Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 315 การล่มสลายของสำนัก
ปราณอัคคีเป็นพลังธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ หากอยู่ในสถานการณ์
ปกติ เมื่อมันเป็นปราณอัคคีระดับมนุษย์ขั้นกลางที่มีศักยภาพสูง คนผู้นั้น
จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายจากสำนักใหญ่ หรือผู้ที่อยู่
ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าเท่านั้น จึงจะสามารถที่จะดูดซับมันได้ ไม่
เพียงแค่นั้น บางคนจำเป็นต้องใช้สมบัติหายากบางอย่างช่วยเช่นน้ำพุ
เหมันต์
แต่หลินหมิงใช้เพียงพลังของตนและร่างกายที่แข็งแกร่ง ในการทำให้
ปราณอัคคียอมจำนนเท่านั้น เขานั้นมีเส้นชีพจรที่แข็งแกร่งอย่างมากเป็น
ข้อได้เปรียบอีกอย่าง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดจาก
เพลิงอยู่ดี มันแผ่กระจายไปทั่วร่างกายของเขาราวกับน้ำหลาก หลินห
มิงโคจรปราณแท้สีครามเพื่อปกป้องเส้นชีพจรของเขา ปราณแท้สีคราม
นั้นไร้ที่สิ้นสุด หลังจากที่ถูกเผาไหม้โดยพลังเพลิง มันก็จากมีอันใหม่มา
ทดแทนในทันที
ด้วยการสนับสนุนเช่นนี้ หลินหมิงจึงเริ่มจะสยบพลังเพลิงที่บ้าคลั่งใน
เส้นชีพจรของเข้าได้ และทุกครั้งที่ปราณอัคคีอ่อนแอลง เมล็ดพันธุ์เทพ
ทรราชคลั่งจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ภายใต้ความผกผันนี้ 15 นาทีก็ผ่านไป และในที่สุดหลินหมิงก็
สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ในตอนนี้ การดูดซับเพลิงสีโลหิตแกน
ปฐพีก็เพียงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ครืน ครืน ครืน!
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชคลั่งสั่นด้วยความตื่นเต้น กลืนกินพลังเพลิงด้วย
ความโลภและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสู้ธรรมดา ปราณอัคคีนั้นไม่ต่างจากอาวุธ เมื่ออาวุธถูกสร้าง
เสร็จ ระดับจะเป็นตัวตัดสิน เมื่อพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาจะเปลี่ยน
อาวุธที่แข็งแกร่งกว่าเดิม เช่นเดียวกับการเปลี่ยนปราณอัคคี
แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนไม่เกิดขึ้นกับเมล็ดพันธุ์เทพทรราชคลั่ง ที่ปราณ
อัคคีสามารถดูดซับพลังปราณอัคคีอื่นๆและเติบโตขึ้นได้
หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลินหมิงได้ใช้พลังจิตวิญญาณดึงส่วนหนึ่งของพลัง
เพลิงผ่านเส้นชีพจร มันเป็นส่วนสุดท้ายของพลังเพลิงที่เหลืออยู่ในเส้นชีพ
จร และมันได้รวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยความสามารถในการผสานของ
เขา เพลิงสีโลหิตแกนปฐพีจึงมีชีวิตชีวามากขึ้น
“ในที่สุดกระบวนการดูดซับก็เสร็จสมบูรณ์”
หลินหมิงถอนหายใจเบาๆ และดูดซับพลังเพลิงที่เหลืออยู่ทั้งหมดลง
ไปในเมล็ดพันธุ์เทพทรราชคลั่ง จากนั้นพลังเพลิงก็ปะทุอยู่ภายในนั้น ไป
รวมกับพลังเพลิงต้นกำเนิดที่เขาบ่มเพาะด้วย ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
มีเสียงดังจากภายในราวกับมีบางอย่างแตกออก หลินหมิงประหลาด
ใจ จากนั้นก็กลายเป็นตื่นเต้น ในที่สุดเขาก็ทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นผสานชีพ
จรช่วงกลาง!
เขาสามารถที่จะทะลวงระดับได้ในที่สุด ด้วยพลังของโอสถเปิดทาง
สวรรค์ที่เหลืออยู่ในร่าง ทั้งยังได้ดูดซับปราณอัคคีและได้บ่มเพาะใน
สถานที่อันยอดเยี่ยมในถ้ำของบรรพบุรุษจื่อเยี่ยนมานานนับเดือน ในเมื่อ
มีทั้งสามอย่างช่วยเช่นนี้ เขาจึงสามารถทะลวงระดับได้ แต่มันก็ยาวนาน
และยากเช่นกัน
หากเขาเป็นนักสู้ธรรมดา ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก หลังจากกลืน
กินโอสถเปิดทางสวรรค์ลงไป ตราบใดที่ร่างกายไม่ระเบิด เช่นนั้นเขาก็จะ
สามารถเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงปลายได้ในคราวเดียว
นี่คือสิ่งที่หลินหมิงต้องจ่ายเพื่อที่จะทำให้รากฐานการบ่มเพาะของ
เขาแข็งแกร่งและมั่นคง ทุกครั้งที่เขาทะลวงระดับ เขาจะต้องพยายามถึง
2 เท่าหรือกระทั่ง 3 เท่าของนักสู้ธรรมดา
มันไม่ใช่แค่หลินหมิงเท่านั้น เหล่าอัจฉริยะอย่างเจียงเป่าอวิ้น ไป่ชู
ฉินหวู่ซินและคนอื่นๆ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า พวกเขาจะต้อง
เน้นไปที่การทะลวงระดับที่สมบูรณ์แบบในทุกๆขั้น เพราะเหตุนี้พวกเขา
จึงสามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ และเป็นเหตุผลที่พวกเขาเหนือกว่านักสู้
ธรรมดานั้นเอง
หากมีวันใดที่เหล่าอัจฉริยะไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจเรื่องการทะลวง
ระดับที่สมบูรณ์แบบแล้วละก็ นั้นจะเป็นสัญญาณว่าเส้นทางแห่งการบ่ม
เพาะของพวกเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุด ในอนาคต มันจะเป็นเรื่องยากอย่าง
มากในการที่จะทะลวงระดับขั้นที่สูงขึ้นไปอีก
หลังจากที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง หลินหมิงจำเป็นต้อง
ขจัดสิ่งสกปรกทั้งหมดในร่างกายของเขาที่เพิ่งได้มา เขาได้เตรียมตัวที่จะ
กลับไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เพื่อที่จะบ่มเพาะเงียบๆ ในขณะที่เขาอยู่ที่
นั่น เขาก็จะไปเยือนแผนกภาพลวงตาเพื่อที่จะค้นคว้าถึงความลึกลับใน
การโจมตีทางจิตวิญญาณของเจียงเป่าอวิ้น
ป่าไพศาลทางใต้นั้นค่อนข้างที่จะอยู่ใกล้กับบ้านเกิดของหลินหมิง
แต่เขาก็มิอาจแวะไปได้ระหว่างขากลับ เขาเดินทางเพียงคนเดียว และ
ในตอนนี้ยังมีโอวหยางปั่วเยี่ยนค่อยด้อมๆมองๆอีก เขาไม่อยากจะให้เรื่อง
บานปลายสู่สาธารณะ และทำให้ตระกูลและครอบครัวของตนต้องตกอยู่
ในอันตราย
หากหลินหมิงมิได้สังหารโอวหยางปั่วเยี่ยน จิตใจของเขาคงไม่มีวัน
สงบ
หลินหมิงถอนหายใจ ก่อนจะก็ผิวปากเสียงดัง จากนั้นก็มีมังกรปีก
วารีบินลงมา หลินหมิงก็ได้กระโดดขึ้นไปบนหลังของมัน และมุ่งหน้าบิน
ตรงไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้…
อย่างไรก็ตาม บางครั้งทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามแผน ทุกอย่าง
เป็นไปตามโชคชะตา หลินหมิงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยในขณะที่กำลังมุ่ง
หน้ากลับไป มีเรื่องน่าตกใจที่มีผลต่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และสำนักระดับ
3 ทั้ง 19 สำนัก และแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงชะตาของทั่วทั้งเขตแดนทาง
ใต้นี้
………………
สองวันต่อมา –
หลินหมิงที่นั่งอยู่บนหลังของมังกรปีกวารี บินไปด้วยความเร็วสูงสุด
ตรงไปยังหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ คลื่นลมวายุสวรรค์พัดมาปะทะกับเขา ชุด
คลุมและเส้นผมพลิ้วไหวไปตามสายลม
ในตอนนั้นเอง เปลวไฟยันต์สื่อสารได้ปรากฏตรงหน้าหลินหมิง และ
หายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากความเร็วในการบินของมังกรปีกวารี
ยันต์สื่อสารเช่นนั้นหรือ?
หลินหมิงตกตะลึง เขายังอยู่ภายในเขตแดนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
คนที่สามารถใช้มันได้ หรือน่าจะเป็นผู้ที่ส่งมันมาหาเขาคงจะเป็นมู่เชียน
หยี่ ช่างเป็นขอบเขตการส่งสัญญาณเสียงยันต์สื่อสารที่ไกลยิ่งนักและต้อง
แพงมากอย่างแน่นอน แม้แต่นางเองก็ยังไม่อยากใช้หากไม่จำเป็น
มีเรื่องด่วนสำคัญอันใดเกิดขึ้นกันแน่? เหตุใดนางจึงได้ใช้ยันต์สื่อสาร
ระยะไกลติดต่อกับเขา?
หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจ น้ำเสียงที่คลุมเครือและหวาดหวั่นก็
ดังก้องอยู่ในหูของหลินหมิง
“ในคืนเดียว สำนักคว้าจันทร์ได้ถูกทำลาย สำนักของพวกเขาได้ถูก
ทำลายไปกว่า 90% ทั่วทั้งเขตแดนนั้นต่างเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้าย
จำนวนมากที่บุกเข้ามา จำเอาไว้ให้ดีว่าต้องระวังตัวให้มาก”
หืม!?
หลินหมิงตะลึง สำนักคว้าจันทร์ได้ถูกทำลายลงในคืนเดียวเช่นนั้น
หรือ?! มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่!
สำนักคว้าจันทร์เป็น 1 ใน 19 สำนักระดับ 3 ที่อยู่ภายใต้อำนาจของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ในด้านความแข็งแกร่ง พวกเขาไม่อาจจะเทียบได้กับ
สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นถึงสำนักระดับ 3
และอาจมีปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้าอยู่นับร้อย และดูเหมือนว่าจะมีผู้
อาวุโสระดับขั้นหลอมรวมแก่นแท้คอยสั่งการ แต่ก็ยังถูกทำลายในคืน
เดียว!
ในที่สุด ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ก็เริ่มเคลื่อนไหว!
หลังจากที่หลินหมิงได้ข่มอาการตกใจลงได้ เขาก็ตระหนักได้ถึง
จุดประสงค์ของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ นั้นก็คือการทำลาย
พันธมิตรระหว่างเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และสำนักระดับ 3 ทั้ง 19 สำนัก
สำนักคว้าจันทร์นั้นอยู่ใกล้กับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ตราบ
ใดที่พวกมันใช้ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ 5-6 คน เดินทางข้าม
ทะเลมา แน่นอนว่านั่นสามารถทำให้สำนักคว้าจันทร์ถูกทำลายได้ภายใน
คืนเดียว!
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ยังไม่ต้องการที่จะปะทะกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์โดยตรง แต่ทว่า หากพวกมันต้องการจะจัดการกับเหล่า
สำนักระดับ 3 ด้วยพลังของปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ 5-6 คน
สำนักระดับ 3 จะหยุดยั้งมันได้อย่างไร?
หากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้สามารถจะทำลายสำนักคว้า
จันทร์ เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกมันสามารถที่จะทำลายสำนักหุบเขา
เจ็ดแก่นแท้ได้เช่นกัน!
บางทีอาจมีเพียงสำนักเมฆคล้อยหรือสำนักหุบเขานกยูงที่เป็นสำนัก
ระดับ 3 ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่อาจจะปกป้องตนเองได้ เมื่อเป็นเช่นนี้
พันธมิตรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และสำนักระดับ 3 ทั้ง 19 สำนักก็จะ
ตกอยู่ในอันตราย หากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถปกป้องสำนักระดับ
3 อื่นๆได้ เช่นนั้นจะมีสำนักใดบ้างที่ไม่กลัวถูกทำลายเมื่อพวกมันมา
เยือน?
หากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถเอาชนะดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้ได้ เช่นนั้นดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ก็จะเป็นผู้ปกครองทั่วทั้ง
เขตแดนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ สำนักระดับ 3 อื่นๆคงไม่อาจที่จะหลบ
พ้นชะตากรรมอันน่าหวาดกลัวได้ แต่หากพวกเขาร่วมมือกับเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์และต่อต้านพวกมัน พวกเขาก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พบกับเช้าวัน
ใหม่ก็เป็นได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ช่วยไม่ได้ที่หลินหมิงจะรู้สึกหวาดกลัว ดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้นั้นเป็นปีศาจอย่างแท้จริง พวกมันกระทำสิ่ง
โหดร้ายและไร้ซึ่งคุณธรรม โดยไม่มีความล่าช้าแม้แต่น้อย หรือกระทั้งส่ง
สัญญาณเตือนก่อนทำสงครามใดๆ พวกมันได้ทำลายทั้งสำนักโดยตรง!
ไม่เพียงแค่สำนักจะถูกทำลาย แต่ตระกูลที่ควบคุมสัตว์อสูรยังจะเข้า
ร่วมด้วย ชักนำฝูงสัตว์อสูรดุร้ายเข้าโจมตี มีเรื่องราวมากมายได้ถูกบันทึก
เอาไว้ในประวัติศาสตร์ ถึงความน่าหวาดกลัวของฝูงสัตว์อสูรดุร้ายขนาด
ใหญ่ที่เข้าโจมตี ในช่วงหมื่นปีมานี้ หลายอาณาจักรในทวีปนภารินไหลได้
ถูกฝูงสัตว์อสูรดุร้ายเข้าโจมตีและถูกทำลายไป ความจริงแล้ว เหตุผลที่
เผ่าน่าแห่งป่าไพศาลทางใต้ได้ถูกทำลายโดยเผ่าหนอนไฟได้ ก็เพราะถูก
ฝูงสัตว์อสูรดุร้ายเข้าโจมตีจนอ่อนแอลงอย่างมากนั้นเอง
ฝูงสัตว์อสูรดุร้าย… จู่ๆหลินหมิงก็ใจสั่นขึ้นมา
นี่มันแย่แน่!
ตระกูลของเขาตั้งอยู่ในเมืองใบหม่อนสีเขียว ทางใต้ของเมืองใบ
หม่อนสีเขียวก็คือหุบเขาใบหม่อนสีเขียว หุบเขานี่ยาวลงไปทางใต้นับ
หมื่นลี้จนมาถึงป่าไพศาลทางใต้!
รอบๆหุบเขาใบหมอนสีเขียวมีสิ่งที่ไม่ควรค่าในการกล่าวถึงนัก แต่
ถ้าเข้าไปลึกพอ มันมีสัตว์อสูรดุร้ายที่น่าเกรงขามจำนวนมากอาศัยอยู่
หากฝูงสัตว์อสูรดุร้ายเกิดคลั่งขึ้นมา ทั้งเมืองคงถูกมันทำลายราบคราบ
อย่างแน่นอน
ที่นั่นคือเมืองใบหมอนสีเขียว!
เมื่อหลินหมิงคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงก็สูดหายใจเย็นเฉียบ เขาเปลี่ยน
เส้นทางมุ่งตรงไปที่บ้านทันที เมืองใบหมอนสีเขียวนั้นเป็นบ้านเกิดของ
เขา เป็นที่ที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ เขาไม่อาจจะมองดูบ้านเกิดของตนถูก
ทำลายเฉยๆเป็นแน่
…………………..
เมื่อปีนี้ได้จบลง ปีใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น อากาศเริ่มกลายเป็นอบอุ่นขึ้น
ทุกๆวัน หิมะและน้ำแข็งเริ่มจางหายไป โลกที่เขียวชอุ่มก็เริ่มกลับมา
ต้นไม้ก็เริ่มแตกใบอ่อน สัตว์น้อยใหญ่ต่างก็สนุกสนานไปกับป่าไม้ที่อุดม
สมบูรณ์
หุบเขานี้นั้นราวกับเป็นสรวงสวรรค์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าลึกเข้าไป
ภายในหุบเขา มีสถานีส่งสัญญาณที่สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้มาตั้ง
เอาไว้ ความจริงแล้ว ถึงแม้จะถูกเรียกว่าสถานีส่งสัญญาณ แต่จริงๆแล้ว
มันคือค่ายกลที่เป็นจุดส่งสัญญาณกระแสเสียงสื่อสาร แต่ด้วยหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้เป็นสำนักระดับ 3 มันจึงยากที่พวกเขาจะสามารถสร้างให้มันส่ง
สัญญาณได้ไกล มันทำได้เพียงแค่ส่งสัญญาณในระยะแสนลี้เท่านั้น แต่
พวกเขาใช้วิธีการตั้งมันขึ้นหลายๆจุดแทน
สถานีส่งสัญญาณนั้นมีผู้เชี่ยวชาญคอยปกป้องอยู่ทุกปี ผู้ดูแลสถานี
แห่งนี้คือหลิวเย่วซาน ผู้มีที่ระดับการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
เลยสถานีส่งสัญญาณไปนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยดอกไม้และดวง
อาทิตย์ ราวกับวันที่ดีที่สุดของฤดูใบไม้ผลิ แต่สำหรับสถานีส่งสัญญาณ
นั้นเต็มไปด้วยออร่าที่รุนแรง หลิวเย่วซานขมวดคิ้ว ในตอนนั้นเอง เขาก็
ได้ก้มศีรษะลงราวกับว่ากำลังคิดบางอย่างอยู่
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ชัดเจนดังอยู่บนท้องฟ้า หลิวเย่วซานจึงมองขึ้นไป
และเห็นเงาของปีกมังกร มีมังกรบินอยู่เหนือศีรษะเขา ทะยานผ่าน
ฟากฟ้าอย่างรวดเร็วข้ามผ่านหุบเขาและหายไป และรอเวลาที่หลินหมิง
จะเรียกใช้งานมันอีกครั้ง
หลิวเย่วซานไม่มีเวลาคิดว่าเกิดอันใดขึ้น เมื่อเห็นรูปร่างสีดำกระโดด
ลงมาก่อนที่มังกรจะหายไป และค่อยๆร่วงลงมาจากท้องฟ้าอย่างนุ่มนวล
ผู้ที่ลงมานั้นเป็นผู้ที่ดูอายุราวๆ 17-18 ปี ใบหน้าคมและดูเหมือนจะ
เก็บซ่อนพลังที่ทำให้ผู้คนใจสั่นได้
ดวงตาของหลิวเย่วซานหดเล็กลง คนผู้นี้คือ…
“ท่านคือหลิวเย่วซานใช่หรือไม่?” หลินหมิงเอาเหรียญอันหนึ่ง
ออกมา นี่เป็นเหรียญทองบริสุทธิ์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่มีเพียงศิษย์สาย
ตรงเท่านั้นที่ได้ครอบครอง
หลิวเย่วซานตกตะลึง ศิษย์สายตรงเช่นนั้นหรือ!?
ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลสถานี สถานะของเขาด้อยกว่าเจ้าสำนักเจ็ดแกน
แท้ ณ อาณาจักรฮั่วหลัว แต่หากเทียบกับผู้ที่มีสถานะสูงส่งเช่นศิษย์สาย
ตรงที่มีสถานะเทียบเท่าผู้อาวุโสผู้หนึ่งแล้วละก็ สถานะของพวกเขาช่าง
ห่างไกลกันมากนัก
“ข้าหลิวเย่วซานผู้ดูสถานีที่ตั้งอยู่ในอาณาจักรฮั่วหลัวแห่งนี้ ขอ
คารวะ”
ในตอนนี้เอง หลินหมิงร้อนรนเป็นอย่างมาก ราวกับมีเปลวเพลิงลุก
ไหม้อยู่ในจิตใจของเขา เขาจึงไม่มากพิธีใดและกล่าวถามออกไปตรงๆ
“ท่านหลิวเย่วซาน ข้าขอถามเกี่ยวกับข่าวการบุกของฝูงสัตว์ว่าได้เกิดขึ้น
ในอาณาจักรลิขิตฟ้าหรือไม่?”
หลิวเย่วซานเป็นผู้ที่จัดการดูแลสถานีแห่งนี้ และสถานีแห่งนี้เองก็ใช้
เพื่อกระจายข่าว และที่นี่ก็อยู่ไม่ไกลจากอาณาจักรลิขิตฟ้าอีกด้วย เขาจะ
เป็นคนแรกที่ได้รับข่าวอย่างแน่นอน
“ขอรายงานท่าน ข้าน้อยยังมิได้รับข่าวอันใดเลย ฝูงสัตว์อสูรดุร้าย
นั้นมีอยู่ทั่วทั้งเขตแดนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ หากมีฝูงสัตว์อสูรดุร้ายบุก
จริง ก็จะมีการขอความช่วยเหลือเข้ามาที่อาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้อย่างแน่นอน”
อาณาเขตของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นค่อนข้างกว้างใหญ่ แต่ตัวสำนัก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้นั้นค่อนข้างที่จะเล็ก มีปรมาจารย์ขั้นปราณปลายฟ้า
อยู่ 100-200 คนและมีปรมาจารย์ขั้นปราณต้นฟ้าอยู่นับหมื่น หากนับ
ศิษย์ด้วยจะมีผู้ที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรราวๆสองหมื่นเลยทีเดียว พวกเขา
จะมีกำลังคนอันใดในการระงับปัญญาของทั้ง 36 อาณาจักร และพวกเขา
ยังต้องมีกำลังคนมากพอที่จะปกป้องสำนักของพวกเขาอีกด้วย เช่นนั้น
พวกเขาคงจะไม่ถูกทำลายเพียงชั่วข้ามคืนใช่หรือไม่?
หลินหมิงถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่มีข่าวใดๆจากอาณาจักรลิขิต
ฟ้า เพราะไม่มีข่าวก็หมายถึงข่าวดี เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถามหลิวเย่
วซาน “ผู้ดูแลหลิว จะเป็นการรบกวนท่านหรือไม่ที่จะให้ส่งข่าวไปยังทุก
แผนกของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้และขอให้ส่งกำลังมาช่วยอาณาจักรลิขิตฟ้า
จะดียิ่งหากพวกเขามีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรขึ้นไป!”