Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 28 แผนการอันชั่วร้าย
ในทุกๆปี ณ เวลาช่วงเริ่มต้องของฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ สำนัก
เจ็ดแก่นแท้จะมีการรับสมัครทดสอบบุคคลผู้มีความสามารถเข้ามาเป็น
ศิษย์ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวันที่สำคัญของพวกหนุ่มๆที่ใช้ชีวิตอยู่ใน
อาณาจักรลิขิตฟ้า ยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่มีความใฝ่ฝันในการต่อสู้แล้ว พวก
เขาไม่มีทางลืมวันนี้อย่างแน่นอน
สำหรับพวกเขาแล้วสำนักเจ็ดแก่นแท้ เปรียบเสมือนเป้าหมายสูงสุด
หากพวกเขาทำได้สำเร็จ พวกเขาก็เหมือนดั่งมังกรที่ทะยานขึ้นไป
ท่ามกลางท้องนภาเปล่งประกายเจิดจรัสมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
โดยสาเหตุหลักๆที่ผู้คนต้องการจะเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้นั่นก็คือ
เคล็ดบ่มเพาะซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการต่อสู้ มันจะตกทอดลงมารุ่น
สู่รุ่นเป็นดั่งมรดกที่ล้ำค่า นักสู้ทุกคนต่างต้องการที่จะเรียนรู้และฝึกฝนมัน
และแต่ละครั้งที่สืบทอดมานั้น มันก็ถูกสั่งสมประสิทธิภาพมากขึ้นๆ
ตลอดเวลา เนื้อหาภายในล้วนแล้วแต่เป็นจุดสูงสุดของเคล็ดวิชาทั้งสิ้น ซึ่ง
ทั้งหมดนั้นจะทำให้พวกเขามีพลังมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเอาชนะ
ศิษย์พี่จากสำนักอื่นได้อย่างง่ายดาย แต่หากว่าใครซักคนจะพยายามที่จะ
เรียนเคล็ดวิชาเหล่านั้นด้วยตัวเองแล้วละก็ คงไม่ต่างจากคนโง่ๆคนหนึ่งที่
พยายามงมเข็มในมหาสมุทร
แม้ว่าเคล็ดบ่มเพาะทั่วๆไปก็เป็นอีกทางหนึ่งที่สามารถพัฒนาการต่อ
สู่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีเลิศที่สุดก็ต้องเป็นเคล็ดบ่มเพาะที่ถูกสืบทอดกันมา
อย่างยาวนานจากสำนัก
ซึ่งวรยุทรเหล่านั้นก็ถูกเก็บรักษาอย่างเคร่งครัดโดยแต่ละสำนัก ถ้า
พวกเขาค้นพบว่ามีลูกศิษย์คนใดนำมันไปเผยแพร่แล้วละก็ โทษอย่างเบา
ที่สุดที่ลูกศิษย์คนนั้นจะได้รับคือการถูกทำลายการฝึกฝนที่มีมาทั้งหมด
จากภายใน และโทษสถานหนักก็คงเป็นการประหารชีวิตในทันที
มันเป็นเรื่องยากที่จะส่งต่อเคล็ดบ่มเพาะเคล็ดวิชาต่างๆ และมันก็คง
จะเป็นเรื่องที่ยากที่จะพยายามคัดลอกตำราที่ว่าขึ้นมา เคล็ดวิชาส่วนใหญ่
จะมีความลึกลับและการเข้าใจที่ยากอย่างสุดซึ้ง การไหลเวียนของพลัง
และความรู้สึกต่างๆ หนทางแห่งการปลูกฝังพลังแต่ละขั้นตอน สิ่งเหล่านี้
ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือได้
เคล็ดบ่มเพาะส่วนใหญ่มักจะถูกบันทึกลงในแผ่นหยก ซึ่งในหยกแผ่น
เล็กๆก็จะบันทึกเกี่ยวกับข้อมูลลับอัดแน่นเอาไว้ แม้กระนั้นตำรานี้ก็ทำได้
เพียงอธิบายเท่านั้น ถ้าจะมีใครซักคนที่ต้องการสำเร็จเคล็ดบ่มเพาะนั้น
แล้ว เขาผู้นั้นจำเป็นที่จะต้องเข้าใจตำราเคล็ดบ่มเพาะนั้นอย่างถ่องแท้
ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งนักที่จะทำได้ และนอกจากนั้นยังต้องใช้เวลาและความ
มุ่งมั่นมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้
แม้ว่าจะเข้าใจในสิ่งที่บันทึกลงในตำราเคล็ดบ่มเพาะแล้ว ทว่าใน
ตำราเคล็ดบ่มเพาะเหล่านั้นก็มีความลับซ่อนอยู่ มันไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะ
สามารถเข้าใจได้หมด ซึ่งมันก็เหมือนกับผ้าขี้ริ้วห่อทอง ที่หากไม่เข้าใจ
และไม่รู้ความรับของมัน สมบัติเหล่านั้นก็เป็นแค่เพียงกระดาษชำระแผ่น
หนึ่ง
ด้วยเหตุนั้นแผ่นหยกเคล็ดบ่มเพาะที่สืบทอดต่อๆกันมาจึงเหลืออยู่
น้อยมาก และไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทอง นี่ก็ถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่เหล่า
นักสู้หนุ่มๆทั้งหลายกลายเป็นบ้าเพราะความต้องการที่จะเข้าสำนักเจ็ด
แก่นแท้ เงื่อนไขที่จะผ่านเข้าไปก็นับว่า โหดหินสุดๆ และทุกๆปี ผู้คน
จำนวนมากต่างก็ไม่ผ่านเงื่อนไขมากมายเหล่านั้น
หลินหมิงในตอนนี้เขามีมรดกเคล็ดบ่มเพาะที่ล้ำค่ายิ่งว่านั้นเสียอีก
ด้วยเคล็ดบ่มเพาะ“จุดสูงสุดแห่งความกาหล”ของเขา เขาจึงไม่ค่อยสนใจ
เกี่ยวกับตำราเคล็ดบ่มเพาะของสำนักเจ็ดแก่นแท้มากนัก เหตุผลที่ทำให้
เขาอยากจะเข้าสำนักก็ไม่ใช่เพราะหลานอวิ๋นเยว่ หลังจากที่เขาตัดสินใจ
ที่จะอุทิศทั้งชีวิตเพื่อก้าวไปสู่จุดยอดของการต่อสู้ หลานอวิ๋นเยว่ก็ไม่มี
ความสำคัญใดใดกับจิตใจเขาอีกต่อไป
สาเหตุที่หลินหมิงต้องการที่จะเข้าสู่สำนักเจ็ดแก่นแท้ มิใช่เพื่อ
ต้องการเคล็ดวิชามรดกเคล็ดบ่มเพาะหรือยาโอสถสมุนไพรใดๆ แต่เขา
ต้องการสถานที่ที่พิเศษสำหรับฝึกซ้อมเพียงเท่านั้น สถานที่ดังกล่าวที่
สร้างขึ้นจากวัสดุ มีสภาพแวดล้อมพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้อาวุโสปราณ
ปรายฟ้า สิ่งเหล่านั้นทำให้ผู้ที่ได้มาฝึกในที่แห่งนี้ได้ผลลัพธ์จากการฝึกเป็น
สองเท่า และใช้พลังในการฝึกฝนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือทักษะการต่อสู้ ทักษะดังกล่าวจะเป็นสิ่ง
ที่มีบทบาทสำคัญเพราะมันจะแสดงพลังของคนๆนั้นออกมาได้
หลินหมิงก็รู้เกี่ยวกับสิ่งพวกนั้นมาบ้างจากความทรงจำของผู้อาวุโสที่
เข้าได้ดูดซับมา ในทั้งหมดนั้นเขาได้เห็นทักษะต่างๆมากมายสามถึงสี่แบบ
แต่พวกมันก็ยังไม่ครบสมบูรณ์ แต่ในความจริงแล้วแม้พวกมันจะยังไม่
สมบูรณ์ก็มันก็ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าทักษะใดใดในอาณาจักรลิขิตฟ้า
อย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งก็น่าเสียดายที่ สามในสี่ทักษะที่หลินหมิงได้เห็นมา มันเป็นทักษะ
ของผู้มีขั้นปราณปลายฟ้า ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะฝึกฝนมัน เขาก็
จำเป็นต้องไปให้ถึงขั้นปราณปลายฟ้าเสียก่อน ในความทรงจำเหล่านั้น
แม้แต่ทักษะที่ดูจะอ่อนแอที่สุดก็ยังสามารถถล่มทลายภูเขาทั้งลูกทิ้งไปได้
ด้วยการทุบเพียงครั้งเดียวไม่ต้องพูดถึงมนุษย์เลย เป็นเรื่องซะด้วยซ้ำที่จะ
ทำลายทั้งเมืองลิขิตฟ้าทั้งเมือง
แต่ถ้อยคำที่อยู่ในความทรงจำของเขาก็ไม่ต่างจากภาษาต่างแดน มัน
ยากที่จะเข้าใจความหมาย
หลินหมิงจึงต้องการผ่านการทดสอบของสำนักเจ็ดแก่นแท้และเขา
ต้องบรรลุถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นทุกๆปี ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของการทดสอบ
มักจะได้รางวัลอันยิ่งใหญ่เสมอ
บางทีอาจจะเป็นยาโอสถที่ล้ำค่าหรือสมบัติชั้นเลิศที่มิอาจประเมิน
ค่าได้ เพราะยาโอสถเหล่านี้จะถูกผลิตโดยสำนักเจ็ดแก่นแท้ แม้แต่คน
จากตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในอาณาจักรก็ไม่สามารถจะซื้อมันได้
แม้แต่ลูกขุนนางชั้นสูงก็ยังต้องน้ำลายไหลด้วยความอิจฉาเมื่อได้เห็น
ของรางวัลเหล่านี้ ซึ่งแม้แต่หลินหมิงเองก็ยังถูกยั่วยวนด้วยของพรรคนี้
เหมือนกัน ซึ่งแต่ก่อนพลังของเขาน้อยกว่านี้เพราะเขาไม่ได้สนใจมันนัก
แต่ตอนนี้มันทำให้เขากระหายที่จะครอบครองพวกมันเป็นอย่างมาก
ในวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ สนามกลางแจ้งของสำนักลิขิตฟ้าเต็มไป
ด้วยฝูงชนที่เบียดเสียดแน่นอยู่ภายใน เพราะมีผู้มาลงสมัครมากเกินไป
ซึ่งการสอบจะเริ่มขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นและจะดำเนินไปตลอดทั้งวัน
หลินหมิงและหลินเสี่ยวตงยังไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยฝูงชน
เหล่านั้น พวกเขาทั้งสองเพียงอยู่รอบๆสำนักลิขิตฟ้าเท่านั้น แม้ว่าจะไม่ได้
เข้าไปด้านใน แต่พวกเขาก็ยังได้ยินเสียงดังออกมาอย่างวุ่นวายเต็มไป
หมด
“พวกเขาพูดกันว่าจะมีบุคคลชนชั้นสูงมาด้วยมากมาย รวมถึงหวังห
ยานเฟิง ด้วยอายุเพียง 15 ปี และพรสวรรค์ระดับสี่ ทำสามารถไปถึงการ
ฝึกฝนกายภาพขั้นที่สามได้ ช่างเป็นคนที่น่ากลัวอะไรเช่น”
“มันไม่แปลกไปหน่อยรึ ทำไมเขาไม่สอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ตั้งแต่
การสอบครั้งที่แล้ว ทำไมเขาไม่มาสอบเข้าตั้งแต่การคัดเลือกเมื่อฤดูใบไม้
ผลิกันล่ะ”
“ข้าว่าเป้าหมายของเขาคงจะเป็น ห้องสวรรค์ ทันทีที่เขาเข้ามาที่
สำนักเจ็ดแก่นแท้เขาก็ต้องการที่จะเข้าร่วมห้องสวรรค์ ช่างเป็นคนที่อุก
อาจยิ่งนัก”
“เอ่อ…แต่ว่าห้องสวรรค์ก็ถือเป็นนิกายที่เข้าร่วมได้ยากยิ่งนัก ในช่วง
หลายปีที่ผ่านมาผู้ที่เข้าร่วมกับห้องสวรรค์ได้มีเพียง แต่ ฉินซิงเซวียน
เท่านั้น ขั้นต่ำที่จะสามารถเข้าไปได้จะต้องมีการฝึกฝนถึงจุดสูงสุดของ
การฝึกฝนกายภาพขั้นที่สาม ทั้งพวกที่อยู่ในห้องสวรรค์ก็เป็นพวกมีการ
ฝึกฝนกายภาพขั้นที่สี่ แม้แต่หวังหยานเฟิงก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้า
ร่วมได้ ข้าคิดว่าเขาแค่มาเพื่อเอารางวัลจากการทดสอบเท่านั้น”
ห้องสวรรค์อย่างนั้นรึ!!!
หลินหมิงพึมพำในใจ เมื่อครึ่งปีที่แล้วจูเอี๋ยนพึ่งไปถึงจุดสูงสุดของขั้น
ที่สามเพื่อที่จะเข้าร่วมกับห้องสวรรค์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังของเขาโดด
เด่นขนาดไหนในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหวังยี่เกาเลย มัน
เป็นเพียงคนตระกูลชั้นสูงที่ไม่ฝึกฝนและไร้ความสามารถ
ขณะที่ลินหมิงกำลังคิดอย่างเหม่อลอย เขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครกำลังจ้อง
มองเขาอยู่
ในฝูงชนขนาดใหญ่ มีจำนวนหลายคนที่มองมาที่เขาก็จริง แต่เขารู้ว่า
คนเหล่านี้มองมาอย่างไม่ได้เจตนา แต่หลินหมิงที่ได้ฝึกฝน “ชีพจรปราณ
เทพคลั่ง” มาก่อน ทำให้เขามีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเป็นพิเศษ แม้ว่า
จะมีคนมองมาที่เขามากมายแต่เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นชาคู่นึงที่
กำลังจ้องมองดูเขาอยู่
เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องขณะที่หันหน้าไปดู เขาเห็นรถม้าสีฟ้ากำลัง
เคลื่อนตัวเข้ามา แต่เมื่อเขาหันไปม่านรถม้านั่นก็ปิดสนิทเสียแล้ว
หลินหมิงถอนหายใจ เขายังไม่แม้แต่จะได้เริ่มการทดสอบคัดเลือก
เลย ก็มีคนว่างแผนจะกำจัดเขาซะแล้วอย่างนั้นรึ
ในเวลาเดียวกันภายในรถม้าดังกล่าว มีหนุ่มในชุดผ้าไหมและคนที่มี
ท่าทางมืดมนนั่งอยู่ข้างๆ เขาคือหวังยี่เกาและจูเอี๋ยน
“มัน….มันยังไม่เห็นเรา” หวังยี่เกากล่าวขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ
ถึงแม้ว่าเขาอยากจะประกาศต่อหน้าทุกคนว่าต้องการแก้แค้น แต่เขาก็
กลัวหลินหมิง การเคลื่อนไหวสามกระบวนท่าของหลินหมิงทำให้เขาพ่าย
แพ้อย่างเจ็บปวด น่าอับอาย และสิ่งเหล่านั้นยังเป็นรอยแผลในจิตใจที่
ทำลายความมั่นใจของเขามาจนถึงในวันนี้
จูเอี๋ยนกล่าวอย่างเรียบๆ “หยุดหวาดกลัวซะ และเลิกทำท่าน่าสม
เพศได้แล้ว มีคนตั้งมากมายอยู่ที่นี่ มันไม่ได้มีตาหลังที่จะมามองเจ้า เจ้า
กลัวมันงั้นรึ ไอ้คนบ้านนอกที่จะเข้าสู่ขั้นที่สองได้หรือยังก็ยังไม่รู้คนนั้น”
ช่องว่างระหว่างขั้นที่1และ2นั้นมีพละดำลังต่างกันอย่างยิ่ง เด็กบ้าน
นอกที่อายุ15ปี ที่ทำได้ถึงขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย โดยเฉพาะหลินห
มิงที่มีมาจากครอบครัวที่ยากจนด้วยแล้ว แถมยังมีพรสวรรค์เพียงระดับ3
“ข้าว่าเจ้านั่นต้องฝึกอะไรประหลาดๆเป็นแน่ ขนาดข้ากว่าจะไปถึง
การฝึกฝนขั้นที่สองได้ก็อายุ16ปีแล้ว เขาอาจจะฝืนฝึกฝนจนเกินกำลัง
และบาดเจ็บภายในก็เป็นได้ เจ้าโง่นั่นมันอาจจะมีสภาพไม่ต่างจากคน
พิการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
หวังยี่เกาสาปแช่งอย่างโหดร้าย ส่วนจูเอี๋ยนเองก็แอบดูถูกเจ้าคนขี้
ประจบประแจงคนนี้ในใจ แม้ว่าหวังยี่เกาจะมียาหายากราคาแพง มันก็
ยังทำได้เพียงมาถึงขั้นที่สองตอนอายุ16ปีเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นทักษะการ
ต่อสู้ของมันก็ยังอ่อนสุดๆ ถ้าพ่อของมันไม่ใช่คนใหญ่คนโตในเมืองลิขิตฟ้า
จูเอี๋ยนก็คงไม่มาทำตัวสนิทสนมเป็นมิตรกับมันอย่างแน่นอน
จูเอี๋ยนกล่าวขึ้น “ตามหลักปกติแล้วมันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะมี
การฝึกฝนกายภาพขั้นที่สองในเวลานี้ แต่หากมันมี1000เหรียญทองที่ได้
จากเจ้าไปนั้นล่ะ มันจะเป็นเหตุผลที่ไอ้บ้านนอกนั้นจะไปถึงขั้นที่สองได้”
เมื่อได้ยินจูเอี๋ยนพูดแบบนั้น หวังยี่เกาหน้าแดงขึ้นมาทันที เขาไม่คิด
ว่าจูเอี๋ยนจะรู้เรื่องความอับอายของซะอีก
ทั้งๆที่หวังยี่เกาพยายามปิดเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความลับ แต่มันก็ข่าว
มันก็เผลแพร่ไปอย่างรวดเร็ว คงยากที่จะมีซักคนที่จะไม่รู้เรื่องเหล่านี้
แก…!!! ไอ้หมาบ้านนอก แกมันชาติชั่วสารเลวสิ้นดี
จูเอี๋ยนเลิกสนใจท่าทางของหวังยี่เกา สีหน้าของเขาดูมืดมน ถ้าหาก
จะว่าไปสำหรับเด็กอายุ16ปี ถ้าพละกำลังของมันก้าวผ่านขั้นที่สองไปได้
มันก็มีโอกาสได้เข้าร่วมสำนักเจ็ดแก่นแท้ ศิษย์หลายๆคนส่วนใหญ่ก็เข้า
มาแบบนี้ สำหรับพวกคนเหล่านี้มักจะมียาโอสถราคาแพงที่คอยส่งเสริม
ให้บรรลุถึงขั้นที่สองได้ไม่ยาก
ซึ่งอันที่จริงสำนักเจ็ดแก่นแท้ก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าทางตระกูลจะ
ช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่ อย่างไรทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้
ฐานะของตระกูลก็ถือเป็นการแข่งขันอย่างหนึ่งเช่นกัน ไม่ว่าจะใช้พลัง
การฝึกฝนของตัวเอง หรือใช้ยาโอสถช่วย พวกนั้นก็ประสบความสำเร็จ
เป็นนักสู้จากสำนักเจ็ดแก่นแท้เช่นเดิม
สำหรับผู้ที่ต้องพึ่งยาโอสถในการก้าวขึ้นมายังขั้นที่สองเพื่อจะได้เขา
สำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกเขายังห่างชั้นกับหลินหมิงที่มีทักษะต่อสู้และ
ประสบการณ์อีกมากนัก ดังนั้นโอกาสของหลินหมิงจึงมีมากกว่า
จูเอี๋ยนไม่ต้องการให้หลินหมิงได้เข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาไม่ได้กลัว
ว่าหลินหมิงจะแข็งแกร่งกว่าเขา มันเป็นเพียงเด็กบ้านนอกพรสวรรค์
ระดับสาม ซึ่งจูเอี๋ยนมั่นใจในตัวเองมากว่า แม้หลินหมิงจะพัฒนาแบบ
ก้าวกระโดดและเอาชนหวังยี่เกาได้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะหวังยี่เกา
มีการฝึกฝนกายภาพเพียงขั้นที่สองเท่านั้น นอกจากความสามารถขั้นที่
สองที่ได้มากจากสาและโอสถที่ปราศจากการฝึกฝนแล้ว มันยังมีทักษะที่
อ่อนแอมาก
เขามีความมั่นใจมากว่าเขาจะสามารถอยู่เหนือหลินหมิงได้
ตลอดเวลา หากหลินหมิงสอบเข้ามาได้จริงๆ มันคงจะไปกระตุ้นจิตใจ
ของหลานอวิ๋นเยว่อย่างมากเป็นแน่
หลานอวิ๋นเยว่ก็ยังไม่ลืมความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมกับหลินห
มิง มันยังจะเหมือนเดิมอยู่รึเปล่าถ้าเจ้านั่นสามารถผ่านการทดสอบเข้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้เข้ามาได้ จูเอี๋ยนหลงหลานอวิ๋นเยว่ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะ
รูปโฉมอันงดงามของนาง อีกครึ่งเป็นความหึงหวนที่ไม่อาจให้มีชายใดมา
อยู่นาง
เนื่องจากตระกูลของจูเอี๋ยนมีความสัมพันธ์กับตระกูลที่ยิ่งใหญ่ เขา
จึงมีเส้นสายกับสำนักเจ็ดแก่นแท้อยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม การรักษาความ
ปลอดภัยของที่สำนักเจ็ดแก่นแท้เป็นกลางและเข้มงวดมาก ยากที่จะให้
เส้นสายกีดกั้นหลินหมิงออกจากการเข้าทดสอบ แผนการเดียวที่อยู่ในหัว
เขาก็เหลือเพียง…….ไม่ให้หลินหมิงได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้