Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 350 เกาะจันทราทมิฬ
มีสถานที่มากมายที่เต็มไปด้วยอันตรายในทวีปนภารินไหล และมี
สถานที่นับไม่ถ้วนที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าตกตายไป และยัง
หลายสถานที่ซึ่งแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก็ยังถือว่าเป็น
อันตราย
ถ้าหากโดยรวมแล้วล่ะก็ เกาะจันทราทมิฬยังมิใช่สถานที่อันตราย
มากนัก มันน่าหวาดกลัวสำหรับผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณต้นฟ้า แต่หากเป็น
ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้ามาที่แห่งนี้ พวกเขาย่อมไม่เกรงกลัวตัวตน
เช่นราชาภูติผี ความจริงแล้ว หากผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าและราชา
ภูติผีเผชิญหน้ากัน มีโอกาสที่ทั้งคู่จะไม่ต่อสู้กัน เพราะหากต่อสู้กันจริง
จะต้องบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย หากมิใช่เพราะสมบัติระดับสูงหรือ
ผลประโยชน์ที่มากล้น ทั้งคู่ย่อมไม่เสี่ยงชีวิตเพื่อต่อสู้เป็นตายอย่าง
แน่นอน
ด้วยระดับการบ่มเพาะของหลินหมิงในปัจจุบัน มันยังคงเป็น
อันตรายหากมายังเกาะจันทราทมิฬแห่งนี้ แต่ด้วยการที่มีเคล็ดวิชาลับ
ของสำนักคว้าจันทร์อยู่ ในการที่จะเผชิญหน้ากับราชาภูติผีนั้นคงมีน้อย
มาก
ก่อนที่จะมายังเกาะจันทราทมิฬ หลินหมิงได้ไปยังบ่อน้ำทูตสวรรค์
ของอาณาจักรฮั่วหลัว
นี่เป็นสิทธิที่ได้จากการดิมพันจากเจ้าสำนักเหลียงของอาณาจักรฮั่ว
หลัว ก่อนหน้านี้หลินหมิงยุ่งจนไม่มีเวลาที่จะไป
ในตอนนี้เขากำลังจะเดินทางไปยังเกาะจันทราทมิฬและมันเป็น
ทางผ่านของเขาด้วย
เมื่อหลินหมิงมาถึง ถึงแม้เจ้าสำนักเหลียงจะไม่อยากที่จะด้วยความ
เต็มใจนัก แต่เขาก็ยังปฎิบัติกับหลินหมิงด้วยความเคารพอย่างที่สุด และ
แสดงออกถึงความหวาดกลัวและความประหลาดใจ
นี่เป็นสิ่งที่เขาเองก็ช่วยไม่ได้ สถานะของหลินหมิงในปัจจุบันนั้นน่า
หวาดกลัวอย่างยิ่ง มิต้องกล่าวถึงเจ้าสำนักเหลียง แม้แต่เหล่าผู้ที่มีสถานะ
สูงในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ยังปฎิบัติกับหลินหมิงด้วยความเคารพ
บ่อน้ำทูตสวรรค์ของอาณาจักรฮั่วหลัวเป็นข้อดีของพวกเขา น้ำนี้ราว
กับเป็นหยกน้ำทิพย์ ในขณะที่เขาใช้มือตักมันขึ้นมา และเขากุมมันไว้ใน
มือ มันใสอย่างมากและค่อนข้างจับตัวกันแน่น มันก็มิได้ไหลออกไปตาม
ร่องนิ้วมือ
ในขณะที่หลินหมิงมุดลงไปใต้น้ำ เขาก็รู้สึกนุ่มสบายร่างกายเป็น
อย่างมาก เขาสูดหายใจลึก จากนั้นก็มุดลงไปลึกพร้อมทั้งปิดผนึกสัมผัส
การรับรู้ทั้ง 6 ของเขา เขาราวกับเป็นทารกที่อยู่ภายในครรภ์ของมารดา
หลินหมิงมิได้มีความตั้งใจที่ไม่ดี เขากลืนกินน้ำที่ราวกับหยกน้ำทิพย์
ลงไปหนึ่งคำ และปล่อยให้น้ำแผ่ซานไปทั่วร่างกาย จากนั้น น้ำมันสีดำ
เริ่มหลั่งออกมาจากรูขุมขนทั้งหมดของร่างกาย อากาศเน่าของขั้นปราณ
ต้นฟ้าที่สะสมอยู่ในร่างกายของหลินหมิงก็ไหลออกมาเช่นกัน พลังต้น
กำเนิดสวรรค์และปฐพีไหลไปทั่วร่างของเขาและส่วนนึงของมันก็ได้คงอยู่
ตามร่างกาย
อย่างช้าๆ หลินหมิงได้ตระหนักถึงผลประโยชน์ของบ่อน้ำทูตสวรรค์
ความหนาแน่นพลังต้นกำเนิดของบ่อน้ำทูตสวรรค์ไม่อาจเทียบได้กับโอสถ
ระดับสูง แต่พลังต้นกำเนิดในน้ำกลับมีความบริสุทธิ์ยิ่งกว่าส่งผลให้ชำระ
ล้างสิ่งสกปรกภายในร่างกาย
ในขณะที่อยู่ใต้น้ำ เขาเริ่มโคจร ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ใช้ปรารอัคคีเผาพิษขนาดเล็กที่หลงเหลือในร่างของ
เขา
หลินหมิงอาบในบ่อน้ำทูตสวรรค์ทั้งวัน ใช้พลังต้นกำเนิดสวรรค์และ
ปฐพีที่บ่อน้ำทูตสวรรค์ได้กักเก็บไว้ถึงครึ่งปี เจ้าสำนักเหลียงทำได้แค่รู้สึก
เสียใจภายในจิตใจ แต่ก็ยังยิ้มออกมาในขณะที่รอคอยให้หลินหมิงเสร็จ
สิ้น
ในที่สุด ในขณะที่ตะวันตกดิน หลินหมิงก็ได้ก้าวขึ้นมาจากบ่อน้ำทูต
สวรรค์และทำให้ผมของตนแห้ง เจ้าสำนักเหลียงพยายามฝืนยิ้ม และให้
สาวใช้นำจานผลไม้มาให้หลินหมิง
ไม่จำเป็นที่จะต้องขับใสไล่ส่งผู้ที่สุภาพด้วยอย่างมาก เมื่อเป็นเช่นนี้
เรื่องระหว่างหลินหมิงและเจ้าสำนักเหลียงจึงหมดปัญหาไป
หลังจากที่หลินหมิงได้ออกจากบ่อน้ำทูตสวรรค์ไป ระดับการบ่ม
เพาะของหลินหมิงมิได้เพิ่มขึ้น – เขายังอยู่ในขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย
เช่นเดิม มันไม่เพียงแค่ส่วนพิษต่างๆในร่างกายของเขาได้ถูกกำจัดออกไป
ถึงแม้มันจะให้ผลดีอย่างมาก บ่อน้ำทูตสวรรค์ที่ใช้เวลากักเก็บพลังต้น
กำเนิดตั้งครึ่งปี กลับหมดไปในการอาบครั้งเดียว นี่มันช่างไร้ประโยชน์ ไม่
แปลกใจเลยที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะปล่อยให้อาณาจักรฮั่วหลัวได้
ครอบครองมัน
ในวันที่ผ่านมา โจวซินอวี่ก็ทำเพียงแค่เงียบ เมื่อนางได้อยู่ในที่พัก
ตระกูลหลิน นางเพียงแค่อยู่ในห้องอย่างเงียบๆ ไม่ออกไปที่ใด
ในขณะที่ทั้งสองข้ามทะเลมา สีสันของทะเลก็ได้เข้มขึ้น หลินหมิง
ตรวจสอบทะเลด้วยสัมผัสรับรู้ของเขา แต่ก็ไม่อาจที่จะสัมผัสได้ถึงก้นของ
ทะเลเนื่องจากมันเกินว่าขอบเขตสัมผัสของเขา และมันยังลึกถึงครึ่งลี้
มีการกล่าวว่าในส่วนที่ลึกของทะเลทางใต้ มันลึกหลายแสนเมตร มัน
ราวกับเป็นขุมนรก และมีสิ่งน่าหวาดกลัวอาศัยอยู่ — มีสัตว์อสูรดุร้าย
แห่งทะเลขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ข่าวลือที่ว่ามีปลาวาฬยักษ์ที่เป็นสัตว์
อสูรศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่ามันยาวถึงหมื่นก้าว แน่นอนว่า ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวลือ
เป็นจริงหรือไม่
ข้างหน้าคือเกาะจันทราทมิฬเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงยืนขึ้นบนหลัง
ของมังกรปีกวารีและกล่าวถามโจวซินอวี่ถึงจุดเงาสีเทาที่ห่างออกไป
ด้านหน้า
โจวซินอวี่ผงกศรีษะ “อืม”
เมื่อหลินหมิงได้เห็นเกาะจันทร์ทราทมิฬด้วยตาของตนเอง เขาก็
ตระหนักได้ว่ามันใหญ่กว่าที่เคยจินตนาการไว้ ขณะที่เขายืนอยู่บนมังกร
ปีกวารี มันก็ได้บินอย่างรวดเร็วผ่านไปหลายร้อยลี้แล้ว ผืนดินเบื้องล่าง
เขามีสีแดงเข้ม เนื่องจากมีหมอกสีดำหมุนวนอยู่ด้านบนตลอดเวลาจึงไม่
อาจมองเห็นสิ่งใดได้
“เกาะจันทราทมิฬมันกว้างใหญ่เพียงใดกันแน่?”
“อย่างน้อยก็คงยาวและกว้างกว่าหลายพันลี้ ข้าไม่รู้รายละเอียดที่
แน่ชัดนัก” โจวซินอวี่กล่าวอย่างราบเรียบ
หลินหมิงถอนหายใจเล็กน้อย ระยะไม่กี่พันลี้แทบไม่ได้น้อยไปกว่า
อาณาเขตอาณาจักรลิขิตฟ้า เขาเคยได้ยินว่าเกาะจันทราทมิฬนั้นเป็นพียง
แค่เกาะขนาดเล็กในทะเลทางใต้ ถ้าหากให้คาดเดามันน่าจะมีขนาดพอๆ
กับพื้นที่เกาะหลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้ที่มีขนาดไม่กี่พันลี้เช่นกัน
เช่นนี้ยังเรียกว่าเกาะอีกหรือ? แม้แต่จะเรียกมันว่าทวีปขนาดย่อมก็
ยังไม่แปลก
หลังจากได้รับผลกระทบทางธรรมชาติ ก็จะตระหนักได้ว่ามันเป็น
ธรรมดา หากมันเป็นดินแดนขนาดเล็กจริง มันคงไม่อาจที่จะทนรับพลัง
ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ได้
“ลงไปใกล้กว่านี้กันเถอะ มันใกล้จะถึงแล้ว” โจวซินอวี่ดึงเอา
กระดาษที่มีอักขระ 2 แผ่นออกมาจากแหวนมิติของนางและแบ่งใหญ่
หลินหมิง 1 แผ่น “ถ่ายเถปราณแท้ลงไปเล็กน้อยและติดมันไว้กับตัว มัน
จะแยกพลังชีวิตในร่างเช่นนั้นจะทำให้ภูติผีและปีศาจจะไม่มากวนใจเจ้า”
หลินหมิงรับเอากระดาษที่มีอักขระและเห็นสัญลักษณ์ประหลาดสี
แดงถูกเขียนไว้ตรงกลางแผ่น มันดูเหมือนคำสาปโลหิต นี่มันราวกับเป็น
อีกหนึ่งรุปแบบของจารึกอักขระและเป็นขอบเขตวิชาที่หลินหลินหมิงยัง
ไม่รู้จัก
ขณะที่เขาถ่ายเทปราณแท้ลงไปในกระดาษอักขระ สัญลักษณ์บน
กระดาษก็ได้ถูกเผาไหม้กลายเป็นอักขระสีแดงจมลงไปในร่างของเขา
พลังสายเลือดของหลินหมิงก็ได้ถูกซ่อนเอาไว้ในทันที ร่างกายที่สมบูรณ์
และผิวหนังที่อ่อนนุ่มก็ได้กลายเป็นสีเทาซีด อุณหภูมิในร่างลดลง และมี
ออร่าแห่งความตายปกคลุม กระดาษอักขระนี้สามารถที่จะทำให้เด็กหนุ่ม
ที่มีสุภาพสมบูรณ์กลายสภาพราวกับเป็นคนตายได้
“ช่างเป็นวิธีการที่น่าประทับใจยิ่งนัก” หลินหมิงเกิดความประทับใจ
ตามเรื่องราวของภูติผี พวกมันชอบที่จะกินโลหิตชีวิต ว่ากันว่าพวกมัน
สามารถที่จะดมกลิ่นโลหิตชีวิตได้จากระยะหลายสิบลี้ หากคนผู้นั้นได้
ผนึกโลหิตชีวิตจนมีสภาพไม่ต่างจากศพ เช่นนั้นก็เป็นธรรมดาที่เหล่าภูตผี
จะไม่มองเขาเป็นอาหาร
“มันเป็นเพียงแค่ทักษะที่ไม่สำคัญนัก สำนักคว้าจันทร์มิได้กลั่นสกัด
อาวุธและวางรูปแบบค่ายกล พวกเขาเชี่ยวชาญด้านอักขระ โดยเฉพาะ
อักระป้องกัน อักขระโจมตีหรือจารึกอักขระ พวกเขาเชี่ยวชาญทางด้าน
นี้” โจวซินอวี่ถอนหายใจในขณะที่กล่าวออกมา นางรู้สึกเศร้าขึ้นมาที่จำ
ได้ว่ามรดกและเคล็ดวิชาสืบทอดได้ถูกทำลายไป
“โอ้ พวกเขาเข้าใจการจารึกด้วยเช่นนั้นหรือ?”
“อืม ท่านอาจารย์ฉุ่ยเยว่เป็นปรมาจารย์ด้านการจารึก” โจวซินอวี่ก
ล่าวออกมาโดยไม่รู้สึกเศร้าอีกต่อไป จากนั้นก็เริ่มใช้กระดาษอักขระผนึก
โลหิตชีวิตของตน ใบหน้าสีดอกุหลายของนางกลายเป็นซีดขาวราว
กระดาษ และตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไปจนราวกับคนตาย
ในขณะที่ทั้งสองคนได้เหยียบย่างลงบนพื้นของเกาะจันทราทมิฬ
พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงลมหนาวเสียดกระดูกทันที ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็พบ
เพียงแต่หมอกสีดำ หากเป็นคนธรรมดาต้องมาติดอยู่ในหมอกดำเช่นนี้
พวกเขาจะตายทันที่ด้วยพิษของมัน และกลายเป็นซอมบี้ที่เป็นทาสของ
เกาะแห่งนี้
แม้แต่นักสู้ขั้นผสานชีพจรเองก็ยังไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นาน หากมิได้มี
โอสถช่วยในการเสริมปราณแท้ เช่นนั้นปราณแท้รอบๆร่างกายคงค่อยๆ
หายไป
นี่เป็นครั้งแรกที่โจวซินอวี่ได้มาด้วยตัวเอง นางระมัดระวังอย่างมาก
ในการก้าวไปด้านหน้า นางถือแผ่นหยกที่เป็นแผนที่ไว้ในมือและค่อย
เปรียบเทียบมันกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ไม่ต้องกล่าวถึงภูติผีที่อาศัยอยู่ในหมอกทมิฬ ในหมอกทมิฬยังเต็มไป
ด้วยเสียงของพวกมันเช่นกัน ถึงแม้พื้นดินบนเกาะจันทราทมิฬจะน่าขน
ลุก มันมีสีแดงเข้ม ราวกับมีโลหิตจำนวนมากหยดลงมาทั่วพื้นที่ หลินหมิง
พยายามที่จะส่งสัมผัสรับรู้ออกไปเพื่อที่จะตรวจสอบพื้นดินและเมื่อสัมผัส
กับพื้นดินเขาก็รีบดึงพลังจิตวิญญาณกลับมาทันที หินสีแดงเป็นเหมือน
ฟองน้ำที่ดูดซึมน้ำ
พื้นที่ทุกหนทุกแห่งจะมีหินงอกปกคลุม และทุกก้อนจะแหลมคมราว
กับเขี้ยวของอสูรสีแดง หากคนธรรมมิได้ระวัง พวกเขาคงจะสะดุดล้มและ
ถูกมันเสียบเข้า ใส้จะทะลักออกมาและไม่นานกระเพาะก็จะเน่าเปื่อย
หลังจากที่เดินมาไกล พวกเขาก็ไม่ได้พบเจอสิ่งมีชีวิตใดๆเลย พบเจอ
เพียงแต่บนกระดูกที่แตกหักทั่วทุกที่ และบนกองกระดูกก็มีดอกไม้เกิด
ขึ้นมา ดอกไม้เหล่านี้มีสีแดงฉานราวกับพวกมันเกิดจากโหลหิต รากหนา
ของมันหยั่งลึกลงไปในกองดูกเพื่อดูดกินสารอาหาร
อากาศมีกลิ่นของโลหิตปนกำมะถัน ยิ่งเข้าไปในส่วนลึกมากเท่าใด
สายลมก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นจนราวกับว่าจะจะฉีกร่างของพวกเขา
ได้ และราวกับใบมีดแหลมคมที่กำลังกรีดวิญญาณของพวกเขา
หลินหมิงไม่ค่อยรู้สึกมากนัก แต่โจวซินอวี่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถ
ทนได้อีกนาน นางทำแม้กระทั้งติดแผ่นกระดาษอักขระเพื่อเสริมร่างกาย
ให้แข็งแกร่ง แต่ก็ยังมิอาจหยุดสั่น แขนของนางกอดอกไว้ตลอด ในตอนนี้
ท่าทางของโจวซินอวี่ราวกับเป็นหญิงสามัญชนที่กำลังยืนอยู่ท่านกลางลม
หนาว
หลินหมิงสูดหายใจเข้าเล็กน้อยและสะบัดนิ้วมือส่งเส้นใยปราณแท้สี
ครามไปยังร่างของโจวซินอวี่ พลังของปราณแท้สีครามนั้นไร้ที่สิ้นสุดและ
เต็มไปด้วยพลังชีวิต และสายลมหยินที่เหน็บหนาวก็ได้ถูกลบออกไปใน
ขณะที่พวกเขาเดินหน้าต่อ โจวซินอวี่รู้สึกได้ถึงคลื่นความอบอุ่นที่สะท้อน
ไปมาในร่างของนาง โจวซินอวี่หันไปมองและประหลาดใจที่เห็นหลินหมิ
งดึงมือกลับไปและหลงเหลือไว้เพียงเส้นใยปราณแท้สีครามที่สร้างความ
อบอุ่นให้กับร่างกายของนางโดยมิได้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย
มันทำให้โจวซินอวี่ยิ่งประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก โดยปกติแล้ว ปราณ
แท้ที่เหล่านักสู้ปลดปล่อยออกมาจะมีส่วนนึงที่สูญเสียไป เมื่อไร้ซึ่งพลังจิต
วิญญานที่เกื้อหนุน มันจะค่อยๆหลุดจากการควบคุม และหายไปอย่าง
ช้าๆ หากปราศจากพลังจิตวิญญาณ ปราณแท้ก็จะกลายเป็นไม่สามารถ
คงรูปและแยกออกจากกัน ในการที่จะช่วยปกป้องใครสักคนจากสายลม
หนาวเหน็บ จะต้องใช้มือแตะที่หลังและส่งปราณแท้เข้ามาเรื่อยๆ
แต่ดูเหมือนว่าวิธีการเช่นนั้นจะไม่จำเป็นสำหรับหลินหมิง ปราณแท้
สีครามที่แปลกประหลาดของเขาที่ปลดปล่อยออกมาราวกับมีชีวิตเป็น
ของตนเอง มันยังคงคอยทำลายสายลมหยินที่หนาวเหน็บรอบตัวนาง
เรื่อยๆ ขณะที่หมอกสีดำเองก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ แต่พลังงานที่ได้ผลาญ
ออกไปกลับมีเพียงน้อยนิด
ตราบเท่าที่ปราณแท้มากกว่า 50% ในโจวซินอวี่ได้ถูกผลาญไป
หลินหมิงก็จะสะบัดนิ้วส่งมันเข้าไปอีก ทำลายความหนาวเหน็บจนหมด
สิ้น
“ขอบคุณ” โจวซินอวี่กล่าวออกมาด้วยเสียงเบา
“อย่ากังวลไปเลย ว่าแต่นี่ก็ผ่านมานานพอสมควรแล้วมิใช่หรือ?” ทั้ง
สองได้ใช้เวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมงในการค้นหาบริเวณรอบๆ
ถึงแม้โจวซินอวี่จะมีแผนที่ในมือ การที่จะระบุตำแหน่งต่างๆผ่าน
หมอกหนาเช่นนี้มิใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อนี้เป็นการมาเยือนด้วย
ตัวเองครั้งแรกของนางและนางก็ยังไม่สามารถที่จะใช้สัมผัสรับรู้ค้นหา
โดยรอบได้
โจวซินอวี่กล่าวออกมา “หากข้าคิดไม่ผิด มันน่าจะเป็นด้านหน้าของ
กำแพงหิน”
หลินหมิงมองออกไปและเห็นกำแพงหินที่โจวซินอวี่กล่าวถึงใหญ่มาก
ถึง 100 ก้าว มันราวกับสัตว์ประหลาดยักษ์สีแดงที่ซ่อนอยู่ในหมอกทมิฬ
“ทางเข้าหน้าจะอยู่ที่นี่” โจวซินอวี่กล่าวออกมาด้วยความมั่นใจใน
ขณะที่เปรียบเทียบมันอีกครั้งกับแผ่นหยกแผนที่