Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 314 ค่ำคืนแห่งการนองเลือด
“เจ้า… เจ้า…!”
ชือเย่วสำลักโลหิต มือซ้ายของเขายังจับอยู่ที่ด้ามหอก ส่วนมือขวา
ยืนออกไปเหมือนต้องการคว้าจับบางอย่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่
อยากเชื่อ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นไม่อาจทำให้เขาปฏิเสธได้ เขาไม่เคยคิด
เลยว่าวันหนึ่ง เขาจะต้องตายด้วยน้ำมือของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ไม่เพียงแค่
นั้น แต่เด็กหนุ่มผู้นี้ยังอยู่เพียงขั้นผสานชีพจรช่วงต้นเท่านั้น!
ฟรุบ!
ชือเย่วล้มคุกเข่าลง แสงในดวงตาจางหายไป
สุดท้ายแล้ว ชือเย่วก็เป็นเพียงนักสู้ไร้สำนักเท่านั้น เหตุผลที่เขา
สามารถมีอำนาจเหนือป่าไพศาลทางใต้ได้ เพราะมันตั้งอยู่ในสถานที่
ห่างไกลและขาดทรัพยากร แต่ด้วยพรสวรรค์ของเขาแล้ว เมื่อเทียบกับ
อัจฉริยะอย่างเจียงเป่าอวิ้นหรือฉินหวู่ซิน เขาล้วนไม่มีอันใด จึงไม่อาจ
เป็นคู่มือของหลินหมิงได้
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่ชือเย่วรู้จักก็คือจักรพรรดิขนวิหคสวรรค์แห่งป่า
ไพศาลทางใต้ แม้แต่พรสวรรค์ของจักรพรรดิขนวิหคสวรรค์ก็ไม่อาจเทียบ
กับหลินหมิงได้
หลินหมิงสะบัดโลหิตที่ติดอยู่กับหอกออกไป และเตะร่างไร้วิญญาณ
กลิ้งไปบนพื้น นี่เป็นสิ่งที่มันสมควรได้รับ ทำได้เพียงโทษตัวเองเท่านั้น
ในตอนนี้เอง หัวหน้าอ้วนมีสีหน้าราวกับคนตาย ความหวังมลาย
หายไป ร่างอันอ้วนท้วนของเขาสั่นสะท้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ต่างจาก
ฝันร้าย ผู้ก่อตั้งและหมอผีเผ่าหนอนไฟจะต้องจบสิ้นเช่นนี้หรือ? แม้แต่
ตอนที่หอกม่วงเสียบเข้าที่คอหอยของหมอผีเผ่าหนอนไฟ หัวหน้าอ้วนก็
ยังไม่อยากจะเชื่อ เจ้าเด็กคนนี้เป็นปีศาจอย่างแท้จริง!
ทาสหญิงที่อยู่ในห้องต่างก็รู้สึกราวกับว่านี่เป็นความฝัน ในสายตา
ของพวกนางแล้ว หมอผีเผ่าหนอนไฟราวกับเป็นเทพปีศาจที่ทรงพลัง
อย่างยิ่ง แต่กลับถูกเด็กชายอายุ 17-18 ปีสังหารเช่นนั้นหรือ!?
เช่นนั้นแล้วเด็กคนนี้จะเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเพียงใด? หรือว่าเขา
เป็นผู้วิเศษที่กลับชาติมาเกิดเพื่อช่วยพวกนาง?
หลินหมิงมองไปยังมือขวาของเขา และยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
ด้วยการรวมพลังของปราณแท้สีครามและกายผันแปรขั้นผสานไขกระดูก
ที่แขนขวา พลังป้องกันของเขาเพิ่มขึ้นไปยังระดับใหม่อย่างสิ้นเชิง เขา
สามารถใช้มือเปล่าป้องกันการโจมตีจากปราณอัคคีของชือเย่วได้
ส่วนพลังเพลิงของมันก็ถูกหลินหมิงดูดซับเข้าไปโดยเมล็ดพันธุ์เทพ
ทรราช และไม่มีความเสียหายใดๆเกิดขึ้นกับเส้นชีพจรของหลินหมิงเลย
ครั้งก่อนที่เขาได้เผชิญหน้ากับชือเย่ว เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าว่าตน
จะสามารถควบคุมเพลิงของศัตรูได้ แต่อย่างที่เห็นในตอนนี้ เมล็ดพันธุ์
เทพทรราชทำให้เขาสามารถควบคุมเพลิงมาเป็นของตนได้
ขณะที่เขาขจัดเศษเปลวเพลิงที่ยังตกค้างอยู่ในมือออกไป หลินหมิงก็
ได้หันหน้าไปมองตัวตนระดับสูงของเผ่าหนอนไฟที่ยังเหลืออยู่ในหอคอย
เกลียวแห่งนี้ หัวหน้าอ้วนนั้นเอง
“เจ้าต้องการสิ่งใด? ข้า… ข้าสามารถให้เจ้า…” หัวหน้าอ้วนสั่น
สะท้านพร้อมกับก้าวถอยหลัง เสียงของเขาสั่นเครือ ผู้คุ้มกันแดนตายที่
อยู่รอบๆมีเพียงการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกเท่านั้น ในสนามรบ พวกมัน
เป็นดั่งใบมีดที่คมกริบกวาดผ่านทุกอย่าง แต่หากเทียบกับหมอผีเผ่า
หนอนไฟแล้ว พวกมันก็ไม่ต่างจากแมลง ยิ่งอยู่ต่อหน้าปีศาจตรงหน้า
พวกมันก็ยิ่งไม่มีค่าอันใดเลย จึงไม่อาจทำให้หัวหน้าอ้วนรู้สึกปลอดภัย
เลยแม้แต่น้อย
หลินหมิงมองไปยังหัวหน้าอ้วนด้วยความรังเกลียด เพราะมันเป็นคน
เลวอย่างแท้จริง เป็นผู้ที่ไม่สมควรมีตัวตนในโลก เขาสะบัดหอกและกล่าว
อย่างเย็นชาว่า “เจ้าไม่มีสิ่งใดที่ข้าสนใจ ข้ามีเพียงสิ่งเดียวที่ต้องการจาก
เจ้า นั่นก็คือชีวิตของเจ้า”
“ไม่… อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้าเลย! ข้าให้เจ้าได้ทุกสิ่ง ข้าสามารถให้สาว
งามแก่เจ้าได้! แม้แต่บัลลังก์!” ใบหน้าของหัวหน้าอ้วนหดเล็กลง ร่างอัน
อ้วนท้วนของมันไม่อาจที่จะหยุดสั่นได้ ในตอนนี้ มันได้หวาดกลัวอย่าง
แท้จริง มันเกิดอันใดขึ้น เขาได้ส่งยันต์สื่อสารไปแล้วมิใช่หรือ เหตุจึงมิมี
ผู้ใดมาที่นี่? เหล่าผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆของเผ่าหนอนไฟไปอยู่ที่ใดกัน? เกิด
การต่อสู้เสียงดังถึงเพียงนี้… หากพวกเขาไม่ได้ยินเสียงยันต์สื่อสารที่ส่งไป
อย่างน้อยก็น่าจะได้ยินเสียงระเบิดที่เกิดขึ้นบ้าง
หรือว่าพวกนั้นทั้งหมดถูกสังหารไปแล้ว?
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ หัวหน้าอ้วนจึงจมลงไปในความสิ้นหวัง
เมื่อหลินหมิงก้าวเข้ามา ทีละก้าว ทุกๆก้าวราวกับกำลังเหยียบบน
หัวใจของหัวหน้าอ้วน แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่พุ่งออกมายังเขา ทำให้
ยากที่จะหายใจ เหล่าทาสหญิงคุกเข่าลงและก้มศีรษะจรดพื้นด้วยความ
เครารพ ดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพและบูชา เชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านี่
เป็นผู้วิเศษผู้เที่ยงธรรม
ทั่วทั้งร่างของหัวหน้าอ้วนหลั่งเหงื่อเย็น เขาหวาดกลัวอย่างยิ่ง แม้แต่
ผู้คุมกันแดนตายก็ยังไม่สามารถต่อต้านแรงกดดันที่ทรงพลังนี้ได้
“ฆ่ามันซะ!”
ทันใดนั้น หัวหน้าผู้คุ้มกันแดนตายก็ตะโกนออกมา ผู้คุ้มกันกว่า 20
คนจึงดึงอาวุธออกมา และพุ่งตรงไปยังหลินหมิง
หลินหมิงมองไปยังพวกมันอย่างเฉยเมย และกล่าวอย่างเย็นชาว่า
“พวกเจ้าทั้งหมด… เดินบนเส้นทางแห่งความตาย!”
ฟริ้วว!
หอกแห่งดาวหางม่วงพุ่งออกไป สายฟ้าสีม่วงหลายสายเปล่งแสง
ออกมาและแสงสายฟ้าทั้งหมดไปรวมกันที่ปลายหอก สว่างจ้าราวกับมี
ดวงอาทิตย์สีม่วงปรากฏขึ้นในห้อง
ปัง! ปัง! ปัง!
ผู้คุ้มกันแดนตายกว่า 20 คนถูกสายฟ้ายิงเข้าใส่ พลังของสายฟ้าได้
ทำลายร่างกาย เส้นชีพจร และอวัยวะภายในของพวกมัน พวกมันตาย
ก่อนที่จะล้มลงกับพื้นเสียอีก
เพียงหอกเดียว ผู้คุ้มกันแดนตายกว่า 20 คนล้วนตกตายไป ตอนนี้
เหลือเพียงหัวหน้าอ้วนคนเดียวเท่านั้น!
ทาสหญิงทั้งหลายมองดูฉากนี้ด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เพียง
หอกเดียว ก็สามารถสังหารผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 คนลงได้ นี่มันน่าตกใจยิ่ง
กว่าตอนที่หลินหมิงสังหารหมอผีเผ่าหนอนไฟเสียอีก บ้านเกิดของหญิง
สาวเหล่านี้ถูกกองทัพเผ่าหนอนไฟ เหยียบย้ำ พวกเขาไม่อาจจะต่อต้าน
ผู้เชี่ยวชาญของเผ่าหนอนไฟได้แม้จะมีนักรบที่กล้าหาญเพียงไร แต่
ในตอนนี้ พวกมันทั้งหมดกลับตายด้วยหอกของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง!
นี่เป็นความแข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวเพียงใด?
ท่านผู้วิเศษ!
ท่านผู้วิเศษได้ส่งทูตมาช่วยพวกนางแล้ว!
ทาสสาวบางคนก็เริ่มสวดมนต์ด้วยความศรัทธา หัวหน้าอ้วนเต็มไป
ด้วยความสิ้นหวัง เขาคุกเข่าที่กำลังสั่นและอ่อนแอลงกับพื้น โดยปกติ
แล้ว เขาเป็นปีศาจผู้ที่กำชีวิตผู้อื่นไว้ในมือ เขารู้ดีว่าการตายอย่าง
สยดสยองเป็นเช่นไร
หลินหมิงทำเสียงเย้ยหยันและกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ฆ่าเจ้านั้นจะทำ
ให้หอกข้าสกปรกเสียเปล่าๆ”
เมื่อกล่าวจบ แววตาของหลินหมิงก็กลายเป็นวังวนสีดำ
ฟรุป!
หัวหน้าอ้วนดวงตาระเบิดออก โลหิตไหลทั่วศีรษะ หัวหน้าอ้วนนั้นมี
ระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขั้นฝึกฝนอวัยวะภายในและทะลวงระดับโดย
อาศัยโอสถเท่านั้น ด้วยพลังเจตจำนงแห่งนักสู้วัฏสงสารของหลินหมิง จึง
ราวกับว่าทะเลแห่งจิตวิญญาณของเขาไร้การป้องกัน และระเบิดออก
สมองกลายเป็นสีเทา
ในตอนนี้ เหลือเพียงกลุ่มทาสสาวที่กำลังคุกเข่าอย่างสั่นสะท้านอยู่
ต่อหน้าหลินหมิง
“พวกเจ้าไปได้แล้ว” หลินหมิงมิใช่ผู้ที่ไร้คุณธรรมที่จะสังหารผู้
บริสุทธิ์ เหตุผลที่หลินหมิงสังหารเหล่าผู้คุ้มกันแดนตายก็เพราะว่าพวกมัน
เต็มไปด้วยจิตสังหารมากเกินไป พวกมันได้ติดตามเผ่าหนอนไฟมาหลายปี
และสังหารผู้บริสุทธิ์ไปนับไม่ถ้วน พวกมันเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความ
ตาย แล้วตอนนี้พวกมันก็ได้กลายเป็นผู้ถูกสังหารเสียเอง
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ชี้ปลายหอกไปยังเปลวเพลิงของเด็กหนุ่มเปลว
เพลิงที่กำลังจะมอดดับ ทันใดนั้น ลูกบอลเพลิงได้พุ่งออกมาจากร่างของ
เด็กหนุ่มเปลวเพลิง และพุ่งตรงไปยังหน้าต่าง!
ปึงงง!
ลูกบอลเพลิงที่พุ่งไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่ แต่มันถูกกระแทกกลับมา
ราวกับกระแทกกับกำแพงที่แข็งแกร่งบางอย่าง ดูเหมือนว่าหน้าต่างจะถูก
ครอบคลุมไปด้วยม่านพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น
หลินหมิงเก็บหอกแห่งดาวห่างม่วงอย่างใจเย็น ก่อนที่เขาจะเข้า
มายังหอคอยเกลียว เขาได้วางอาคมแห่งความฝันเอาไว้ก่อนแล้ว
พลังอาคมของดินแดนแห่งความฝันนี้ มู่เฉวี่ยนหยี่ได้ให้มันกับเขา มี
เพียงแค่นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าหรือเหนือกว่าที่จะสามารถทำลายมันได้
เพียงแค่ปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลางนี้ย่อมไม่อาจที่จะทำอันใดมันได้
‘เป็นเช่นนี้เอง ปราณอัคคีเพลิงนิรันดร์เป็นเพลิงสีโลหิตแกนปฐพี…’
ในขณะที่หลินหมิงกำลังคิด เขาก็ได้ใช้เส้นปราณแท้สีครามนับไม่
ถ้วนพันรอบปราณอัคคีเอาไว้ ก่อนหน้านี้เขาได้อ่านตำรามาหมายที่
อธิบายถึงปราณอัคคีและจิตวิญญาณสายฟ้า และในตอนนี้เขารู้เกี่ยวกับ
พวกมันเป็นอย่างดี เปลวเพลิงนิรันดร์เป็นเพียงชื่อที่เรียกโดยเผ่าหนอนไฟ
เท่านั้น แต่ปราณอัคคีนี้ ภายในทวีปนภารินไหลเรียกมันว่า ‘เพลิงสีโลหิต
แกนปฐพี’
‘เพลิงสีโลหิตแกนปฐพีคือปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลาง ถึงแม้จะ
เป็นระดับที่ไม่ค่อยสูงนัก มันก็ได้บ่มเพาะอย่างสงบภายในเผ่าหนอนไฟมา
หลายปี พลังของมันจึงใกล้เคียงกับจุดสูงสุดของระดับมนุษย์ขั้นกลาง’
เมื่อปราณอัคคีเกิดมาบนโลก ระดับเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดชะตามันและ
ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม พลังของมันสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่าง
ช้าๆ เพลิงสีโลหิตแกนปฐพีนี้ ได้ถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาเป็นระยะเวลานาน
และพลังของมันอยู่ในจุดอิ่มตัวแล้ว นี่จึงช่วยประหยัดเวลาของหลินหมิ
งเป็นอย่างมาก
“หากข้าดูดซับปราณอัคคีนี้เข้าไป ข้าสงสัยนักว่าปราณอัคคีที่อยู่
ภายในเมล็ดพันธุ์ปราณเทพทรราชคลั่งจะเติบโตขึ้นเพียงใด” หลินหมิ
งพึมพำ นิ้วของเขาผสานกันเป็นรูปแบบตราประทับและเริ่มผนึกปราณ
อัคคีนี้
ไม่ว่าจะเป็นปราณอัคคีหรือจิตวิญญาณสายฟ้า พวกมันต่างเป็นสิ่งที่
ไม่อาจใส่ลงไปในแหวนมิติได้โดยตรง นักสู้ธาตุจำเพาะสายฟ้าและอัคคี
จะต้องใช้วิธีการพิเศษ โดยใช้พลังปราณแท้ธาตุภายในของตนเพื่อผนึก
มันกลับมา หลินหมิงเองก็ได้ศึกษาวิธีการผนึกพวกนี้ และในตอนนี้เขา
สามารถผนึกปราณอัคคีระดับมนุษย์ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เขายังไม่
สามารถที่จะผนึกปราณอัคคีระดับสูงกว่านี้ได้ เช่น ปราณอัคคีระดับปฐพี
เมื่อปราณอัคคีได้ถูกผนึกเรียบร้อย หลินหมิงก็พบว่ากลุ่มของทาส
สาวยังไม่ได้จากไป พวกนางยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น
“พวกเจ้ายังไม่ไปอีกเช่นนั้นหรือ?”
พวกนางยังคงคุกเข่าต่อไป มีผู้หนึ่งกล่าวออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ผู้วิเศษ… ท่านทูตผู้วิเศษ ทุกคนล้วนหวาดกลัวว่าหากจากไปจักต้องตาย
ข้าขอร้องให้ท่านช่วยพวกเราด้วยเถิด… ได้โปรด… เราจะทำทุกอย่าง… ”
เสียงของนางไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย นางหวังว่าจะติดตามหลินห
มิงเพื่อเป็นทาสหรือไม่ก็สาวใช้ของเขา แต่นางก็รู้ว่าตนนั้นไม่มีคุณสมบัติ
พอ
เมื่อเขาได้ฟังถึงความหวาดกลัวของพวกนาง หลินหมิงก็ถอนหายใจ
โลกนี้นั้นพลังคือทุกสิ่ง ผู้แข็งแกร่งครองโลก ผู้อ่อนแอถูกเหยียบย้ำ มัน
เป็นกฎที่มีมาเนินนาน
หลินหมิงนั้นไม่ใช่คนใจอ่อน เขารู้ว่ามีตัวตนอันยิ่งใหญ่หลายคนที่
ครองโลกและก่อกรรมทำชั่วไว้มากมาย เขารู้ว่าความชั่วร้ายมีอยู่ทั่วทุกที่
และก็รู้ว่าตนนั้นไม่อาจที่จะช่วยได้ทุกคน แต่ในเมื่อเขาได้พบกับเหล่าทาส
หญิงที่เคราะห์ร้ายเหล่านี้แล้ว เขาจะไม่ทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยผ่าน
ไปอย่างแน่นอน
“บอกข้ามา ผู้ใดบ้างที่สมควรตาย?”
หญิงผู้ที่กล่าวออกมาตะลึง นางรีบเรียกสติกลับมาและกัดฟันกล่าว
ออกไป “พวกมันเป็นหัวใจหลักที่เป็นสมาชิกระดับสูงของเผ่าหนอนไฟ
หากพวกมันไม่ได้สั่งให้กองทัพปล้น ฆ่า ข่มขืน และสังหารผู้บริสุทธิ์นับไม่
ถ้วน พวกมันจะยังสะสมผลประโยชน์และรักษาตำแหน่งของตนไว้ได้
อย่างไรกัน?”
หลินหมิงมองไปยังหญิงนางนี้และประหลาดใจเล็กน้อย ถึงแม้นางจะ
เป็นทาสและหวาดกลัว แต่เสียงของนางก็ยังชัดเจนและคิดอย่างมีเหตุผล
ก่อนที่จะถูกจับ นางคงจะเป็นบุตรสาวของตระกูลชนชั้นสูงบางตระกูล
เป็นแน่
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หลินหมิงดึงหอกแห่งดาวหางม่วงออกมาจากแหวนมิติ และยกเลิก
อาคมดินแดนแห่งความฝัน
จากนั้นเขาก็กระโดดออกไปทางหน้าต่าง หายไปในค่ำคืนอันมืดมิด
หลังจากที่เห็นหลินหมิงจากไป พวกนางต่างก็มองตามทางที่เขาจาก
ไป และรู้สึกกังวลอย่างช่วยไม่ได้
แต่ไม่นาน พวกนางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องจากด้านนอกหอคอยเกลียว
เหล่าทาสหญิงต่างก็รีบไปยังหน้าต่าง เพื่อมองออกไปข้างนอก และ
มองเห็นประกายสายฟ้าสีม่วงสว่างขึ้นในความมืด ในเวลาไม่นาน ก็มี 7-8
คนถูกย่างเป็นเถ้าถ่าน จิตใจของทาสหญิงต่างก็สั่นสะท้านด้วยความตกใจ
เหล่าผู้ที่ตกตายล้วนเป็นบุคคลระดับสูงและผู้ทรงพลังของเผ่าหนอนไฟ
พวกมันเป็นตัวตนที่จำเป็นต้องให้ความเคารพ แต่ทว่าตอนนี้ พวกมันได้
ถูกสังหารโดยเด็กหนุ่มราวกับเป็นเพียงมดปลวก
ถึงแม้ทาสหญิงเหล่านี้จะรู้ว่าหลินหมิงนั้นแข็งแกร่ง แต่เมื่อได้เป็น
พยานในความแข็งแกร่งนั้นอีกครา พวกนางก็ยังคงตกใจอย่างหนักอยู่ดี
หอกยาวร่ายรำ เพลิงและสายฟ้าหมุนวน เมื่อใดที่ถูกหอกสัมผัส
ผู้คนนับสิบจะต้องตกตาย และผู้คนเหล่านั้นอย่างต่ำล้วนอยู่ในขั้นดัด
กระดูก และมีหลายคนที่อยู่แม้กระทั่งขั้นผสานชีพจร
ในค่ำคืนนี้ มันเป็นค่ำคืนแห่งการนองเลือด…
ตอนที่ 314.2 ดูดซับเพลิงสีโลหิตแกนปฐพี
ภายใต้หอคอยเกลียว เสียงกรีดร้องอันน่าหวาดกลัวดังออกมาไม่
หยุดหย่อน ทุกเสียงที่ดังออกสั่นเทาอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นการตาย
ในทันที และเป็นการสังหารเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
เหล่าหญิงสาวในหอคอยเกลียวกลายเป็นมึนงงกับเรื่องนี้อย่างช้าๆ
ในตอนนี้เหล่าอดีตผู้ปกครองของเผ่าหนอนไฟไม่มีอะไรมากไปกว่า
กองซากศพเละเทะ ช่วงเวลาต่อมา ห้องขังได้เปิดออก และเหล่านักโทษ
ได้หลบหนีออกมา ห่วงโซ่ของพวกเขาถูกทำลาย ทำให้พวกเขาเป็นอิสระ
อย่างที่ใฝ่ฝันมานาน เหล่าทาสชายได้คุกเข่าลงและจูบที่พื้น ส่วนเหล่า
ทาสหญิงต่างก็ร้องไห้และโอบกอดกันและกันด้วยความดีใจ
ความสับสนเริ่มแผ่กระจายออกมา เพียงชั่วข้ามคืน 3 ผู้นำของเผ่า
หนอนไฟได้ถูกสังหาร พร้อมทั้งตัวตนระดับสูงคนอื่นทั้งหมด เหล่าทาส
และนักโทษลุกฮือต่อสู้พร้อมทั้งสังหารไปตลอดทางที่พวกเขาผ่าน!
ในความโกลาหลวุ่นวายนี้ หลินหมิงนั้นราวกับภูติผีบินออกไปจาก
เมืองหนอนไฟ มุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่น้องน่าที่อยู่ในเผ่าหุบเขาสาย
หมอก ทั่วร่างของเขาอาบไปด้วยโลหิตและเต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับ
เขาเป็นอสูรกายที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกที่ลึกที่สุด
เผ่าหุบเขาสายหมอกนั้นยังมิได้รับข่าวใดๆถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขา
ยังคงความสงบเช่นเดิม น่าสุ่ยยังคงนอนหลับอยู่ในห้อง น่าอีรีบสวมใส่ชุด
ขาว และรีบผลักประตูออกมา
ปัง
หลินหมิงโยนถุงที่เต็มไปด้วยโลหิตลงบนพื้น
ขณะที่น่าอีมองถุงนี้ นางก็ตระหนักได้ว่ามันคืออะไร ก่อนที่ริมฝีปาก
ของนางจะสั่นสะท้าน
“นี่คือหัวของชือเย่ว นำมันไปเซ่นไหว้หลุมศพอาจารย์ของเจ้า เผ่า
หนอนไฟกำลังอยู่ในความโกลาหล เหล่าทาสกำลังลุกฮือต่อสู้ จากนี้ไป
บางทีอาจจะไม่มีเผ่าหนอนไฟอีกต่อไปแล้ว เปลวไฟแห่งสงครามจะแผ่
มายังเผ่าหุบเขาสายหมอก เจ้าและน้องสาวควรจะจากไป…”
ถึงแม้หลินหมิงจะกล่าวอย่างสงบ ทว่าเขากลับรู้สึกหดหู่ เมื่อ
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้เปิดออกเป็นครั้งที่ 2 นั้น เป็นเพราะมันได้ดูดซับ
ปราณโลหิตจากนักสู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
หลังจากที่หลินหมิงได้สังหารชือเย่ว เขาต้องการที่จะใช้ปราณโลหิต
จากนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าเพื่อให้ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ดูดซับมัน และเปิดออก
อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องผิดหวัง
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ดูดซับปราณโลหิตของชือเย่ว แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยา
อันใดเกิดขึ้น
เป็นเพราะว่าปราณโลหิตจากเกราะทองม่วงยืดหยุ่นที่องค์รัชทายาท
ให้เป็นของขวัญกับเขามานั้นจะมีบางอย่างพิเศษ?
หรือเป็นเพราะปราณโลหิตจากนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าที่ไม่พิเศษนั้น
ล้วนไม่มีความหมายใดๆต่อลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?
หลินหมิงรู้สึกได้ลางๆว่ามันน่าจะเป็นเพราะเหตุผลเหล่านั้น ในความ
คิดเห็นของเขานั้น เกราะทองม่วงยืดหยุ่นที่องค์รัชทายาทให้เป็นของขวัญ
กับเขามานั้นจะต้องมีบางอย่างที่พิเศษไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน
“หัว… หัวของชือเย่วหรือ?” น่าอีอ้าปากค้าง นางไม่คิดเลยว่าหลินห
มิงไม่เพียงรักษาคำพูดของตน และสังหารหมอผีเผ่าหนอนไฟเท่านั้น แต่
เขายังทำได้สำเร็จรวดเร็วถึงเพียงนี้
มือที่สั่นเทาของน่าอีค่อยๆเปิดถุงออก และนางก็เห็นหัวอันน่าเกลียด
ของหมอผีเผ่าหนอนไฟอยู่ภายใน นางรู้สึกตื่นเต้นแต่ก็เจ็บปวดในเวลา
เดียวกัน นางยังคงจดจำได้ดีถึงวันที่อาจารย์ของนางได้ถูกฆ่าตายอย่าง
โหดร้ายทารุณ และตอนนี้ ความเกลียดชังที่ยิ่งใหญ่นี้ได้รับการแก้แค้นใน
ที่สุด นางได้ทวงคืนหนี้เลือดในวันนั้นแล้ว และยังได้หัวของหมอผีเผ่า
หนอนไฟไปเซ่นไหว้หลุมศพอาจารย์ของนาง อีกด้วย
“ขอบคุณ… ขอบคุณมากท่านผู้มีพระคุณ!” น่าอีกล่าวออกมาพร้อม
ทั้งกัดริมฝีปากของตน และน้ำตานองหน้า
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า มันเป็นผู้ที่ข้าเองก็ต้องการที่จะสังหาร
เช่นกัน ในตอนนี้ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่นางน่าอี โปรดดูแลตนเอง
ด้วย หากโชคชะตานำพา พวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง” จากนั้นร่างหลินห
มิงก็เลือนหายไปราวกับภูติผี…
……………………
สิ่งที่หลินหมิงคาดไว้นั้นถูกต้อง หลังจากที่เหล่าผู้นำระดับสูงตายไป
เหล่าคนที่เหลือไม่อาจต้านทานกลุ่มทาสที่ลุกฮือได้ เผ่าหนอนไฟถูกยึด
ทั้งหมด และในคืนเดียว เผ่าหนอนไฟได้ถูกทำลายอย่างสิ้นซาก!
ภายใต้การปกครองแบบเผด็จการย่อมมีการประท้วงเกิดขึ้น
เบื้องหลังจักรวรรดิทาสที่ยิ่งใหญ่ เบื้องหลังนั้นมีข้อขัดแย้งและโต้แย้งอยู่
บ่อยครั้ง หากเกิดการลุกฮือต่อต้านขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจจะลามไป
ทั้งหมดราวกับภูเขาไฟระเบิด
ในครั้งอดีต ดินแดนป่าไพศาลทางใต้แห่งนี้ได้อยู่ในความโกลาหลมา
ตลอด มีจักรวรรดิทาสมากมายในช่วงเวลานั้น พวกเขารุ่งเรืองขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ได้ขยายอาณาเขตของตนออกไปไกล อย่างไรก็ตาม ยิ่งพวกเขา
ขึ้นไปสูงเพียงใด ก็ยิ่งร่วงลงมารุนแรงเท่านั้น มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน
ประวัติศาสตร์
เผ่าหนอนไฟไม่ใช่รายแรก และจะไม่ใช่รายสุดท้ายที่เป็นเช่นนี้
หลังจากนั้น สงครามได้รุกลามไปทั่วทั้งอาณาจักร หลายมหาอำนาจ
แสดงตนออกมา แม้กระทั่งบางเผ่าเล็กๆที่มีเพียงไม่กี่ร้อยคนก็ยังออกมา
หลินหมิงคงจะไม่สามารถจินตนาการได้แม้แต่น้อยว่าภายใต้ความ
โกลาหลครั้งนี้ น่าอีได้พึ่งพาทองที่หลินหมิงมอบให้นาง และยังใช้หัว
ของชือเย่วเพื่อประกาศตนว่านางเป็นทูตแห่งผู้วิเศษ นางจะสร้างอิทธิพล
และอำนาจมหาศาล และหลายปีต่อมา นางจะกลายเป็นชนเผ่าขนาด
ใหญ่ที่มีผู้คนนับหมื่น
นาอีค่อยๆตระหนักถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของอาจารย์และ
บิดามารดาของนาง ไม่เพียงแค่นางจะสามารถทวงหนี้แค้นคืนได้สำเร็จ
นางยังสามารถฟื้นฟูเผ่าน่าได้อีกด้วย หลังจากนั้น นางและน้องสาวจะใช้
ทรัพยากรของเผ่าเพื่อที่จะทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าไปด้วยกัน
สำหรับสองพี่น้อง คนหนึ่งเลือดเย็น อีกคนสุภาพอ่อนโยน ทั้งสองจะ
กลายเป็นราชินีของเผ่าน่า
แต่ในเผ่านั้น ก็มีเรื่องความเชื่อทางจิตวิญญาณเกิดขึ้น ด้วยความเชื่อ
ที่ว่า มีผู้ที่ถือหอกในมือและสวมชุดคลุมสีดำแลดูเหมือนเด็กหนุ่ม เขาได้
ถูกเรียกว่า ‘จักรพรรดิหอกสวรรค์’ มีคำกล่าวว่าจักรพรรดิหอกสวรรค์
เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าจักรพรรดิขนวิหคสวรรค์ที่มีตัวตนอยู่เมื่อ 6000
ปีก่อนเสียอีก แต่หลังจากที่เขามีชื่อเสียง เขาก็ได้กลับไปยังบ้านเกิดของ
ตน และไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาไปที่ใด
ข่าวนี้ไม่ได้อยู่เพียงในเผ่าน่าเท่านั้น แต่ในตำราโบราณของเผ่าใหญ่ๆ
ต่างก็ได้บันทึกเอาไว้ โดยจักรพรรดิหอกสวรรค์เป็นผู้ที่สังหารเหล่าผู้นำ
และตัวตนระดับสูงเผ่าหนอนไฟทั้งหมด ไม่เพียงแค่นั้น ชายหนุ่มผู้นี้ยัง
อายุราวๆ 16-18 ปีเท่านั้น โดยมีผู้ที่เป็นพยานอยู่มากมายที่ได้เห็นมากับ
ตาตนเอง รวมถึงกลุ่มอดีตทาสสาวที่ให้การรับรองว่าพวกนางได้เห็น
หลินหมิง และยังเรียกเขาว่าทูตผู้วิเศษอีกด้วย ชายหนุ่มผู้นี้สามารถ
สังหารหมอผีเผ่าหนอนไฟได้ในทันที นี่คือสิ่งที่ผู้คนเชื่อและนับถือ
ผู้คนของดินแดนแห่งป่าไพศาลทางใต้ล้วนเคารพบูชาผู้แข็งแกร่ง
สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้แข็งแกร่งคือพระเจ้า เพราะเหตุนี้หลายเผ่าที่ได้ถือ
กำเนิดขึ้นจากเผ่าหนอนไฟที่ล่มสลาย จึงนำเอาจักรพรรดิหอกสวรรค์มา
เป็นความเชื่อทางจิตวิญญาณของตน
ในที่สุด จักรพรรดิหอกสวรรค์ก็ได้ถูกเขียนบันทึกลงในตำราโบราณ
และอยู่ในระดับเดียวกับจักรพรรดิขนวิหคสวรรค์ภายในป่าไพศาลทางใต้
แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้จะคงอยู่ไปอีกนาน
………………….
หลังจากการล่มสลายของเผ่าหนอนไฟ หลินหมิงก็ได้ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ
แห่งหนึ่งของป่าไพศาลทางใต้ เขาปิดด่านฝึกตน และเตรียมตัวดูดซับ
เพลิงสีโลหิตแกนปฐพี
เขาได้วางอาคมดินแดนในฝันเอาไว้รอบๆ เพื่อมิให้สัตว์อสูรดุร้ายมา
รบกวนเขา
จากนั้นเขาก็นำปราณอัคคีออกมาจากแหวนมิติ และลบผนึกออกชั้น
แล้วชั้นเล่า ทันใดนั้น ปราณอัคคีก็เริ่มเคลื่อนไหว ราวกับว่ามันต้องการที่
จะหนีไป
ถึงแม้ปราณอัคคีจะเป็นอมตะและไม่มีวันมอดดับ แต่ความแข็งแกร่ง
ของมันจะค่อยๆหายไป หากมันถูกผนึกไว้นานเกินไป มันก็จะอ่อนแอลง
อย่างถึงที่สุด
หลังจากการต่อสู้กับชือเย่ว หลินหมิงไม่เพียงได้รับปราณอัคคีมา แต่
เขายังรู้ถึงขีดจำกัดความแข็งแกร่งของตนเองอีกด้วย
ชือเย่วนั้นมีระดับการบ่มเพราะอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
เพราะว่าเขาครอบครองปราณอัคคี ความแข็งแกร่งของเขาจึงเทียบเท่า
นักสู้ทั่วไปที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า ยากที่จะมีผู้ใดต่อกรกับ
เขาได้ แต่ก็เพียงเฉพาะในป่าไพศาลทางใต้เท่านั้น
มันมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างนักสู้ทั่วไปและนักสู้ที่มีสำนัก
นั่นเป็นเพราะทรัพยากรที่ได้รับต่างกัน และยังมีเคล็ดวิชาที่ต่างกันมากอีก
ด้วย ไม่เพียงแค่นั้น พรสวรรค์เองก็แตกต่างกันด้วย ด้วยองค์ประกอบ
หลายอย่างเช่นนี้รวมกัน มันจึงทำให้ความแข็งแกร่งต่างกันอย่างมาก
หากเลือกบางคนจากกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ อย่างเจียงหลานเจี้ยน
หรือโอวหยางหมิง พวกเขาก็จะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ธรรมดา
ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง แต่หากเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับปฐพีอย่างเจียง
เป่าอวิ้น ไป๋ชู หรือมู่กู๋ปู่ยี่ พวกเขานั้นจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้
ธรรมดาขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายเลยทีเดียว
แต่ความแข็งแกร่งของหลินหมิงในปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนของ
หอกแห่งดาวหางม่วงและเข็มเหล็กม้วนมังกร เขาสามารถเอาชนะนักสู้ที่
อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าได้อย่างง่ายดาย
แต่ที่เรียกว่านักสู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้านี้จะอ่อนแอ
กว่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าตัวจริงที่มาจากสำนักเช่นฉินจื่ิอหยา
หลินหมิงสงสัย หากเขาต่อสู้กับฉินจื่ิอหยา ด้วยความแข็งแกร่งของ
เขาในตอนนี้ เขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
แต่หากเขาได้ดูดซับปราณอัคคีนี้เข้าไป…
หมินหมิงจ้องมองไปยังเพลิงสีโลหิตแกนปฐพี เขามิอาจรู้ได้ว่าตนจะ
มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเพียงไรหลังจากที่ได้ดูดซับปราณอัคคีเข้าไป
“บางทีต่อให้ดูดซับปราณอัคคีนี้เข้าไป ข้าก็ยังเกรงว่ามิอาจเอาชนะ
ผู้เชี่ยวชาญเช่นฉินจื่ิอหยาได้ ข้านั้นอ่อนแอเกินไป เมื่อเทียบกับนักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้าเช่นโอวหยางปั่วเยี่ยนแล้ว ข้านั้นล้วนไม่มีอันใด”
เมื่อคิดถึงโอวหยางปั่วเยี่ยน หลินหมิงรู้สึกกระวนกระวาย ราวกับมี
หนามเสียบอยู่กลางหลังของเขา ด้วยศัตรูทรงพลังที่แอบซ่อนตัวอยู่
เบื้องหลังเขา เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่สบายใจ
โอวหยางปั่วเยี่ยนไม่กล้าสังหารเขาอย่างเปิดเผยแน่นอน กล่าวอีก
อย่างก็คือ หลินหมิงเองก็ไม่สามารถพึ่งพาอำนาจมู่เชียนหยี่ในการสังหาร
โอวหยางปั่วเยี่ยนได้เช่นกัน กฎของสำนักไม่เพียงแค่ปกป้องหลินหมิง
เท่านั้น แต่ก็ปกป้องโอวหยางปั่วเยี่ยนเช่นกัน ไม่ว่ามู่เชียนหยี่นั้นจะมี
สถานะสูงส่งเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่นางจะสามารถสังหารโอวหยางปั่ว
เยี่ยนโดยที่ไม่มีความผิดและไร้หลักฐานใดๆ เพราะมันอาจจะเป็นการ
ทำลายพันธมิตรของพวกเขาได้
“พลัง… ” หลินหมิงพึมพำพร้อมทั้งกัดฟันของตนแน่น
สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือพลัง ตราบใดที่เขาไม่เผย
ตำแหน่งที่ซ่อนของตนออกไป ก็เป็นไปไม่ได้ที่โอวหยางปั่วเยี่ยนจะตามหา
เขาพบ หากมิเช่นนั้น เขาก็คงตายโดยไร้หลุมฝังศพ!
หลินหมิงไม่คิดเลยว่าในตอนนี้ เขาจะมีโอกาสถึงครึ่งหนึ่งในการจะ
หนีให้พ้นเงื้อมือของโอวหยางปั่วเยี่ยน
ไม่เพียงแค่นั้น แต่บิดามารดาของเขายังต้องหลบซ่อนตัวจากโอวห
ยางปั่วเยี่ยนอีกด้วย เพราะความรู้สึกผิดที่ทำให้บิดามารดาของเขาใช้ชีวิต
โดยไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ หลินหมิงจึงปรารถนาที่จะมีพลัง
ยิ่งขึ้นไปอีก
“กายผันแปรขั้นผสานไขกระดูกนั้นก็ยากเย็นอย่างยิ่ง ข้าจะหยุดมัน
ไว้เท่านี้ก่อน แต่จะพยายามเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าให้ได้แทน!” หลินหมิง
ตัดสินใจว่า ตราบใดที่เขาสามารถเข้าสู่กายผันแปรขั้นผสานไขกระดูกได้
ก่อนอายุ 20 ปี มันก็ยังไม่สายเกินไป
เพราะหลังจากเลยช่วงอายุ 20 ปีไปแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการก้าว
เข้าสู่กายผันแปรขั้นผสานไขกระดูกจะหมดไป ไขกระดูกจะแก่เกินไปและ
ยากที่จะทะลวงได้สำเร็จ
หลินหมิงลบผนึกชั้นสุดท้ายที่หุ้มเพลิงสีโลหิตแกนปฐพีออก และนำ
มันมาสัมผัสร่างของเขาโดยตรง
พลังความร้อนของเพลิงได้ไหลเข้าไปในตันเถียนของหลินหมิง
ในทันที ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
หลินหมิงสำลักและร่างกายสั่นเทิ้ม สีหน้าแดงราวกับโลหิต
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา ผสานกับเมล็ดพันธ์เทพทรราชคลั่ง เขา
มีพลังที่จะสะกดข่มและดูดซับปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลางนี้ได้ ความ
จริงแล้ว มันก็ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไป มันก็แค่เผ่าหนอนไฟเลี้ยงดูมันดี
เกินไป มันจึงแข็งแกร่งกว่าปกติ
มันก็เป็นดั่งการกำราบเสือ มันย่อมมีความแตกต่างกันระหว่างการ
กำราบเสือโตเต็มวัยและลูกเสือ
มีนักสู้ธาตุจำเพาะอัคคีมากมาย ที่หากจะดูดซับปราณอัคคีจะต้องมี
สิ่งช่วยเหลือในการดูดซับมันด้วย เช่นเมื่อตอนที่หลินหมิงข้ามขั้นไปดูด
ซับพลังของมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เขาได้ใช้หินกำเนิดสายฟ้า
เป็นช่องทางในการดูดซับ ก่อนที่เขาจะสามารถดูดซับมันได้
แต่ในตอนนี้ หลินหมิงไม่มีสิ่งล้ำค่าอย่างหินกำเนิดธาตุอัคคีเพื่อใช้ดูด
ซับ เพราะฉะนั้น การดูดซับปราณอัคคีย่อมไม่ง่าย หากไม่สำเร็จย่อมเป็น
ปัญหาแน่
หลินหมิงเองก็ไม่อยากเสียเวลา
หลินหมิงสะกดข่มความเจ็บปวดจากความร้อนและโคจรปราณแท้สี
ครามเข้าไปในเมล็ดพันธุ์เทพทรราชคลั่ง คลื่นแห่งการปราบปราม
หลั่งไหลเข้ามา สะกดข่มเพลิงสีโลหิตแกนปฐพีเอาไว้
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชคลั่งนั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่งซึ่งสะกดข่มได้ทั้ง
อัคคีและสายฟ้า เพลิงสีโลหิตแกนปฐพีถูกแยกออกเป็นส่วนๆกระจายอยู่
ในเส้นชีพจรของหลินหมิง….
เผชิญหน้ากับเพลิงที่ถูกแยกออกหลายส่วน หลินหมิงจึงนั่งลงเข้า
ญาณ และค่อยๆดูดซับพวกมันทั้งหมด…