Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 275 ทะลวงสู่ขั้นผสานชีพจร!
“ทะลวงระดับ? หืม เพียงแค่ปราณแท้ของขั้นดัดกระดูกเอ่อล้น
ออกมาเท่านั้น คอขวดระหว่างขั้นดัดกระดูกและขั้นผสานชีพจรนั้นไม่
ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป แต่เจ้ายังสามารถเชื่อมต่อกับเส้นชีพจรและเปิด
มันออกได้ เหตุใดจึงได้รวดเร็วเช่นนี้?” หญิงชราแผนกพิณยกมุมปากขึ้น
ด้วยความเย้ยหยัน มันเหมือนจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับหลินหมิงซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า จึงเพิ่มความไม่พอใจให้กับนางมากขึ้นเรื่อยๆ
คอขวดระหว่างขั้นดัดกระดูกและขั้นผสานชีพจร เป็นสิ่งที่นักสู้ทุก
คนต้องเผชิญ ถ้าหากว่ารากฐานไม่มั่นคงแล้ว พวกเขาก็จะต้องใช้เวลา
หลายปีเพื่อที่จะผ่านคอขวดหรือบางทีอาจจะเป็นหลายสิบปีเลยทีเดียว
ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ยิ่งหมายถึงจุดจบของเส้นทางแห่งนักสู้
สำหรับผู้มีพรสวรรค์ในสำนักใหญ่ การทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร
นั้นไม่ใช่เรื่องยาก มันใช้เวลาในการทะลวงไม่กี่เดือน แม้แต่ครึ่งปีก็ไม่ใช่
เรื่องแปลก
แต่เหล่าผู้มีพรสวรรค์วัยเยาว์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ต้องแข่งกับเวลา
สำหรับพวกเขาแล้ว เวลาไม่กี่เดือนนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าเป็นอย่างมาก
หญิงชราแห่งแผนกพิณมีทั้งอารมณ์รุนแรงด้วยความโกรธและอิจฉา
หลินหมิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้ทำลายเคล็ดวิชาปราณวายุแห่ง
ท่วงทำนองทั้งแปดได้
ฉีซงเทียนลูบเคราของเขาโดยไม่กล่าวอันใด เขาเองก็รู้สึกว่ามัน
เป็นไปไม่ได้ที่หลินหมิงจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับผสานชีพจรได้เร็ว
ขนาดนี้ เขาได้รับรู้ถึงปราณแท้ของหลินหมิงที่เออล้นออกมาจากเส้นชีพ
จรเพียงแค่เสี้ยวพริบตาเท่านั้น ก่อนที่เขาจะกักเก็บพวกมันเอาไว้อย่าง
รวดเร็ว
“เจ้าหนุ่มนี่ช่างบ้าเลือดยิ่งนัก เขาต้องการที่จะทะลวงระดับอย่าง
สมบูรณ์ หลังจากที่ปราณแท้ได้เออล้นออกมา นั้นเป็นการทะลวงแบบ
ธรรมชาติ และใช้มันเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมั่งคง แน่นอนว่าวิธีนี้
ต้องใช้เวลานาน”
แม้แต่ในหุบเขาแก่นแท้เอง ก็มีอัจฉริยะไม่กี่คนที่เลือกทำเช่นนี้ ถ้า
หากเลือกทำเช่นนี้จริง ก็ยังคงใช้เวลานานอยู่ดี ไม่มีกำไรใดที่ได้มาง่ายๆ
โดยไม่เสี่ยงขาดทุน หลินหมิงมีพื้นเพธรรมดา มันน่ายกย่องมากที่เขามา
ได้ถึงขนาดนี้
ฉีซงเทียนกล่าวว่า “แม้จะเป็นการทะลวงคอขวดไปสู่ขั้นผสานชีพจร
อย่างมากหลินหมิงคงใช้เวลาครึ่งปี เขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นผสาน
ชีพจรได้อย่างราบลื่นในขณะที่เขาอายุเพียง 16 ปี นักสู้อายุ 16 ปีที่
สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น… ฮาฮา ผลลัพธ์เช่นนี้ค่อนข้าง
ดีเลยทีเดียว แม้แต่ในสำนักชั้น 4 ก็ตาม
“ค่อนข้าง ‘ดี’ งั้นรึ?” ผู้นำแผนกพิณเปิดฉากก่อน “ถ้าหากคนแก่
เช่นข้าจำไม่ผิด เจียงเป่าอวิ้นแห่งแผนกกระบี่เองก็สามารถเข้าสู่ขั้นผสาน
ชีพจรช่วงต้นตอนอายุ 16 ปีและใช้เวลาครึ่งปีในการทะลวงระดับ หวู่ซิ
นของข้าก็ตอนอายุ 16 ปีเช่นกัน ใช้เวลาทะลวงระดับเพียง 8 เดือน
เท่านั้น มากกว่าเขาแค่ 2 เดือน ความแตกต่างระหว่างพวกเขาจึงไม่มาก
นัก”
“ฮาฮา เป่าอวิ้นกับหวู่ซินทั้งสองคนนั้นมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม” ฉีซง
เทียนรู้ว่าหญิงชราผู้นี้ต้องการรักษาหน้าของตัวเองอย่างมาก ช่างเห็นแก่
ตัวจริงๆ แล้วยังจะเถียงอย่างหัวรั้นอีก มันจะดีกว่าหากจะเออออตามไป
ไม่ว่านางจะกล่าวอะไร
สิ่งที่ทำให้ฉีซงเทียนเห็นคุณค่าของหลินหมิงนั้นไม่ใช่เพราะความ
รวดเร็วในการบ่มเพาะ สำหรับเขาที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก
ตั้งแต่อายุ 16 ปี แถมยังมีความสามารถในการผสานธาตุจำเพาะระดับ 6
ขั้นกลาง เท่านี้ก็เรียกว่าเป็นอัจฉริยะสัตว์ประหลาดได้แล้ว อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่เขาเห็นคุณค่าในตัวหลินหมิงนั้นคือศักยภาพ พลังจิตวิญญาณ
ความสามารถในการผสานสายฟ้าต้นกำเนิด และปราณแท้ปริศนาภายใน
ร่างของเขา
“ขอขอบคุณที่ท่านยั้งมือไว้”
หลินหมิงกล่าวแก่ฉินหวู่ซินพร้อมก้มศีรษะลง การรู้แจ้งโดยฉับพลัน
ของเขากินเวลากว่าสิบลมหายใจ ในช่วงเวลานั้น นอกจากปราณแท้ของ
ธรรมชาติที่ปกป้องเขาแล้ว หลินหมิงก็ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆเลย ถ้าหาก
ฉินหวู่ซินใช้โอกาสนี้เพื่อใช้เคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปด
หลินหมิงก็คงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
แพ้การประลองนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากหลุดออกจากการรู้แจ้ง
โดยฉับพลันและทำลายศักยภาพในการบ่มเพาะแล้ว นั่นต่างหากถึงเป็น
การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
ฉินหวู่ซินกล่าวอย่างสงบ “เจ้าและข้าล้วนไม่ใช่ศัตรูที่มีความแค้นกัน
เป็นธรรมดาที่ข้าจะไม่ทำอะไรที่โหดร้ายเช่นนั้นกับเจ้า ในตอนนี้เมื่อการรู้
แจ้งฉับพลันของเจ้าหมดลงแล้ว มาสู้กันจนกว่าจะถึงที่สุดเถอะ”
“อืม ตกลง!”
หลินหมิงกวัดแกว่งหอกอ่อนปราณคลั่งอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้เขา
ต้องการที่จะทดสอบพลังที่เพิ่มขึ้นของลื่นไหลดุจแพรไหม
“ย๊ากก!”
ปราณแท้สั่นสะเทือนทั้ง 10000 เส้นเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น แม้แต่
หอกอ่อนปราณคลั่งในมือของเขาก็เริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
“เคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปด – ทวีคูณสองเท่า!”
ฉินหวู่ซินสัมผัสที่พิณ นิ้วของนางรวดเร็วกว่าเดิมถึงสองเท่า จังหวะ
ค่อยๆถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มพลังของเคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนอง
ทั้งแปดทวีคูณสองเท่าจนสายลมเกิดเสียงกู่ร้อง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ใช้
ทักษะการต่อสู้อย่างแท้จริง
เหตุผลแรก เพราะเคล็ดวิชาปราณวายุแห่งท่วงทำนองทั้งแปดทวีคูณ
สองเท่าเต็มไปด้วยปราณแท้ที่แข็งแกร่ง เหตุผลที่สองถ้าหากฉินหวู่ซิน
เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่พยายามจะเข้ามาประชิดตัว ด้วยเคล็ดวิชานี้นาง
เพียงแค่ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการเรียกใช้ปราณแท้มาป้องกัน
ในขณะที่ท่วงทำนองของพิณเปล่งออกมา ทั่วทั้งสนามประลองดัง
ก้องไปด้วยเสียงจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น เสียงสายลมที่หวีดหวิ้ว เสียง
ปักษาขับร้อง เสียงคลื่นสึนามิที่เกรี้ยวกราด เสียงกระหึมของสายฟ้า…
เสียงเบส เสียงเทเนอร์ เสียงต่ำ เสียงสูง เสียงเหล่านี้ดังก้องและ
ซ้อนทับกันไปมาอย่างวุ่นวายไม่รู้จบ!
หลินหมิงหลับตาลงอีกครั้ง เข้าสู่ความสงบ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเล็ด
รอดจากการตรวจจับของเขาได้
“คลื่นความถี่กว่าครึ่งไม่ได้มีปราณแท้แฝงอยู่! เคล็ดวิชาปราณวายุ
แห่งท่วงทำนองทั้งแปดทวีคูณสองเท่า มีเพียง 16 คลื่นเสียงที่แฝงไปด้วย
จิตสังหาร ส่วนที่เหลือไม่มีพลังโจมตีใดๆเลย”
หอกยาวของหลินหมิงพุ่งออกไป ปราณแท้สั่นสะเทือนทั้ง 10000
เส้นก็ปะทุออกมาเช่นกัน!
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
เสียงทัพทหารม้า เสียงขวดเงินแตก!
เสียงต่างๆ ปะทุออกมา ม่านพลังป้องกันของเวทีเริ่มสั่นสะท้าน!
แต่ในครั้งนี้หลินหมิงไม่ได้ใช้ทักษะที่เยี่ยมยอดอะไรเลย เขาเพียงแค่
ใช้การโจมตีด้วยพลังตรงๆ ทุกอย่างถูกกวาดราบเป็นหน้ากลอง หอกของ
เขาเป็นดั่งมังกร ไม่อาจหยุดหยั่ง ไม่อาจต้านทาน และน่าเกรงขามเป็น
อย่างยิ่ง!
หอกแรกบดขยี้ห้าคลื่นเสียง
หอกที่สองทำลายไปอีกสี่คลื่นเสียง!
หลังจากหอกที่สี่ 16 คลื่นเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารถูกทำลาย
ทั้งหมดโดยหลินหมิง!
ด้วยปราณแท้สั่นสะเทือนทั้ง 10000 เส้น ทำให้ลื่นไหลดุจแพรไหม
ทรงพลังกว่าเมื่อก่อนยิ่งนัก! หลินหมิงประหลาดใจอย่างมาก ปราณแท้
สั่นสะเทือนแค่ 10000 เส้นเท่านั้นเอง แต่ยังทรงพลังถึงขนาดนี้ หากเพิ่ม
จำนวนมันได้อีก มันก็จะยิ่งทรงพลังขึ้นไปอีกเช่นกัน!
ในความทรงจำของผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่จากแดนเทวะ เคล็ดวิชาลื่นไหล
ดุจแพรไหมสามารถแยกออกเป็นหลายล้านเส้นหรือแม้กระทั่งพันล้าน
เส้นและหากมันผสานเข้ากับ 8 ประตูเร้นลับภายในและ 9 ดวงดาว
ปราสาทแห่งเต๋า แล้ว พลังของมันจะน่าตื่นตะลึงเพียงใด?
ปัง
เมื่อหลินหมิงทำลายทุกคลื่นเสียงได้แล้ว หอกของเขาก็พุ่งตรงไปยัง
คอของฉินหวู่ซิน!
สายลมส่งเสียงหวิดหวิ้วและปราณแท้สีครามฉีกกระชากอากาศ
รอบๆ ฉินหวู่ซินรู้สึกราวกับว่ากำลังเจ็บคอจากความหนาวเหน็บที่แผ่
ออกมาจากปลายหอกของหลินหมิง!
เมื่อหอกอ่อนปราณคลั่งได้ผสานเข้ากับวิถีแห่งลม ความเร็วของมัน
จึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ฉินหวู่ซินนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อน นางเพียงแค่มองหอกที่
กำลังพุ่งเขามาเท่านั้น
ทันใดนั้นหลินหมิงก็ได้หยุดยั้งพลังของตนเอาไว้และหอกก็หยุด
ในทันทีเช่นกัน ด้ามหอกยังคงสั่นสะท้านและปราณแท้ยังคงสาดประกาย
ปลายหอกอันแหลมคมห่างเพียงแค่ครึ่งนิ้วจากคอที่ขาวดั่งหยกของนาง!
แสงหอกอันเย็นชาและกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน ทันใดนั้นก็กลายเป็น
เฉียบคมพุ่งเข้าไปปะทะกับผู้ที่มีความงามเป็นเลิศ ด้วยความเฉียบคมที่
ทรงพลังเผชิญหน้ากับเสน่ห์อันอ่อนโยน กลายเป็นฉากที่ยากจะลืมเลือน
ถึงแม้หลินหมิงจะมั่นใจว่าฉินหวู่ซินไม่อาจที่จะหลบหอกนี้ได้ แต่เขา
ก็ไม่คาดคิดว่านางจะไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ทำไมท่านถึงไม่หลบ?”
“ในเมื่อข้าไม่อาจที่จะหลบได้ เช่นนั้นเหตุใดจำต้องหลบด้วยเล่า?”
ฉินหวู่ซินยังคงแสดงออกอย่างเยือกเย็น เผชิญหน้ากับหอกแสงอันที่น่า
หวาดกลัวนี้ นางไม่แม้แต่จะกระพริบตาเลยด้วยซ้ำ
ถึงแม้นางจะเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของแผนกพิณ ฉินหวู่ซินก็ยังอ่อน
ด้อยในด้านการต่อสู้ระยะประชิด เมื่อมีผู้ที่สามารถเข้าถึงตัวนางได้
หมายความว่านางได้พ่ายแพ้ไปแล้วนั้นเอง ฉินหวู่ซินไม่อาจใช้อาวุธระยะ
ประชิดได้
หลินหมิงดึงหอกกลับมาและทำได้เพียงแค่ยอมรับเท่านั้น “แม่นาง
ฉินช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ข้าขออภัยที่ได้เสียมารยาทกับท่าน”
ฉินหวู่ซินสะบัดแขนเสื้อและคว้าพิณของนาง ในช่วงหลายปีมานี้
ฉินหวู่ซินไม่เคยเก็บพิณของนางไว้ในแหวนมิติเลย นี้ก็เหมือนกับแผนก
กระบี่ที่มักจะพกกระบี่ไว้ที่หลังเสมอ และนางเองก็ทำเช่นนั้นเพื่อสร้าง
ความรู้สึกและเข้าใจในพิณของนาง
“หลินหมิง เป็นฝ่ายชนะ!”
เมื่อผู้ตัดสินอาวุโสประกาศผลการประลองออกมา จึงช่วยไม่ได้ที่
เหล่าผู้ชมจะโอดครวญอย่างเงียบๆ หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งจนเกินไป
แม้แต่ฉินหวู่ซินที่สามารถสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในหัวใจแห่งพิณก็ยังพ่ายแพ้
นอกจากเจียงเป่าอวิ้น มู่กู๋ปู่ยี่และโอวหยางหมิงแล้ว ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดที่
สามารถเอาชนะเขาได้อีก!
ในครั้งนี้ โต๊ะพนันได้เพิ่มแต้มต่อของหลินหมิงเป็น 1:6 โดยเท่ากับ
โอวหยางหมิงเลยทีเดียว!
หลินหมิงไม่ได้สนใจมันมากนัก เขากลับไปที่พื้นที่สำหรับผู้เข้า
ประลองและเลือกมุมเงียบๆเพื่อวางม่านป้องกันเสียง
“ซิงเฉวี่ยน มาหาข้า” หลินหมิงเรียก ฉินซิงเซวียนที่อยู่ในหมู่ผู้ชม
ด้วยการส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหา ชายหนุ่มและหญิงสาวเริ่มสนิท
สนมกันมากขึ้น หลินหมิงไม่ได้เรียกนางว่า ฉินซิงเซวียนหรือแม่นางฉินอีก
แล้ว
“อืม ได้”
ฉินซิงเซวียนอารมณ์ดีมากขณะเดินไปหาหลินหมิง การที่หลินหมิง
ชนะนั้นไม่ได้ทำให้นางประหลาดใจ สิ่งที่นางประหลาดใจคือในการ
ประลองทุกครั้ง หลินหมิงจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่คาดไม่ถึง
เสมอ
ความจริงแล้ว หลินหมิงไม่ได้เอาชนะฉินหวู่ซินหรือเจียงหลานเจี้ย
นอย่างขาดลอย อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถในการประลองแต่ละ
รอบของเขา ได้ทำให้กระแสของหลินหมิงเพิ่มขึ้นจนเทียบเท่ากับโอวห
ยางหมิงเลยทีเดียว
“ซิงเฉวี่ยน เจ้าช่วยระวังภัยให้ข้าได้หรือไม่ ข้าต้องการที่จะเข้าญาณ
และบ่มเพาะสักพัก”
หลังจากครั้งที่ 9 ของการประลองจบลงก็ถึงเวลาสำหรับมื้อเที่ยง
พวกเขาจึงมีเวลาผ่อนคลาย 2 ชั่วโมงเต็ม หลินหมิงได้รับการรู้แจ้ง
มากมาย เขาต้องการเวลาที่จะซึมซับมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใน
ขณะเดียวกัน ปราณแท้ขั้นดัดกระดูกของเขาก็หลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ
และเขารู้สึกกังวลราวกับมันกำลังจะระเบิดออกมาจากกระดูกของเขา
หลินหมิงได้สะกดข่มปราณแท้เอาไว้ เขาจึงรู้สึกปวดเหมือนกับว่า
กระดูกของเขาบวม เขาต้องการที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรในทันที
“ปกป้องเจ้าเช่นนั้นหรือ? เจ้าจะ…” ฉินซิงเซวียนประหลาดใจ นาง
ไม่รู้ว่าหลินหมิงต้องการที่จะทำอะไรกันแน่
“ข้าจะทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร!” หลินหมิงกล่าวอย่างสงบ
ก่อนหน้านี้ไม่นาน การทะทวงระดับเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรเป็นสิ่งที่เขา
แสวงหามาตลอด แต่เขากลับมาถึงขั้นนี้ได้ด้วยอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น ไม่
เพียงแค่นั้น เขายังได้สร้างการทะลวงระดับที่สมบูรณ์แบบด้วยการให้
ปราณแท้เอ่อล้นออกมาตามธรรมชาติ! แต่เมื่อมันเป็นเช่นนี้ เขาก็ยังกังวล
นั้นเป็นเพราะว่าเขาเคยได้รับประสบการณ์ส่วนตัวกับผู้ที่มีพรสวรรค์
เช่นมู่เชียน ฉินซิงเซวียน และเขารู้ว่าเพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นนี้ล้วน
ไม่มีอันใด!
“ทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรเช่นนั้นหรือ?” ฉินซิงเซวียนตกใจ
“เจ้า… เจ้าเชื่อมต่อเส้นชีพจรได้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
“อืม!”
หลินหมิงพยักหน้า ไม่มีเวลาแล้ว ถึงแม้ว่าเวลาพักนี้จะค่อนข้างนาน
ทีเดียว แต่มันก็ไม่นานมากนัก และเขายังต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งที่ซึมซับ
มา เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะหาห้องเงียบๆ ทำได้เพียงสวมชุดคลุมและปิดกั้น
เสียงแล้วนั่งเข้าฌานเพื่อที่จะหลอมรวมปราณแท้
ภายใต้เจตจำนงแห่งการต่อสู้จิตบริสุทธิ์ หลินหมิงก็ได้เข้าสู่สภาวะ
จิตว่างเปล่าไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ได้รับผลกระทบใดๆเช่นกัน
ปราณแท้ทะลวงออกมาจากกระดูกของเขา ร่างกายของเขาราวกับ
ประตูน้ำที่เปิดอยู่ และปราณแท้ทั้งหมดก็หลั่งไหลออกมาเข้าสู่เส้นชีพจร
ของเขาอย่างบ้าคลั่ง!
“เจ้าหนูนี้…” ในห้องโถงหลัก ฉีซงเทียนเฝ้าจับตามองหลินหมิง เขา
เห็นหลินหมิงเดินเข้าไปในมุมเงียบๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกตื่นตระหนกที่
ปราณแท้ของหลินหมิงทะลวงออกมาจากกระดูกและไหลเข้าสู่เส้นชีพ
จร… นี่มันชัดเจนแล้วว่าคือการทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นอย่าง
แท้จริง!
“นี่คือขั้นผสานชีพจรช่วงต้น! เขาสามารถทะลวงผ่านได้อย่างรวดเร็ว
… เส้นชีพจรของเขาจะต้องเชื่อมต่ออยู่แล้วอย่างแน่นอน เพียงแต่มันถูก
สะกดข่มไว้ด้วยปราณแท้ของเขา และรอให้ปราณแท้ขั้นดัดกระดูกเออล้น
ออกมา”
เมื่อฉีซงเทียนได้มองถึงสถานการณ์ของหลินหมิงในตอนนี้ สายตา
ของเขาเป็นประกายราวกับพบเรื่องมหัศจรรย์
ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของหญิงชราแผนกพิณกลายเป็นหน้าเกลียดขึ้นมา
ทันใด เมื่อตอนนั้นนางได้กล่าวยืนยันเอาไว้ว่าหลินหมิงไม่สามารถที่จะ
ทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงต้นอย่างแน่นอน แต่ภายในเวลาน้อยกว่า
ครึ่งชั่วโมง หลินหมิงก็ได้นั่งลงเข้าญาณเพื่อทะลวงระดับ มันเป็นการตบ
หน้านางอย่างแท้จริง!
“หลินหมิงอายุเพียง 16 ปี แต่กลับสามารถเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วง
ต้น…” ในหุบเขาเจ็บแก่นแท้ในช่วงหลายร้อยปีมานี้ มีเขาเพียงผู้เดียวที่
ทำเช่นนี้ได้! หากเทียบกับเกาะฟีนิกซ์หรือสำนักชั้น 4 อื่นๆ ก็ยังคงเป็นผู้มี
พรสวรรค์ระดับต้นได้อยู่ดี! ผู้อาวุโสแผนกกระบี่กล่าวออกมาด้วยความ
ประหลาดใจ
“เด็กคนนี้อนาคตไร้ขีดจำกัด!”
“ฮาๆ ด้วยเจียงหลานเจี้ยนและเด็กคนนี้ หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ของข้า
จะเข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด!”
ในขณะที่ผู้อาวุโสได้สนทนากัน พวกเขาได้ประเมินหลินหมิงสูงขึ้น
เรื่อยๆ ผู้นำแผนกพิณสีหน้ากลายเป็นเกลียดยิ่งกว่าเดิม
ในตอนนี้เอง ฉีซงเทียนจู่ๆก็กล่าวขึ้นมา “ไม่ มันดูเหมือนว่า… เด็ก
หนุ่มคนนี้… จะมีเจตจำนงแห่งนักสู้ด้วยอย่างนั้นหรือ!?!?”