Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 267 ปราณแท้สีคราม
ปัง
ฉางเอี่ยนจ้าวกระเด็นไปกระแทกกับม่านพลังป้องกันของเวที
ประลอง โลหิตในร่างปั่นป่วนอย่างหนัก ถึงแม้เขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เขาก็ยังสามารถใช้กระบี่พะยุงตัวเองขึ้นมาได้และไม่ล้มลงไปนอนกลับพื้น
อย่างเสียหน้า
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!?
ฉางเอี่ยนจ้าวไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาต้องใช้พลังปราณแท้
มากถึง 50% ในการเคล็ดวิชาราชันโลหิตกระบี่สังหารที่ปล่อยออกไป
พายุอันน่าหวาดกลัวของพลังกระบี่ก็ยังไม่สามารถทำลายหอกแสงสีคราม
ที่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยได้ หอกแสงสีครามได้ทะลวงคลื่นโลหิตทุกชั้น
จนกระทั่งมาถึงตัวเขาแและจัดการเขาลงได้!
หอกแสงนั่นมันคืออะไรกัน?
มันเหมือนกับไม่มีสิ่งใดทำลายมันได้
มันช่างน่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง!
ในขณะที่ ฉางเอี่ยนจ้าวมองขึ้นไปและเหลือบไปเห็นหลินหมิงเขาจำ
ได้ว่าหลินหมิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมเช่นเคยไร้ซึ้งอาการบาดเจ็บใดๆ ฉางเอี่ยน
จ้าวมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่วงเวลาที่เคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหารสิ้น
ของเขาพุ่งไปถึง หลิงหมิง หอกแสงสีครามนั้นก็สามารถผ่าคลื่นโลหิตแยก
ออกเป็นช่องว่างทำให้หลินหมิงหลบการโจมตีส่วนใหญ่ได้ส่วนพลังที่เหลือ
ได้ปะทะกับปราณแท้สีครามที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างของเขาแต่ก็ไม่อาจ
ทะลวงเข้าไปได้
ปราณแท้ที่แปลกประหลาดนี่ช่างน่ากลัวอย่างแท้จริง! ถึงแม้จะไม่
รู้สึกว่ามันไม่ทรงพลังมาก แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่เกิดขึ้นแล้วได้
เหล่าผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างเงียบกันถ้วนหน้าและต่างมองมายังเวที
ฉางเอี่ยนจ้าวได้สร้างการโจมตีทรงพลังจนพวกเขาไม่อาจจะจินตนาการ
ได้ มันได้ทำลายกระเบื้องที่มีค่ายกลป้องกันบนเวที ทิ้งไว้เพียงรอยแตก
กระจายที่ลึกและกว้างหลายก้าว!
สวรรค์!
นี่มันเป็นการประลองของรุ่นเยาว์แน่หรือ? แม้แต่การประลอง
ระหว่างระดับปราณต้นฟ้าหรือแม้แต่ระดับจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้า ก็ยัง
ไม่สามารถสร้างการทำลายล้างได้ขนาดนี้!
ในขณะนั้น ละอองแสงโลหิตได้เริ่มร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าคล้าย
สายฝนฤดูใบไม้ผลิ
มันตกลงมาโดนใบหน้า มันทั้งเปียกและเหนียว
หลังจากที่คลื่นโลหิตอันน่าหวาดกลัวถูกฉีกกระชาก พลังอันมหาศาล
บางส่วนได้ซึมผ่านเกาะป้องกันบนเวทีออกไป ทำให้เกิดเป็นเมฆโลหิตใน
ท้องฟ้า ปรากฎการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นได้จากพลังปราณแท้ของ ฉางเอี่ยน
จ้าวที่แฝงไปด้วยโลหิตที่หนาแน่น
แม้แต่กลุ่มผู้ตัดสินก็ตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก เพราะพวกเขาต่างก็ยก
ย่องเจียงเป่าอวิ้นว่าเป็นศิษย์หลักที่โดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุดในหมู่รุ่น
เยาว์และระดับพลังของเขาเทียบได้กับผู้ที่อยู่ในช่วงกลางของปราณต้นฟ้า
เช่นนั้นพวกเขาจึงได้สร้างม่านพลังป้องกันเวทีให้สามารถป้องกันการ
โจมตีจากผู้ที่อยู่ระดับจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้า มันจึงควรจะป้องกันพลัง
จากผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าได้โดยไม่พังทลาย
แต่ปราณแท้ของ ฉางเอี่ยนจ้าวกลับสามารถที่จะซึมผ่านม่านพลัง
ป้องกันออกไปได้ มันหมายความได้เพียงแค่ว่าพลังของมันนั้นเกินกว่า
ขอบเขตของปราณต้นฟ้าช่วงปลายตามปกติไปแล้ว!
สิ่งใดที่ทำให้นักสู้ที่มีระดับพลังครึ่งก้าวสู่ปราณต้นฟ้าจึงสามารถมี
พลังโจมตีในระดับจุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าได้?
นี่มันยากที่จะจินตนาการได้อย่างยิ่ง!
เคล็ดวิชาราชันโลหิตสังหาร 3 กระบวนท่าช่างน่าหวาดกลัวอย่าง
แท้จริง!
และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือหลินหมิงเขาสามารถที่จะต้านทานพลัง
นั้นและสามารถโต้กลับไปได้อีกด้วย!
หอกของเขาได้ทะลวงผ่านคลื่นโลหิต ไม่เพียงแต่เขาจะไม่เป็นอะไร
แต่ยังสามารถทะลวงผ่านไปได้ทุกชั้นจนถึงตัวของฉางเอี่ยนจ้าว!
ปราณแท้สีครามนั้นไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไร แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะ
หวาดกลัวถึงขั้วหัวใจ!
………
ในห้องโถงหลักฉีซงเทียนชำเลืองไปยัง มู่ฉิงหงเขาลังเลอยู่ชั่วครู่ แล้ว
จับตาดูว่าทำไม มู่ฉิงหงถึงแสดงอาการที่รุนแรงเช่นนี้ในการประลองเมื่อ
ครู่
จากเริ่มจนถึงตอนนี้ ไม่มีสิ่งใดและนักสู้คนไหนที่ทำให้ มู่ฉิงหงที่
มักจะเยือกเย็นนั้น เกิดตื่นตระหนกได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ความสำเร็จใน
หัวใจแห่งกระบี่ของ เจียง หลานเจี้ยน หรือมู่กู๋ปู่ยี่ที่สามารถเข้าถึง
ขอบเขตปราณบูรณะ มู่ฉิงหงก็ทำเพียงแค่ผงกศรีษะเท่านั้น สำหรับนาง
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเพียงแค่เรื่องธรรมดาๆ
แต่ช่วงก่อนหน้านี้ มู่ฉิงหงที่เยือกเย็นอยู่เสมอ ทันใดก็มีสีหน้าซีดและ
จับไปบนเก้าอี้อย่างตื่นตระหนกจนเกือบจะลุกขึ้นยืน จึงทำให้ฉีซงเทียน
จับตามองด้วยความประหลาดใจ สิ่งใดกันที่สามารถทำให้คนระดับเช่น มู่
ฉิงหงถึงกับประหลาดใจได้?
ถ้าเป็นปกติฉีซงเทียนย่อมภูมิใจที่ศิษย์สำนักของเขาสามารถทำให้
ผู้คนจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ประหลาดใจได้ แต่ตอนนี้ฉีซงเทียนไม่ได้
รู้สึกมีความสุขหรือกำลังพอใจเลยซักนิด มู่ฉิงหงแสดงออกภายนอกเพียง
แค่ผิวเผินเท่านั้นฉีซงเทียนจึงไม่อาจเห็นได้ทั้งหมด
เขาได้สงสัยว่าปราณแท้สีครามนั้นทำให้ มู่ฉิงหงประหลาดใจ แต่มัน
มีความลับอะไรซ่อนอยู่ เขาไม่รู้เช่นกัน
เขาจึงได้ค้นหาในความทรงจำของตัวเองเกี่ยวกับปราณแท้สีครามนี้
หรือว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่พิเศษบางอย่าง? หรือ…อาจจะเป็น
…ก่อกำเนิดแห่งปราณแท้?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หัวใจของฉีซงเทียนก็สั่นด้วยความตื่นตระหนก ถ้า
หากว่าเป็นก่อกำเนิดแห่งปราณแท้จริงๆละก็ มันก็เป็นการท้าทายอำนาจ
แห่งสวรรค์อย่างมาก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในปราณ
แท้ จนสามารถสร้างมันขึ้นมาเป็นรูปแบบของตัวเองได้ พวกเขาหากยาก
ยิ่งกว่าหายากซะอีก สิ่งที่หลินหมิงคิดค้นออกมานั้นคล้ายกับปราณแท้
อมตะในตำนานที่เติบโตขึ้นได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด ยากที่จะถูกทำลาย และ
ใกล้เคียงความเป็นอมตะ
แต่มันเป็นไปได้จริงเช่นนั้นหรือ? เขามีพลังเพียงแค่ขั้นดัดกระดูกเท่า
นั้นเองแล้วยังสามารถเข้าใจถึงขั้นสร้างก่อกำเนิดปราณแท้ขึ้นมาด้วย
ตัวเองได้ ไม่เพียงแค่นั้น แต่มันยังเป็นปราณแท้อมตะในตำนาน
มู่ฉิงหงรู้ตัวแล้วว่าฉีซงเทียนกำลังสังเกตุนาง เมื่อรู้เช่นนั้นนางจึงต้อง
เสแสร้ง จึงยิ้มและกล่าวถามออกไป “ท่านเจ้าสำนักมีอะไรจะกล่าว
เช่นนั้นหรือ?”
ฉีซงเทียนอึ้งเล็กน้อย จึงยิ้มและตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไร ข้าเพียง
หัวเราะให้กับความเขลาของตนที่ประเมินศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ผิด
ไป ทั้งที่มีหยกลำค่าอยู่ในมือกลับมิอาจรู้ได้ ผู้ที่ค้นพบก่อนกลับเป็นท่าน
นักบุญหญิง ดวงตาของท่านนักบุญหญิงดุจดั่งมิอาจมีสิ่งใดรอดพ้นสายตา
ไปได้ ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถึงเจริญรุ่งเรืองมาหลาย
พันปี!”
คำกล่าวของฉีซงเทียนเต็มไปด้วยความหมายที่แฝงไว้อย่างลึงซึ้ง
เพราะความจริงแล้วเขานั้นไม่พอใจที่เกาะฟีนิกซ์ยื่นมือเขามาก้าวก่าย
มากจนเกินไป สำหรับปราณแท้สีครามนั้นไร้ประโยชน์ที่เขาจะถาม
เพราะนางคงฉลาดพอที่จะไม่เปิดเผยอะไรเกี่ยวกับมัน
“ฮาๆ หยกที่ยังมิได้เจียระไนในโลกนี้มันจะได้ไปอยู่ที่ใดนั้นก็ขึ้นอยู่
กับโชคชะตาของมัน ความท่านเจ้าสำนักฉี มีความคิดเห็นเช่นไรบ้าง?”
ฉีซงเทียนสีหน้ากลายเป็นน่าเกลียด เขากล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
“เทพธิดาฉิงหง ผู้ทรงคุณธรรม ของที่ถูกตีตราแล้วนั้นยากที่จะลบ! หยกที่
ยังมิได้เจียไนจะพบผู้เป็นเจ้าของล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่หยกที่ยัง
มิได้เจียแต่กลับมีเจ้าของแล้ว จะดีกว่าหากมินำมันไปและสร้างความ
ขัดแย้งกัน”
“ท่านเจ้าสำนักฉี ไม่เพียงหลินหมิงนั้นเป็นศิษย์สำนักหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ของท่านแล้วหรือ? น้องหญิงแห่งตระกูลข้านั้นมีวาสนาได้พบเจอกับ
หลินหมิงแต่ก็มิได้นำตัวเขาไปในทันที ในกรณีนี้ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
แสดงความอดกลั้นอย่างมาก เท่าที่มนุษย์เช่นเราจะทำได้แล้ว เหตุใดท่าน
เจ้าสำนักฉี ถึงแสดงออกอย่างไม่เป็นมิตรเช่นนี้?“ มู่ฉิงหงได้กล่าวเสียง
เบา ‘หึ’
เมื่อฉีซงเทียนได้ยินเช่นนั้น เขาจึงชะงัก มันเป็นความจริงที่เขาได้
กังวลและคิดว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะมาลักพาคนของเขาไป แต่เขาก็
สงสัยว่า ถ้าหากหลินหมิงที่มีพรสวรรค์มากมายเช่นนี้ เหตุใดเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ถึงได้ยังปล่อยเขาไปอยู่? เขาคงได้ติดอันดับต้นๆแม้จะอยู่ใน
นิกายระดับ 4
แต่เมื่อเขาคิดลึกขึ้นไปอีก ถ้าเกิดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเพื่อขุด
สมบัติจากดินแดนเล็กๆของเขาจริง ก็ไม่จำเป็นที่จะทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้
พวกเขาคงเอาไปทันทีโดยเขามิอาจต่อต้านและไม่ต้องขออนุญาตใดๆด้วย
ฉีซงเทียนจึงกล่าวออกไปว่า “ข้าต้องขออภัยที่ได้สร้างความขุนเคือง
ให้เทพธิดาฉิงหง นั่นเพราะว่าสำนักชั้น 3 อย่างข้า อัจฉริยะที่หายาก
เช่นนี้นั้นสำคัญอย่างยิ่ง” ด้วยอัจฉริยะที่หายากเช่นนี้ อีกร้อยปีข้างหน้า
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของข้าอาจจะกลายเป็นนิกายระดับ 4!
เพราะฉะนั้นข้าจึงรู้สึกตื่นเต้นและก้าวร้าวไปบ้าง”
ความจริงแล้วมันอาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สำนักชั้น 3 กลายเป็น
นิกายระดับ 4 ด้วยคนๆเดียว แต่มันมีความนัยบางอย่างแฝงอยู่
ถ้าหากหลินหมิงสามารถไปสู่จุดสูงสุดของขั้นหลอมรวมแก่นแท้และ
มีบุคคลที่ยิ่งใหญ่หนุนหลังก็ย่อมเป็นไปได้
จุดสูงสุดของขั้นหลอมรวมแก่นแท้นั้นดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่
ห่างไกลอย่างมาก แต่ตอนนี้เขาได้อยู่ในระดับพลังขั้นดัดกระดูก ก็
สามารถที่จะเทียบกับขั้นปราณต้นฟ้าได้แล้ว ในอนาคตมีแววแห่ง
ความหวังว่าเขาจะไปได้ถึงจุดสูงสุดของขั้นหลอมรวมแก่นแท้!
……
บนเวทีประลอง ฉางเอี่ยนจ้าวเขาต้องการที่จะกล่าวคำออกมา จึงได้
ข่มความเจ็บปวดที่ร่างกายด้วยปราณแท้ของเขาและเช็ดโลหิตที่มุมปาก
แล้วยิ้มอย่างเสียดายพร้อมส่ายศรีษะและกล่าวว่า
“ข้าขอยอมแพ้”
กระบี่ทั้ง 3 กระบวนท่าของเขา กินพลังปราณแท้ไปมากถึง 70%
และยังใช้มันในการสนับสนุนสมบัติกระบี่ระดับปฐพีขั้นต่ำไปอีก 10% แต่
หลินหมิงยังไม่ได้ใช้ปราณแท้ถึง 10% ด้วยซ้ำและใช้เพียงแค่สมบัติหอก
ระดับมนุษย์ขั้นกลางเท่านั้น
ในสถานะการณ์เช่นนี้หลินหมิงสามารถโจมตีเขาได้ตามที่ต้องการ
ความห่างชั้นระหว่างพวกเขาก็มีมากเกินไป
ฉางเอี่ยนจ้าวรู้สึกเหมือนว่าหลินหมิงเป็นดั่งภูเขาที่สูงเสียดฟ้า มี
ความหวังเพียงน้อยนิดที่เขาจะขึ้นไปถึงยอด
“เป็นการต่อสู้ที่ดี”หลินหมิงผสานมือคารวะอย่างให้เกียรติและเก็บ
หอกของเขากลับเข้าไป
“หลินหมิง เป็นฝ่ายชนะ!”
เมื่อผู้ตัดสินได้ประกาศผลการประลอง ผู้อาวุโสที่ 2 ของตระกูล ฉาง
ถอนหายใจอย่างหนัก เขาพึมพัม “เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นมังกรที่อาศัยอยู่ในบ่อ
ลึก เอี่ยนจ้าวไม่ได้บังเอิญแพ้อย่างแน่นอน!”
ถึงแม้ ฉางเอี่ยนจ้าวจะแพ้การประลอง แต่ตระกูล ฉาง ก็ได้แสดง
ศักยภาพของกระบี่ในกระบวนท่าที่ 3 ของ ฉางเอี่ยนจ้าวที่สามารถเทียบ
ได้กับปรมาจารย์ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าที่ทุ่มพลังทั้งหมด
โจมตี มันเพียงพอที่จะทำให้เหล่าผู้ชมตะลึงกันถ้วนหน้าได้
เมื่อเขาได้พ่ายแพ้ให้กับหลินหมิงเขาก็คงทำได้เพียงแค่โทษใน
ความสามารถของตนเองที่ด้อยกว่า
เมื่อหลินหมิงกลับไปยังพื้นที่เตรียมตัวของผู้เข้าประลอง ผู้เข้า
ประลองคนอื่นๆต่างจับจ้องไปที่เขาอย่างช่วยไม่ได้ บางคนเต็มไปด้วยสี
หน้าที่ซับซ้อน บางคนเต็มไปด้วยความอิจฉา บางคนเต็มไปด้วยความ
หวาดกลัว บางคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และบางคนกลับชื่นชม
อย่างมาก
ในการประลองครั้งที่ 3 ของรอบชิงหลินหมิงก็ได้กลายเป็นจุดสนใจ
อย่างมาก สร้างความประทับใจให้กับเหล่าผู้ชมอย่างลึกซึ้ง ไม่เหมือนเจ้า
มัมมี่อย่างมู่กู๋ปู่ยี่ที่สามารถเข้าถึงปราณบูรณะได้สำเร็จ
แน่นอนว่า มันหมายความว่าหลินหมิงได้ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าเขามี
ความสามารถพอๆกับมู่กู๋ปู่ยี่แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะแข็งแกร่ง
เทียบเท่ามู่กู๋ปู่ยี่
ในความคิดเห็นของผู้ชมส่วนใหญ่ ขอบเขตปราณบูรณะของมู่กู๋ปู่ยี่ที่
สามารถทำได้โดยตนเองมิได้มีพลังในระดับปราณปลายฟ้า เขาจึงดู
แข็งแกร่งไร้ผู้เทียบเคียง แม้แต่กับ เจียงเป่าอวิ้น ที่เป็นอันดับหนึ่งของ 7
ศิษย์สายตรง
ก่อนที่มู่กู๋ปู่ยี่จะเปิดเผยความสามารถขอบเขตแห่งปราณบูรณะเจียง
เป่าอวิ้นมีแต้มต่อ 1:1.6 คนอื่นๆเช่นโอวหยางหมิงมีแต้มต่อ 1:4 ในตอน
นั้นมู่กู๋ปู่ยี่มีแต้มต่อเพียง 1:4
แต่หลังจากที่มู่กู๋ปู่ยี่เปิดเผยความสามารถขอบเขตปราณบูรณะ
ออกมา แต้มต่อจึงลดลงเหลือ 1:1.8 สำหรับเจียงเป่าอวิ้นแต้มต่อเพิ่มเป็น
1:2.5 สำหรับโอวหยางหมิงเพิ่มเป็น 1:6
ด้วยแต้มต่อเช่นนี้จึงไม่ค่อยมีคนเดิมพันข้างโอวหยางหมิงแม้แต่ศิษย์
แผนกลงทันฑ์ด้วยกันเองก็ยังเดิมพันข้างมู่กู๋ปู่ยี่เป็นส่วนใหญ่
หากกล่าวถึงหลินหมิงในตอนแรกในรายชื่อผู้มีโอกาศที่จะชนะเลิศ
เริ่มแรกแต้มต่อของเขาอยู่ที่ 1:12 มันก็ค่อนข้างดีและฉางเอี่ยนจ้าวมีแต้ม
ต่อ 1:35
“ซิงเฉวี่ยน”
ในหมู่ผู้ชมฉินซิงเซวียนจู่ๆก็ได้รับกระแสเสียงปราณแท้ส่งเข้ามาในหู
จากหลินหมิง
“อ่าหลินหมิงเจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
ฉากที่หลินหมิงต่อสู้กับคลื่นโลหิตเหล่านั้นทำให้ฉินซิงเซวียนนึกขึ้น
ได้ นางจึงรู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะแต่มันมีสองเหตุผล เหตุผลแรกคือนาง
ได้หวาดกลัวมันและกังวลอย่างมาก
เหตุผลที่สองคือ นางยังอายุน้อยและไร้เดียงสา มีความรู้สึกเช่นหญิง
สาวทั่วไปให้กับชายหนุ่ม จึงทำให้จิตนางเต้นไม่เป็นจังหวะด้วย
หลินหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “ไปที่โต๊ะพนันแล้ววางเดิมพันข้าง
ข้า 300 หินลมปราณแท้ ถ้าหากว่าเจ้ามีหินลมปราณแท้ไม่พอ ให้ไปขอ
เพิ่มจากเจ้าสำนักฉิน ข้าจะจ่ายคืนเจ้าอย่างแน่นอน”
“300 หินลมปราณแท้?”ฉินซิงเซวียนอ้าปากค้างด้วยความ
ประหลาดใจ ถึงแม้นางจะมาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่ตัวเลขเช่นนี้ก็น่า
ตกใจอย่างยิ่ง เพราะมันเท่ากับ 300,000 เหรียญทอง! ฟังจากน้ำเสียง
ของหลินหมิง เขามั่นใจอย่างมากว่ามีโอกาสที่จะชนะสูง ถ้าเกิดชนะ
ขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นเขาก็จะได้รับ 3,600 หินลมปราณแท้!
สวรรค์!
3,600 หินลมปราณแท้แลกเปลี่ยนได้เท่ากับ 3.6 ล้านเหรียญทอง!
แม้แต่แม่ทัพใหญ่ มันก็ยังเป็นจำนวนเงินที่มากมายอย่างยิ่ง! หนึ่งต้องรู้ว่า
รายได้ต่อปีของแม่ทัพใหญ่มีเพียง 2-3 แสนเหรียญทองเท่านั้น
“อืม ใช่แล้วล่ะ 300 หินลมปราณแท้”
ทรัพยากรที่หลินหมิงต้องการใช้ในการบ่มเพาะไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
มันต้องใช้เวลาหลายปีที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ต้องใช้เวลาในการสะสม ไม่รู้ว่า
เอามาจากอาณาจักรใดบ้าง แต่มันก็ยังมิอาจเพียงพอต่อความต้องการ
ของหลินหมิง
เพราะว่าโต๊ะพนันถูกสร้างขึ้นมาศิษย์ผู้หนึ่งและมีผู้อาวุโสหนุนหลัง
หลินหมิงต้องการที่จะเดิมพันถึง 1,000 หรือ 2,000 หินลมปราณแท้และ
เอาเงินรางวัลมาทีเดียวนับแสนเลย
แต่ผู้ที่ตั้งโต๊ะเดิมพันเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่ง คงไม่มีปัญญาจ่ายมาก
ขนาดนั้น
“3,600 หินลมปราณแท้…คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ศิษย์คน
หนึ่งจะหามาจ่ายได้ครบหมด”