Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 276 ขั้นผสานไขกระดูก
“เจตจำนงแห่งนักสู้?”
แค่ประโยคเดียวที่ออกมาจากปากของฉีซงเทียน ทำให้ผู้อาวุโส
ทั้งหมดต่างตกตะลึง พร้อมกับมองไปที่หลินหมิงอย่างตั้งใจเช่นกัน พวก
เขาเห็นได้ว่าหลินหมิงเข้าสู่สภาวะประหลาด ราวกับว่าทุกอย่างรอบตัว
เขาไม่มีผลกระทบอะไรต่อเขาเลยแม้แต่น้อย สภาวะนี้สอดคล้องกับ
รูปแบบของเจตจำนงแห่งนักสู้ที่เขียนอธิบายเอาไว้ในคัมภีร์โบราณ
เจตจำนงแห่งนักสู้เป็นสิ่งที่สามารถพบได้เองเท่านั้น และไม่สามารถ
รู้ถึงวิธีการในการพบมัน คนๆหนึ่งสามารถจะเข้าใจมันได้โดยโชคชะตา
ของตน และคนอื่นไม่อาจจะทำอะไรเกี่ยวกับมันได้ มันสามารถเกิดขึ้นกับ
ร่างกายของคนธรรมดาได้เช่นกัน หรือแม้กระทั่งกับคนพิการไร้ประโยชน์
อัจฉริยะสามารถสร้างได้โดยการเลี้ยงดูและคงอยู่ไปหลายรุ่นโดยการ
สืบเชื้อสาย แต่เจตจำนงแห่งนักสู้ไม่ใช่แบบนั้น ความจริงแล้วผู้มี
พรสวรรค์รุ่นเยาว์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นับไม่ถ้วน ก็ยังไม่มีสักคนที่จะ
สามารถหยั่งรู้เจตจำนงแห่งนักสู้ได้
“เขาสามารถที่หยั่งรู้เจตจำนงแห่งนักสู้ได้… เจ้าเด็กนี่ช่างโชคดีอะไร
อย่างนี้ ต้องมีควันลอยขึ้นมาจากโลงศพบรรพบุรุษของมันแล้วแน่ๆ!”
หญิงชราผู้นำแผนกพิณขบฟันราวสุนัขบ้า พร้อมกับจ้องไปที่หลินหมิง
นางโกรธจนถึงขั้นพูดอะไรไม่ออก เด็กหนุ่มบ้านนอกที่มาจาก 36
อาณาจักรสามารถเอาชนะศิษย์ที่รักที่สุดของนางได้ และยังทำลายเคล็ด
วิชาหลักแผนกพิณอีกด้วย
และสิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ เจ้าหนูนี่สามารถสร้างการทะลวงระดับ
ในขณะต่อสู้ และตอนนี้ยังได้ครอบครองเจตจำนงนักสู้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้
ได้ตบหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางรู้สึกว่าแผนกพิณเป็นแค่เครื่องแสดง
ความสามารถของหลินหมิงเท่านั้น เป็นไปได้อย่างไรที่คนหยิ่งยโสอย่าง
นางจะทนทานกับเรื่องเช่นนี้ได้?
ฉีซงเทียนไม่ได้สนใจอาการของผู้นำแผนกพิณที่แสดงออกมา เขา
เพียงจ้องมองไปยังมู่ฉิงหงอย่างกังวล อารมณ์ของฉีซงเทียนในตอนนี้นั้น
ขัดแย้งกันเป็นอย่างมาก เขานั้นต้องการให้หลินหมิงแสดงศักยภาพ
ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าเขาก็กลัวว่าที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์มาที่นี่ก็เพื่อมา
ชิงเหล่าอัจฉริยะของเขาไป มันอาจจะบอกได้ว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์
สองขั้วที่ขัดแย้งกัน
มู่ฉิงหงยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา นางได้รู้มาก่อนแล้วว่าหลินห
มิงสามารถเชื่อมต่อเส้นชีพจรของเขาได้ทั้งหมด เพราะไม่เช่นนั้นเขาคงไม่
สามารถที่จะผ่านคอขวดของขั้นดัดกระดูกเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้ แต่นาง
ก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะสามารถทะลวงระดับได้รวดเร็วปานนี้
“เขาสามารถที่จะเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้ตอนอายุ 16 ปี เปรียบเทียบ
กับเชียนหยี่ เขาช้ากว่าเพียงแค่ 8 เดือนเท่านั้น อย่างไรซะด้วยความเร็ว
ระดับนี้ก็หายากมากแล้ว ข้าไม่สามารถที่จะจินตนาการได้เลยว่าอนาคต
ของเด็กคนนี้จะเป็นเช่นไร”
หัวใจของมู่ฉิงหงเต็มไปด้วยความหวัง มู่เชียนหยี่มีพรสวรรค์ในด้าน
ธาตุจำเพาะอัคคี มู่บิงอวิ้นมีพรสวรรค์ในด้านธาตุจำเพาะน้ำแข็ง และด้วย
พรสวรรค์ในด้านธาตุจำเพาะอัสนีของหลินหมิง ก็จะการเป็น 3 อัจฉริยะ
ที่หายาก ในอนาคตพวกเขาจะต้องเป็นผู้ที่ทรงพลังที่สามารถเปลี่ยน
สถานการณ์ของเขตแดนทางใต้ได้ หรือแม้กระทั่งยับยั้งพวกยักษ์ที่หลบ
ซ่อนอยู่ในทะเลทางใต้
…..
เมื่อการประลองรอบที่ 9 สิ้นสุดลง รวมถึงเวลาพักเที่ยงก็หมดลง
เช่นกัน ในขณะที่หลินหมิงก็เข้าญาณจมอยู่ในเส้นชีพจร ก็ยังคงอยู่ใน
สภาวะของเจตจำนงแห่งนักสู้เหมือนเดิม ฉินซิงเซวียนไม่ได้จากไปทาน
มื้อเที่ยง นักสู้นั้นสามารถที่จะอดอาหารได้หลายมื้อ และถึงจะไม่หลับไม่
นอนหลายวันก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อพวกเขามากนัก
เจียงเป่าอวิ้นก็ไม่ได้ไปเช่นกัน เขานั่งขัดเงากระบี่ของเขาบนเก้าอี้
และชำเลืองมองหลินหมิงที่อยู่ไกลๆ
“ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น…” เจียงหลานเจี้ยนพึมพำออกมาขณะที่นั่ง
อยู่ใกล้ๆกับเจียงเป่าอวิ้น
“อืม..” เจียงเป่าอวิ้นพยักหน้า สำหรับนักสู้อัจฉริยะแล้ว มันเป็น
เรื่องง่ายที่จะใช้ประโยชน์จากแรงกดดันจากการต่อสู้เพื่อทะลวงระดับ
และนี้ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมนักสู้มากมายจึงได้มายังงานประลองชุมนุม
ร่วมสำนัก
“ยิ่งคิดยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าคิดว่าหลินหมิงอาจจะทำให้ข้า
เอาจริงได้บ้าง แต่ว่าตอนนี้…” ในขณะที่เจียงเป่าอวิ้นกำลังกล่าวออกมา
อยู่นั้น ดวงตาทั้งสองของเขาสาดประกายด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
“เจ้าคิดว่าเขาอาจจะชนะเจ้าได้เช่นนั้นหรือ”
“ข้าก็ไม่แน่ใจ!”
เจียงหลานเจี้ยนประหลาดใจ ในความคิดของเขาแล้ว เจียงเป่าอวิ้น
มักจะหยิ่งยโสอยู่เสมอ มีเพียงไม่คนที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ แต่ตอนนี้เขา
กับคาดหวังกับหลินหมิงเอาไว้อย่างสูง
เจียงหลานเจี้ยนกล่าวออกมา “เท่าที่ข้าได้ต่อสู้กับเขา ถึงแม้ข้าจะ
ไม่ใช่คู่มือของเขาก็ตาม ข้าก็ยังสามารถเผชิญหน้ากับเขาได้ วิถีแห่งลม
ของข้าพอจะทำอะไรเขาได้บ้าง แต่ถ้าเป็นเจ้าแล้ว วิถีแห่งลมของข้าไม่มี
ผลเลยแม้แต่น้อย ข้าไม่อาจจะแตะชายเสื้อของเจ้าได้ด้วยซ้ำ…”
“ฮ่าๆ บางครั้งความห่างชั้นก็ไม่อาจที่จะอธิบายได้ง่ายๆเช่นนี้ หรือ
ว่าเจ้าไม่เห็นว่าหลังจากที่เขาได้ต่อสู้กับฉินหวู่ซินแล้ว ความแข็งแกร่งของ
เขาได้เติบโตขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“ข้ารู้ แต่… ข้าไม่คิดว่าความก้าวหน้าของเขาจะสามารถลบช่องว่าง
ระหว่างพวกเจ้าได้ ถึงแม้ว่าเขาจะทะลวงเข้าสู้ขั้นผสานชีพจรแล้วก็ตาม
เขาเพิ่งจะทะลวงระดับเท่านั้น ความแข็งแกร่งของเขาคงมีขีดจำกัด”
“เพียงแค่รอ แล้วพวกเราจะได้เห็นกัน หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด
หลินหมิงจะได้เผชิญหน้ากับมู่กู๋ปู่ยี่ก่อนที่จะมาเจอกับข้าอย่างแน่นอน จะ
ดูถูกความแข็งแกร่งของมู่กู๋ปู่ยี่ไม่ได้อย่างเด็ดขาด”
ในขณะที่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ การทะลวงระดับของหลินหมิงก็เข้าสู่
ช่วงสำคัญแล้ว ปราณแท้ไหลออกมาจากร่างกายเข้าสู่อวัยวะ จากอวัยวะ
เข้าสู่กระดูก และจากกระดูกเข้าสู่เส้นชีพจร มันเริ่มหลอมรวมเข้ากับเนื้อ
หนังทุกอณู ทำให้การหลอมรวมสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติก่อนจะไหล
ย้อนกลับไปยังอวัยวะและกล้ามเนื้อ หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ในขณะที่ปราณแท้ไหลเข้าสู่เส้นชีพจร มันก็ได้สร้างเส้นทางที่หมุน
วนทั่วร่างเอาไว้ นี่มันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างขั้น
ผสานชีพจรและขั้นดัดกระดูก ถ้าหากปราณแท้ไหลเข้าสู่อวัยวะและ
กระดูก ก็เหมือนกับรถที่วิ่งไปติดหล่มในหนองน้ำและเคลื่อนไปได้เพียง
ช้าๆ แต่ถ้าหากปราณแท้สามารถทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและไหลไป
ตามนั้น มันก็จะเหมือนกับม้าแข่งที่วิ่งบนถนนโล่ง ไม่สามารถเทียบกันได้
เลย
หลังจากที่การหมุนเวียนยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายรอบ หลินหมิงก็
รู้สึกว่าหัวใจของเขาจู่ๆก็หยุดเต้น
“หืม? นี่มัน…”
ในทันใดนั้น หลินหมิงก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าทุกอณูของปราณแท้
ขนาดเล็กซึมเข้าไปในส่วนลึกของกระดูก ไปผสานเข้ากับไขกระดูก
ปราณแท้เสริมสร้างไขกระดูก!
หลินหมิงมีความสุขอย่างที่สุด!
‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะผันเปลี่ยน
ร่างกายระดับสูงที่ได้มาจากแดนเทวะ ที่ได้ครอบครององค์ความรู้ไว้นับ
พันล้านปี ถึงแม้เคล็ดวิชาบ่มเพาะนี้จะไม่ใช้สิ่งลำค้ำมากนักในแดนเทวะก็
ตาม แต่ถ้านับแค่การผันเปลี่ยนร่างกายแล้ว มันถือว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และอยู่ในระดับสูงสุดเลยทีเดียว ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้ว!
ในทวีปนภารินไหลนั้น เคล็ดวิชาผันเปลี่ยนร่างกายนั้นมีเพียงถึงแค่
ระดับที่ 6 หรือก็คือขั้นผสานชีพจรเท่านั้น ขั้นที่เหนือกว่าขั้นผสานชีพจร
ก็คือระดับหลอมรวมปราณ ที่แบ่งเป็นขั้นปราณต้นฟ้าและขั้นปราณ
ปลายฟ้า
อย่างไรก็ตาม ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ มีเคล็ดบ่มเพาะที่สูง
กว่าขั้นผสานชีพจร และนั่นก็คือขั้นผสานไขกระดูกนั่นเอง หลังจากที่เปิด
8 ประตูเร้นลับภายในและ 9 ดวงดาวแห่งวิหารเต๋าแล้ว ถ้าใครได้
ครอบครองมัน คนผู้นั้นก็จะสามารถผ่าท้องฟ้าด้วยฝ่ามือ เมื่อก้าวเท้า
เหยียบย่ำ ณ พื้นปฐพี พวกมันก็จะแยกจากกันพร้อมกับเสียงคำรามราว
กับสวรรค์ลงทัณฑ์ และหากโจมตีเต็มกำลังเพียงครั้งเดียว ก็จะสามารถ
ทะลายจันทราและทำให้ดวงดาราตกได้!
ถึงแม้ความทรงจำเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความทรงจำที่ยากจะอธิบาย
หลินหมิงก็ยังคงเชื่อสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง
เขากังวลว่าเขาจะสามารถเข้าสู่ขั้นการผสานไขกระดูกซึ่งเป็นขั้นที่
เหนือกว่าขั้นผสานชีพจรได้หรือไม่ บางที ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพ
คลั่ง’ อาจจะมีข้อบกพร่องอยู่ก็เป็นได้ เพราะร่างกายของคนในทวีปนภา
รินไหลนั้นต่างจากร่างกายของคนที่อยู่ในแดนเทวะ แล้วถ้าเขาไม่สามารถ
เข้าสู่ขั้นการผสานไขกระดูกได้ล่ะ?
และในตอนนี้ หลังจากที่หลินหมิงได้ก้าวเท้าเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร เขา
กับรู้สึกได้ถึงปราณแท้จำนวนเล็กน้อยได้ไหลเข้าสู่ไขกระดูกของเขา ใน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะไม่ตื่นเต้นยินดีและมีความสุขได้อย่างไรเล่า?
หากเขาเปิด 8 ประตูเร้นลับภายใน และ 9 ดวงดาวแห่งวิหารเต๋าได้
ถึงแม้หลินหมิงจะละทิ้งการเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าและปราณต้นฟ้า และ
มีเพียงแค่เคล็ดบ่มเพาะผันเปลี่ยนร่างกายนี้ เขาก็ยังคงสามารถเป็นผู้ที่
ทรงพลังที่สุดในรุ่นของเขาได้อยู่ดี
หลังจากที่สังเกตเห็นปราณแท้ขนาดเล็กเหล่านี้ หลินหมิงก็ลอง
บังคับให้ปราณแท้ไหลเข้าสู่ไขกระดูก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพยายามมาก
แค่ไหนพวกมันก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปในไขกระดูกได้อีก
ในที่สุดการเอ่อล้นของปราณแท้ก็สิ้นสุดลง และเขาสามารถผลักดัน
ปราณแท้เข้าสู่ไขกระดูกได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลินหมิงถอนหายใจและส่ายศีรษะ “ดูเหมือนว่ามันคงเป็น
เหมือนกับในบันทึกของ ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ข้าจำเป็นต้อง
ใช้โอสถระดับสูงเพื่อที่จะชำระล้างกล้ามเนื้อและไขกระดูก แล้วข้า
จำเป็นต้องชำระล้างสิ่งสกปรกในขั้นปราณต้นฟ้าออกให้หมดด้วย ข้าไม่
อาจจะรู้ได้ว่ามันจะยากเย็นเพียงไร แต่มันอาจจะยากกว่าการเข้าสู่ขั้น
ปราณต้นฟ้าหรือปราณปลายฟ้าก็เป็นได้…
“โอสถระดับสูง… ข้าต้องการโอสถระดับสูงจำนวนมาก แล้วสิ่งใดกัน
ที่ถือว่าเป็นโอสถระดับสูงโดยผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่จากแดนเทวะ? โอสถ
เปิดทางสวรรค์นี้จะใช่หรือไม่?”
หลินหมิงขาดความมั่นใจว่าเขาจะสามารถหาเส้นทางที่ถูกต้องได้
แม้ว่าเขาจะได้เป็นศิษย์หลักของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็ตาม แต่ยาระดับ
โอสถเปิดทางสวรรค์ก็ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่ยาที่ศิษย์หลักจะมีได้ มันมี
จำนวนไม่มากนักและไม่ใช่สิ่งที่หาซื้อได้ทุกที่
“ถ้าหากข้าชนะการประลองครั้งนี้และกลายเป็นผู้ชนะเลิศ ข้าจะ
ได้รับโอสถเปิดทางสวรรค์อย่างที่ต้องการ อย่างไรก็ตามข้าต้องเข้าสู่
จุดสูงสุดของปราณต้นฟ้าเสียก่อนจึงจะใช้มันได้ ข้าคิดว่าอาจมีวิธีที่จะได้
มันมาอีกในภายหลัง อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจึงจะสามารถเข้า
สู่จุดสูงสุดของปราณต้นฟ้า…”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็ได้ลืมตาขึ้นมา เขาได้ก้าวเข้าสู่ขั้นผสาน
ชีพจรช่วงต้นอย่างแท้จริงแล้ว!
“หลินหมิง เจ้าสามารถทะลวงระดับได้จริงๆด้วย” ฉินซิงเซวียนยิ้ม
นางคอยเฝ้าระวังภัยอยู่ข้างๆเขาตลอดเวลา และไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าว
เดียว ความจริงแล้ว นางไม่อาจจะปล่อยให้ผู้ใดมารบกวนหลินหมิงที่
กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตได้ ความรู้สึกที่ได้รับความเชื่อใจจากหลินหมิงนี้…
ฉินซิงเซวียนพบว่านางชอบมันอย่างมาก
“ข้าเพิ่งทะลวงระดับและมันยังไม่เสถียรพอ บางทีความแข็งแกร่ง
ของข้าอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าใดนัก” ในขณะที่หลินหมิงกำลังพูดอยู่นี้
เขาก็รับรู้ได้ว่าเจียงเป่าอวิ้นกำลังจ้องมองมาที่เขาจากไกลๆ เจียงเป่าอวิ้น
ยิ้มและโค้งศีรษะเล็กน้อย ทักทายเขา
หลินหมิงเองก็ยิ้มตอบกลับ เขาคิดในใจว่า ‘การจ้องมองมาของเจียง
เป่าอวิ้นนั้นราวกับกระบี่ที่เฉียบคม ดั่งกับว่าเขาสามารถมองข้าออกทุก
อย่าง ถึงแม้เขาจะไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของข้าได้อย่าง
ถูกต้อง เขาก็ยังสามารถที่จะคาดเดามันได้ สำหรับเขาที่จับจ้องมาที่ข้า
ด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ดูเหมือนว่าข้าเองก็จะประมาทเขาไม่ได้เลยแม้แต่
น้อย’
ในตอนนี้เวลาพักเที่ยงได้สิ้นสุดลงแล้ว และการประลองก็กำลังจะ
เริ่มขึ้นอีกครั้ง ผู้คนส่วนใหญ่ที่กลับเข้ามาในสนามประลองต่างก็ชำเลือง
มายังหลินหมิง มีทั้งสายตาที่มีความอิจฉา ทึ่ง เกรงขาม หวาดกลัว
ยอมรับนับถือ และแม้แต่ขุ่นเคือง
หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขายังแข็งแกร่งขึ้นอีกซึ่ง
มันผิดปกติมากเกินไปแล้ว
การประลองหลังช่วงพักเที่ยงก็ได้เริ่มขึ้น ในเวลานี้ ผู้ที่ยังครองสถิติ
ไร้พ่ายคือหลินหมิง ฮั่วเยี่ยนหลัว มู่กู๋ปู่ยี่ โอวหยางหมิงและเจียงเป่าอวิ้น
การต่อสู้ที่เวทีประลองเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และมีการโต้เถียงกันมากขึ้น
เรื่อยๆเช่นกัน แม้แต่ผู้ที่ทรงพลังและมีทั้งอิทธิพลและอำนาจอย่างเจียง
หลานเจี้ยนและฉินหวู่ซินก็ยังถูกกล่าวถึง(ในแง่ไม่ดี)บ่อยๆ
ในรอบที่ 10 ของการประลอง คู่ที่ 5 หวนเสี่ยวตี๋ปะทะฮั่วเยี่ยนหลัว
หวนเสี่ยวตี๋ใช้การโจมตีทุกรูปแบบของนางและสร้างเป็นภาพลวงตานับไม่
ถ้วน อย่างไรก็ตาม ฮั่วเยี่ยนหลัวสามารถที่จะต้านเอาไว้ได้และใช้ปราณ
แท้ของเขา และในที่สุดเขาก็เรียกปราณอัคคีเพื่อป้องกันและโจมตี
ปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นต่ำก่อร่างขึ้นล้อมเป็นวงรอบฮั่วเยี่ยนหลัว
และภาพลวงตาต่างก็ได้ถูกเผาละลายหายไปด้วยเพลิงโลกันต์!
ฮั่วเยี่ยนหลัวก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าวและทางหนีของหวนเสี่ยวตี๋ถูก
ปิด ในที่สุดนางก็ได้พ่ายแพ้
เหล่าผู้ชมต่างก็ส่งเสียงไชโยโห่ร้องออกมา โดยเฉพาะศิษย์จากแผนก
กลั่นสกัด พวกเขาตื่นเต้นดีใจมากที่สุด
“ฮาๆ ศิษย์พี่ใหญ่ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก เขาเอาชนะมาได้อีกแล้ว! ดู
เหมือนว่าในครั้งนี้ แผนกกลั่นสกัดของเรามีหวังที่จะติด 5 อันดับแรก
แล้ว!”
“แน่นอนอยู่แล้ว ศิษย์พี่ใหญ่คือ 1 ใน 5 ของผู้ที่ยังคงสถิติไร้พ่าย ถ้า
หากเจ้าลองมองดูอีก 4 คนที่เหลือ แน่นอนว่าสัตว์ประหลาดอย่างเจียง
เป่าอวิ้นและมู่กู๋ปู่ยี่นั้นอยู่คนละระดับกัน แต่ถึงแม้หลินหมิงและโอวห
ยางหมิงจะแข็งแกร่งเช่นกัน แต่ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเราก็ไม่ได้อ่อนแอกว่า
สองคนนั้น ด้วยปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลาง ผู้ใดจะหยุดเขาได้?”
ศิษย์แผนกกลั่นสกัดกล่าวออกมาด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า
ด้านข้างของพวกเขา เหล่าศิษย์หญิงจากแผนกพิณก็ไม่พอใจ “เจ้า
หมายความว่าอย่างไร? ถ้าหากศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้เผชิญหน้าสัตว์ประหลาด
นั่น นางก็คงมีสถิติไร้พ่ายอย่างแน่นอน เจ้าหมายความว่าศิษย์พี่ใหญ่ของ
พวกเราอ่อนแอกว่าฮั่วเยี่ยนหลัวของเจ้างั้นหรือ?”