Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 29 ทหารม้าลอยฟ้า
จูเอี๋ยนครุ่นคิดขณะจ้องมองแหวนบนนิ้วของเขา “พี่หวัง เมืองลิขิต
ฟ้าเองก็เป็นบ้านของท่าน ท่านคงมีเส้นสายความสัมพันธ์กับทางแม่ทัพ
พี่ชายของท่านอยู่บ้าง ท่านพอจะติดต่อให้ผู้ที่มีการฝึกฝนขั้นที่4ได้ซักคน
หรือไม่” จูเอี๋ยนไม่แน่ใจในพลังที่แท้จริงของหลินหมิง หลินหมิงอาจจะ
เก่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ก็เป็นได้ เขาไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาด
เช่นเดียวกับกรณีของหวังยี่เกา เพื่อความแน่ใจแล้วเขาไม่ควรส่งผู้ฝึกฝน
ขึ้นสามไปจัดการ การส่งส่งผู้ที่อยู่ในขั้นสี่ไปจัดการคงจะเป็นการแน่นอน
และมีประสิทธิมากกว่า
หวังยี่เกากล่าว”ข้ารู้จักหลายคนที่อยู่ในการฝึกฝนขั้นที่4 แต่…พวก
เขาเป็นคนอารักขาของท่านพ่อและท่านพี่ เพราะสิ่งที่ข้าทำไปก่อนหน้า
นั้น ท่านพ่อจึงออกคำสั่งให้ข้าไร้อำนาจที่จะสั่งนักรบในกองทัพของท่าน
พ่อ”
เหล่าผู้ที่มีการฝึกฝนขั้นที่4 ก็มักจะไม่ใช่พวกวัยรุ่น คนพวกนี้จะอายุ
ประมาณ30ปีและอยู่ในตำแหน่งที่สูงด้วย เช่นเป็นผู้อารักขาส่วนตัว
เป็นไปไม่ได้ที่หวังยี่เกาจะของร้องให้พวกเขาลดตัวลงมาทำงานต่ำๆอย่าง
จดการกับเด็กอายุ15ปีคนหนึ่ง
จูเอี๋ยนครุ่นคิดและกล่าวกับหวังยี่เกา “หัวหน้าผู้รักษาความ
ปลอดภัยในครั้งนี้ มิใช่เฉ่าหมิงชานหรอกรึ ดูเหมือนเขาพึ่งจะได้รับการ
เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเมื่อเร็วๆนี้”
หวังยี่เกาแสดงสีหน้าประหลาดใจ แต่เขาก็พยักหน้าและกล่าว “ใช่
แล้ว พี่เฉ่าเองก็เป็นมิตรดีต่อข้าเช่นกัน”และ เฉ่าหมิงชานก็เป็นถึงหัวหน้า
ผู้รักษาความปลอดภัยของเมืองลิขิตฟ้า ผู้รักษาความปลอดภัยของที่นี่จะ
แบ่งเป็นสองส่วนก็คือกองกำลังทั่วไปและกองกำลังองครักษ์ กองกำลัง
ทั่วไปจะรับผิดชอบในส่วนของชาวเมือง เช่นปราบโจรและรักษากฎหมาย
ส่วนกองกำลังองครักษ์จะคอยอารักขาเชื้อพระวงศ์และกษัตริย์ และ
รวมถึงต่อต้านพวกกบฏ
“ฮ่า..ข้ารู้แล้วว่าจะจัดการไอ้หลินหมิงอย่างไร…”จูเอี๋ยนมองลอด
ผ่านช่องว่างของม่านออกไป และจ้องไปที่หลินหมิงดั่งงูพิษขณะที่ใบหน้า
ของเขาก็มืดลงเรื่อยๆ
การทดสอยเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้จะแบ่งเป็นสามตอน ทดสอบ
พละกำลัง ทดสอบความมุ่งมั่น ทดสอบความประณีต
ในตอนเช้านี้จะเป็นการทดสอบแรก การทดสอบพละกำลัง
การฝึกพละกำลังถือเป็นขั้นแรกที่จะก้าวสู่การฝึกฝนขั้นที่1 และก็
เป็นจุดเริ่มต้นของทักษะการต่อสู้ทั้งมวล ถ้าพละกำลังไม่กล้าแข็งพอ การ
จะฝึกเลือดลม อวัยวะภายใน การแปรรูปกล้ามเนื้อและกระดูกก็เป็นอัน
สูญเปล่า
ด้วยเหตุนั้น พละกำลังจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อทักษะการต่อสู้อย่างมาก
การประเมินกำลังนั้นก็ง่ายมาก หากผ่านการทดสอบไปได้ ก็จะเป็นการ
ลดจำนวนคู่แข่งลงได้เยอะมาก
เพราะฉะนั้น ทางสำนักเจ็ดแก่นแท้จึงทำการทดสอบพละกำลังเป็น
อันดับแรก
การทดสอบก็คือ จะมีหินที่สูงเท่ากับใหญ่กว่าสองเมตร มันจะมีแสง
ที่ยอดหินก้อนนั้น เมื่อมีคนมาชกที่หิน แสงก็จะปรากฏเป็นสัญญาณที่บ่ง
บอกถึงพละกำลังของคนๆนั้นโดยจะบอกค่าได้ตั้งแต่ 100 จิน ไปจนถึง
1000 จินถ้าหากออกแรงได้น้อยกว่านั้นจะไมมีอะไรเกิดขึ้น
แต่สำหรับผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของการฝึกฝนขั้นที่1 แม้จะมีพละกำลัง
ขนาดบดขยี้ไม้ที่แข็งแกร่งได้ ทว่าโดยปกติพวกเขาจะมีพละกำลังเพียง
900 จิน มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่านการทดสอบแรกไปได้
ซึ่งหลินหมิงก็เคยทดสอบพละกำลังของเขากับต้นไม้เหล็กมาก่อน
แล้ว เขามีพละกำลังมากกว่าหนึ่งพันจินอย่างแน่นอน ตอนนี้ที่เขามาถึง
การฝึกฝนขั้นที่สองเขาคงมีพละกำลังประมาณ2600จินเป็นอย่างน้อย
ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเคล็ดบ่มเพาะ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ซึ่งในการ
ทดสอบนี้ พละกำลังก็ถือเป็นจุดเด่นของลินหมิงอยู่แล้ว ดั้งนั้นเขาจึง
สามารถแข่งขันกับคนอื่นๆได้ในด้านนี้
ณ ลานกว้าง การทดสอบยังไม่ได้เริ่มขึ้นหลินหมิงกำลังทำสมาธิให้
พร้อมอยู่บนแท่นหิน เขากำลังกำหนดลมหายใจของเขาอยู่
และในตอนนั้นก็มีเสียงดังตะโกนออกมาอย่างน่าลำคาน “หลบไป….
หลบออกไป”
หลินหมิงเปิดตามองและก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชายอายุประมาณยี่สิบปี
รีบกินอาหารทั้งที่ขี่ม้าอยู่ เขาสวมเกราะเงาวับเป็นประกาย ในมือของเขา
ถือหอกยาวกว่าสองเมตรหนาเท่ากับท่อนแขนเด็ก เขาเปิดทางฝูงชนด้วย
การเหวี่ยงหอกนั้นพร้อมกับอีกมือที่กำลังควบม้าอยู่
เสียงกีบเท้าของม้าดังไปทั่ว เหล่าฝูงชนก็พากันกระจัดกระจาย
ออกไปคนละทิศละทาง หลินหมิงมองด้วยท่าทีไม่พอใจ “วันนี้เป็นถึงวัน
ทดสอบของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ทางอาณาจักรควรต้องมีผู้รักษาความ
ปลอดภัยมาคอยดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยมิใช่รึ เหตุใดคนบ้าแบบ
นั้นถึงเข้ามาก่อความวุ่นวานเช่นนี้ได้”
หลินหมิงพึ่งสังเกตได้ว่าถึงแม้เขาจะแหวกทางอย่างอุกอาจรุนแรง
เช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ชนกระแทกใครเลย ดูเหมือนว่าเขาจะมีทักษะการ
ต่อสู้ที่ดีพอตัว รวมถึงทักษะในการขี่ม้าด้วย
หลินหมิงนั่งอยู่ที่ด้านข้างของล้านกว้างมาตั้งแต่แรกและก็ยังไม่ได้ลุก
ออกไปไหน ในตอนนั้นหลินหมิงก็ได้เห็นผู้ชายคนนั้นยิ้มลางๆ ก่อนจะ
สะบัดบังเหียนม้าและควบมาด้านหน้าของเขาไป
หลินหมิงรู้สึกแปลกๆ เขารู้สึกว่าผู้ชายคนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับเขา
ม้าเร็วที่ถูกควบให้วิ่งมาอย่างว่องไว ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยหอกที่เขาถือนั้น
น่าจะหนักอย่างน้อย 100 จิน บวกกับความเร็วของม้าด้วยแล้ว หอกนั้น
สามารถทลายกำแพงได้เลยทีเดียว
เมื่อเขาเข้ามาถึงระยะ10เมตร หอกของเขาก็เริ่มเปล่งแสงสีเหลือง
ออกมา
ทักษะการต่อสู่!!!
“พวกมันคงกังวลเกี่ยวกับข้ามากสินะ ถึงขนาดใช้ทักษะการต่อสู้มาจู่
โจมข้าก่อน” หลินหมิงคิดขณะอ้าแขนขวาออกเล็กน้อย เพื่อให้พลังของ
‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ได้โคจรในตัวเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อผู้ชายคนนั้นอยู่ในระยะ3เมตร หลินหมิงก็กระโจนออกมาจากที่ๆ
เขาเคยนั่งอยู่ หลินหมิงไม่ได้พยายามที่จะหลบ แต่พุ่งมือทั้งสองข้าง
ออกไปเพื่อจับหอกไว้
ด้วยหอกที่อยู่ในมือ หลินหมิงโคจรพลังไปที่มือและเท้าของเขา เท้า
ขวาของเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว และติดกับแท่นหิน และด้วยแรงจากมือ
ทั้งสอง ก็เกิดการปะทะของพละกำลังขนาด 2600 จินขึ้น
ลินหมิงคำรามออกมา ขณะที่มือยึดหอกเล่มนั้นเอาไว้ ผู้ชายคนนั้น
ถูกหลินหมิงยกขึ้นผ่านหอกอย่างช้าๆราวกับหุ่นฟางขึ้นไปกลางอากาศ
ชายคนนั้นเป็นต้องประหลาดใจ เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังลอยได้อยู่
กลางอากาศ และสายตาก็พร่ามัวขณะถูกหมุนเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรง
เขากระแทกลงบนพื้นดินในเวลาต่อมา เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
แล่นเข้าสู่สมอง อาจเป็นไปได้ว่าอวัยวะภายในของเขาจะเคลื่อนตัวไปอยู่
ผิดที่ผิดเสียแล้ว ราวกับพุ่งเข้าชนต้นไม้แล้วเลือดทะลักออกจากปาก
หลินหมิงเขวี้ยงหอกที่หนักถึง 100 จินทิ้งไปและนั่งลงกับพื้น ผู้ชาย
คนนั้นมีการฝึกฝนเพียงขั้นที่สองเท่านั้น แม้ว่าเขาจะมีม้าคอยหนุนแรงให้
แต่ถ้าเทียบกับ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ แล้วละก็ มันยังห่างชั้นกันอีก
หลายขุม
ฝูงชนที่มองอยู่ต่างตกตะลึง ทั้งๆที่ชายคนนั้นพุ่งตัวมาอย่างรวดเร็ว
เข้าปะทะกับหลินหมิง แต่กลายเป็นว่าเขากลับถูกหลินหมิงจับโยนออกมา
ไปอย่างรุนแรง คนคนนั้นไม่ต่งจากปีศาจที่ชั่วร้ายในคราบมนุษย์
จูเอี๋ยนที่ได้มองอยู่ไกลๆบนรถม้า สีหน้าของเขามืดมนลงเรื่อยๆ หวัง
ยี่เกาไอ้คนไร้ประโยชน์ แม้แต่คนรู้จักของมันก็ไม่ต่างจากไอ้เศษสวะตัว
หนึ่ง ทั้งๆที่มีม้าเสริมแรงและความเร็วให้ขนาดนั้น แต่ก็ยังถูกรับไว้ได้และ
บาดเจ็บสาหัสกลับมา
อย่างไรก็ตามเขาก็ได้คาดไว้แล้วถึงผลลัพธ์เช่นนี้ เขาแค่คิดไม่ถึงว่า
หลินหมิงจะโต้ตอบด้วยความโหดร้ายถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น เหล่าฝูงชนต่างก้าวถอยหลังออกไปและมีเสียงตะโกนดัง
ลั่น “นี่มันเรื่องอะไรกัน มีผู้ใดกล้าทำร้ายผู้อื่นในที่สาธารณะของสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ด้วยรึ”
ทันทีที่หลินหมิงหันไปมอง ก็เห็นหวังยี่เกาได้เดินนำฝูงชนมาที่เกิด
เหตุ เขาเองได้แต่ดูถูกมันอยู่ในใจ ทั้งหมดนี้นี้ก็เป็นแผนการแก้แค้นของ
ไอ้ชาติชั่วนี้งั้นสินะ
หวังยี่เกามองดูชายที่ถูกเหวี่ยงลอยกลางอากาศมากระแทกลงกับพื้น
เขาถึงกับต้องใจหาย พลังกำลังของหลินหมิงสูงจนน่าตกใตจริงๆ แต่เขาก็
ยังรักษาท่าทีที่สงบเอาไว้ เขากัดฟันแน่นและหันไปมองลินหมิงด้วยความ
โกรธแค้น “หลินหมิง เจ้าคนสารเลว ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เจ้าทำร้ายคนของ
ข้า ข้าจะไม่ถามเกี่ยวกับรายละเอียดเล็กน้อยนั้นเหล่านั้น แต่ครั้งนี้เจ้าทำ
เกินไปแล้ว”
“เอาเลยทุกคน เอาตัวมันมาให้ข้า จะฆ่ามันทิ้งเลยก็ย่อมได้ การถูก
สังหารของมันข้าจะรับผิดชอบเอง”หวังยี่เกา ตะโกนอย่างกล้าหาญ แต่
ผลของมันกลับไม่เป็นไปตามคาด ไม่มีใครกล้าขยับเขยื้อนเลยแม้แต่คน
เดียว
“ฆ่ามันแล้วแกจะรับผิดชอบรึ แกมันโง่เง่า ถ้าหากมันฆ่าพวกเราแก
จะรับผิดชอบอย่างไร”
ฝูงชนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็มีการฝึกฝนเพียงขั้นที่1เท่านั้น น้อยนักที่จะมี
ผู้ไปถึงขั้นที่2รวมอยู่ พวกเขาซึ่งได้เห็นฉากน่าขนหัวลุกตรงหน้าที่ลินหมิง
ได้เหวี่ยงชายคนนั้นลอบไปในอากาศนอนคาที่อยู่จนถึงในตอนนี้ สิ่ง
เหล่านั้นยังคงเป็นภาพติดตาน่าหวาดกลัวในใจของพวกเขา
หลินหมิงพูดสวนกลับไปอย่างยั่วโมโห “สามเดือนมานี้พวกแกก็ยัง
อ่อนหัดไม่ต่างจากเดิม ยังอับอายกันไม่พออีกรึ”