Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 349 เพื่อสืบทอด
หลินหมิงนิ่งเงียบ ไปทั้งชั่วโมง แม่ของเขาได้คุยเรื่องแต่งงานกับเขา
ในขณะที่เขาจำได้ถึงความขมขื่นที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนาง แม้เขาจะรู้
ว่าจะเป็นเรื่องน่าปวดหัวอย่างแน่นอน
หลินหมิงสับสนพยายามที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องแต่งงาน นี่มิใช่เพราะเขา
ล้มเหลวในด้านนี้มาก่อน ถึงแม้หลินหมิงจะโศกเศร้าเมื่อหลานอวิ๋นเยว่ได้
ทรยศเขา ความโศกเศร้านี้เป็นเพราะเขาเอง เขาเกลียดตัวเองที่ไม่ยอมสู้
กลับไปและเกลียดที่ตนนั้นไม่มีพลังที่จะทำได้
ในตอนนี้เรื่องเหล่านั้นได้ถูกสะสางไปเรียบร้อยมานานแล้ว แทบจะ
ไม่เหลืออะไรค้างคาใจหลินหมิงอีกต่อไป
หลินหมิงคงอาจหลอกตัวเองได้ว่าเขาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆให้กับฉิน
ซิงเซวียน เพราะเป็นเช่นนั้นจริง อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจที่จะแต่งงานกับ
นางได้ เพราะว่าเขาไม่อาจแบกรับความรับผิดชอบได้ เขามีชะตากรรมที่
ต้องจากอาณาจักรลิขิตฟ้า ไปจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ไปจากเขตแดน
ทางใต้นี้และเข้าสู้เส้นทางแห่งการต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุด
เส้นทางนี้นั้นอันตรายเป็นเป็นอย่างยิ่ง ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็
เท่ากับหายนะ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพาฉินซิงเซวียนไปยังเส้นทางนี้ เพราะ
นางอาจตายได้
แต่หากมิได้พาฉินซิงเซวียนไปกับเขาด้วย และให้นางอยู่บ้านดูแลแม่
ของเขา มันก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน เพราะว่ามันไม่ยุติธรรมกับนาง
ผู้เดียวที่จะมีความสามารถเดินร่วมทางไปกับเขาได้คือมู่เชียนหยี่
หากนางต้องการ…
พรึบ!
เปลวเพลิงปรากฎด้านในห้องของหลินหมิง นี่เป็นยันต์สื่อสาร
ระดับสูง
กระแสเสียงของมู่เชียนหยี่เข้ามายังหูของหลินหมิง มีเพียง 2 เรื่อง
เรื่องแรก เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะทำสงครามกับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ในอีกไม่ช้า
เรื่องที่สอง เขาจะต้องไปยังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ภายใน 3 เดือนและ
เข้าไปในแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“แดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์…” หลินหมิงชะงัก เขาไม่คิด
ว่ามันจะเร็วเช่นนี้
เมื่อหลินหมิงได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่รายชื่อผู้มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ใน
โครงการฝึกฝนอัจฉริยะ เขาจะได้รับสถานะที่เทียบเท่ากับศิษย์หลักของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และทำให้เขาได้รับโอกาสเข้าไปในแดนเร้นลับแห่ง
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
หลินหมิงได้เคยถามมู่เชียนหยี่ว่าแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งใด มันมิใช่สถานที่ฝึกฝนที่ถูกสร้างขึ้นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
แต่กลับเป็นสถานที่พิศวงของตระกูลฟีนิกซ์โบราณได้ทิ้งเอาไว้
เมื่อเข้าไปสู่แดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ก็มีโอกาสที่จะตาย
ได้ ถึงโอกาสตายจะมีไม่มาก – มันมีเพียง 10% เท่านั้น แต่สิ่งที่น่า
หวาดกลัวคือผู้ที่รอดและผู้ที่ตายไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง แต่ดู
เหมือนจะเป็นโชคมากกว่า มันมิได้มีกฎว่าเหตุใดผู้นั้นจึงต้องตาย ผู้
แข็งแกร่งอาจตายได้ ในขณะที่ผู้อ่อนแอก็อาจที่จะอยู่รอดได้เช่นกัน
ผู้ที่ออกมาได้ จะได้รับบางอย่างมา บางคนก็มีความแข็งแกร่งและ
ระดับการบ่มเพาะเพิ่มขึ้น บางคนก็ได้รับวัสดุล้ำค่า บางคนก็ได้รับสมบัติ
ระดับสูง และบางคนแม้กระทั่งได้รับสัตว์อสูรที่มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์
“3 เดือน… ข้าอยากจะรู้นักว่าแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
เป็นเช่นไรกันแน่…” หลินหมิงยังนั่งลงบนเบาะรองและฝึกฝน ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ค่อยทำให้การบ่มเพาะของตน
เสถียรและกลั่นพิษจากโอสถที่หลงเหลือภายในร่างกายออกไป ในตอนนี้
ระบบการบ่มเพาะพลังปราณของหลินหมิงอาศัยเพียง ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ส่วน ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพ
คลั่ง’ที่เป็นเพียงเคล็ดการบ่มเพาะกายผันแปรขั้นต้นไม่เหมาะสำหรับเขา
แล้วที่จะสามารถทำให้เขาไปสู่ระดับสูงได้
เป็นเช่นนี้ อีก 2 วันผ่านไป ทุกวันหลินหมิงจะออกไปอย่างเงียบๆ
เพื่อพบกับครอบครัวและสหายของเขา วันนี้ หลินหมิงเพิ่งเสร็จจากการ
กินข้าวร่วมกับบิดามารดา และเล่นหมากรุกกับหลินเสี่ยวตง และจู่ๆเขาก็
ได้ยินบางคนพูดว่า “หลินหมิง”
เมื่อมองกลับไป เขาเห็นฉินซิงเซวียนในชุดที่งามสง่า นางถือถาดชุด
น้ำชาในมือ และยืนอยู่ในทิศทางเดียวกับดวงอาทิตย์ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่
แสนงดงามบนใบหน้าของนาง
ในขณะที่หลินเสี่ยวตงเห็นฉินซิงเซวียน ใบหน้าอันอวบอั่นของเขาก็
ย่นลงในทันที ยิ้มเจ้าเล่ห์และกล่าวเสียงดังออกมาราวกับมีเรื่องสำคัญว่า
“โอ้! ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าข้ามีบางอย่างสำคัญจะต้องไปทำ! ข้าขอตัวก่อนละ
กัน!”
ในขณะที่เขากล่าวเช่นนี้ เขาก็ได้รีบวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้
เพียงแค่รอยยิ้มที่เคอะเขินของฉินซิงเซวียน นางค่อยเอาชุดถ้วยชามาวาง
ลงที่โต๊ะ
มันเป็นวันที่น่าเกียจคร้าน แสงแดดส่องประกายระยิบระยับในบ่าย
ฤดูใบไม้ผลิที่สดใส การนั่งในสวนพร้อมกับถ้วยชา มันให้ความรู้สึกสดชื่น
อย่างบอกไม่ถูก ด้วยสาวงามคอยรินน้ำชาให้และชมความงามของดอกไม้
นี่เป็นชีวิตที่ราวกับเทพนิยาย
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงกลับไม่สามารถที่จะรื่นรมณ์ไปกับช่วงเวลานี้
ได้ ตรงข้าม กลับรู้สึกกลัวบางอย่าง…
ฉินซิงเซวียนยกถ้วยชาอย่างไม่เร่งรีบ จิบชาเบาๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ลอยออกมาทำให้สดชื่นหัวใจ
“พี่หลิน ไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้ามีความกังวลใจอย่างมากใช่หรือไม่?”
ฉินซิงเซวียนกล่าวเสียงเบาออกมาขณะที่วางถ้วยชาตรงหน้าของหลินห
มิง
หลินหมิงผงะ ฉินซิงเซวียนที่มักจะเรียกเขาด้วยชื่อเต็ม นางมิเคยจะ
พูดถึงชื่อที่เรียกแล้วดูเหินห่างและดูให้ความเคารพเช่น ‘พี่หลิน’ หลินห
มิงมิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เขากลับรู้สึกเจ็บจี๊ดภายในหัวใจ
ด้วยมีกลิ่นหอมอ่อนๆของชาลอยออกมาในอากาศ ทั้งสองคนต่างอยู่
ในความเงียบ ชาเริ่มที่จะเย็นชืดอย่างช้าๆ ฉิงซิงเซวียนจึงกล่าวเบา
ออกมา “พรุ่งนี้ข้าจะกลับไปยังเมืองหลวงแล้ว”
“อืม” หลินหมิงตอบกลับ ความรู้สึกที่ไม่มีความสุขเกิดขึ้นในจิตใจ
ของเขา
เมื่อเห็นสีหน้าของหลินหมิง จู่ๆฉินซิงเซวียนก็ยิ้มออกมา แสงของ
ดวงอาทิตย์ทำให้ชุดสีเหลืองของนางเปล่งประกาย มันทำให้ผู้คนเกิด
ความหลงไหลได้อย่างง่ายดาย “พี่หลิน หลายวันที่ผ่านมาข้าได้คิดถึง
หลายสิ่ง และมันมีบางอย่างที่ชะตาได้กำหนดมาไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
หลายร้อยปีต่อจากนี้ เมื่อข้ากลายเป็นหญิงชรา แม้ข้าจะไม่อาจอดกลั้นได้
ก็ตาม…”
น้ำเสียงของฉินซิงเซวียนดูเหมือนจะขี้เล่นเพื่อปิดบังความขมขื่นใน
จิตใจ ทำให้หลินหมิงเกิดความไม่สบายใจยิ่งนักหลายร้อยปีต่อจากนี้
รูปลักษณ์ของหลินหมิงคงมิได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่สำหรับฉินซิงเซวียน
มันเป็นได้ยากที่จะนางจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
หลายร้อยปีต่อจากนี้นางอาจจะถึงขีดจำกัดอายุขัยของนางแล้วก็เป็นได้
เพียงแค่จุดนี้ก็ทำให้ทั้งสองแยกออกจากันคนละโลก ไม่อาจอยู่เคียง
ข้างกันได้
นี่คือสิ่งที่ฉินซิงเซวียนได้หมายถึงนางไม่อาจที่จะอดกลั้น นางไม่
ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้น
เมื่อช่วงเวลาจิบชายามบ่ายได้ลากยาวมากว่าชั่วโมง ชาก็ยังคงมีกลิ่น
หอมอยู่ แต่มันดูเหมือนจะมีรสขมที่ทำให้ปวดใจ
แม้แต่หลังจากที่ฉินซิงเซวียนจากไป หลินหมิงก็ยังตกอยู่ในความ
เหม่อลอย คิดไปถึงใบหน้าของนางที่งดงามได้ค่อยๆเปลี่ยนไปตาม
กาลเวลา หลินหมิงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจด้วยความเสียใจ
ถ้าหากเพียง…
ทันใดนั้น จิตใจของหลินหมิงก็สั่นสะท้าน ฉินซิงเซวียนอายุยังไม่ถึง
16และระดับการบ่มเพาะของนางก็อยู่เพียงขั้นดัดกระดูกเท่านั้น ถ้าหาก
ละทิ้งการบ่มเพาะในปัจจุบันของนางไปและเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ต้น เช่นนั้น
…
หลินหมิงได้สำเร็จเบื้องต้นของกายผันแปรของ ‘เคล็ดวิชาชีพจร
ปราณเทพคลั่ง’แล้ว สำหรับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ หลินหมิงก็ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากถึงขั้นที่ 3 นี่เป็น
วิธีการหลักในการพัฒนาปราณแท้ของ ‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’
ด้วยความลึกล้ำของมัน เขาอาจจะพยายามจารึกความเข้าใจ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ ที่เขามีลงไปบนแผ่นหยกได้
หากเขาทิ้งบางวิธีการบ่มเพาะที่ได้รับมาจากแดนเทวะให้กับภรรยา
และบุตรของตนในอนาคตเช่นนั้นพวกเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น มีเพียงเรื่องนี้
เท่านั้นที่หลินหมิงจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวเขา
ด้วยพรสวรรค์ระดับ 6 ของฉินซิงเซวียน หากนางได้เรียนรู้เคล็ดบ่มเพาะ
จากแดนเทวะเหล่านี้พร้อมกับมีโชคเข้าช่วย เช่นนั้นการทะลวงเข้าสู่ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ย่อมมิใช่เรื่องยาก
ในอนาคต ฉินซิงเซวียนอาจจะสามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างมาก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลินหมิงเข้าไปในห้องที่เงียบสงบ เขาเอาแผ่นหยก
บันทึกออกมา และเริ่มที่จะจารึก ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ การจารึกเคล็ดบ่มเพาะนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและซับซ้อน และผู้
ที่จะจารึกลงไปได้จะต้องมีความรู้ในเคล็ดบ่มเพาะนั้นอย่างลึกซึ้ง นี่จึงเป็น
เหตุผลว่าเหตุใดแผ่นหยกที่บันทึกเคล็ดบ่มเพาะจึงมีค่าอย่างยิ่ง
หลินหมิงใช้เวลาทั้งบ่ายและสามารถที่จะจารึกความรู้ครึ่งแรกของ
‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ ลงไปได้ มีข้อบกพร่อง
บางอย่างแต่หลินหมิงก็ได้ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว หากจะสมบูรณ์
ได้อย่างน้อยเขาก็ต้องบ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ จนถึงขั้นสูงสุด
หากให้ฉินซิงเซวียนฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะที่เขาจารึกไว้นี้ นางจะต้อง
พบกับความยากลำบากยิ่งกว่าตอนที่หลินหมิงได้ฝึกมัน แต่มันกลับเหนือ
ยิ่งกว่าเคล็ดบ่มเพาะระดับของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เสียอีก
เมื่อเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำคืน ตะเกียงน้ำมันที่อยู่ในห้องฉินซิง
เซวียนยังคงส่องประกาย นางบ่มเพาะอยู่บนเตียงของนาง แต่หัวใจของ
นางมิได้สงบ นางอิจฉามู่เชียนหยี่จนถึงกระดูก หากนางมีพรสวรรค์และ
ความแข็งแกร่งเช่นนั้นคง…
ฉินซิงเซวียนมิได้กังวลเรื่องริ้วรอยหรือการปราถนาที่จะเป็นอมตะ
สิ่งที่นางหวาดกลัวคือในขณะที่สามีของนางยังคงเป็นหนุ่มรูปหล่อ
ในขณะที่นางได้กลายเป็นหญิงชราผมขาว สำหรับนาง มันเป็นอนาคตที่
น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ต่อให้สามีของนางยอมรับเรื่องนี้ได้ นางคงมิ
อาจยอมรับได้
เสียงประตูเปิดออก ปรากฏเป็นร่างของหลินหมิง
ฉินซิงเซวียนตกตะลึง มันมิได้ดีนักในการเข้ามาในห้องของผู้หญิงใน
ยามค่ำคืน โดยเฉพาะหากถูกผู้อื่นพบเห็น เช่นนั้นคงจะเป็นเรื่องใหญ่
อย่างแน่นอน
ฉินซิงเซวียนเชิญหลินหมิงเข้ามาในห้องของนางอย่างระมัดระวัง
ด้วยความสงสัยนางจึงกล่าวถามออกไป “พี่หลิน มีเรื่องด่วนอันใดหรือ?”
“นี่สำหรับเจ้า”
หลินหมิงไม่พูดจายืดเยื้อ เขาเอาแผ่นหยกบันทึกออกมาวางบนโต๊ะ
ฉินซิงเซวียนหยิบแผ่นหยกบันทึกขึ้นมา มันยังอุ่นอยู่เลยเมื่อนาง
สัมผัส เห็นได้ชัดว่าแผ่นหยกบันทึกนี้เพิ่งจะถูกจารึกลงไปได้ไม่นาน มิ
เช่นนั้นมันคงจะไม่มันเงาแวววาวและลื่นมือเช่นนี้
เมื่อนางส่งจิตสัมผัสเข้าไปในแผ่นหยกบันทึก ฉินซิงเซวียนก็ตกตะลึง
นางตรวจสอบต่อไปอย่างระมัดระวัง หลังจากผ่านไป 15 นาที นางจึง
ถอนจิตสัมผัสออกมา และจ้องมองไปยังหลินหมิงด้วยสายตาที่ไม่ยากจะ
เชื่อ
ถึงหลินหมิงจะไม่อาจจารึก ‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่
แท้จริง’ ทั้งหมดลงไปได้ แต่ด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและพรสวรรค์
ของฉินซิงเซวียน นางก็ตระหนักได้ว่ามันเป็นเคล็ดบ่มเพาะที่ล้ำค่าอย่าง
ยิ่ง มันล้ำค่ายิ่งกว่าเคล็ดบ่มเพาะหายากใดๆของหุบเจ็ดแก่นแท้เสียอีก
“นี่คือ… นี่คือเคล็ดบ่มเพาะ…” น้ำเสียงของฉินซิงเซวียนสั่นเครือใน
ขณะที่กล่าวออกมา บางทีนี่อาจเป็นมรดกล้ำค่าของหลินหมิงที่ได้มาจาก
การเสี่ยงชีวิตเข้าไปในซากโบราณสถานบางแห่ง เหตุใดเขาจึงให้มันมา
ง่ายๆกับนางกัน?
ในตอนนี้ การให้สิ่งนี้กับนางเท่ากับเป็นการให้ข้อผูกมัด พันธสัญญา
และคำปฏิญาณ มันน่าเชื่อถือมากกว่าคำพูดบอกรักที่สวยหรูมากมาย
หลายเท่านัก
มันไม่จำเป็นต้องกล่าวสิ่งใดอีกต่อไป
ชั่วขณะนึง ความคิดปิติยินดีผุดขึ้นมาในหัวของนาง มันกระทันหัน
มากจนนางอยากจะร้องให้
หลิงหมิงกล่าว “เคล็ดบ่มเพาะนี้เป็นเพียงส่วนนึงเท่านั้น ข้านั้นมิได้มี
แผ่นหยกบันทึกที่เป็นต้นฉบับ ข้าเพียงสามารถฝึกได้อย่างเดียว เรื่องนี้มัน
ยากที่จะอธิบาย ข้าเพียงแค่อยากจะกล่าวว่า เคล็ดบ่มเพาะนี้สำคัญเป็น
อย่างยิ่งและจำเป็นที่จะต้องเก็บเป็นความลับ มิเช่นนั้นมันจะนำหายนะ
มาสู่ตัว หลังจากนั้นหากข้ามีความสามาถที่จะจารึกอีกส่วนลงไปได้ ข้าจะ
นำมันมาให้เจ้าอีกที ทุกอย่างก็เพื่อเจ้า”
ฉินซิงเซวียนกอดแผ่นหยกบันทึกเอาไว้ใกล้กับอกของนาง นางจ้อง
มองไปยังหลินหมิง ดวงตาของหลินหมิงนั้นอ่อนโยนและอบอุ่น มองไปยัง
เขา นางช่วยไม่ได้ที่จะหลับตาลงให้จิตใจสงบลง ขนตาของนางสั่น
หลังจากที่นางสงบลงได้แล้ว นางลืมตาขึ้นมาและกล่าวว่า “ข้าจะไม่
บอกเรื่องนี้ให้กับผู้ใด”
“ละทิ้งเคล็ดบ่มเพาะที่เจ้าเคยฝึกมา และฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ จนเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เริ่มบ่มเพาะ
ระดับต่างๆตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นดัดกระดูกและขจัดสิ่งสกปรกออกจาก
ร่างกาย จากนั้นผสานปราณแท้เข้ากับส่วนต่างๆของร่างกาย มีเพียง
วิธีการนี้ที่จะทำให้เจ้าเริ่มการบ่มเพาะสร้างรากฐานใหม่ได้”
หลินหมิงมิได้วางแผนที่จะให้ฉินซิงเซวียนเรียนรู้กายผันแปรขั้น
ผสานไขกระดูก เพราะเงื่อนไขมันยากเย็นยิ่งนัก จึงเป็นเหตุผลที่เขาได้ให้
‘เคล็ดบ่มเพาะบรรพกาลแห่งกลียุคที่แท้จริง’ กับนางแทน ตราบใดที่ฉิน
ซิงเซวียนสร้างรากฐานที่มั่นคงและบ่มเพาะต่อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างย่อม
เป็นไปได้ จากนั้นเมื่อฉินซิงเชียนกลืนกินโอสถลงไปเขาสามารถใช้ปราณ
อัคคีชำระล้างร่างกายของนางให้บริสุทธิ์ได้ในภายหลัง
เมื่อทำเรื่องต่างๆสำเร็จ หลินหมิงก็จะมีความสุขเป็นอย่างมาก ใน
ตอนนั้นเอง เขารู้สึกดีราวกับว่าพิษจากโอสถในร่างกายของได้หายไปหมด
ด้วยไม่มีเรื่องค้างคาใจอีกต่อไป หลินหมิงจะเดินทางไปยังเกาะ
จันทราทมิฬ และเขาสมบัติลับของสำนักคว้าจันทร์มาครอบครอง