Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 338 ช่วงเวลาแห่งความเป็นตาย
ทันทีที่หวงจื่อเซวียน เห็นหวงซานผิงได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ดวงตา
ของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงที่เต็มไปด้วยความโกรธ “สารเลว! ข้าจะฆ่า
เจ้า!”
เป็นธรรมดาที่ตอนนี้เขาอยากจะฆ่าหลินหมิงก่อนเป็นอย่างแรก
อย่างไรก็ตามดวงตาของหวงจื่อเซวียน นั้นลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความ
โกรธ
หวงจื่อเซวียน เห็นว่ามีหอกปรากฏอยู่บนมือของหลินหมิง ขณะที่
หลินหมิงจับหอกแน่น ร่างของเขาก็เต็มไปด้วยปราณแท้ที่ปะทุขึ้น พลัง
ภายในร่างของเขาโคจรไปถึงขีดจำกัด พลังที่มากถึง 20,000 จินก็ระเบิด
ออกมา
ซู่!
หอกพุ่งออกมา แทงทะลุราวกับลูกธนูที่พุ่งตรงไปทางหวงซานผิง
อากาศสั่นสะเทือน สายลมกรีดร้อง พลังของหอกมากพอที่จะท้าทาย
สวรรค์!
ดวงตาของหวงจื่อเซวียนแดงก่ำ “สารเลว ข้าต้องให้เจ้าต้องชดใช้!”
ทว่าหวงจื่อเซวียน ไม่มีเวลาที่จะจัดการหลิงหมิงในตอนนี้ เขาพุ่งไล่
ตามหอกออกไปด้วยเทคนิคการเคลื่อนไหวของเขา มิฉะนั้นถ้าหวงซานผิง
ที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ได้ถูกโจมตีอีกครั้ง เขาจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไป!”
หลินหมิงพุ่งตัวลงมา เขาคว้าโจวซินอวี่ที่กำลังตะลึงอยู่และรีบวิ่ง
ออกไปจากค่าย
หากหลินหมิงต้องการจะช่วยโจวซินอวี่ที่ถูกหวงจื่อเซวียน จับตามอง
อยู่ นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้น มิฉะนั้น ด้วยความเร็วของหลินหมิงแล้ว
มันเป็นไปไม่ได้ที่จะหนีไปจากหวงจื่อเซวียน พร้อมกับพาอีกคนไปด้วย
เขาจึงโจมตีไปที่หวงซานผิง และบังคับให้หวงจื่อเซวียน มาช่วยเขา นี่จึง
เป็นโอกาสเดียวที่พวกเขาจะรอดออกไปได้!
“เจ้าจะไปไหน?”
ในตอนนี้เอง ทันใดนั้นหลินหมิงก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากข้างบน
และจากนั้นก็มีปราณกระบี่ปรากฏขึ้น ผู้ที่โจมตีเขาก็คือผู้ที่ยืนอยู่กับ
หวงจื่อเซวียน นั่นเอง เขาอยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางผู้นี้รู้สึกได้ว่าหลินหมิงแข็งแกร่งมาก
จึงต้องหยุดเขาให้ได้ และป้องกันไม่ให้เขาหลบหนีได้ รอให้หวงจื่อเซวีย
นกลับมา และสังหารหลินหมิงด้วยตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นเขาจึงได้พุ่ง
ปราณกระบี่ออกไปจำนวนมาก เขาต้องการบังคับให้หลินหมิงถูกกดดัน
และปิดกั้นทางหนีของเขา
“ไปให้พ้น!”
ในเวลานี้ หลินหมิงเต็มไปด้วยจิตสังหาร ผู้ใดก็ตามที่อยากหยุดเขา
จะต้องตาย! เขาขยับนิ้วของเขา และเข็มเหล็กม้วนมังกรก็กู่ร้องออกมา!
บูม บูม บูม!
พลังกระบี่ได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เข็มเหล็กม้วนมังกรถูกยิงไปทาง
นักสู้ปราณต้นฟ้าขั้นกลาง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ชายผู้นั้นจับมือ
ของเขาเข้าด้วยกัน และโล่ปราณแท้ทั้งห้าก็ปรากฏออกมาข้างหน้าเขา
อย่างไรก็ตาม มีเพียงเสียงที่ราวกับโล่ปราณแท้ระเบิดเท่านั้น เมื่อโล่
ปราณแท้โล่สุดท้ายพังทลายลง เข็มเหล็กม้วนมังกรก็ระเบิดออก สายฟ้าสี
ม่วงถูกปล่อยออกมา ชายคนนั้นกรีดร้อง ครึ่งร่างของเขาถูกเผาและตกลง
มาจากท้องฟ้า
หลินหมิงไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เท้าทั้งสองเคลื่อนที่ไปยังทางออก
ของม่านพลังค่ายกลด้วยความเร็วสูงสุด หลังจากที่เข็มเหล็กม้วนมังกร
เกือบจะสังหารนักสู้ที่อยู่ในขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลาง มันก็ได้กู่ร้องก่อนจะ
กลับมายังร่างกายของเขา
ด้วยวีถีแห่งลมที่หลอมรวมกับการเคลื่อนไหวของเขา หลินหมิงเริ่ม
บินขึ้นไปบนฟ้า ในขณะนั้น โจวซินอวี่รู้สึกเพียงว่าหลินหมิงดึงมือนาง
เท่านั้น มีเสียงลมหมุนอยู่ในหูของนาง นางมองลงไปและเห็นว่าเท้าของ
นางกำลังห่างจากพื้น นางไม่อยากจะเชื่อ ในเวลาสั้นๆนี้ จู่ๆนางก็มาอยู่
หลายสิบก้าวในอากาศ เมื่อนางเริ่มคิดได้ ในที่สุดนางก็ตระหนักได้ว่านี่
เป็นเรื่องจริง
“พวกเรา… กำลัง… กำลังบินอย่างนั้นหรือ?”
มันเป็นไปได้อย่างไร?
หลินหมิงสามารถบินได้เช่นนั้นหรือ!?
นี่มันเป็นความสามารถที่ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าถึงจะมีได้!
ในความสับสนนั้น โจวซินอวี่ไม่มีคำใดๆที่จะกล่าวออกมา เมื่อนาง
เห็นม่านแสงที่กำลังใกล้เข้ามานั้น ท่าทางของนางก็เปลี่ยนไป มีม่านพลัง
ค่ายกลอยู่ข้างหน้า!
ม่านตาของหลินหมิงหดลง แม้ว่าเขาจะไม่ได้หันไปมองข้างหลัง แต่
เขาก็ยังรับรู้ถึงผู้ที่ไล่ตามเขามา ชายผู้นี้ช่วยหวงซานผิง และตอนนี้กำลัง
ไล่ตามเขา!
เวลานี้ช่างคับขันเป็นอย่างมาก! หากเขาหยุดเพื่อโจมตีม่านพลังค่าย
กล แม้ว่าจะเป็นเพียงไม่กี่สิบลมหายใจเท่านั้น เขาก็จะไล่ตามทัน
“เจ้าหนู เจ้าไม่สามารถหนีออกไปได้!” ขณะที่หวงจื่อเซวียน ไล่ตาม
หลินหมิงจากทางด้านหลัง เขาเห็นด้วยตาของเขาเองว่าหลิน
หมิงนำโจวซินอวี่บินขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาก็เกิดความหวาดกลัวที่ไม่
สามารถอธิบายได้ “เจ้าเด็กนี่มีสมบัติอันใดกันที่ทำให้บินบนท้องฟ้าได้?
หึ! นั่นไม่สำคัญ ด้วยม่านพลังค่ายกลของน้องสามแล้ว มันจะต้องใช้เวลา
ในการทำลายมัน ข้าจะจับเจ้าเด็กนี้แบบเป็นๆ และหาความลับของเจ้า
เด็กนี่!”
“ท่านหลิน ข้าง…ข้างหน้า!”
เมื่อเห็นหลินหมิงไม่ลดความเร็วลงขณะเข้าใกล้ม่านพลังค่ายกล
ใบหน้าของโจวซินอวี่ก็ซีดราวกับไร้โลหิต นางคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่
หลินหมิงจะไม่เห็นม่านพลังค่ายกล แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหลินหมิงกำลัง
พุ่งตรงไปที่มัน!
ความเร็วของเขานั้นรวดเร็วเกินไป ในเวลานั้นโจวซินอวี่รู้สึกแปลกๆ
จนถึงจุดที่นางกำลังจะพูดบางอย่าง แต่มันก็สายเกินไปแล้ว!
“อ๊าา!”
โจวซินอวี่กรีดร้องอย่างตื่นตระหนกขณะที่หลับตาทั้งสองของนาง
ด้วยความเร็วนี้ มันเท่ากับกระแทกพื้นดินจากความสูงหลายพันก้าว หาก
พวกเขาไม่ตายแล้วละก็ อย่างน้อยพวกเขาก็คงจะได้รับบาดเจ็บสาหัส!
ฮึ!
ในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นหลินหมิงและโจวซินอวี่ได้พุ่งไปยังม่านพลังค่าย
กล พื้นที่ด้านหน้าของพวกเขาดูเหมือนจะบิดเบี้ยวแปลกๆ หลินหมิง
และโจวซินอวี่บินผ่านกำแพงป้องกันค่ายกลราวกับหมอกควัน พุ่งผ่านไป
อย่างไม่มีสิ่งใดขว้างกั้น!
ผู้ที่ไล่ตามหลินหมิงมาอย่างติดๆ หวงจื่อเซวียนคิดว่าม่านพลังค่าย
กลจะหยุดหลินหมิงได้ แต่ในตอนนี้ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เมื่อเห็นฉาก
นี้ที่เบื้องหน้าของเขา
มันเป็นไปได้อย่างไร!?
ในขณะนี้ ทางด้านหลังของหลินหมิง โจวซินอวี่ได้หลับตา และหน้า
ของนางซีดขาว พร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยกำลังทั้งหมดของนาง
เสียงกรีดร้องของผู้หญิงนี่เป็นพลังที่น่ากลัวอย่างแท้จริง
นางกรีดร้องออกมาหลายครั้งก่อนที่นางจะพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
นางจึงลืมตา และเห็นภาพทิวทัศน์รอบๆตัวที่เบลออย่างรวดเร็ว เห็นได้
ชัดว่าพวกเขาได้อยู่ข้างนอกค่ายทหารแล้ว
พวกเขาผ่านม่านพลังค่ายกลได้อย่างนั้นหรือ?
นางค่อยๆหันศีรษะของไปดู และเห็นว่าม่านพลังค่ายกลอยู่ที่
ด้านหลังพวกเขาแล้วจริงๆ!
“นี่… อะไร… ทำไม… มันเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
ทันใดนั้นโจวซินอวี่ก็เต็มไปด้วยความสับสนภายในใจ… พวกเขา
ออกมาได้อย่างไรกัน?
ตอนแรก หลินหมิงได้ช่วยนางจากสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ภายใต้
สายตาของหวงจื่อเซวียน จากนั้นพวกเขาก็บินขึ้นไปบนฟ้าโดยปราศจาก
การช่วยเหลือจากสมบัติหรือเครื่องมือใดๆ และในตอนนี้ พวกเขายังผ่าน
ม่านพลังค่ายกลโดยปราศจากอุปสรรคใดๆอีกด้วย!
เมื่อเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ค่อยๆเกิดขึ้นทีละอย่าง โจวซินอวี่จึงถูก
ครอบงำด้วยความคิดนี้ นางทำได้เพียงมองอย่างสงสัยไปที่มือของหลินห
มิงเท่านั้น จากตำแหน่งที่นางอยู่ มองเห็นเพียงใบหน้าของหลินหมิงเพียง
ครึ่งเดียวเท่านั้น
ใบหน้าของเขาปราศจากความรู้สึก ไม่ว่านางจะกรีดร้องหรือทำตัว
โง่เง่าเพียงใด เขาก็ยังไม่ไหวติง เพียงพุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น การผ่าน
เหตุการณ์เสี่ยงตายนี้ทำให้หัวใจของโจวซินอวี่เกือบจะหยุดเต้นเลยทีเดียว
แต่หลินหมิงไม่เคยเสียความสุขุมแม้แต่ครั้งเดียว ดวงตาของเขามองตรง
ไปข้างหน้า ลึกล้ำและลึกซึ้งราวกับดวงดาวบนฟากฟ้ายามราตรี ทำให้
นางรู้สึกปลอดภัย และรู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนที่นางพึ่งพาได้ ราวกับว่าเขา
เป็นผู้มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง…
ในขณะนั้น ความรู้สึกประหลาดได้ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของโจวซิ
นอวี่…
…………………
“บ้าเอ้ย เหตใดม่านพลังค่ายกลถึงผิดปกติในเวลานี้? น้องสามมัวทำ
อันใดอยู่!?”
หวงจื่อเซวียน โกรธเป็นอย่างมาก เขารีบคิดอย่างรวดเร็วว่าทั้งหมด
ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดปกติของม่านพลังค่ายกล น้องสามของเขา
เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญค่ายกลขั้นพื้นฐาน และรู้ค่ายกลเพียงหยาบๆเท่านั้น
แต่สถานการณ์ที่มีข้อผิดพลาดเช่นนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้แต่ครั้ง
เดียว
ขณะที่หวงจื่อเซวียน กำลังสบถน้องสามของเขาว่าไร้ความสามารถ
อยู่นั้น เขาได้พุ่งออกไปด้วยเคล็ดวิชาเคลื่อนไหวของเขา และรีบพุ่ง
ออกไป เพื่อที่จะผ่านม่านพลังค่ายกล เป็นธรรมดาที่ค่ายกลระดับต่ำนี้จะ
ไม่สนว่าเป็นผู้ใด หากหวงจื่อเซวียนต้องการจะผ่านไป เขาจำเป็นต้อง
ทำลายมัน และต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก
แต่ตอนนี้นั้นม่านพลังค่ายกลเกิดความผิดพลาด มันจึงไม่จำเป็นต้อง
เสียเวลามากนัก เขาจะสามารถผ่านไปตรงๆ
ในไม่ช้า ขณะที่หวงจื่อเซวียน กำลังจะทะลุผ่านจุดที่กั้นด้วยม่านพลัง
ค่ายกล ด้วยความเร็วสูงสุด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หืม?
เขาพยายามจะหยุด แต่มันก็สายไปเสียแล้ว จึงมีเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น
ราวกับเนื้อหมูถูกโยนลงไปบนเขียงไม้อย่างรุนแรง หวงจื่อเซวียน ชนกับ
ม่านพลังค่ายกลเต็มแรง หัวของเขาถูกกระแทกทำให้มึนงง และโลหิต
ปั่นป่วน
เมื่อเห็นฉากนี้ ดวงตาของโจวซินอวี่เบิกกว้าง นางเห็นว่าหวงจื่อเซ
วียน ได้ปะทะเข้ากับม่านพลังค่ายกลราวกับคนตาบอด สำลักโลหิตและ
ตกลงสู่พื้น…
ปากของโจวซินอวี่อ้ากว้างขึ้นด้วยประหลาดใจ เกิดอะไรขึ้นกับ
หวงจื่อเซวียน เช่นนั้นหรือ?
โจวซินอวี่อยากจะรู้ว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น แต่หลินหมิงนั้นเร็วเกินไป
จนทิ้งห่างไปไกล เพียงพริบตา ภาพร่างของหวงจื่อเซวียนก็เลือนหายจาก
สายตาของโจวซินอวี่ไปในความมืด
………………….
“บัดซบ!”
หวงจื่อเซวียนโกรธอย่างมาก เขาโยนโอสถฟื้นฟูเข้าปากเป็นกำ และ
ตะโกนร้องออกมาว่า “น้องสาม เจ้ามันโง่เง่า! รีบๆคลายม่านพลังค่ายกล
นี้ออกไป เราจะไล่ตามจับพวกมันด้วยกัน!”
“หว๊ากกก…!”
เกิดร้องเสียงแหลมออกมาและอินทรีวายุสวรรค์ปีกทองก็พุ่งขึ้นสู่
ท้องฟ้า หวงจื่อเซวียน ผู้ควบคุมอินทรีย์และหวงซานผิงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
ที่สุด รวมถึงน้องสามของหวงจื่อเซวียน และนักสู้ที่อยู่ขั้นปราณต้นฟ้า ทุก
คนก็กระโดดขึ้นไปบนอินทรีวายุสวรรค์ปีกทองด้วยกัน เพื่อไล่ตามหลินห
มิง
เมื่อได้ยินเสียงร้องของอินทรีย์ โจวซินอวี่จึงตื่นตระหนก นางกำลัง
สงสัยว่าหวงจื่อเซวียน หานางเจอได้อย่างรวดเร็วได้อย่างไร และดู
เหมือนว่าจะเป็นเพราะอินทรีวายุสวรรค์ปีกทองนี่เอง!
อินทรีวายุสวรรค์ปีกทองตัวนี้เป็นพาหนะของนาง รวมถึงเป็นสัตว์
อสูรที่ปกป้องชีวิตของนาง แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นสิ่งที่กำลังจะฆ่านาง
แล้ว
“ท่าน… ท่านหลิน… พวกมันขี่เจ้าปีกทองตามมา…”
ขณะที่โจวซินอวี่กล่าวอย่างกังวล นางยังไม่ทันได้กล่าวจบ ทันใดนั้น
นางก็เงียบ ดวงตาของนางเบิกกว้าง เมื่อนางเห็นร่างอันใหญ่โตของสัตว์
อสูรมังกรที่มีขนาด 60 ก้าว ที่มีปีกและหางยาว ทั้งร่างปกคลุมไปด้วย
เกล็ดที่แวววาว บินขึ้นมาจากหุบเขาที่ทั้งมืดและลึกเป็นอย่างมาก
เกล็ดของมันเหมือนกับไฟสีแดงฉาน และดวงตาสีทองเข้ม ฟันของ
มันคม และกลิ่นอายนั้นทำให้หัวใจต้องเต้นรัว! นี่คือมังกรปีกวารีเช่นนั้น
หรือ?!
นี่… นี่มัน…
โจวซินอวี่กลืนน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้ ภายในบริเวณที่สัตว์อสูร
อาละวาดนั้น เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะพบเจอกับอสูร แต่สำหรับพวกเขา
ในตอนนี้ การพบสัตว์อสูรในเวลานี้และต้องต่อสู้กับมัน ช่างโชคร้ายยิ่งนัก
โจวซินอวี่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่ในเวลานี้ หลินหมินได้กระชาก
มือของนาง และโยนนางไปยังมังกรปีกวารี
เสียงคำรามของมังกรดังออกไปทั่วท้องฟ้า ราวกับเมฆบนท้องฟ้าถูก
ฉีกกระชาก!
โจวซินอวี่ตกใจ หลินหมิงก็บินเข้ามาบนหลังของมังกรปีกวารี และ
จากนั้นมังกรปีกวารีก็ได้กางปีกขนาดใหญ่ของมัน ราวกับลูกศรเปลวเพลิง
สีแดง ที่พุ่งทะลวงไปยังท้องฟ้ายามราตรี!
โจวซินอวี่ทำอะไรไม่ถูกด้วยความหวาดกลัว ในตอนนี้นางอยู่ได้บน
หลังสีดำของสัตว์อสูรมังกรปีกวารี นางได้ยินเสียงที่ยิ่งใหญ่จากสายลม
เสียงคำรามของสัตว์อสูร ราวกับมีมีดที่กำลังกรีดลงบนแก้ว เพียงแค่สาย
ลมที่ปะทะกับนาง ก็ทำให้รู้ว่าสัตว์อสูรมังกรแดงตัวนี้บินได้เร็วอย่างยิ่ง!
‘นี่คือ… พาหนะของท่านหลินอย่างนั้นหรือ?’
‘มันคือ… มังกรปีกวารีหรือไม่?’
ก่อนหน้านี้ โจวซินอวี่ไม่สามารถนึกถึงแหล่งที่มาของสัตว์อสูรตัวนี้ได้
อย่างชัดเจน แต่เมื่อนางเริ่มสงบใจลงได้ และมีเวลาคิด ทันใดนั้นนางก็จำ
ได้ว่านางเคยอ่านเกี่ยวกับมังกรปีกวารีในตำราโบราณ อย่างน้อยมูลค่า
ของมันนั้นก็สูงกว่าอินทรีวายุสวรรค์นับ 10 เท่า! และหลังจากที่มันโตขึ้น
มันจะกลายเป็นสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้าเลยทีเดียว!
นางพยายามเปิดปากพูดอยู่หลายครา แต่เมื่อนางเห็นหลิงหมิงที่ยืน
อยู่ตรงหน้านาง ความเย็นชาและไม่แยแสปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา
นางจึงไม่รู้ว่าจะพูดอันใด
“ท่านต้องการจะกล่าวใดหรือ?” ทันใดนั้นหลินหมิงก็หันศีรษะ และ
มองไปยังโจวซินอวี่