจจะพ่ายแพ้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมู่กู๋ปู่ยี่ก็
เป็นได้!
ทำไมข้าถึงได้ดวงซวยเช่นนี้! ต้องมาเจอกับพวกประหลาดสองคน
ติดๆกัน!
“ข้า…ข้าขอยอมแพ้” เฟิงฉี่เอ่ยคำออกมาอย่างยากลำบาก ถ้าต้อง
ขอยอมแพ้ก็จำต้องทำ เพราะเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่แม้แต่ เจียง
เป่าอวิ้นก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะได้เช่นนี้ ไม่มีค่าอะไรที่จะต้องเอา
ตัวเองไปเจ็บตัวดั่งคนโง่ สู้ยอมให้ทุกคนดูถูกเขายังจะดีกว่า
“มู่กู๋ปู่ยี่ เป็นฝ่ายชนะ!”
หลังจากที่ผู้อาวุโสตัดสินประกาศออกมาเช่นนี้ เขาทำอะไรไม่ได้
เพียงแค่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเท่านั้น เพราะมู่กู๋ปู่ยี่ผู้นี้นั้นน่ากลัวจนเกินไป
ถึงแม้จะมีอัจฉริยะหลายคนในการประลองร่วมสำนักในครั้งนี้ แต่เขาก็ยัง
เป็นสัตว์ประหลาดในหมู่สัตว์ประหลาด
เฟิงฉี่คิดว่าในการประลองร่วมชุมนุมในครั้งนี้ ดีที่สุดเขาอาจจะได้ 3
อันดับแรก แต่ว่าตอนนี้ ไม่ต้องกล่าวถึง 3 อันดับแรก เลวร้ายที่สุดเขา
อาจจะตกลงไปถึงอันดับเกือบๆ 30
ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งก่อน ศิษย์ที่ได้อันดับสูงคือโอวห
ยางหมิงจากแผนกลงทัณฑ์และได้อันดับ 3 ด้วยอายุเพียง 17 ปี นั้นไม่
ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง ในงานประลองร่วมสำนักในครั้งนี้ ทั้งอันดับ 1 และ
2 ต่างอายุ 20 ปี และเกินเกณฑ์ที่จะเข้าร่วมได้แล้ว
มันเป็นธรรมดาที่จะคิดว่าในครั้งนี้โอวหยางหมิงน่าจะได้เป็นผู้
ชนะเลิศ แต่ปรากฎว่า เจียงเป่าอวิ้นกลับแสดงพลังที่แข็งแกร่งกว่าออกมา
ฉะนั้น โอวหยางหมิงจึงหมดโอกาสที่จะได้อันดับ 1
แต่บัดนี้ มัมมี่มู่กู๋ปู่ยี่กลับโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้พร้อมกับความสามารถ
ในการควบคุมปราณบูรณะ จึงทำให้ เจียงเป่าอวิ้นอาจไม่ใช่อันดับ 1
เช่นกัน
ไม่เพียงแค่เขา แม้แต่เจียงหลานเจี้ยนที่ไม่ด้อยไปกว่า เจียงเป่าอวิ้น
มากนักและยังมีฉินหวู่ซินที่สามารถสำเร็จหัวใจแห่งพิณได้ แล้วก็หญิงสาว
ผู้งดงามมากความสามารถของแผนกภาพมายาอีกคนหวนเสี่ยวตี๋
ยังไม่หมด ยังมีคนที่ถูกเฝ้าจับตามองอยู่อย่างฉางเอี่ยนจ้าวและ
หลินหมิง
นี่เป็นการต่อสู้ของผู้กล้าอย่างแท้จริง!
ไม่ต้องพูดถึงคู่ชิงชนะเลิศหรือชิง 3 อันดับแรก แม้แต่การประลอง
ของ 10 อันดับแรกก็ยังดุเดือดยิ่งนัก!
“ใครจะได้เป็นผู้ชนะเลิศ?”
หัวใจของผู้อาวุโสตัดสินเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาใช้ความคิดอยู่
ซักพักแล้วส่งกระแสปราณเสียงไปหากลุ่มของผู้ตัดสิน
“ผู้อาวุโสเจียง มีเหตุอันใดเช่นนั้นหรือ?” กลุ่มผู้อาวุโสตัดสินกล่าว
ถามออกไปอย่างสุภาพ
ผู้อาวุโสตัดสินเจียง มาจากแผนกกระบี่และเขาเป็นผู้ที่มีคุณธรรม
อย่างยิ่ง ระดับพลังของเขาอยู่ที่ช่วงกลางของขั้นปราณปลายฟ้า เขามี
ตำแหน่งที่สูงส่งและเป็นที่เคารพท่ามกลางผู้อาวุโสด้วยกัน
“อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการจากกำหนดการเดิม เพราะว่า
มีเหล่าผู้มีพรสวรรค์มากเกินไป เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรอจนจบ ยังเหลือ
การแข่งขันที่ข้ายังอยากสังเกตการณ์อยู่อีกหน่อย”
“ย่อมได้ ข้านั้นเห็นด้วยกับความคิดของผู้อาวุโสเจียง การประลอง
รอบแรกนั้นน่าเบื่อยิ่ง มีเพียงไม่กี่คู่ที่น่าสนใจ” ยังเหลืออีกไม่กี่คู่ที่ข้ายัง
ต้องการดูเช่นกัน!”
หลังจากที่ เฟิงฉี่พ่ายแพ้ไป การประลองก็เป็นไปอย่างสงบหลายคู่
และความไม่สงบก็เกิดขึ้นอีกครั้ง!
“รอบที่ 3 คู่ที่ 9หลินหมิง ปะทะ ฉางเอี่ยนจ้าว!”
หลังจากที่ผู้ตัดสินประกาศชื่อคู่ต่อไป เหล่าผู้ชมต่างส่งเสียงโห่ร้อง
ส่วนศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ต่างเงียบงัน เพราะไม่ว่าจะเป็นหลินหมิง
หรือฉางเอี่ยนจ้าวพวกเขาก็ล้วนแต่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกัน
แต่นักสู้จาก 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้โห่ร้องเสียงดังด้วย
เสียงทั้งหมดที่พวกเขามี
หลินหมิงนั้นเป็นตัวแทนของจากทั้ง 36 อาณาจักร และฉางเอี่ยน
จ้าวนั้นเป็นผู้เดียวที่เหลืออยู่ของ 16 ตระกูลนักสู้ เมื่อสองนักสู้ผู้แข็งแกร่ง
ได้มาเผชิญหน้ากัน มันจะต้องเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านอย่าง
แน่นอน ยากที่กล่าวได้ว่าผู้ได้จะเป็นฝ่ายชนะ!
เมื่อก่อน ศิษย์จาก 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ ด้วยความ
เกียดชังนั้นทำให้พวกเขารวมใจเป็นหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ แต่ตอนนี้กลับต้องมาต่อสู้กัน จึงจำต้องยุติการเป็นพันธมิตรไว้
ชั่วคราว!
“ฮี่ๆ เจ้าหลินหมิงโชคดีจนผ่านมาถึงตอนนี้ได้คงจะต้องจบลงเท่านี้
ช่างโชคร้ายนักเพราะต้องมาเจอกับ ฉางเอี่ยนจ้าว”
“อย่าพูดมั่วๆดีกว่า! เจ้าไม่กลัวถูกสายลมตัดลิ้นเพราะกล่าววาจาไร้
สาระเช่นนั้นหรือ? หรือเจ้าคิดว่า เฟิงฉี่ไม่แข็งแกร่ง? หรือว่าเขาไม่ได้ถูก
หลินหมิงจัดการใน 3 กระบวนท่า?ฉางเอี่ยนจ้าวของพวกเจ้านั้นพอๆกับ
เฟิงฉี่ตอนนี้เขาต้องเจอกับหลินหมิงเขาก็แค่ขยะที่จะถูกกำจัดในไม่กี่
กระบวนท่า!”
“หึ เจ้านี่มันโง่จริงๆ เฟิงฉี่และฮั่วเยี่ยนหลัวนั้นอ่อนแอที่สุดใน 7
ศิษย์สายตรง พวกเขาไม่ต่างจากปลาบนเขียง คิดว่าจะเทียบฉางเอี่ยนจ้าว
ได้หรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่า เคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่า คือสิ่ง
ใด? พลังของ 3 กระบวนท่านั้นมิใช่สิ่งที่เจ้าจะสามารถจินตนาการได้ ถ้า
หากหลินหมิงสามารถรับได้ 2 กระบี่สังหารก็นับว่าเยี่ยมแล้ว!”
หลินหมิงและฉางเอี่ยนจ้าวยังไม่แม้แต่เริ่มต่อสู้เหล่าศิษย์ของ 36
อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ก็เริ่มทำสงครามโต้วาทีกันแล้ว
บรรยากาศการโต้เถียงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เจียงเป่าอวิ้นกำลังดื่มชาจิตวิญญาณบางอย่างอยู่ และเขากล่าวถาม
ด้วยรอยยิ้ม “หลานเจี้ยน การคาดการณ์ของเจ้าค่อนข้างดี เจ้าคิดว่าผู้ใด
จะชนะหรือ?”
เจียงหลานเจี้ยนจ้องไปยัง เจียงเป่าอวิ้นอย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ เจียงเป่าอ
วิ้นจะเพิ่งได้เห็นพลังของมู่กู๋ปู่ยี่และความสามารถของขอบเขตปราณ
บูรณะ เขาก็ยังคงสงบไม่ต่างจากเดิม เช่นนี้จึงเห็นได้ว่า เจียงเป่าอวิ้นมี
ความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับมู่กู๋ปู่ยี่หรือไม่ก็หัวใจกระบี่ของเขาก็ได้เข้า
สู่ระดับที่ผู้ใช้กระบี่ทั่วไปไม่อาจเทียบได้
“อืม ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้การคาดการณ์ของข้าอีก เพราะข้าเคย
ตัดสินใจในหลินหมิงผิดพลาดไปหลายครั้ง และก็พบว่าข้านั้นยังไม่อาจ
เข้าใจเขาได้เลยซักนิด เดิมทีข้าคิดว่าหลินหมิงก็มีโอกาสไม่น้อย แต่เคล็ด
วิชาราชันโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่า ก็แข็งแกร่งมากทีเดียวเช่นกัน มัน
เป็นถึงเคล็ดวิชาที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้สร้างขึ้น และเมื่อใช้
มันร่วมกับกระบี่คลื่นโลหิต ความแข็งแกร่งนั้นคงยากที่จะคาดเดา แต่ทั้ง
3 กระบี่คงกินพลังอย่างน้อย 40% ของปราณแท้และมันสามารถตัดได้
กระทั่งสวรรค์และปฐพี ข้าอยากจะรู้นักว่าหลินหมิงจะทำเช่นไร เพราะข้า
เองก็ไม่อาจทำนายผลลัพธ์ของการประลองในครั้งนี้ได้ แล้วเจ้าล่ะคิดว่า
ผู้ใดจะเป็นฝ่ายชนะ?”
เจียงเป่าอวิ้นส่ายศรีษะและกล่าวเพียงว่า “กระบี่ดั่งพยัคฆ์ หอกดั่ง
มังกร”
กระบี่ดั่งพยัคฆ์ หอกดั่งมังกร?
ในการต่อสู้ของมังกรและพยัคฆ์ ผู้ใดแข็งแกร่งกว่าหรือ? มังกร? หรือ
พยัคฆ์?
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลินหมิงหรือฉางเอี่ยนจ้าว
พวกเขาทั้งคู่ก็ต่างเป็นนักสู้ที่มีพลังโจมตีอันยอดเยี่ยม ถ้าหากเจอกันบน
สนามรบ ทหารนับหมื่นคงถูกสังหาร ด้วยทั้งคู่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเช่นนี้
การประลองนี้ควรค่าแก่การรับชมยิ่ง
เหล่าศิษย์ของ 36 อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้ ต่างกำลังเชียร์
อย่างเอาเป็นเอาตาย
หลังจากที่ฉางเอี่ยนจ้าวก้าวขึ้นมาบนเวที เขาก็ไม่ได้เก็บซ่อนสิ่งได้ไว้
และดึงเอากระบี่คลื่นโลหิตออกมาในทันที เผชิญหน้ากับหลินหมิงมีเพียง
แค่เคล็ดวิชาเท่านั้นที่จะทำให้เอาชนะเขาได้
หลินหมิงยืนอยู่ไม่ห่างฉางเอี่ยนจ้าวเท่าไรนักพร้อมด้วยหอกอ่อน
ปราณคลั่งในมือ การต่อสู้ครั้งนี้คือการประลองกันระหว่าง กระบี่และ
หอก เขาอยากพึ่งพาเพียงพลังของหอกและได้มีการประลองที่ยอดเยี่ยม
เคล็ดหอกที่บรรลุการรู้แจ้ง ปะทะ เคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหาร 3
กระบวนท่า
ถึงแม้จะดูเหมือนว่าหอกของหลินหมิงนั้นจะดูด้อยกว่าในด้านเคล็ด
วิชา แต่เมื่ออยู่ในมือเขาความรู้แจ้งในแห่งหอกทำให้มันพัฒนาการขึ้นไป
อีกขั้น ทุกครั้งที่ใช้ออกไปทุกคมหอกทุกการเคลื่อนไหวจะเต็มไปด้วยพลัง
แห่งขุนเขาและแม่น้ำอยู่แล้ว เช่นนั้นเคล็ดวิชาจึงไม่สำคัญเท่าไรนัก
ทั้งสองยืนห่างกัน 100 ก้าว
ทันใดนั้น ออร่าของฉางเอี่ยนจ้าวที่ได้สะกดไว้ ก็ถูกปลดปล่อย
ออกมา สามารถที่จะมองเห็นคลื่นโลหิตจางๆกระจายอยู่รอบๆเข้าได้ จิต
สังหารของเขาก็พุ่งออกไปทั่วทุกทิศทาง อย่างกับว่าจิตสังหารนี่จะ
สามารถบดบังท้องฟ้าได้และคลื่นโลหิตนั้นจะสามารถสะกดข่มทุกคนไว้
ใต้ฝ่าเท้าได้
หลินหมิงก็สะกดไว้เช่นกัน เขายืนตรงอยู่บนเวทีดังเช่นหอกของเขา
และได้แผ่ออร่าออกมารอบตัว มันดูเหมือนจะสามารถทะลวงถึงสวรรค์ได้
ในทันที
ฉางเอี่ยนจ้าวนั้นได้ยินเสียงของออร่าเขาเริ่มถูกทำลายและออร่าที่
เขาปลดปล่อยออกมาดั่งคลื่นโลหิตที่สามารถตัดกระบี่ธรรมดาได้แต่กลับ
เป็นเช่นนี้ เขาจึงหัวเราะและกล่าวว่า “ที่ข้าสามารถเจอคู่ต่อสู้เช่นเจ้าใน
การประลองชุมนุมร่วมสำนักในครั้งนี้ก็พอใจแล้ว! ข้าจะใช้เพียงกระบี่ใน
การโจมตี 3 กระบวนท่า ถ้าหากว่ายังมิอาจเอาชนะเจ้าได้ ข้าก็จะขอยอม
แพ้!”
ฉางเอี่ยนจ้าวนั้นมิได้หยิ่งยโส เพราะว่าเคล็ดวิชาราชันสังหาร 3
กระบวนท่า มีเพียง 3 กระบวนท่าเท่านั้น หลังจากใช้ไป 3 กระบวนท่า
พลังปราณของเขาคงถูกใช้ไปมากกว่า 70% แล้วถ้าหากยังไม่สามารถ
เอาชนะหลินหมิงได้ เช่นนั้นก็คงจะต้องแพ้อย่างแน่นอน
ฉางเอี่ยนจ้าวมั่นใจอย่างแท้จริงในเคล็ดวิชาราชันสังหาร 3 กระบวน
ท่าโดยเฉพาะกระบวนท่าที่ 3 ที่เป็นกระบวนท่าสุดท้าย
“ดี! เช่นนั้นก็ใช้กระบี่ของเจ้าโจมตีเข้ามา!”
เช่นนี้หลินหมิงจึงใช้เคล็ดวิชาสะพานเหล็กนิรันดร์กั้นแม่น้ำออกมา
ในขณะนี้ ออร่าของเขากลายเป็นดั่งขุนเขาอันสงบ มั่นคงและหนักแน่น!