Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 308 เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 308 เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง
‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ได้ระบุไว้ว่าหลังจากผ่านการฝึกขั้น
ฝึกฝนร่างกาย ขั้นฝึกฝนกล้ามเนื้อ ขั้นฝึกฝนอวัยวะภายใน ขั้น
เปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อ และขั้นดัดกระดูกด้วยการผสานปราณแท้เข้ากับ
ร่างกายแล้ว หลังจากนั้นสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดก็คือไขกระดูกมนุษย์ ถ้า
หากมิได้ผสานไขกระดูก มันจักกลายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับนัก
สู้ผู้ฝึกกายผันแปร
แต่หลังจากผสานไขกระดูกอย่างสมบูรณ์แล้ว มันไม่เพียงจะกำจัด
จุดอ่อนไปเท่านั้น มันยังช่วยผสานปราณแท้กับร่างกายทั้งภายในและ
ภายนอกได้อย่างดียิ่งขึ้นอีกด้วย ปราณแท้จะรวมเป็นหนึ่งเดียวจากทุก
ทิศทาง ซึ่งเมื่อสำเร็จในระดับนี้เท่านั้น ถึงจะบรรลุขอบเขตที่มั่งคงและ
สมบูรณ์แบบที่สุด
หลินหมิงยืนอยู่ใกล้ๆบ่อน้ำลึก ขณะโคจร ‘เคล็ดวิชาบรรพกาลแห่ง
กลียุคที่แท้จริง’ ต่อไปเรื่อยๆ และรู้สึกได้ถึงการผสานไขกระดูก หลังจาก
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแขนของเขา ปราณแท้ได้รวมกันจริงๆแล้ว
มันทำให้เขาก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจน
‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ นั้นถูกต้อง แต่หลินหมิงคิดว่า
เงื่อนไขมันยุ่งยากมากเกินไปหน่อยในการจะผสานไขกระดูกอย่าง
สมบูรณ์ เขารู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ถ้ามันยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาอาจจะ
ไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนที่จะรวบรวมโอสถสำหรับการผสานไข
กระดูกให้เพียงพอเป็นแน่แท้
แม้ว่ากายผันแปรขั้นผสานไขกระดูกนั้นจะอยู่คนละส่วนกับระบบ
รวบรวมลมปราณ มันก็จะดีกว่าที่จะทะลวงขั้นในเร็วๆนี้ อย่างน้อย
ผลลัพธ์ที่ออกมา มันก็ดีที่สุดถ้าหากเขาทำมันสำเร็จก่อนที่จะอายุ 20 ปี
ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์ท้าท้ายสวรรค์เช่นใดนั้น มันไม่มีทางที่จะไปถึง
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนอายุ 20 ปีได้ นอกจากนั้น มันต้องใช้เวลาอย่าง
มากในการจะรวบรวมวัสดุที่จำเป็น ถ้าหากเขาพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่
จะผสานไขกระดูก ยิ่งไขกระดูกเขาอายุมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งจะยากที่จะ
ผสานไขกระดูกให้สำเร็จ
เช่นนั้น เขาควรจะทำเช่นไรดี?
หลินหมิงรีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว และหยิบชุดสำรองในแหวนมิติ
ออกมา จากนั้นก็กลับไปยังห้องฝึกตน
มู่เชียนหยี่เห็นหลินหมิงกลับมา ผมที่เปียกสะบัดไปมา และสวมใส่
ชุดใหม่ที่สะอาด มันรู้สึกสดชื่นและดูสง่างาม นางถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หลินหมิง เจ้าใช้โอสถเปิดทางสวรรค์ชำระล้างไขกระดูกและกล้ามเนื้อ
เจ้าเช่นนั้นหรือ? ข้าคิดว่าเจ้าขับสิ่งสกปรกออกมาเพียงเล็กน้อย”
โอสถเปิดทางสวรรค์นั้นมีความโดดเด่นในด้านชำระล้างไขกระดูก
และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะเมื่อถูกใช้โดยนักสู้ธาตุจำเพาะปฐพี พวกเขา
มักจะขับสิ่งสกปรกที่เป็นตะกอนสีเทาออกมา แต่หลินหมิงกลับขับสิ่ง
สกปรกของขั้นปราณต้นฟ้าออกมาบางส่วน มู่เชียนหยี่จึงถามออกไป
“อืม… ข้าทำเช่นนั้น” หลินหมิงพยักหน้าอย่างช้าๆ เมื่อเขาใช้โอสถ
เปิดทางสวรรค์ เขาสามารถดูดซับมันมาได้ถึง 90% และถูกใช้ชำระไข
กระดูกของเขา มีบางส่วนตกค้างที่อยู่ในเส้นชีพจรของเขา ซึ่งเขาไม่ได้ใช้
ส่วนที่เหลือเพื่อชำระไขกระดูกและกล้ามเนื้อ
มู่เชียนหยี่กวาดตามองหลินหมิงจากศีรษะจรดเท้า และพยักหน้า
อย่างพึงพอใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าไม่คิดว่าการบ่มเพาะของเจ้าจะ
เพิ่มขึ้นมากเท่าใด มันน่าจะมีบางส่วนตกค้างอยู่ในร่างกายเจ้า แต่เจ้าไม่
จำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับมัน หลังจากที่เจ้าใช้โอสถเปิดทางสวรรค์
แล้ว เจ้าเพียงแค่ต้องไปปิดด่านฝึกตนสักพักเพื่อที่จะดูดซับผลของโอสถที่
ตกค้างอยู่ หลังจากนั้นเจ้าน่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วง
กลางได้ หรือแม้กระทั่งขั้นผสานชีพจรช่วงปลายก็ย่อมเป็นไปได้ แต่การ
บ่มเพาะเช่นนี้มันไม่ได้มาจากการฝึกฝน ดังนั้นจะดีที่สุดหากใช้เวลาสักพัก
เพื่อให้มันมั่นคงเสียก่อน ถ้าเจ้ากินโอสถเปิดทางสวรรค์อีก ก่อนที่เจ้าจะ
บรรลุขั้นปราณต้นฟ้า มันคงจะไม่ดีเท่าใดนัก และมันก็ค่อนข้างที่ไม่
คุ้มค่า”
“อ่า… ข้า.. อืม.. ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงยิ้มอย่างเจื่อนๆ หลังจากที่
โกหกไปครั้งหนึ่งแล้ว เขาก็จำเป็นต้องโกหกต่อไปเพื่อปกปิดจนถึงที่สุด
มันจะมีผลของโอสถตกค้างอยู่ที่ในกายเขาได้อย่างไรเล่า? ในเมื่อมันถูก
ชำระออกไปหมดแล้ว การบ่มเพาะของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก และเขาก็
ยังห่างไกลจากขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง
มู่เชียนหยี่กวักมือเรียกหลินหมิงและกล่าวว่า “หลินหมิง เจ้ามานั่ง
ตรงนี้ ข้าอยากจะทดสอบความสามารถในการผสานกับพลังอัคคีต้น
กำเนิดของเจ้า”
หลินหมิงลังเลชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพยักหน้าและเดินไปนั่งไขว้ขา
ข้างหน้ามู่เชียนหยี่ เขาไม่รู้เลยถึงมาตรฐานของทวีปนภารินไหล หรือ
ระดับความสามารถในการผสานกับพลังอัคคีต้นกำเนิดของเขาจะมีระดับ
ใด
“ผ่อนคลายร่างกายของเจ้า ไม่ต้องพยายามควบคุมให้ร่างเจ้าดูดซับ
พลังอัคคีต้นกำเนิด”
มู่เชียนหยี่จับมือของหลินหมิงและปิดตาลง จากนั้นหลินหมิงก็เริ่ม
รู้สึกได้ถึงความผันผวนของพลังอัคคีต้นกำเนิดในร่างของเขา ปราณแท้ได้
เข้าสู่ร่างกายเขา เขาเริ่มดูดซับปราณแท้เหล่านั้น และปล่อยให้มันตัดสิน
ว่าเขามีความความสามารถในการผสานกับพลังอัคคีต้นกำเนิดระดับใด
บางทีมันอาจจะเพราะพลังอัคคีต้นกำเนิดในห้องนั้นมากเกินไป แต่
เมื่อมู่เชียนหยี่นั่งอยู่บนแท่น เหงื่อนางค่อยๆออกมา และเริ่มปลดปล่อย
กลิ่นกายที่ยั่วยวนและน่ารื่นรมย์อย่างมาก หลินหมิงนั้นอยู่ใกล้กับมู่เชียน
หยี่ และหันหน้าเข้าหากัน ใจเขาก็เริ่มฟุ้งซ่าน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง มู่เชียนหยี่เปิดตาของนาง และมีประกายของ
ความผิดหวังเล็กน้อยอยู่บนใบหน้า “เจ้าอาจจะมีความสามารถในการ
ผสานต่ำกว่าระดับ 6…”
นักสู้ที่มีความสามารถในการผสานกับธาตุใดธาตุหนึ่งมันก็เป็น
ความสามารถที่ท้าทายสวรรค์อย่างยิ่งแล้ว อย่างน้อยหลินหมิงก็มี
ความสามารถในการผสานถึง 2 ธาตุ และเขามีความสามารถในการผสาน
กับพลังสายฟ้าต้นกำเนิดมากกว่าพลังอัคคีต้นกำเนิด
แต่มู่เชียนหยี่ก็ยังไม่พอใจเล็กน้อย สำหรับเคล็ดบ่มเพาะของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้น มันมีเงื่อนไขที่ต้องมีความสามารถในการผสานกับ
พลังอัคคีต้นกำเนิดสูงมาก เช่น ความสามารถในการผสานของพลังอัคคี
ต้นกำเนิดของมู่เชียนหยี่นั้นอยู่ที่ระดับ 7 มันเป็นพลังที่ท้าทายสวรรค์ยิ่ง
นัก!
ความสามารถในการผสานระดับ 6 ย่อมเป็นขั้นต่ำสุดที่จะเรียนรู้ให้
ถึงแก่นแท้ของเคล็ดบ่มเพาะพลังนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากหลินหมิง
ต้องการที่จะบรรลุระดับสูงสุดของเคล็ดบ่มเพาะพลังนี้ มันอาจจะเป็นไป
ไม่ได้เสียแล้ว
มู่เชียนหยี่รู้สึกเสียใจอย่างมาก นอกเหนือจากพลังธาตุอัคคีของเขา
มู่เชียนหยี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพลังในด้านอื่นๆของหลินหมิงมากนัก สิ่ง
ที่กระชับสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขานั้นมีเพียงเคล็ดบ่มเพาะของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
“ต่ำกว่าระดับ 6 งั้นรึ?” หลินไม่ได้แปลกใจอะไร แม้ว่าเมล็ดพันธุ์
แห่งเทพทรราชนั้นจะสุดยอด แต่พลังอื่นๆในกายเขาไม่มีสิ่งใดที่มีธาตุ
อัคคีเลย เช่นนั้น เขาจึงไม่มีความสามารถในการผสานกับธาตุอัคคีต้น
กำเนิดที่พอจะท้าทายสวรรค์ได้
‘ข้าสงสัยเหลือเกินว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ยามที่ข้าได้รับหอกที่ล้ำค่ามา
จากท่านบรรพบุรุษจื่อเยี่ยนที่กำลังหลอมมันอยู่ และนำมันไปปราบหมอ
ผีเผ่าหนอนไฟ หลังจากที่ข้าดูดซับปราณอัคคีนิรันดร์ ความสามารถใน
การผสานกับธาตุอัคคีของข้าจักเพิ่มขึ้นเพียงไรกัน?’
นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างที่สุดเมื่อเทียบเคล็ดวิชาปราณเทพทรราชคลั่งกับ
เคล็ดวิชาที่นักสู้ธรรมดาๆบ่มเพาะ มันมีความสามารถในการพัฒนาและ
เติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ เพราะว่าหลินหมิงได้ดูดซับงมังกรวารีสีม่วงสายฟ้า
ศักดิ์สิทธิ์เข้าไป ความสามารถในการผสานกับพลังสายฟ้าต้นกำเนิดของ
เขาจึงสูงกว่าระดับ 6”
มันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดและเป็นพลังที่ไม่น่าเชื่อของเคล็ดวิชา
ปราณเทพทรราชคลั่ง หลินหมิงถอนหายใจ พลังของเคล็ดวิชาปราณเทพ
ทรราชคลั่งนั้นทรงพลังเกินไป ไม่แปลกใจเลยที่ผู้อาวุโสระดับสูงจากแดน
เทวะเก็บมันไว้เป็นทักษะลับที่มีค่าที่สุดที่เขาเคยได้รับมาตลอดชีวิตของ
เขา มันเหนือยิ่งกว่า ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ เสียอีก
ไม่เพียงแค่นั้น แต่แม้กระทั่ง ‘ก้าวย่างวิหคทองคำถลาลม’ ก็ยังหา
ยากและมีค่าอย่างสุดๆ แต่มันก็ยังมีบางคนในแดนเทวะรู้เกี่ยวกับมัน แต่
เคล็ดวิชาปราณเทพทรราชคลั่งนั้นมันเป็นสิ่งที่พิเศษอย่างแท้จริง ทักษะ
ลับนี้ได้มาจากซากเมืองโบราณ และมันน่าจะถูกสร้างโดยเทพปีศาจบรรพ
กาลบางตน
ยามที่ผู้อาวุโสระดับสูงท่านนั้นได้ค้นพบเคล็ดวิชาปราณเทพทรราช
คลั่งนั้น มันได้ถูกผนึกไว้เป็นเวลาช้านานจนมิอาจนับได้ หลังจากนั้น ผู้
อาวุโสท่านนั้นก็ได้เก็บมันไว้เป็นความลับอย่างระมัดระวังโดยมิได้กล่าวถึง
รายละเอียดใดๆเกี่ยวกับมัน นี่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งขึ้น
น่าเสียดายที่ผู้อาวุโสท่านนั้นยังมิอาจเรียนรู้และค้นคว้ารายละเอียด
ของเคล็ดวิชาปราณเทพทรราชคลั่งได้มากนัก เขาฝึกมันได้เพียงขั้นที่ 3
เท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ได้ตามเทียนหมิงซื่อไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหค
เรืองรอง เพื่อขโมยลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดก็ตายลงโดยที่ดวงจิตของ
เขาได้แตกสลาย
บัดนี้ การจะค้นพบข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับเคล็ดวิชาปราณเทพทรราช
คลั่งนั้น คงต้องพึ่งโชคและความสามารถของตัวเขาเองแล้ว เขาได้รู้ว่ามัน
ตอบสนองต่อพลังต้นกำเนิดธาตุสายฟ้าและอัคคี แต่สำหรับธาตุอื่นๆเช่น
ปฐพี น้ำแข็ง ไม้ วารี หรืออื่นๆ เขาไม่รู้ว่าจะใช้พลังต้นกำเนิดเหล่านี้
อย่างไร
มู่เชียนหยี่มองไปยังหลินหมิงอย่างลังเล ก่อนจะกล่าวว่า “หลินหมิง
เจ้ายังอยากที่จะเรียนรู้เคล็ดบ่มเพาะพลังธาตุจำเพาะอัคคีของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่?”
หลินหมิงพยักหน้า “แน่นอน ข้าจะลองดู”
เคล็ดบ่มเพาะพลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นค่อนข้างแตกต่างจาก
เคล็ดวิชาที่ผู้อาวุโสระดับสูงท่านนั้นรู้ในแดนเทวะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า
เคล็ดบ่มเพาะของผู้อาวุโสท่านจะสูงส่ง มันก็ไม่เหมาะกับเขาอยู่ดี
นอกจากนั้นมันยังมีเคล็ดบ่มเพาะในความทรงจำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และเขาก็ไม่สามารถเลือกทิศทางที่ต้องการได้
ในอดีต หลินหมิงต้องการเรียนรู้เคล็ดบ่มเพาะพลังธาตุสายฟ้า
เพื่อที่จะเติมเต็มความเร็วของเขา แต่ทว่า การจะค้นหาเคล็ดบ่มเพาะพลัง
ระดับสูงธาตุจำเพาะสายฟ้าภายในทวีปนภารินไหลนั้นพูดง่ายกว่าทำมาก
นัก ในทางกลับกัน เคล็ดบ่มเพาะพลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะถูก
จัดเป็นระดับสูงอย่างแน่นอน
“หลินหมิง ปราณแท้ของเจ้านั้นหนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่านักสู้คน
อื่นๆในระดับเดียวกันเสียอีก และร่างกายของเจ้านั้นยังมีสิ่งพิเศษ
มากมาย ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะได้เรียนรู้เคล็ดบ่มเพาะระดับสูงจากอาจารย์
ของเจ้าแล้ว แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดบ่มเพาะใด แต่ข้าบอกได้
เพียงว่าเคล็ดบ่มเพาะธาตุจำเพาะอัคคีของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ด้อย
ไปกว่าเคล็ดบ่มเพาะธาตุอัคคีอื่นๆอย่างแน่นอน” ระหว่างนี้ มู่เฉวี่ยนได้ใช้
เวลาอยู่กับหลินหมิงอย่างมาก ด้วยระดับการบ่มเพาะและสายตาอัน
เฉียบคม นางสามารถเห็นได้ถึงสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับร่างกายของหลินหมิง
แต่นางก็ไม่ได้ถามเกี่ยวกับมัน ดั่งที่ทุกคนย่อมความลับที่ตนต้องการเก็บ
ไว้
“แต่เมื่อเจ้ายังไม่ได้เข้าร่วมเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ
ข้าสามารถช่วยเจ้าข้ามบททดสอบช่วงแรกบางส่วนได้เท่านั้น
นอกจากนั้นเจ้าต้องผ่านมันไปด้วยตนเอง และเจ้าต้องสาบานว่าเจ้าจะไม่
แพร่งพรายเคล็ดบ่มเพาะเหล่านี้อย่างเด็ดขาด” มู่เชียนหยี่มองไปยัง
หลินหมิงด้วยดวงตาที่จริงจังอย่างมาก คำพูดแต่ละคำของนางเสียงดังฟัง
ชัดอย่างยิ่ง
“ข้าสาบานด้วยหัวใจแห่งนักสู้ ถ้าหากข้าไม่ได้รับอนุญาตจากเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ข้าจักไม่แพร่งพรายแม้แต่น้อย” หลินหมิงกล่าวคำ
สาบานออกไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทุกๆสำนักย่อมมีมรดกตกทอดที่มี
ค่าดังสายเลือดของตัวเอง มรดกตกทอดเหล่านั้นเป็นรากฐานสำหรับทุก
สำนัก
“ดี เช่นนั้น นี่ก็คือเคล็ดบ่มเพาะพลังที่ถูกเรียกว่า ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มันมีต้นกำเนิดมาจากตระกูลฟีนิกซ์
โบราณ น่าเสียดาย… เคล็ดบ่มเพาะนี้มีข้อบกพร่อง มิเช่นนั้น แดน
ศักดิ์สิทธิ์หลายๆแห่งในทวีปนภารินไหลย่อมหมายตาที่จะครอบครองมัน
เป็นแน่”
เมื่อมู่เชียนหยี่กล่าวประโยคนี้ นางก็ถอนหายใจอย่างแรง ตระกูล
ฟีนิกซ์โบราณที่มีสายเลือดแห่งฟีนิกซ์ มันเป็นสัตว์อสูรเทวะอย่างแท้จริง
การคงอยู่ของมันมิอาจนำมาเทียบได้กับวิหคเพลิงหรือสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์
อื่นๆ ในเมื่อเป็นสิ่งที่พวกมันได้ละทิ้งเคล็ดบ่มเพาะไว้ ย่อมสามารถ
จินตนาการได้ถึงความน่าหวาดกลัวและน่าเกรงขามของมันได้
“เคล็ดบ่มเพาะหลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มี 2 เคล็ด ก็คือ ‘เคล็ด
บ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ กับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
เงามายาวิหควารี’ นอกเหนือจากนี้กว่าครึ่งได้สูญหายไปแล้ว มิเช่นนั้น
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว! แม้ว่าเคล็ดบ่ม
เพาะทั้ง 2 จะมีข้อบกพร่อง แต่พลังของพวกมันก็ยังน่ากลัวยิ่งกว่าหลายๆ
เคล็ดบ่มเพาะหลักของสำนักระดับ 5 เสียอีก ถ้าหากมีผู้ใดใฝ่ฝันที่จะได้
เรียนรู้พวกมันให้ถึงแก่นแท้ มันผู้นั้นย่อมจำเป็นต้องมีสายเลือดของวิหค
เพลิงหรือวิหควารี มิเช่นนั้น สำนักระดับ 5 คงมาอาละวาดและปล้นเคล็ด
บ่มเพาะนี้ไปจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“มันเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในบันทึกลับของตระกูลฟีนิกซ์โบราณ ถ้า
หากมีผู้ใดสามารถฝึกเคล็ดบ่มเพาะของพวกมันจนถึงจุดสูงสุดได้ เช่นนั้น
กายของคนผู้นั้นย่อมเป็นดั่งฟีนิกซ์ สามารถที่จะเกิดใหม่ได้ในทะเลเพลิง
เป็นอมตะและมิอาจทำลายได้”
เมื่อได้ยินมู่เชียนหยี่กล่าวเช่นนั้น หลินหมิงก็ตกใจอย่างยิ่ง
กายของคนผู้นั้นกลายเป็นดั่งฟีนิกซ์ สามารถที่จะเกิดใหม่ได้ในทะเล
เพลิง เป็นอมตะและมิอาจทำลายได้เช่นนั้นหรือ?
ถ้าหากมู่เชียนหยี่ไม่ได้กล่าวเกินจริง เช่นนั้นบันทึกลับของตระกูล
ฟีนิกซ์โบราณก็ย่อมไม่มีทางแย่กว่าเคล็ดบ่มเพาะระดับสูงในแดนเทวะ
เป็นแน่ บางทีมันอาจจะเทียบเท่าเคล็ดวิชาปราณเทพทรราชคลั่งที่ถูกทิ้ง
ไว้โดยเทพปีศาจบรรพกาลก็เป็นได้!
แน่นอนว่า ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และ
‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติเงามายาวิหควารี’ นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆของ
บันทึกลับของตระกูลฟีนิกซ์โบราณ แล้วมันยังมีข้อบกพร่องและสูญ
หายไปเสียส่วนใหญ่อีกด้วย
เมื่อได้รู้ถึงประวัติความเป็นมาของมัน ช่วยไม่ได้ที่หลินหมิงจะ
ตื่นเต้นและถามว่า “แม่นางมู่ได้กล่าวว่า เพื่อที่จะฝึกให้ถึงแก่นของมัน ข้า
จำเป็นที่จะต้องมีสายเลือดของวิหคเพลิงหรือวิหควารีเช่นนั้นหรือ? หาก
เป็นเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าข้ามิอาจฝึกมันได้เช่นนั้นหรือ?”
มู่เชียนหยี่ถอนหายใจ แม้ว่าหลินหมิงจะมีสายเลือดของวิหคเพลิง
หรือวิหควารี เขาก็ยังถูกจำกัดโดยความสามารถในการผสานกับพลังต้น
กำเนิดอัคคีอยู่ดี ไม่มีทางที่เขาจะสามารถบ่มเพาะไปถึงระดับสูงสุดได้
มู่เชียนหยี่กล่าวว่า “เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีทักษะลับที่สามารถ
โอนถ่ายสายเลือดบางส่วนของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่กายเจ้าได้ อย่างไร
ก็ตาม ถ้าหากสายเลือดนั้นไม่เข้มข้นพอ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกให้ถึง
แก่นแท้เช่นกัน ถ้าหาก…” ขณะที่มู่เชียนหยี่กล่าว อยู่ๆนางก็เงียบ
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยสีหน้าของความเขินอาย