Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 323 แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
คืนนั้น เมื่อหลินหมิงได้ออกจากเต้นท์ ทหารทุกนายที่เห็นเขาต่าง
หยุดและทำความเคารพเขา
ทหารเหล่านี้เคารพผู้แข็งแกร่ง และเพราะการกระทำของหลินหมิง
ระหว่างการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ทำให้ความสูญเสียที่ควรจะเกิดลดลงอย่าง
มาก
“วีรบุรุษหลิน!”
ชายสวมหนังหมาป่าเดินมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ชาย
คนนี้ก็คือผู้นำพรรคตระกูลเหยียน สือหลินไค นั่นเอง
“ท่านผู้นำสือ” หลินหมิงมีความประทับใจในตัวชายคนนี้อย่างมาก
ระหว่างการสังหารหมาป่าวิบัติ ชายคนนี้ได้ตามเขาอยู่ข้างหลังอย่าง
ใกล้ชิด และสู้อย่างกล้าหาญ หากไม่รวมหลินหมิงแล้ว สือหลินไคนั้นฆ่า
พวกมันมากที่สุดทีเดียว
“วีรบุรุษหลินช่างถ่อมตัวยิ่งนัก ท่านเรียกข้าว่า ตาแก่สือ ก็ได้”
“จำนวนทหารผู้เสียชีวิตมีเท่าใดหรือ?” หลินหมิงกังวลเกี่ยวกับ
สภาวะของกองทัพทหารอย่างมาก หากไม่มีกองทัพทหาร มันย่อมเป็นไป
ไม่ได้ที่จะป้องกันการบุกของกองทัพสัตว์อสูร มันเป็นไปไม่ได้ที่หลินหมิง
จะหยุดมันด้วยตัวคนเดียวไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใดก็ตาม ถ้าหาก
พวกมันผ่านเขาไปได้ มันจะพุ่งเข้าสู่กำแพงเมืองที่สูงกว่า 50 ก้าวเป็นแน่
หากเป็นสัตว์อสูรระดับสูงย่อมสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดาย
หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น มันย่อมไร้ความหมาย ไม่ว่าหลินหมิงจะฆ่า
พวกมันไปมากเท่าใดก็ตาม
“พวกเราสูญเสียพลพุ่งแหลนและพลธนูไปกว่า 50 นาย พลหอก
300 นาย พลทหารโล่ 400 นาย และยังมีอีกหลายคนที่บาดเจ็บหนักจนมิ
อาจร่วมสู้ได้ พวกเราสูญเสียกำลังรบไปกว่า 10 % ของทั้งหมด และยังมี
เหล่าพี่น้องของพรรคตระกูลข้าเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่ง”
ขณะที่สือหลินไคกำลังกล่าวอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงอินทรีวายุสวรรค์
เหนือค่ายทหาร และเสียงของมันยังดังก้องและใสกว่าอินทรีวายุสวรรค์
ธรรมดาอีกด้วย
“หืม? กองกำลังเสริมอย่างนั้นหรือ?”
นี่เป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจหลินหมิง แต่เขาก็ไล่ความคิดนั้น
ออกไปทันที มันเพิ่งผ่านไปเพียงวันเดียวเท่านั้นหลังจากเขาใช้สถานี
สื่อสารส่งข่าวไป มันเป็นไปไม่ได้ที่กองกำลังเสริมจะมาถึงไวเพียงนี้
เมื่อพวกเขาทั้ง 2 ได้ออกจากค่ายมาดู พวกเขาเห็นอินทรีวายุสวรรค์
ยักษ์ มันมีขนาดใหญ่กว่าปกติ 4 ถึง 5 เท่า ปีกของมันเปล่งประกายราว
กับมันถูกแกะสลักจากทอง
หลินหมิงเคยเห็นอินทรีวายุสวรรค์ปีกทองมาก่อน มันเป็นพาหนะ
ของหุบเขานกยูง มันมีสายเลือดของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ และรวดเร็วอย่าง
เหลือเชื่อ มันสามารถแบกของได้มากกว่าอินทรีวายุสวรรค์ปกติถึง 10
เท่า
บุคคลที่สามารถขี่อินทรีวายุสวรรค์ปีกทองนี้จะต้องมาจากสำนัก
อย่างแน่นอน
ขณะที่อินทรียักษ์โฉบลงมา สายลมได้พัดใส่เต็นท์ปลิวไป ทหารที่อยู่
ข้างในต่างก็ปลิวไปด้วย และตกลงพื้นด้วยรอยฟกช้ำ
“บิดามันเถอะ! ใครมันช่างอวดดียิ่งนัก!?” สือหลินไคเป็นคนที่
ซื่อตรงต่ออารมณ์ของเขาอย่างมาก เขาคิดว่านั่นเป็นกองกำลังเสริม แต่ที่
ไหนได้ เจ้าหมอนี่มันไม่เพียงมาที่ค่ายของเขาโดยไม่บอกกล่าว ทั้งยังทำ
เต็นท์ของพวกเขาพลิกไปหลายเต็นท์ ทั้งยังทำทหารของเขาบาดเจ็บ นี่
ทำให้เส้นเลือดเขาปูดโปนและทำให้ความโกรธของเขาปะทุขึ้น
“ศิษย์น้อง ในที่สุดพวกเราก็พบดินแดนที่มีที่อยู่อาศัยแล้ว 4-5 วัน
มานี้ เจ้าต้องลำบากมากแล้ว พวกคนที่อยู่ในป่าไพศาลทางใต้ต่างเป็น
พวกคนเถื่อนโดยแท้ ที่นั่นไม่มีแม้แต่ที่จะอาบน้ำ”
บนอินทรีวายุสวรรค์ มีชายหนุ่มชุดเหลือง อายุราวๆ 25 หรือ 26 ปี
ซึ่งสะพายดาบเล่มหนึ่งที่กลางหลัง เขากำลังพูดคุยกับหญิงสาวอายุ 18
หรือ 19 ปี
เมื่อหลินหมิงเห็นชายหนุ่มชุดสีเหลืองผู้นี้ เขาก็ตะลึงไปชั่วขณะ การ
บ่มเพาะของเจ้าหนุ่มนี่อยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า
ช่วงต้นจากสำนักนั้นถูกนับเป็นพวกที่ค่อนข้างมีฝีมือ ไม่เพียงแค่นั้น แต่
เขายังทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าตั้งอายุยังน้อย เขาน่าจะเป็นศิษย์
สายในระดับสูง หรืออาจจะเป็นกระทั่งศิษย์หลัก
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าศิษย์น้องนั้นสวมชุดสีขาวทั้งชุด มันมีสัญลักษณ์
จันทร์เสี้ยวจางๆปักอยู่บนชุดของนาง และรูปลักษณ์ของนางยังสวยและดู
บอบบางยิ่งนัก
ดวงตาของนางนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ เมื่อนางกวาดตามองรอบๆจุดที่นาง
อยู่อย่างเงียบๆ ดูเหมือนนางมิอยากกล่าวอันใด
“ศิษย์น้อง กองทัพสัตว์อสูรต่างอยู่ทุกหนแห่ง ในตอนนี้ พวกเราไม่มี
ที่พักเลย ดังนั้นเราพักที่นี่ชั่วคราวไหม?”
“อืม…” หญิงสาวกล่าวอย่างไม่เต็มใจ หลังจากนั้นก็กลับสู่ความ
เงียบ
ชายหนุ่มชุดเหลืองดีใจ ในที่สุดเขาก็โน้มน้าวศิษย์น้องของเขาสำเร็จ
ตราบใดที่เขายังอยู่ที่นี่สักพักและจับตามองไว้ เขาย่อมทำให้ฝันของเขา
เป็นจริงได้
ก่อนที่ชายหนุ่มชุดเหลืองจะกล่าวอะไร ก็มีเสียงที่กำลังโกรธเข้ามา
ขัดเขา “เจ้าเป็นผู้ใดกัน? กล้าดียังไงถึงได้พุ่งมาที่ค่ายทหารของข้า และ
ยังทำทหารของข้าบาดเจ็บอีก! และเจ้ายังกล่าวอย่างไม่ใยดีต่อหน้าทุกคน
อีก! เจ้าคิดว่าที่นี่เป็นที่ใดกัน? ห้องน้ำบ้านเจ้ารึ? ตอบข้ามา!”
สือหลินไคเดือดดาล เจ้าหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้วางท่าราวกับว่าเขาเป็น
ปรมาจารย์น้อยผู้หยิ่งยโส
ภายใต้เสียงของการหยิบจับอาวุธ เหล่าทหารโดยรอบต่างหยิบอาวุธ
ขึ้นมา ธนูนับสิบขึ้นสายและดึงจนถึงขีดสุด บรรยากาศอันเยือกเย็น และ
ลูกธนูเหล็กต่างก็เล็งไปยังเจ้าหนุ่มชุดเหลืองผู้นั้น เหล่าพี่น้องพรรค
ตระกูลเหยียนก็ร่วมเข้าล้อมด้วย พวกเขาทุกคนเต็มไปด้วยความโกรธ ถ้า
หากสือหลินไคไม่ส่งสัญญาณให้พวกเขาถอย พวกเขาคงเปิดฉากการต่อสู้
ไปแล้ว
แม้ว่าสือหลินไคจะโกรธ แต่เขาก็ไม่ได้สูญเสียความมีเหตุผล เขา
ไม่ใช่คนโง่ เขาเคยเห็นโลกมานักต่อนักแล้ว ย่อมรู้ว่าอินทรีวายุสวรรค์ปีก
ทองนั้นแตกต่างจากตัวอื่นๆ เพียงสะบัดปีกก็สามารถสร้างสายลมรุนแรง
ที่สามารถเป่าเต็นท์ให้ปลิวได้หลายเต็นท์ เช่นนั้นมันย่อมมาจากสำนัก
ใหญ่
มันเป็นไปได้สูงว่าชายหนุ่มกับหญิงสาวคู่นี้มาจากสำนักใหญ่ ตัวตน
ของคนพวกนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนจากเมืองใบหม่อนสีเขียวมิอาจยั่วโมโหได้
เว้นเสียแต่หลินหมิงเป็นคนทำมัน แต่ก็อย่างที่เข้าใจ มันจะเป็นปัญหา
อย่างมากสำหรับหลินหมิง นอกจากนี้ ชายผู้นั้นก็มีการบ่มเพาะขั้นปราณ
ต้นฟ้าช่วงต้นแล้ว
ผ่านไปสักพัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความตรึงเครียด หญิงสาวชุด
ขาวที่ยืนอยู่ตรงกลางยังมีใบหน้าไร้อารมณ์ และเมินอาวุธทั้งหลายที่ชี้
มายังนางอย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มชุดเหลืองเค้นเสียงอย่างเย็นชา และจ้องไปรอบๆเหล่า
ทหารรอบตัวเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความดูถูก ในความคิดของเขา
แล้ว คนพวกนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าพวกบ้านนอก
“ใครเป็นหัวหน้าพวกเจ้า? พาเขามาหาข้า พวกเจ้าทั้งหลายไม่มีสิทธิ์
พูดกับข้า” ชายหนุ่มชุดเหลืองไม่แม้แต่จะสนใจสือหลินไค การปรากฏตัว
ของสือหลินไคแสดงให้เห็นว่าเขานั้นเป็นคนจากเจียงหู่(ยุทธภพ) มัน
เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นแม่ทัพ
“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน?” เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มชุดเหลืองไม่แม้แต่
จะเห็นเขาอยู่ในสายตา สือหลินไคจึงโกรธมาก เขานั้นอยากจะหยิบดาบ
ออกมาแล้วฟันให้ขาดเป็นสองส่วนยิ่งนัก
ในขณะนั้น เจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียว จ้าวเหยียนหมิงได้เดินออกมา
จากฝูงชน ใบหน้าของเขาหม่องคล้ำ “ข้าคือเจ้าเมืองใบหม่อนสีเขียว มี
อันใดที่ข้าสามารถช่วยท่านได้อย่างนั้นหรือ?”
พลังการบ่มเพาะของชายหนุ่มและหญิงสาวนั้นอยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้า
ช่วงต้นและจุดสุดยอดของขั้นผสานชีพจรตามลำดับ นอกจากนี้พวกเขา
ยังมาจากสำนักใหญ่อีกด้วย หลังจากได้เห็นการต่อสู้ของหลินหมิง จ้าวเห
ยียนหมิงจึงตระหนักได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของนักสู้จากสำนัก แม้ว่า
หญิงสาวจะดูเปราะบาง แต่หากรวมนักสู้ขั้นผสานชีพจรในเมืองใบหม่อน
สีเขียวทั้งหมดก็ยังมิอาจบังคับให้นางใช้พลังที่แท้จริงได้ด้วยซ้ำ
ในตอนนั้น คู่หนุ่มสาวนั้นอาจจะฆ่าพวกเขา แล้วบินจากไปด้วย
อินทรีวายุสวรรค์ และพวกเขาคงไม่อาจทำอันใดได้ นี่เป็นสิ่งที่จ้าวเหยียน
หมิงไม่อยากให้เกิดขึ้น
“เจ้าเป็นเจ้าเมืองหรือ? เจ้ามีนามอันใด?” ชายหนุ่มชุดเหลืองมองไป
ยังจ้าวเหยียนหมิง และกล่าวอย่างหยิ่งผยอง
จ้าวเหยียนหมิงขมวดคิ้ว เขาไม่มองหลินหมิงแม้แต่น้อย เขาได้ส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ไปยังหลินหมิงว่า “วีรบุรุษหลิน ท่านรู้หรือไม่ว่า
พวกเขามาจากสำนักใด?”
“ข้าไม่รู้… บางทีอาจจะมาจากสำนักทางใต้บางแห่ง” เมื่อหลินหมิง
จ้องไปยังสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวบนชุดพวกเขา เขาก็คาดเดาได้บางส่วน
แล้ว พวกเขาอาจจะมาจากสำนักคว้าจันทร์?
สำนักคว้าจันทร์นั้นตั้งอยู่ที่ชายฝั่งริมทะเลทางใต้ และก็อยู่บริเวณ
ขอบของป่าไพศาลทางใต้ที่อยู่ติดกับอาณาเขตของสำนักเจ็ดแก่นแท้ มัน
อยู่ใกล้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้อย่างมาก
สำนักนี้ค่อนข้างอ่อนแอ ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้ทำลายจนสิ้น
จากที่ฟังการสนทนาของพวกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาได้เดินทางผ่าน
ป่าไพศาลทางใต้หลายวัน สำนักคว้าจันทร์นั้นถูกทำลายก่อนที่จะถูก
กองทัพสัตว์อสูรบุกเสียอีก ถ้าหากพวกเขาทั้งสองเป็นผู้รอดชีวิตของ
สำนักคว้าจันทร์ เช่นนั้น มันย่อมตรงตามที่คาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา
หรือสถานที่
“หากเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของพวกเขากับวีรบุรุษหลิน…”
จ้าวเหยียนหมิงกำลังคิดว่าหลินหมิงอาจมิใช่คู่มือของสองคนนี้ หลินหมิง
นั้นมีพลังการบ่มเพาะแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางเท่านั้น และพวกเขาทุก
คนต่างก็มาจากสำนัก ดังนั้นมันย่อมไม่แตกต่างกันมากเท่าใดนัก
แต่ว่าช่วงที่ผ่านมา ผลงานของหลินหมิงในสนามรบนั้นได้สร้างแรง
บันดาลใจแก่ทุกคนในที่แห่งนั้นอย่างมาก จ้าวเหยียนหมิงรู้สึกว่าหลินหมิง
นั้นใกล้เคียงกับความอมตะยิ่งนัก นั่นเป็นเหตุผลที่เขาถามเช่นนี้
หลินหมิงมิได้ตอบ มันเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณต้นฟ้าจากสำนักนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ไม่เพียงแค่นั้น แต่
สถานการณ์ในเมืองใบหม่อนสีเขียวนั้นซับซ้อนอย่างมาก และเขาไม่
ต้องการแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาออกมา
จ้าวเหยียนหมิงกดความโกรธของเขาลง และกล่าวอย่างใจเย็นว่า
“ข้ามีนามว่าจ้าวเหยียนหมิง แล้วท่านล่ะ เป็นผู้ใดกัน?”
“จ้าวเหยียนหมิงงั้นรึ? หืม ฟังนะ เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้จักข้า ข้า
ต้องการให้เจ้าเตรียมคฤหาสน์ดีๆให้ข้าและก็พื้นที่อีกนิดหน่อย แล้วก็เอา
เตียงกับของตกแต่งทั้งหลายออกไป จากนั้นส่งสาวใช้ที่สะอาดสัก 7-8 คน
มาคอยปรนนิบัติศิษย์น้องของข้า ศิษย์น้องของข้านั้นเป็นมังสวิรัติและรัก
ความสะอาดยิ่ง เตรียมบ่อน้ำทุกวัน และอาหาร 3 มื้อ ต้องมีหน่อไม้และ
ผลไม้ เมื่อกองทัพสัตว์อสูรบุกวันพรุ่งนี้ ข้าจักมาช่วยเจ้าสักเล็กน้อยแล้ว
กัน”
เมื่อได้ยินชายหนุ่มชุดเหลืองกล่าว สือหลินไครู้สึกเหมือนว่าเขาจะ
อกแตกตายจากความโกรธ เขาไม่เคยพบเจอเจ้าเด็กผู้หยิ่งผยองเช่นนี้มา
ก่อนในชีวิตของเขา!
ความจริงแล้ว สือหลินไคไม่รู้ว่าทัศนคติของชายหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้
เป็นทัศนคติทั่วไปของอัจฉริยะส่วนใหญ่ของสำนักที่ปฏิบัติต่อมนุษย์
ธรรมดา สำหรับพวกเขาแล้ว ชาวบ้านนั้นไร้ค่ายิ่งกว่ามด สำหรับมนุษย์
อย่างพวกเขาแล้ว การจะพูดคุยกับเหล่ามดเช่นนี้อย่างมีเหตุผลนั้นเป็นไป
ไม่ได้
และสำหรับคนเช่นหลินหมิง เขานั้นมีต้นกำเนิดที่อ่อนน้อมถ่อมตน
และสภาวะอารมณ์ที่เหมาะสม แม้ว่าสถานะของเขานั้นจะสูงเสียดฟ้า
ธรรมชาติของเขานั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเพราะสิ่งเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น
เขานั้นมาจากเมืองใบหม่อนสีเขียว และแม้กระทั่งยามพบหลินว่านซาน
เขาย่อมทักทายเช่นผู้เยาว์คนอื่นๆในตระกูลกระทำ
แต่บัดนี้ เจ้าอัจฉริยะทั่วไปจากสำนักหนึ่ง เจ้าอัจฉริยะผู้นี้ไม่แม้แต่
จะใส่ใจมองมาที่พวกเขา ความแตกต่างของสถานะนี้ยิ่งใหญ่เกินไป
“เจ้าคิดว่าจะได้เช่นนั้นรึ? เจ้าคิดว่าพวกเราไม่มีปรมาจารย์อยู่ที่แห่ง
นี้? เจ้าคิดว่าพวกเราต้องการใครสักคนเช่นเจ้ามา ‘ช่วยเหลือสักเล็กน้อย’
เช่นนั้นรึ!?” สือหลินไคชักกระบี่ออกมาและฟันใส่พื้น ตัดหินขาดเป็นชิ้นๆ
หากเขาไม่ตระหนักถึงความแข็งแกร่งของชายชุดเหลืองที่แข็งแกร่งกว่า
อย่างมาก เขาย่อมเริ่มต่อสู้ไปแล้ว
เมื่อได้ยินสือหลินไคสบประมาทเช่นนั้น ชายหนุ่มชุดเหลืองจึงขมวด
คิ้ว เขาหรี่ตาลงและมองไปยังหลินหมิงที่ยืนอยู่ใกล้กับสือหลินไค สายตา
ของเขามองไปที่หลินหมิงและกล่าวว่า “เช่นนั้นรึ ข้าไม่นึกว่ายังมีผู้มี
พรสวรรค์เล็กน้อยอยู่ตรงนี้ นี่สินะที่เรียกว่าปรมาจารย์ของเจ้า แต่เจ้ารู้
ไหมว่าผู้ใดกันแน่ที่เหมาะสมกับคำนั่น? ตราบใดที่เจ้า…”
ขณะที่ชายชุดเหลืองกล่าว ริมฝีปากเขายกขึ้น เขายกมือขึ้นและตั้ง
นิ้วเป็นดั่งดาบ จากนั้นฟันไปสองครั้งที่หลินหมิง ปราณดาบที่เฉียบคมได้
ตัดผ่าอากาศตรงไปยังหลินหมิง
“หืม?” สีหน้าของหลินหมิงมืดลงทันที เขายังมีศัตรูที่ซ่อนตัวและชัก
ใยอยู่ในเงามืด ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการสร้างปัญหาใดๆ แต่ตอนนี้เขาได้
เผชิญหน้ากับความยุ่งยากอีกแล้ว