Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 330 ต่อสู้
เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตใจของชายหนุ่มชุดเหลืองจึงเต็มไปด้วยเพลิงแห่ง
ความโกรธ!
เป็นเพราะว่าสำนักของนางได้ถูกทำลาย จึงยังไม่มีวันใดที่นางยิ้ม
ออกมา แม้จะหาหนทางใดๆมาเพื่อทำให้นางยิ้มก็ตาม เขาดูแลนางอย่าง
พิถีพิถัน หญิงสาวชุดขาวก็ยังไม่ตอบสนองอันใด ในสองวันแรก นางกล่าว
ออกมาเพียงไม่กี่คำเท่านั้นและยังคงอยู่ในสภาพใจสลาย
แต่ในตอนนี้ นางยิ้มอย่างสดใส และยิ้มกลับเป็นชายอื่นที่อายุน้อย
กว่านางอีกด้วย
ชายหนุ่มชุดเหลืองจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?
เขาได้อดทนอดกั้นมามากตลอดการเดินทาง ทำให้ตนเองต้องเหนื่อย
กับการดูแลนาง และนางกล่าวกับเขาเพียงไม่กี่คำเท่านั้น แต่เจ้าเด็กนี่กับ
ได้สนทนาอย่างหวานแหววกับนางจนทำให้นางยิ้มอย่างมีความสุขอย่าง
มาก!
อกของชายหนุ่มชุดเหลืองเต็มไปด้วยความโกรธที่ปะทุออกมา
เขาไม่คิดว่าหลานอีจะเขาหาหลินหมิงด้วยตัวของนางเอง เขาเพียง
คิดว่าหลินหมิงใช่คารมณ์ไร้สาระบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของนาง
ถึงแม้เขาและหญิงสาวชุดขาวจะมิได้มีความคืบหน้าในด้าน
ความสัมพันธ์มากนัก ชายหนุ่มชุดเหลืองก็ได้ถือว่าหญิงสาวชุดขาวเป็น
ผู้หญิงของเขา นี่มิใช่เพียงเรื่องน่าเศร้าของชายอายุ 20 ปีกว่าหรือความ
จริงที่ว่านางมีชาติกำเนิดที่สูงส่งและไร้ที่ติ แต่มันเป็นเพราะว่าหญิงสาว
ชุดขาวมีโอสถเปิดทางสวรรค์อยู่กับนางหลายเม็ด โอสถเปิดทางสวรรค์
เหล่านั้นเป็นความหวังของเขาที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า!
“มารดามันเถอะ! ระหว่างที่ข้าสังหารสัตว์อสูรดุร้ายมากมายไปบน
สนามรบ ไม่เพียงเจ้าขี้ขลาดนี่ไม่ทำอันใด แต่กลับมายุ่งกับผู้หญิงของข้า
ลับหลังอีกด้วย!”
ชายหนุ่มชุดเหลืองกำลังโกรธ เขารู้สึกเหมือนถูกแย่งของเล่นไป เขา
เป็นผู้ช่วยเหลือเมืองนี้เอาไว้มิใช่เด็กหนุ่มนั่นและไม่เพียงเขาจะไม่ทำสิ่งใด
ยังมายุ่งกับผู้หญิงเขาลับหลังอีกด้วย ในตอนนั้นเอง จิตสังหารของเขา
ทั้งหมดพุ่งไปยังหลินหมิง เขาได้รับการปฎิบัติแตกต่างของหลานอี หลินห
มิงนั้นเป็นดั่งหนามหยอกในหัวใจของเขา หากเขามิได้ทำให้หลินหมิง
พิการ มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจที่จะคลายปัญหานี้ออกไปได้
“เจ้าหนู รอข้าก่อนเถอะ!”
ชายหนุ่มชุดเหลืองหันกลับและรีบตรงมายังค่ายพัก
……………………………..
ในค่ายพักหลานอียังคงสนทนากับหลินหมิง หลานอีมิได้รู้เกี่ยวกับ
หลินหมิงมากนัก เช่นนั้นนางจึงพยายามค้นหาว่าเด็กที่อยู่ตรงหน้าของ
นางใช่หลินหมิงแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หรือไม่
มันไม่สุภาพหากจะกล่าวถามออกไปตรงๆ มิเช่นนั้น หลินหมิงอาจจะ
คิดว่านางต้องการที่จะเข้าใกล้เขาเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่ หาก
เป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเรื่องง่ายที่หลินหมิงจะดูหมิ่นนาง
หลานอีกลัวถึงความแตกต่างของสถานะระหว่างพวกเขา มิต้อง
กล่าวถึงเรื่องที่ว่าสำนักคว้าจันทร์ของนางได้ล่มสลายไปแล้ว แต่ต่อให้
สำนักคว้าจันทร์ยังคงอยู่ดี ความแตกต่างของนางและหลินหมิงก็ยังคง
ห่างกันมากอยู่ดี
หากเป็นตามข่าวลือ หากมิได้มีอันใดผิดพลาด หลินหมิงก็จะสามารถ
ทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ในอนาคต แต่สำหรับหลานอี
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่นางจะสามารถทะลวงเข้าสู่ปลายขอบ
ของจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ในอนาคต
นางอาจสามารถที่จะทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางได้
และต่อให้นางโชคดีมากแค่ไหน อย่างมากก็คงทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลาย
ฟ้าช่วงปลายได้
หากสำนักคว้าจันทร์มิได้ถูกทำลายไป หลานอีคิดว่าผลลับเช่นนี้ก็
ค่อนข้างน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับนางในอนาคต
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน นางได้เห็นกับตาของตนเองว่าสหายทั้งหมดของ
นาง ครอบครัวและทุกคนที่รู้จักได้ถูกทำลายไปพร้อมกับสำนักคว้าจันทร์
นางได้เห็นผู้คนที่นางรักตายไปหลายคนและยังได้ฟังคำสั่งเสียสุดท้ายของ
อาจารย์ ความเกลียดชังจึงได้ฝังลึกลงในจิตใจของนาง!
ในตอนนั้น นางเกลียดชังตัวเองเป็นอย่างยิ่ง นางเกลียดความอ่อนแอ
ของตนเอง นางเกลียดที่เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
นางก็เป็นเพียงแค่มดตัวนึง ที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้
ความเกลียดชังนี้ถือกำเนิดมาจากความที่นางไร้พลังและทำให้นาง
ต้องการพลังเป็นอย่างมาก นางต้องการที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ และรอวันที่นางสามารถรวบรวมนักสู้จากทั่วทั้งแดนใต้กำจัดพวก
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ นางจะจัดการกับผู้ชั่วร้ายและทำลายเหล่า
ปีศาจเพื่อแก้แค้นให้กับสำนักคว้าจันทร์ของนาง – เพื่ออาจารย์และเหล่า
สหายผู้เสียชีวิตทั้งหลาย!
ในตอนนี้ทรัพยากรของหลานอีเป็นความหวังสุดท้ายที่อาจารยืได้
หมอบให้และบอกให้นางหนีออกไปจากสำนักคว้าจันทร์ นางสับสนใน
เส้นทางนี้ นางมิกล้าที่จะไปยังสำนักอื่นๆ นางกลัวว่าพวกเขาจะละโมบ
และเอาทรัพยากรล้ำค่าของนางไป
อย่างไรก็ตาม หากนางไม่ได้เข้าร่วมกับสำนักใด มันก็เป็นเรื่องยากที่
นางจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ โอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ก็คงไม่มีเลย
ในตอนนี้ หลานอีกำลังคิดถึงสำนักที่นางต้องการเข้าร่วม – เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ศิษย์กว่า 90% ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นหญิง เหล่าศิษย์นั้น
ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีผู้เชี่ยวชาญและเคล็ดบ่มเพาะ
ระดับสูง มรดกสืบทอด ทั้งยังมีทรัพยากรที่มั่งคั่งจำนวนมากอีกด้วย หาก
นางสามารถเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ เช่นนั้นก็คงจะเป็นสิ่งที่ดี
ที่สุดสำหรับนาง
แต่หลานอีเป็นเพียงแค่อัจฉริยะที่มาจากสำนักระดับ 3 แต่สำหรับ
สำนักระดับ 4 เช่นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นางคงเปรียบเทียบได้กับศิษย์
ทั่วไปของพวกเขา บางทีอาจไม่สามารถเข้าร่วมกับพวกเขาเลยก็เป็นได้
ถึงแม้นางจะสามารถเข้าไปได้ด้วยความโชคดี นางก็คงเป็นได้แค่ศิษย์สาย
นอก มันคงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะได้สัมผัสกับเคล็ดบ่มเพาะหลักและคง
เสียเวลาไปเปล่าๆทั้งชีวิตของนาง
หากเป็นเช่นนั้น หลานอีก็คงจะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี
จนถึงตอนนี้ นางพบกับเด็กหนุ่มที่น่าจะเป็นหลินหมิง
หลานอีรู้ดีว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญกับหลินหมิงเป็นอ
ย่างมากและอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับนักบุญหญิงแห่งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ มู่เฉวี่ยนหยี่
มู่เฉวี่ยนหยี่นั้นเป็นตัวตนระดับใด?
นางคือผู้ที่จะกลายเป็นผู้นำของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต นาง
มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดที่สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
เมื่อตอนอายุ 22 ปี และในอีกไม่กี่ปีต่อมานางก็ได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอม
รวมแก่นแท้และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับสูง!
ต่อหน้าบุคคลเช่นมู่เฉวี่ยนหยี่ เหล่าอัจฉริยะจากทั้ง 19 สำนักระดับ
3 ก็คงเป็นเพียงแค่เรื่องตลก
หากมู่เฉวี่ยนหยี่กล่าวคำพูดที่ดีต่อนางเพียงเล็กน้อย ต่อให้ไม่เป็น
ทางการ นางอาจสามารถก้าวจากศิษย์สายนอกและก้าวเข้าสู่การเป็น
ศิษย์สายในได้ หนึ่งคำของนางมีค่าอย่างมาก หลานอีมิได้ต้องการ
ทรัพยากรหรือหินลมปราณของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่นางต้องการคือ
มรดกที่เป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะ
หากพึ่งเพียงเคล็ดบ่มเพาะของสำนักคว้าจันทร์เพื่อให้สามารถ
ทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้นั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!
แน่นอนว่า หลานอีมิได้หวังจะขอความช่วยเหลือจากหลินหมิงโดยไม่
ตอบแทนสิ่งใด นางได้พบกับหลินหมิงด้วยความบังเอิญเท่านั้น พวกเขา
ยังไม่ได้รู้จักกันมานัก แล้วเหตุใดเขาจึงจะช่วยนาง?
หลานอีคิดว่าอย่างแรกนางควรที่จะสร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับ
หลินหมิงเอาไว้เสียก่อน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยใช้ทรัพยากรของ
สำนักจันทร์สลายเป็นข้อแลกเปลี่ยน จากนั้นค่อยขอความช่วยเหลือจาก
หลินหมิง
“แม่นางหลาน หากไม่มีอันใดแล้ว ข้าจำเป็นที่จะต้องกลับไปยัง
สนามรบ”
หลินหมิงไม่อยากเสียเวลาคุยสนุกไปกับหลานอี มันยังมีสัตว์อสูรดุ
ร้ายอยู่มากมาย และกองทัพกำลังถูกกดดันอย่างนัก ทุกวินาทีหมายถึง
ความตายของเหล่าทหาร
“วีรบุรุษหลิน ท่านรออีกซักครู่ได้หรือไม่? ศิษย์พี่ของข้ากำลังสู้อยู่ใน
แนวหน้าอยู่แล้ว เขาคงถ่วงเวลาได้อีกหน่อย” ในขณะที่หลานอีกล่าวคำ
เช่นนี้ออกมา ชายหนุ่มชุดเหลืองก็ได้มาถึงและได้ยินคำกล่าวของหลานอี
‘ศิษย์พี่ของข้ากำลังสู้อยู่ในแนวหน้าอยู่แล้ว เขาคงถ่วงเวลาได้อีก
หน่อย’
นี่มันหมายว่าในขณะที่ชายหนุ่มชุดเหลืองกำลังต่อสู้อยู่แนวหน้า
พวกเขาสองคนก็ยังจะสนทนากันอย่างสนุกสนานต่อ
มารดามันเถอะ!
ชายหนุ่มชุดเหลืองโกรธแทบจะสำนักโลหิตออกมา ทั้งชีวิตเขาไม่เคย
โกรธเช่นนี้เลย เขาถูกทำเหมือนตัวโง่งม เขาได้ไปต่อสู้กับฝูงสัตว์อสูร แต่
กกลับมีคนมาแย่งผู้หญิงของเขา?
‘เพียงแค่เด็กหนุ่มขั้นผสานชีพจรคิดจะจับหลานอีเช่นนั้นหรือ? มันมี
ดีอะไรนักหนา? มันน่ายกย่องเช่นนั้นหรือ?’
‘แล้วจะอย่างไรหากเจ้าเป็นอัจฉริยะ? บิดาผู้นี้จะสังหารเจ้าเอง!’
วูบบ!
สายลมพัดลมรุนแรง ร่างของชายหนุ่มชุดเหลืองลอยลงมายังพื้นดิน
ยืนอยู่ที่ด้านหน้าของหลินหมิง และมีใบหน้าบูดบึ้งริมฝีปากของเขา
กระตุกอย่างต่อเนื่อง
“เจ้าหนู เจ้าช่างกล้ายิ่งนัก!”
หลินหมิงเอียงศีรษะจ้องมองพร้อมทั้งคิ้วขมวด เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใด
ชายหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้จู่ๆถึงได้โผล่มาและมีท่าทางราวกับสุนัขบ้าคลั่ง
“ศิษย์พี่ใหญ่ท่านกล่าวอันใดกัน!”
หญิงสาวชุดขาวตกตะลึง นางจึงพุ่งออกไปด้านหน้าป้องกันหลินหมิง
เอาไว้ นางไม่รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มชุดเหลืองจู่ๆก็เข้ามาราวกับต้องการจะ
ต่อสู้กับหลินหมิง ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันที่จ้องมายังหลินห
มิง พร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ
“ศิษย์น้องหญิง! เจ้า… เจ้าปกป้องมันเช่นนั้นหรือ? ชายหนุ่มชุด
เหลืองกำกระบี่ในมือแน่นและกัดริมฝีปากของตน”
“ดี! ดีมาก!” ชายหนุ่มชุดเหลืองจ้องมองไปยังหลินหมิงด้วยความ
เกลียดชัง เข้าส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปยังหลินหมิง “เจ้าแซ่หลินเช่นนั้น
หรือ? คนแซ่หลิน ให้ข้าบอกแก่เจ้าอย่างชัดเจน ศิษย์น้องหญิงของข้ามิใช่
สิ่งที่คนธรรมเช่นเจ้าจะอาจเอื้อม! ไปได้แล้ว อย่างยุ่งกับนางอีก!”
เมื่อเห็นสถานะการณ์พลิกพันกลายเป็นเช่นนี้ หลานอีจึงกังวลอย่าง
มาก นางจึงรีบส่งกระแสเสียงปราณแท้ไปหาชายหนุ่มชุดเหลือง “ศิษย์พี่
ใหญ่ ท่านกำลังทำสิ่งใดกัน? ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใคร?”
“เขาเป็นใคร!?” “เหตุใดข้าจึงต้องสนใจด้วย!” ชายหนุ่มชุดเหลือง
แทบจะบ้าคลั่งจนไม่ฟังเหตุผล แล้วทำไมจึงต้องฟังคำพูดของหลานอีด้วย
เล่า? เด็กนี่บังอาจมายุ่งกับผู้หญิงของเขา ต่อให้เขาเป็นจักรพรรดิจาก
สวรรค์ เขาก็คงไม่สามารถยอมได้!
และในเมืองของปถุชนธรรมดาเช่นนี้ เจ้ามีตัวตนที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด
กัน?
“ข้าจะขอเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย รีบไปให้ห่างๆนางซะ มิเช่นนั้น
เจ้าจะต้องเจอดีแน่!” ชายหนุ่มชุดเหลืองใช้กระแสเสียงปราณแท้ส่งไป
ข่มขู่หลินหมิงอีกครั้ง
“บ้าบอสิ้นดี”
หลินหมิงไม่ยากยุ่งกับหมาบ้าให้เสียเวลา เขาเองก็คร้านที่จะอธิบาย
เรื่องเข้าใจผิดนี้ จะดีกว่าหากเขาไม่อธิบายสิ่งใด ด้วยความแข็งแกร่งและ
ฐานะของเขา เหตุใดเขาจึงจะต้องเปลืองลมหายใจไปกับชายหนุ่มชุด
เหลืองผู้นี้ด้วยเล่า?
สัตว์อสูรดุร้ายเริ่มเพิ่มจะนวนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และในตอนนี้
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างกลับมายังค่ายพัก กองทัพอาจไม่สามารถรับมือ
กับฝูงสัตว์อสูรดุร้ายอีกก็เป็นได้
ในตอนนี้เอง สัตว์อสูรได้ทำลายกำแพงป้องกันของเหล่าทหารเข้ามา
ได้
หืม?
หลินหมิงคิ้วขมวด กระชับหอกในมือและพุ่งตรงไปยังสัตว์อสูร
เหล่านั้นในทันที
“เจ้าต้องการที่จะหนีเช่นนั้นหรือ?” ชายหนุ่มชุดเหลืองเค้นเสียงไม่
พอใจ เขากระชับกระบี่และพุ่งตามออกไป เขาไม่ได้ฟังคำพูดของหลานอี
เลยซักนิด
“เจ้าเป็นเต่าหัวหดเช่นนั้นหรือ?” เจ้าไม่กล้าที่จะแข่งกันว่าผู้ใดจะ
สังหารสัตว์อสูรได้มากกว่าและเจ้ายังกลัวที่จะต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับ 4
อีกด้วย เพียงแค่วิ่งหนีเท่านั้น เจ้ายังเป็นชายอยู่หรือไม่?”
รูปแบบของกองทัพพังทลายและฝูงสัตว์อสูรก็หลั่งไหลกันเข้ามาได้
จำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเหตุใดหลินหมิงจึงเสียเวลากับ
ชายหนุ่มชุดเหลืองด้วยเล่า?
ในชั่วพริบตาเดียว สัตว์อสูรเหล่านั้นก็ได้ถูกกวาดล้างในทันที! ทหาร
ที่อยู่ใกล้ๆยังไม่มีเวลาที่จะได้ตอบสนองด้วยซ้ำ
หลังจากที่ได้จัการกับกับไป่หลัวเรียบร้อยแล้ว หลินหมิงก็ไม่จำเป็นที่
จะต้องปิดบังความแข็งแกร่งอีกต่อไป
การเคลื่อนไหวหอกเรียบง่ายยิ่ง แต่มันทำแววตาของหลานอีหดเล็ก
ลง นี่เป็นพลังที่เกินกว่านักสู้ขั้นผสานชีพจรจะมีได้ และสามารถเทียบได้
กับชายหนุ่มชุดเหลือง อย่างน้อยก็ไม่ห่างกันมาก
หลานอีไม่มีเวลาทันได้คิดว่ามันเป็นไปได้อย่างไรด้วยซ้ำ ทันใดนั้นสี
หน้าของนางก็ต้องขาวซีดในขณะที่มองเห็นชายหนุ่มชุดเหลืองกำลังพุ่ง
ปราณกระบี่หลายสิบเล่มไปยังแผ่นหลังของหลินหมิง สายลมเกิดคลื่น
กระจายออกไป!
“เจ้าหนู กล้าที่จะเมยเฉยต่อหน้าข้าเช่นนั้นหรือ?” ในขณะที่กำลัง
อยู่ในความคลุ้มคลั่ง ชายหนุ่มชุดเหลืองไม่ได้ยั้งมือเลยแม้แต่นิดเดียว
ปราณกระบี่เหล่านี้พุ่งไปยังจุดสำคัญของหลินหมิง หากโดนมันเข้า ก็
เพียงพอที่จะตัดเส้นชีพจรของหลินหมิงได้ และทำให้เขาจะได้รับบาดเจ็บ
และอาจถึงขั้นพิการ!
“น่าละอายยิ่ง! ไม่สนใจรักษาหน้าของตนเองเลยหรือ?” หลินหมิงสี
หน้าสลด ในตอนนี้สัตว์อสูรกำลังหลังไหลเข้ามา เขาไม่ยากที่จะต่อสู้กับ
ชายหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้ แต่ชายหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้กับหาเรื่องเขาครั้งแล้ว
ครั้งเล่าจนทำให้เขาหมดความอดทน
ปัง!
หอกถูกกวาดออกไปและปราณแท้สีครามกู่ร้อง มีเสียงเกิดขึ้นเพียง
เล็กน้อยในขณะที่ปราณกระบี่ทั้งหมดของชายหนุ่มชุดเหลืองได้ถูกทำลาย
แหลกเป็นเสี่ยงโดยหอกหลินหมิง