Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 329 ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ยอมรับ
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 329 ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ยอมรับ
ได้ยินคำกล่าวที่เหมือนประชดของจูผิง สีหน้าของหลินว่านซานจึง
กลายเป็นดูน่าเกลียดอย่างยิ่ง “จูผิง เจ้าต้องการที่จะกล่าวสิ่งใดกันแน่?”
มิใช่ว่าหลินหมิงนั้นกำลังออกไปสู้กับศัตรูอยู่หรอกหรือ?”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงแค่กล่าวในสิ่งที่ข้าเห็น จากเริ่ม
สงคราม เขาก็บุกตะลุยเข้าไปในฝูงสัตว์อสูรด้วยตัวคนเดียวและตอนนี้ก็
ผ่านมานานแล้วยังมิเห็นเงาของเขาเลยด้วยซ้ำ หากมิใช่เพราะผู้กล้าชุด
เหลืองนั้น กองทัพของเราอาจจะแตกไปแล้วก็เป็นได้”
ในขณะที่จูผิงกำลังกล่าวอยู่นี้ เขาก็มองไปยังสือหลินไคด้วยความดู
ถูก โดยปกติแล้วสือหลินไคไม่ถูกกับชายหนุ่มชุดเหลือง และเกือบจะต้อง
ต่อสู้กัน สำหรับจูผิง เขานั้นเคารพและต้องการให้ชายชุดเหลืองอยู่ใน
เมืองใบหม่อนสีเขียวต่อไป หากมิได้เขาช่วยเหลือ ผู้ใดจะรู้ว่าการต่อสู้ใน
วันนี้จะเป็นเช่นไร
สือหลินไคถอยออกมาจากสนามรบเพียงเพื่อต้องการที่จะพักแต่กลับ
ได้ยินคำกล่าวของจูผิงเช่นนี้ ใบหน้าจึงกลายเป็นแดงก่ำและกล่าวออกมา
ว่า “คนแซ่จู เจ้าต้องการที่จะกล่าวสิ่งใดกันแน่!?”
“มีอะไรหรือ? หรือว่าผู้นำพรรคสือเห็นต่างจากข้า? หากเจ้าต่อสู้กับ
ผู้กล้าชุดเหลือง ท่านคิดว่าจะเอาชนะเขาได้เช่นนั้นหรือ?”
สือหลินไคชะงัก เขาไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ หากเขาต่อสู้กับชายหนุ่ม
ชุดเหลืองจริง เขาคงเป็นฝ่ายถูกจัดการอย่างหนักและอาจถึงตายเลยก็
เป็นได้
ในขณะที่หลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ชายชุดเหลืองก็กำลังต่อสู้
อยู่กับสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 ทั้ง 2 ตัว
พวกมันทั้งสองคือหมาป่าวายุวิบัติสองหัว สัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 ที่มี
ความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง พวกมันได้ช่วยโจมตีชายหนุ่มชุดเหลืองจากทั้ง
ซ้ายและขวา แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็ยังมิใช่คู่มือของชายชุดเหลือง ในการ
ฟันไม่กี่กระบวนท่า หมาป่าวายุวิบัติสองหัวก็ได้กลายเป็นแอ่งโลหิตเสีย
แล้ว
“ร้ายกาจยิ่งนัก!”
หลินว่านซานช่วยไม่ได้ที่จะต้องยอมรับว่าชายหนุ่มชุดเหลืองผู้นี้แข่ง
แกร่งอย่างแท้จริง เขายังคงยืนหยัดสังหารอยู่เพียงฝ่ายเดียวมานานมาก
แล้ว สังหารเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายไปหลายพันตัว และดูเหมือนว่าปราณแท้
ของเขาจะถูกใช้ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่สำหรับเขา จวงฝาน สือหลินไคและคนอื่นๆนั้นต่อสู้เพียงแค่หนึ่ง
ในสี่ชั่วโมงและปราณแท้ของพวกเขาก็แทบจะเหือดแห่งไปเสียแล้ว พวก
เขาจึงจำเป็นที่จะต้องถอยกลับมายังค่ายพักและฟื้นคืนพลัง
หากรวมกันพวกเขาสามารถสังหารเหล่าสัตว์อสูรดุร้ายไปได้ 200-
300 ตัว มีจำนวนเพียงแค่เศษเสี้ยวของจำนวนที่ชายหนุ่มชุดเหลืองได้
สังหารไป ความแตกต่างนี้มีมากจนเกินไป
สายตาของหลินว่านซานละจากชายหนุ่มชุดเหลืองไป เขามอง
ออกไปยังบริเวณที่หลินหมิงได้จากไป หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
หลินหมิงไปอยู่ที่ใดกันแน่? ผ่านไปเพียงแค่ 2-3 ส่วนชั่วโมง แต่เขาก็ยัง
ไม่ได้ข่าวคราวของหลินหมิงเลย แล้วยังมีสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่เกิดขึ้นเมื่อ
ครู่นั่นอีก แล้วเหตุใดจึงมีสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์เกิดในในสภาพอากาศ
แจ่มใสเพียงนี้ได้เล่า?
เมื่อเห็นสีหน้าวิตกกังวลของหลินว่านซาน จวงฝานจึงว่าขึ้นว่า “ตา
แก่หลิน อย่ากังวลไปเลย ทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไร” ตระกูลหลินและ
ตระกูลจวงนั้นมีความสัมพันธ์อันดีในการร่วมมือทางธุรกิจจึงห่วงใยกัน
และกัน
สือหลินไคได้กล่าวเสริมว่า “วีรบุรุษหลินนั้นแข็งแกร่งอย่างมากไม่มี
สิ่งใดที่ต้องกังวล ต่อให้เขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับ 4 หลายตัวก็
ตามที พวกมันก็ยังมิใช่คู่มือของเขา และด้วยความรวดเร็วของวีรบุรุษ
หลิน เขาสามารถที่จะล่าถ่อยได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เขารวดเร็วยิ่งกว่าสัตว์
อสูรดุร้ายเหล่านั้นนัก”
ได้ยินหลายคนกล่าวเช่นนี้ จูผิงจึงได้แต่ไม่พอใจอย่างเงียบๆ สัตว์
อสูรดุร้ายระดับ 4 เช่นนั้นหรือ? หากเขาต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรดุร้าย
ระดับ 4 และยังถูกโจมตีโดยผู้เชี่ยวชาญคนนั้นพร้อมกันล่ะ?
ความแข็งแกร่งของชายชราผู้นั้นอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
กล่าวไม่ผิดที่ว่าหลินหมิงนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มาจากสำนักใหญ่ แต่ชาย
ชราผู้นั้นเองก็เช่นกัน!
ไม่เพียงแค่นั้น ชายชราผู้นั้นเชี่ยวชาญในด้านการลอบโจมตีและ
ปิดบังตัวตน มีทักษะเหล่านั้น – และยังเป็นนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
ปลายเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มขั้นผสานชีพจรช่วงกลางอีกด้วย – หลินหมิง
จะต้องถูกสังหารท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้แน่นอน หากแม้หลินหมิง
นั้นได้ซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ เขาก็คงไม่อาจที่จะป้องกันการโจมตีจาก
นักสู้ระดับสูงได้อยู่ดี!
ถึงแม้จะรู้จักชายชราผู้นั้นได้ไม่นาน จูผิงก็ยังคิดว่าชายชราผู้นั้นทำ
สิ่งใดด้วยความรอบครอบและระมัดระวังอย่างยิ่ง เขาคงไม่กล้าที่จะทำอัน
ใดที่เสี่ยงเด็ดขาด หากชายชรากล่าวว่าตนมีโอกาสที่จะทำสำเร็จ 70-
80% ก็คงจะไม่ผิด!
เมื่อคิดถึงว่าหลินหมิงได้ตายไปในคืนนี้ จูผิงก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่าง
มาก ‘รอก่อนเถอะ ความโชคดีของตระกูลหลินกำลังจะมาถึงจุดจบแล้ว
ตราบใดที่หลินหมิงตายและองค์ชายสิบได้ขึ้นครองบัลลังก์ ตระกูลจูจะ
จัดหาผู้ที่จะเป็นจักพรรดินีให้สมรสกับองค์ชายสิบ จากนั้น ตระกูลตระกูล
จูก็จะกลายเป็นหนึ่งในสามตระกูลระดับสูงของอาณาจักรลิขิตฟ้า ส่วน
หลินหมิงนั้นก็จะกลายเป็นเพียงแค่อดีต!’
เมื่อคิดถึงอนาคตที่รุ่งเรื่องรอตระกูลจูอยู่ จูผิงเหมือนจมอยู่ในโลก
ของแฟนตาซี ช่วยไม่ได้ที่เขาจะยิ้มแย้มแจ่มใสออกมาเช่นนี้พร้อมทั้ง
กล่าวออกมาว่า “แน่นอนว่าวีรบุรุษหลินนั้นรวดเร็ว แต่บางครั้งในสนาม
รบก็ไม่อาจจะเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ หากเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นมา
ความตายนั้นก็จะไม่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจเท่านั้น ผู้ที่ทรงคุณธรรมเช่น
วีรบุรุษหลินนั้นจะต้องได้รับพรจากสวรรค์ เช่นนั้นเขาจะต้องกลับมา
อย่างปลอดภัย แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น น้องว่าซานควรจะเตรียมใจเอาไว้
…”
หลินว่าซานนั้นโกรธอย่างมาก ความโกรธของเขากำลังจะระเบิด
ออก แต่ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียง “หึม” ที่ดังสนั่นและเย็นชาเปล่ง
ออกมาก้องอยู่ในอากาศ ราวกับมีเสียงฟ้าร้องเกิดขึ้นใกล้กับหูของพวก
เขา เมื่อจูผิงได้ยินเสียงนี้ เขารู้สึกว่าทั่วทั้งร่างของเขากำลังสั่น ใบหน้า
ขาวซีดและถอยหลังไปหลายก้าว โลหิตทั่วร่างปั่นป่วนอย่างรุนแรง และ
เกือบจะบาดเจ็บจากภายใน
“ผู้บัญชาการจู ข้าต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”
ในกองทัพมีบางอย่างโผล่ออกมาจาดเงามืด มือของหอกกำลังถือ
หอกสีม่วง เงานี้ก็คือหลินหมิง
ในตอนนั้นเอง ใบหน้าของจูผิงไร้ซึ่งเลือดฝาด!
ไม่…. เป็นไปไม่ได้… มิใช่ว่าชายชราผู้นั้นกล่าวว่าจะไปสังหารหลินห
มิงเช่นนั้นหรือ?
หรืออาจหมายความว่าหลินหมิงได้จัดการสังหารชายชราผู้นั้นไปแล้ว
หรือ?
ไม่ มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ชายชราผู้นั้นเป็นถึง
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายและยังเป็นนักสู้ที่มาจากสำนักใหญ่อีกด้วย
หากมองดูจากจุดนี้ อาจกล่าวได้ว่าต่อให้หลินหมิงสามารถที่จะเอาชนะ
ชายชราได้จริง มันก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่บาดเจ็บเลย
แล้วชายชราผู้นั้นไปอยู่ที่ใดกัน? หากฟังจากสิ่งที่แฝงอยู่ในคำกล่าว
ของหลินหมิงเมื่อครู่ เขาก็พอจะเดาได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น!
เมื่อเห็นจูผิงหวาดกลัวและมีสีหน้าตกใจ หลินหมิงจึงยิ้มจางๆและ
กล่าวว่า “ผู้บัญชาการจู ดูเหมือนว่าท่านจะกังวลเกี่ยวกับการกลับมาด้วย
ปลอดภัยของข้ายิ่งนัก ข้าดูน่าหวาดกลัวกว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นหรือ?”
หลินหมิงยิ้ม แต่ดวงตาของเขาเย็นชาและไร้ความปราณี พร้อมทั้งมี
จิตสังหารที่รุนแรงปล่อยออกมา จูผิงรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ ก่อน
หน้านี้ หลินหมิงให้ความรู้สึกถึงความน่าประทับใจแบบเด็กหนุ่มและไร้ซึ้ง
ความอันตราย ความจริงแล้วดูเหมือนจะเป็นคนที่รังแกได้อย่างง่ายดาย
นี่เป็นสิ่งที่หลินหมิงได้มาจากการเติบโตมาในเมืองใบหม่อนสีเขียวแห่งนี้
มา 15 ปี ภาพลักษณ์เหล่านี้ล้วนฝังอยู่ในจิตใจของผู้คนและยากที่จะ
เปลี่ยน
ถึงแม้จูผิงจะหวาดกลัวสถานะของหลินหมิง แต่ด้วยการสนับสนุน
ของชายชราผู้นั้น เขาจึงมักจะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ลงหลุมไปครึ่งก้าวแล้ว
ถึงแม้เขาจะกล่าวกับหลินหมิงด้วยความเคารพเสมอ แต่ในจิตใจของเขา
กลับไม่ได้หวาดกลัวหลินหมิงเลย
แต่ในตอนนี้ เผชิญหน้ากับสายตาอันเลือดเย็นของหลินหมิง จูผิงรู้สึก
เหมือนจิตวิญญาณได้ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ มีพลังที่มองไม่เห็นกดทับลงมาที่เขา
จนทำให้ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็น!
ในตอนนี้ เขาหวาดกลัวหลินหมิงที่ไร้ซึ่งวี่แววของเด็กหนุ่มที่ใส่ซื่อ
และถูกรังแกได้ง่าย แต่กลับมองเห็นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่กุมชีวิตของคน
ธรรมดาเอาไว้ในมือ!
จูผิงอ้าปากค้างและพยายามฝืนยิ้มและกล่าวว่า “วีรบุรุษหลิน ได้
โปรดอย่าล้อข้าเล่นเลย… ในเมื่อวีรบุรุษหลินนั้นได้กลับมาอย่างปลอดภัย
แน่นอนว่าข้านั้นจะต้องมีความสุข เมื่อมีวีรบุรุษหลินอยู่ที่นี่ การปกป้อง
เมืองใบหม่อนสีเขียวก็จะง่ายขึ้นอย่างยิ่ง”
“โอ้? เป็นเช่นนี้เองหรือ? ฮ่าฮ่า…” หลินหมิงยังคงยิ้มอย่างสดใส แต่
รอยยิ้มนั้นทำให้จูผิงต้องกลืนน้ำลาย มันเป็นแรงกดดันที่มาจากความ
แข็งแกร่งล้วนๆ
‘ใจเย็นเข้าไว้… ต้องใจเย็นเข้าไว้…’ จูผิงพยายามย้ำกับตัวเอง ต่อให้
การลอบโจมตีของชายชราล้มเหลว หลินหมิงก็คงมิอาจรู้ถึงความ
เกี่ยวข้องกับเขา อย่างมาก เขาก็ทำได้เพียงแค่เดาโดยไร้หลักฐานใดๆ
จูผิงปรอบใจตนเองด้วยความคิดเช่นนี้ สิ่งที่เขาไม่ได้ตระหนัก – หรือ
เขาไม่ต้องการที่จะตระหนักถึงมัน – คือเรื่องหลักฐานต่างและกฎเหล่านี้
ใช้สำหรับคนสองคนที่มีสถานะใกล้เคียงกันได้เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น นัก
สู้ระดับสูงจากสำนักใหญ่กล่าวหานักสู้ระดับสู้อีกคนที่มีระดับเดียวกัน
แต่สำหรับผู้ที่มีสถานะต่างกันอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หลินหมิง
และจูผิง ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้หลักฐานใดๆด้วยซ้ำ คำกล่าวของหลินหมิ
งคือหลักฐานที่หนักแน่น คำกล่าวของเขาเป็นกฎ!
ในตอนนั้นเอง หลินหมิงในยินเสียงที่น่ารื่นรมย์ “บางทีท่านคือ
วีรบุรุษหลินหมิงใช่หรือไม่? ข้ามีนามว่าหลานอี ข้าขอคารวะท่าน”
หลินหมิงหันหน้าและพบกับผู้ว่าที่กล่าวออกมานั้นเป็นหญิงสาวชุด
ขาวจากสำนักคว้าจันทร์
หลังจากที่ได้มาถึงเมืองใบหม่อนสีเขียว นางก็ได้อาบน้ำและเป็นไป
ใส่ชุดที่ทำจากไหมหิมะ นางมีความงดงามของสาวเต็มไว ชุดของนางตัด
ให้เหมาะกับร่างกาย จึงทำให้มองเห็นข้อมือที่บอบบางของนาง รูปลักษณ์
ของนางจึงดูงดงามและบอบบาง มันง่ายที่จะตกอยู่ในฝันกลางวันขณะที่
จ้องมองนาง
หลานอีหรือ?
หลินหมิงนั้นมีความทรงจำที่ดีอย่างมาก เขานึกย้อนในความทรงจำ
เพียงชั่วครู่แต่ก็จำไม่ได้ว่ามีรายชื่อนี้ในรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการฝึกฝน
อัจฉริยะเลย
อายุเพียง 18-19 ปีและอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรแต่กลับ
ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกฝนอัจฉริยะ? หรือไม่ นางอาจจะไม่ได้ใช้ชื่อจริงก็
เป็นได้?
หลินหมิงเพียงแค่สงสัยตามปกติเท่านั้น เขาได้คารวะนางตอบ
“เช่นนั้นนี่ก็คือแม่นางหลานนั้นเอง ดีใจอย่างยิ่งที่ได้พบท่าน”
หลานอียิ้มตอบกับบางๆ “วีรบุรุษหลิน เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ ทางใต้มี
สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ปรากฎขึ้น ข้าสงสัยว่าวีรบุรุษหลินได้เป็นพยานเห็น
มันกับตาหรือไม่?”
ในขณะที่หลานอีกล่าวถาม ดวงตาอันงดงามของนางเบิกกว้าง เมื่อ
การประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการฝึกฝนอัจฉริยะ นางมิได้ไปยังหุบ
เขาแก่นแท้ แต่นางก็ได้ยินข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับหลินหมิง นางได้ยินมาว่า
เขานั้นอายุเพียง 16 ปีแต่ก็มีระดับการบ่มเพาะที่อยู่ในขั้นผสานชีพจรช่วง
ต้น แต่ในความเป็นจริงเขากลับสามารถเอาชนะอัจฉริยะผู้ที่อยู่ใน
จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรได้ และยังกล่าวอีกว่าเขาเป็นนักสู้ธาตุ
จำเพาะสายฟ้าที่มีความสามารถในการผสานระดับสูง ทั้งยังสามารถ
ควบคุมอาวุธสายฟ้าที่ทรงพลังได้อีกเช่นกัน
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของนางเองก็มีนามว่าหลินหมิง และอายุของ
เขาดูเหมือนจะราวๆ 16 ปี อย่างไรด็ตาม ระดับการบ่มเพราะของเขานั้น
อยู่ในขึ้นผสานชีพจรช่วงกลาง สูงกว่าหลินหมิงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
เล็กน้อย แต่หากหลินหมิงเพิ่งจะทะลวงระดับขึ้นมาได้ มันก็สมเหตุสมผล
ความคล้ายคลึงกันเช่นนี้จึงดึงดูดจิตใจของหลานอีเป็นอย่างมาก
ทัณฑ์สายฟ้าแห่งสวรรค์ก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจากหลินหมิงหรือไม่? เขาเป็น
หัวหน้าศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ที่
ถูกประเมินโดยเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วยหรือ? เป็น
หลินหมิงผู้นั้นจริงหรือไม่?
นางเพิ่งมายังเมืองนี้ แต่ก็ได้พบกลับตำนานของเหล่าอัจฉริยะจากทั้ง
19 สำนักระดับ 3 แต่สถานะการณ์ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างแปลก
ประหลาด
หลานอีไม่ได้หวังไว้สูงมากนักว่าจะเป็นจริง นางเพียงแค่คิดว่ามัน
อาจเป็นไปได้เท่านั้น หากเขาเป็นหลินหมิงผู้นั้นจริง… เช่นนั้นเขาก็อาจจะ
ช่วยนางเติมเต็มสิ่งที่นางปราถนาได้…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลานอีจึงยิ้มกว้าง พยายามที่ทำตัวเป็นมิตร แต่นาง
ไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน เช่นนั้นมันจึงเป็นเรื่องน่าอึดอัดสำหรับนางอยู่
ไม่น้อย
หลินหมิงสังเกตเห็นหลานอียิ้มหวานและสงสัยเล็กน้อย เขานั้น
ประทับใจหญิงสาวชุดขาวที่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นมากกว่า แน่นอนว่า มัน
มีเหตุผล ไม่กี่วันก่อนสำนักของนางได้ถูกทำลายพร้อมกับเหล่าผู้คนที่นาง
รู้จัก เช่นนั้นนางจึงอยู่ในอารมณ์ที่หดหู่ แต่เหตุใดจู่ๆนางก็ยิ้มสดใสให้กับ
เขากัน?
หลินหมิงผงกศรีษะและกล่าวว่า “ข้าเห็นสายฟ้าทันฑ์สวรรค์จริง มี
อันใดหรือไม่? แม่นางหลานคิดว่าสายฟ้าทันฑ์สวรรค์นั้นเป็นสมบัติที่
อยากจะพบเห็นซักครั้งในโลกเช่นนั้นหรือ?”
…….
ในขณะที่หลินหมิงกล่าว ชายหนุ่มชุดเหลืองก็ได้แสดงเคล็ดวิชาที่น่า
ตกตะลึงในสนามรบและสังหารหมาป่าวายุวิบัติสองหัว เหล่าทหารจึงพา
กันส่งเสียงเชียร์ดังปานฟ้าผ่า
ชายหนุ่มชุดเหลืองชอบความรู้สึกเช่นนี้มาก เขาเติบโตขึ้นภายใน
สำนักคว้าจันทร์และไม่ได้รู้สึกว่าตนเองสำคัญอันใดนัก มิต้องกล่าวถึงการ
ได้รับเสียงเชียร์เช่นนี้เลย
เขาถอยกลับมาชำเลืองมองไปยังค่ายพัก ดวงตาเต็มไปด้วยความ
สงสัย ชายหนุ่มชุดเหลืองต้องการที่จะดูว่าศิษย์น้องหญิงได้เฝ้ามองดูเขา
สังหารสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 4 ด้วยเคล็ดวิชากระบี่และความองอาจของ
เขา อย่างไรก็ตาม เขากับได้เห็นหลานอียืนอยู่ข้างหลินหมิงและมีรอยยิ้ม
ที่สดใสบนใบหน้าของนางราวกับว่านางดีใจอย่างยิ่งที่ได้สนทนากับเขา
นางมิได้เหลียวมองเขาเลยซักนิด…