Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 336 แบ่งปันข้อมูล
“หากความรู้สึกของข้าไม่ผิดบนเจ้าปีกสีทองนั้น ไม่เพียงแค่นางที่นั่ง
อยู่บนเจ้าตัวปีกสีทองนั่น” ภายในนั้นมีชายประมาณ 5 ถึง 6 คน ชายร่าง
เล็กหน้าตาธรรมดาๆกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำและไม่พอใจ ดวงตามันวาวของ
เขาได้สาดประกายในขณะที่เขาได้มองไปยังบริเวณค่ายพัก
ปีกสีทองที่ชายคนนั้นพูดถึงนั้นคืออินทรีวายุสวรรค์ปีกทอง
ในดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้นั้นกว้างใหญ่ไพศาล บางคนที่ได้
ออกจากสำนักคว้าจันทร์ เส้นขอบฟ้านั้นกว้างใหญ่ ทางใต้นั้นเป็นบริเวณ
ที่ซับซ้อนในบริเวณเขตป่าไพศาลทางใต้ ถ้าบางคนต้องการที่จะหนี
ออกไปจากบริเวณป่าไพศาลทางใต้แห่งนี้ พวกเขาสามารถซ่อนตัวกับชน
เผ่าเล็กๆได้ หากคนที่หาไม่มีวิธีการค้นหาด้วยวิธีแบบพิเศษนั้น มัน
เหมือนกับว่าการที่พวกเขากำลังหาใครสักคนนั้นจะราวกับการงมเข็มใน
มหาสมุทร
คนกลุ่มนี้ทั้งหมดได้ออกมาตามทางเดียวกันกับโจวซินอวี่ ชายร่าง
เล็กที่เป็นเจ้าของอินทรีวายุสวรรค์ปีกทอง แม้ว่าเขาจะอ่อนแอ เขาก็ได้
เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่พิเศษที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ เพื่อ
หลีกเลี่ยงที่จะสูญเสียอินทรีวายุสวรรค์ไป เขาได้พัฒนาความสัมพันธ์
พิเศษกับมันขึ้นและทำให้สามารถสัมผัสสิ่งต่างๆได้ในระยะหลายแสนลี้
คนเหล่านี้ทั้งหมดคือผู้รอดชีวิตจากสำนักคว้าจันทร์ เขาได้พบกับ
ชายร่างเล็กคนนี้และใช้เขาเป็นคนนำทาง พวกเขาได้ข้ามภูเขาและแม่น้ำ
ขณะนี้กำลังข้ามบริเวณเขตป่าไพศาลทางใต้ และทุกทรมานกับการพบ
เจอสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนตลอดทาง ในตอนนี้พวกเขาก็ไล่ตามโจวซินอวี่ได้
แล้ว
“ฮี่ฮี่… ข้าไม่คิดว่านางจะซ่อนอยู่ในเมืองมนุษย์” ชายคนที่สวมหมวก
ไม้ไผ่ได้เลียที่ริมฝีปากของตน มันดูเหมือนว่าเขาจะตื่นเต้นอย่างมาก
“ท่านลุงสอง แม้ว่าการบ่มเพาะของเด็กผู้หญิงคนนี้จะอยู่ที่จุดสูงสุด
ของขั้นผสานชีพจรแล้ว แต่นางอาจจะซ่อนไพ่ตายไว้ใช้ยามหลบหนี
นอกจากนี้ยังมีผู้คนมากมายในบริเวณค่ายพัก เมื่อเกิดความวุ่นวายขึ้น
มันจะง่ายต่อการสูญเสียนาง อย่างแรกนั้น ข้าควรที่จะวางรูปแบบกักกัน
ไว้ แม้ว่านางจะมีปีกนางก็มิอาจหนีออกไปได้”
“แค่ก แค่ก…” ชายวัยกลางคนที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยหมอกสีดำกำลังไอ
อยู่ ใบหน้าของเขาเป็นสีเทาผิดปกติ เห็นได้ชัดเลยว่าเขานั้นได้รับบาดเจ็บ
“เราจะเข้าไปจัดการกับพวกมนุษย์อย่างไรหรือ?” ชายที่ถูกเรียกว่า
ลุงสองกล่าวถาม
“ถ้าพวกเราสามารถจับโจวซินอวี่สำเร็จโดยไม่มีความลับใดๆรั่ว
ออกไป เราก็จะสามารถถอยกลับไปได้ หลังจากที่ทั้งหมดนี้เป็นพื้นที่ของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ถ้าเราฆ่าผู้คนไปมากมายที่นี่ก็จะสร้างความลำบากให้
พวกเรามากเกินไป แต่ถ้าความลับถูกเปิดเผยเราก็จะไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากจะฆ่าพวกมันทั้งหมดและกล่าวโทษสัตว์อสูรแทน ฝูงสัตว์อสูรได้
ก่อให้เกิดความหายนะในทุกๆที่ในช่วงวันเวลาที่ผ่านมา การที่ทหารนับ
พันจะหายตัวไปนั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ” ชายสวมหมวกไม้ไผ่กล่าวด้วย
น้ำเสียงที่เยือกเย็นและราบเรียบ นักสู้ในสำนักใหญ่ต่างๆ ชีวิตของปุถุชน
นับพันนั้นมันเหมือนจะไม่มีอะไรเลย
“ดี เช่นนั้นพวกเราจะทำตามที่เจ้ากล่าว” ในขณะที่ลุงสองกำลังพูด
นั้น เขาได้นำแผ่นผนึกค่ายกลขึ้นมาเพื่อเตรียมการสร้างค่ายกล โดยคน
อื่นๆต่างช่วยเขา การสร้างค่ายกลนี้นั้นไม่ได้ซับซ้อนมากเกินไป มันเพียง
สามารถถ่วงเวลาไว้ได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็เพียงพอที่จะหยุดโจวซินอวี่และ
จับนางได้
การสร้างค่ายกลนี้มีความสามารถเพิ่มเติม และนั่นก็คือการกักขัง
เหล่าผู้คนไม่ให้สามารถหลบหนีไปได้ ในเมื่อพวกเขาเป็นคนของสำนัก
คว้าจันทร์ การที่จะสังหารปุถุชนในพื้นที่ของสำนักเจ็ดแก่นแท้นั้นก็มี
ปัญหาตามมาอย่างมาก
ขณะที่ชายสวมหมวกไม้ไผ่กำลังกางค่ายกลทีละขั้นนั้น เขาได้ถอด
หมวกออกมาเผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหล่าและมีเพียงดวงตาของเขาซึ่ง
มันเต็มไปด้วยความโกรธและโหดเหี้ยม เขาได้หัวเราะเยาะตัวเองว่า
“ท่านลุงฉุ่ยเยว่ ท่านช่างลำเอียงและโหดเหี้ยม ตอนนี้อย่าตำหนิข้า หวง
ซานผิงที่ไร้หัวใจ”
ในตอนกลางคืนมีแสงจากดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้า หลินหมิง
กำลังนั่งสมาธิอยู่ในที่พักของเขาและใช้หินลมปราณระดับกลางเพื่อฟื้นฟู
ความแข็งแกร่งของเขา
ในเวลานี้หลินหมิงหยิบแผ่นหยกที่ไป่หลัวทิ้งไว้ เขาได้พยายามทำ
ความเข้าใจกับเคล็ดวิชาบนแผ่นหยกและพบว่ามันไม่ยากที่เขาจะฝึกฝน
เขาเกือบจะเข้าสู่สภาวะเจตจำนงแห่งการต่อสู้บริสุทธิ์และคิด
เกี่ยวกับเนื้อหาบนแผ่นหยกนั้น ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมา
กวนใจเขา “ฮึ?”
หลินหมิงค่อยๆลุกขึ้นไปจากเตียงอย่างเงียบๆ และขยับไปทาง
หน้าต่างของที่พักเหมือนแมวที่มีความคล่องแคล่ว เขาดึงผ้าม่านออกแล้ว
มองออกไปเห็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวสีน้ำเงินและเนินเขาทมิฬที่ไร้
สิ้นสุด เขาไม่ได้เห็นอะไรแตกต่างออกไป แต่เขาได้ตรวจพบปราณแท้ที่
ผันผวนอยู่เมื่อครู่
มีบางคนกำลังซุ่มอยู่
สีหน้าของหลินหมิงสลดลง ในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะจัดการกับ
พวกมันอย่างไร ในขณะนั้น เขาได้เห็นภาพเงาของคนสี่คนที่กำลังนั่งอยู่
บนอินทรีวายุสวรรค์ปีกทองสองตัวในระยะไกลกำลังบินไปยังที่ค่าย
กองทัพอย่างช้าๆ
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลและมีแสงสลัวๆ หลินหมิงก็สามารถเห็น
ได้ชัดทุกคน พวกเขาแต่งกายไม่ปกติและเสื้อผ้าของพวกเขาก็ปกคลุมไป
ด้วยฝุ่น เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้เดินทางมาเป็นเวลานานและเหน็ดเหนื่อย
เป็นอย่างมาก
ในสี่คนนี้ สองคนในนั้นอยู่ในขั้นผสานชีพจรและอีกสองคนนั้นอยู่ใน
ขั้นปราณต้นฟ้า แต่หนึ่งในนั้น ชายวัยกลางคนที่มีร่างกายปกคลุมด้วย
ความมืดเป็นที่น่าตกใจอยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า ไม่ไกลจากขั้น
ปราณปลายฟ้านัก!
เมื่อเห็นเช่นนั้น ท่าทางของหลินหลินก็เปลี่ยนไป มองไปที่ความ
หนาแน่นของปราณแท้ของพวกเขา พวกเขาดูเหมือนกับเป็นนักสู้จาก
สำนัก หลินหมิงในขณะนี้นั้นไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้กับนักสู้ที่อยู่ในจุดสูงสุด
ของขั้นปราณต้นฟ้าได้
ในขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้ หนึ่งในนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าได้หยิบ
ลูกปัดสีม่วงออกมาจากแหวนมิติของเขาและโยนมันขึ้นบนท้องฟ้าโดยไม่
ลังเล
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น ราวกับฟ้าผ่าลงมาบนโลกและคลื่นช็อคกระจา
ยออกไปเกิดสายลมที่รุงแรงมหาศาล อาวุธทุกชนิด เสื้อผ้า อาหาร เครื่อง
นอนและข้าวของปลิ้วขึ้นไปตามสายลม ทหารหลายสิบนายได้ตื่นอย่าง
รวดเร็วจากคลื่นช็อคและกระเด็นไปกองบนพื้น เกิดรอยฟกช้ำดำเขียว
และร้องออกมาความเจ็บปวด
ค่ายกองทัพตกอยู่ในความโกลาหลทันที ทหารหลายคนคาดว่าฝูง
สัตว์อสูรจะกลับมาอีกครั้งและพวกเขาก็ได้รีบคว้าอาวุธและรีบวิ่งออกไป
ต่อสู้กับฝูงอสูร กับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นของสัตว์อสูรนั้น ทำให้ทหารหลาย
นายไม่ได้นำเกราะของพวกเขาออกมาด้วย ด้วยความเร่งรีบหลายคนนั้น
ได้หยิบอาวุธมาผิด สวมรองเท้าผิดคู่หรือสวมหมวกผิด
หลังจากที่ฝูงสัตว์อสูรรอบที่สองถูกขับไล่ออกไป โจวซินอวี่ได้อยู่ใน
ค่ายพักเพราะนางต้องการที่จะพูดคุยกับหลินหมิงมากกว่านี้ ขณะที่นาง
ได้ยินเสียงดังสนั่นนั้น นางได้แต่งตัวอย่างรวดเร็วและออกมาจากที่พัก
นางได้มองออกไปบนท้องฟ้าและนั่นทำให้นางตะลึงทันที
“หวงซานผิง ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?” โจวซินอวี่สับสนอยู่ชั่วครู่ หวง
ซานผิงนั้นเป็นอัจฉริยะอีกคนของจากสำนักคว้าจันทร์ที่ได้รับเลือกให้เข้า
ร่วมโครงการฝึกฝนอัจฉริยะของเกาะฟินิกส์ศักดิ์สิทธิ์ เขายังไม่ตายอีก
หรือ? เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่กับลุงสองหวงซีฉวน พวกเขากำลังหาตัวนาง
อยู่เช่นนั้นหรือ?
ขณะที่นางกำลังคิดถึงเหตุผลที่เป็นไปได้นั้น โจวซินอวี่ดูเหมือนจะ
ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างและนั่นทำให้การแสดงออกของนางเปลี่ยนไป
“แย่แล้ว!”
นางตัวสั่นราวกับกระรอกและรีบถอยกลับมายังเต็นท์ของนาง
ใบหน้าของนางกลายเป็นไร้เลือดฝาด
แม้ว่าโจวซินอวี่จะเติบโตขึ้นที่สำนักคว้าจันทร์ตั้งแต่วัยเด็กและไม่มี
ประสบการณ์เกี่ยวกับโลกใบนี้ แต่นางนั้นก็ไม่ใช่คนโง่ นางไม่คิดว่าหวง
ซานผิงมาที่นี่เพื่อหาสาวกที่หายไปจากสำนักคว้าจันทร์เพื่อที่จะสร้าง
สำนักขึ้นมาใหม่ด้วยกัน หวงซานผิงจะต้องรู้อยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย
ของนางและต้องการสมบัติของอาจารย์ของนางมาเป็นเวลานาน
“ข้าควรจะทำเช่นไรดี?”
โจวซินอวี่ได้ตื่นตระหนก นางไม่รู้ว่าทำไมหวงซานผิงถึงยังไม่ตาย
หรือทำไมเขารู้ได้ว่าสมบัติอะไรที่นางครอบครองอยู่หรือว่าเขาไล่ตามนาง
มาตลอดทางจนถึงเมืองใบหม่อนสีเขียว แต่สิ่งที่นางรู้นั่นคือชายที่อยู่กับ
หวงซานผิงคือลุงสองจากสำนักคว้าจันทร์ที่เป็นผู้อาวุโสศิษย์สายนอกและ
ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เพียงแค่อีกก้าวเดียวจะก้าวเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
ตัวตนระดับเขาสามารถที่จะสังหารนางโดยใช้เพียงแค่ไม่กี่นิ้ว
โจวซินอวี่ได้กัดริมฝีปากและรีบเปลี่ยนชุดสีดำ นางได้ค่อยๆจับปลาย
เต็นท์และต้องการที่จะปะปนไปกับฝูงชนที่กำลังโกลาหลอยู่นี้ สำหรับนาง
นี่เป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้
“ผู้ใดเป็นหัวหน้าที่นี่!” หวงซานผิงได้ตะโกนเสียงดังขึ้นมาในใน
ขณะที่เขากำลังเหลือบมองฝูงชนที่อยู่ด้านล่างของเขาด้วยท่าทางรังเกียจ
คนที่รับผิดชอบคือจูผิงแต่เขาเพิ่งจะโดนฆ่าไปไม่กี่ชั่วยามโดยหลินห
มิงโดยไม่เหลือร่องลอยใดๆ เหล่าทหารที่มีหน้าที่ปกป้องเจ้านายของตน
นั้นไม่ทราบและคิดเพียงว่าเจ้านายของตนได้หายตัวไปที่ไหนสักแห่ง
แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าทำไมหรือเขากำลังทำอะไรอยู่ ในเวลานี้บริเวณ
ค่ายกองทัพทั้งหมดตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายกับจูผิงที่ตายโดยไม่มีใคร
รู้
อย่างไรก็ตาม ด้วยเสียงตะโกนนี้ เหล่าทหารได้ตระหนักอย่าง
รวดเร็วว่าฝูงสัตว์อสูรยังไม่มา เช่นนี้ก็ทำให้พวกเขาสงบลง
ในเมื่อจูผิงไม่อยู่ หลินว่านซานได้เดินออกมา ในขณะที่เขาได้เห็น
ระดับการบ่มเพาะของคนที่อยู่บนฟ้าทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน ถ้าคน
เหล่านี้มาที่นี่ด้วยความตั้งใจที่ไม่ดี… และที่แน่ๆ หนี่งในพวกเขาเป็นนักสู้
ที่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
เขาผสานมือคารวะและกล่าวออกไปว่า “ข้าสงสัยว่ามีสิ่งที่ทำให้
เหล่าท่านผู้เชี่ยวชาญมายังที่แห่งนี้เช่นนั้นหรือ?”
“เจ้ามีหญิงสาวที่ขี่อินทรีวายุสวรรค์ปีกสีทองมาที่นี่ นางอยู่ที่ใด?”
ขณะที่หวงซานผิงกล่าว เขาได้ชี้ไปที่มุมหนึ่งบริเวณค่ายพักที่อินทรีวายุ
สวรรค์กำลังหมอบอยู่
ดวงตาของหลินว่านซานเบิกกว้างขึ้น คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มี
เจตนาที่ดีในการค้นหาหลานอี อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวก
เขาและเขาไม่ต้องการที่จะเอาตนเองไปเสี่ยงอันตรายเพื่อหลานอี
หลินว่านซานกำลังจะบอกว่าหลายอีอยู่ที่ไหน เมื่อจู่ๆลุงสองของหวง
ซานผิงลุกขึ้น เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า” ทางนั่น นางเพิ่งสัมผัสกับค่ายกล
ของข้าที่วางไว้”
“เฮ้! เจ้าคิดว่าจะหนีไปได้หรือ?” หวงซานผิงเลียริมฝีปากของเขา
และสั่งอินทรีสวรรค์ของเขาตรงไปบริเวณที่โจวซินอวี่อยู่
เมื่อโจวซินอวี่ได้สัมผัสกับค่ายกล ในตอนนี้ สีหน้าของนางซีดขาว
ร่างกายของนางนั้นสั่นสะท้าน นางรู้ว่านางถูกพบแล้วและหันวิ่งกลับไปที่
ฝูงชนทันที ที่ค่ายพักนั้นมีขนาดใหญ่มากเพราะสามารถรวมเหล่าทหารได้
กว่า 10,000นาย นอกจากนี้เป็นเวลากลางคืนและนางก็ได้สวมชุดสีดำ
ดังนั้นมันเป็นเรื่องง่ายที่จะอยู่อย่างเงียบๆปะปนกับฝูงชนที่กำลังวิ่งผ่านที่
พัก เมื่อเช่นนี้มันก็ไม่ง่ายที่จะหานางเจอ
“ฮ่าๆ ศิษย์น้องหญิง ถ้าเจ้ายังคิดที่จะซ่อนตัวอยู่ดังนั้นข้าจะทำให้
เจ้าก้าวออกมา เจ้าต้องการที่จะทำให้พวกเขาเดือดร้อนเพราะเจ้าหรือ?”
หวงซานผิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเหมือนแมวที่กำลังเล่นกับหนู ทุกๆคนที่
อยู่ในสำนักคว้าจันทร์มาก่อนนั้นเป็นเหมือนมังกรกับนกฟินิกซ์ที่รักกัน
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่รู้ว่านอกจากการต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากร พวก
เขาก็มีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายเป็นอย่างมากจนถึงจุดที่เกลียดชังผู้อื่น
และตอนนี้เขาได้นำเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มีสายตาแหลมคมที่จะมองหา
ศิษย์น้องหญิงของเขาที่หยิ่งผยองและสูงส่ง ไม่มีที่ไหนเลยที่จะให้นางวิ่ง
หนี ไม่มีทางที่นางสามารถหนีไปได้ นางนั้นเหมือนกับหนูหนีอยู่บนถนน
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาจึงอุ่นใจมากและเขาก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ
ในเวลานี้ หลินหมิงอยู่ในเงามืดนั้นและมองไปที่บุคคลทั้ง 4 ที่อยู่บน
อากาศอย่างเงียบๆ ด้วยประสาทการรับรู้ที่แหลมคมของเขาจะเห็นได้ว่า
คนที่อยู่ในระดับสูงสุดของนักสู้ระดับปราณต้นฟ้านั้นไม่ใช่คนที่เขาจะ
ต่อกรได้ เขาและโจวซินอวี่ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกันหรือกระทั่งเพื่อนก็
ตาม ไม่มีเหตุผลที่เขาจะเสี่ยงชีวิตของเขากับคนผู้นั้นเพื่อช่วยนาง
แต่ในขณะนี้เอง มีกระแสเสียงปราณแท้ที่เป็นเสียงร้องไห้ของหญิง
สาวดังขึ้นในหูของหลินหมิง “ท่านหลิน ข้าขอร้องช่วยข้าด้วย! ถ้าท่าน
ช่วยข้า ข้าจะบอกความลับของสำนักคว้าจันทร์ที่อยู่กับข้า ช่วยข้า แล้ว
ข้าจะแบ่งมันให้กับท่าน!”