Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 355 เข้าสู่นิกาย
ชายหนุ่มผู้กำลังกล่าวอยู่นี้ จ่านอวิ๋นเจียน และเขาเป็นศิษย์จาก
นิกายหุบเขาวายุ เขาอายุ 19 ปี ระดับการบ่มเพาะของเขานั้นอยู่ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงต้นที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะทะลวงเข้าสู่ปราณต้นฟ้าช่วงกลาง
ชายหนุ่มผู้นี้และหยานฟู่หงเป็นคนรู้จักกันมาก่อน หลังจากที่พวก
เขาได้ ‘บังเอิญเจอกันโดยอุบัติเหตุ’ หยานฟู่หงได้หยิบยกเรื่องขึ้นมา
กล่าวและในเรื่องเหล่านั้นเขาก็ได้กล่าวถึง มู่เชียนหยี่ที่ได้กล่าวชื่นชม
หลินหมิงเอาไว้อย่างมาก เขาต้องการที่จะทำให้จ่านอวิ๋นเจียนที่หยิ่งยโสผู้
นี้ ไปจัดการกับความภูมิใจของหลินหมิงในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่าน
รองเจ้าสำนัก
เพื่อที่จะสั่งสอนหลินหมิงให้เป็นบทเรียนว่าเขาเหมาะจะเป็นแค่ศิษย์
สายนอกเท่านั้น สิ่งที่เรียกว่างานแข่งขันจะเกิดขึ้นในงานเลี้ยงฉลองจะ
เป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งตารอชม ผู้ใดที่ต้องการจะแข่งขันกับใคร ต้องทำเพียงแค่
ขานชื่อคู่ต่อสู้หรือกระโดดขึ้นไปบนเวทีเองได้ บางครั้งก็ไม่ได้เพียงแค่
แข่งขันกันด้วยทักษะต่อสู้ อาจจะมีแข่งเคล็ดวิชาเพลิง เคล็ดวิชาลับ
กระบวนท่า ความเข้าใจในวิถีและอื่นๆ
มันมีหลายทางที่จะแสดงทักษะของตน มันมีกฎอยู่ว่าผู้ที่อยู่นิกาย
เดียวกันนั้นไม่อาจท้าทายกันได้ ในเมื่อหยานฟู่หงและหลินหมิงนั้นอยู่
นิกายเดียวกัน มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะต่อสู้กันในงานนี้
ในขณะที่จ่านอวิ๋นเจียนได้ยินหยานฟู่หงกล่าวถึงหลินหมิง ผู้ที่ได้ถูก
ชื่นชมอย่างมากโดยนักบุญหญิงมู่เชียนหยี่ เขาจึงเริ่มที่จะสนใจระดับการ
บ่มเพาะของหลินหมิง
“หืม? เขาอยู่เพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย มันยากที่จะเชื่อว่า
ด้วยระดับการบ่มเพาะเพียงแค่นี้จะได้รับการชื่นชมจากเทพธิดามู่ เขา
อายุเท่าใดกันหรือ?”
“เขาอายุ 16 ปี”
“จริงหรือ? ด้วยอายุ 16 ปีมีระดับการบ่มเพาะขั้นผสานชีพจรช่วง
ปลายก็น่าประทับใจอยู่หรอก หากความแข็งแกร่งของเขาโดดเด่นด้วยก็
คงจะดี เช่นนั้นเขาจึงเหมาะสมที่จะได้รับคำชื่นชมจากท่านเทพธิดามู่”
จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวถึงหลินหมิงไม่กี่คำและเริ่มเดินจากไป
หยานฟู่หงกล่าวอย่างกังวล “พี่ชายอวิ๋น ท่านมิได้สนใจในตัวเขา
หรือ?”
“สนใจเช่นนั้นหรือ?” จ่านอวิ๋นเจียนชะงักเท้า และยิ้มจางๆไป
ยังหยานฟู่หง เขาก็ยังกัดกินผลไม้อยู่ดี “ดูเหมือนว่าท่านจะมีปัญหา
บางอย่างกับเด็กหลินหมิงผู้นี้ ข้าก็สนใจอยู่หรอก แต่ข้านั้นมิได้มี
คุณสมบัติพอที่จะเผชิญหน้ากับเขา เขาเด็กกว่าข้าถึง 3 ปีและระดับการ
บ่มเพาะของเขายังต่ำมาก แล้วจะเอาข้าไปเทียบกับเขาได้อย่างไรกัน? หา
เขาอายุพอๆกับข้า ข้าอาจจะสนใจเขามากกว่านี้”
จ่านอวิ๋นเจียนเป็นผู้มีอันดับต้นๆของนิกายหุบเขาวายุคลั่ง และมี
ระดับเทียบเท่ากับเจ้าหญิงเพลิงตะวันแห่งนิกายเพลิงตะวันหรือสายฟ้า
พิโรธแห่งนิกายตราประทับสายฟ้า เขาเป็นผู้ที่มักจะเป็นผู้ชอบท้าทายผู้ที่
แข็งแกร่งกว่าตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่าหรือระดับการบ่มเพาะ
สูงกว่า หลินหมิงนั้นเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 16 ปี และระดับการบ่มเพาะ
ของเขายังอยู่เพียงแค่ขั้นผสานชีพจรช่วงปลาย ในงานเลี้ยงครั้งนี้เขาคงไม่
ต่างจากเด็กคนหนึ่ง หากจ่านอวิ๋นเจียนท้าทายหลินหมิง เขาคงเป็นที่
หัวเราะของคนอื่นๆ
หากเขาต่อสู้กับหลินหมิงจริง มันก็คงเป็นความพยายามที่ป่าว
ประโยชน์ มันมิได้มีชื่อเสียงใดๆเลยหากเขาเป็นผู้ชนะ จ่านอวิ๋นเจียนไม่
ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการแข่งที่ไร้คุณค่าและยกยอ
หยานฟู่หงไม่ต้องการที่จะปล่อยเรื่องนี้ไป เขาลองที่จะพยายามโน้ม
น้าวอีกครั้ง “พี่ชายอวิ๋นท่านมิอาจดูถูกเขาได้ ถึงแม้ว่าระดับการบ่มเพาะ
ของเขาจะไม่สูงนัก แต่เขาก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นคงไม่มีทางที่ท่าน
นักบุญจะชายตามองเขาอย่างแน่นอน และเขาได้จัดการเหล่าผู้กล้าและ
ชนชั้นสูงต่างๆมามากมายจนได้กลายเป็นอันดับหนึ่งในงานประลองร่วม
สำนักของสำนักเจ็ดแก่นแท้…”
“สำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้หรือ? ใช่สำนักระดับ 3 ที่อยู่ในการ
ปกครองของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่? ศิษย์น้องฟู่หง ไม่จำเป็นที่
จะต้องกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ อันดับ 1ของ สำนักระดับ 3 ในงานประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักนั้นมิได้มีความหมายอันใด เมื่อตอนที่ข้าอายุ 15 ปี ข้าก็
ได้ท้าทายหัวหน้าศิษย์ของสำนักระดับ 3 ภายใต้การปกครองของนิกาย
หุบเขาวายุคลั่งและเอาชนะได้ใน 10 กระบวนท่า”
จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวอย่างไม่ใยดี แท้จริงแล้วมันมิได้เป็นความทรงจำ
ที่สำคัญสำหรับเขาเลย เขามองเห็นหยานฟูหงเกิดความลังเลจึงได้กล่าว
ออกไปว่า “ก็ได้ ศิษย์น้องฟู่หง ดูเหมือนว่าเจ้าจะถูกกดดันหนักและดู
เหมือนว่าเจ้านั้นคงจะมาแย่งชิงทรัพยากรของเจ้าซินะ เช่นนั้นข้าจะให้
ศิษย์สักคนของข้าขึ้นไปรับมือกับเขาก็แล้วกัน เขามีความสามารถ
ทางด้านใดบ้าง?”
การแข่งในงานเลี้ยงฉลองนั้นมิใช่เพื่อแสดงการเอาชนะคู่ต่อสู้เพียงผู้
เดียว แต่เป็นการแสดงเคล็ดวิชาออกมา จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวถามถึง
ความสามารถของหลินหมิงก็เพราะว่าถ้าหลินหมิงเชี่ยวชาญด้านใดเขาก็
จะใช้ด้านนั้นในการเอาชนะ
หยานฟู่หงดีใจขึ้นมาทันที เขากล่าว “เจ้าเด็กนี่เชี่ยวชาญในการ
ควบคุมสายฟ้า!”
“ควบคุมสายฟ้าหรือ? นั่นคือความสามารถที่คล้ายกับนิกายตรา
ประทับสายฟ้า พอดีข้ารู้จักศิษย์น้องหญิงจากนิกายตราประทับสายฟ้าที่
อายุราวๆ 17 ปี ให้นางได้แข่งกับเขาเป็นอย่างไร?”
“อายุ 17 หรือ?” หยานฟู่หงคิ้วขมวด ถึงแม้เขาจะไม่คิดว่าหลินหมิง
นั้นจะแข็งแกร่งมากนัก เขามิได้สงสัยในพรสวรรค์ของหลินหมิง เพราะ
มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้อ่อนแอจะอยู่ในสายตาของท่านมู่เชียนหยี่?
“หญิงเด็กหญิงนัก ท่านมั่นใจหรือว่านางจะชนะได้?”
“ฮ่าฮ่า ข้าเข้าใจนางผิดไป ในอีกปีสองปีข้างหน้านางจะต้องติดใน
รายชื่อลำดับสอง”
การไร้ซึ่งผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดเช่นระดับนักบุญนั้น
ระดับสองจึงเป็นระดับสูงสุด มันมีอัจฉริยะที่อยู่ในระดับสองไม่มาก นี่จึง
ทำให้หยานฟู่หงรู้สึกโล่งใจ หญิงสาวผู้นี้ยังอายุมากกว่าหลินหมิงอีกด้วย
“ขอบใจท่านมากศิษย์พี่อวิ๋น วันนี้ข้าเลี้ยงเอง ไปยังภัตตาคารหุบเขา
กันเถอะ!”
“ภัตตาคารหุบเขาหรือ? เป็นสถานที่ดีอย่างยิ่ง! ข้าได้ยินมาว่า
จำเป็นต้องใช้หินลมปราณแก่นแท้ระดับกลางถึงจะสั่งอาหารได้ อาหารที่
นั่น หากเป็นนักสู้ทั่วไปเข้าไปกินมันถือเป็นการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการบ่ม
เพาะทั้งปีของพวกเขาเลยทีเดียว ข้าจะพลาดโอกาสนี้ได้อย่างไร ฮ่าฮ่า!”
…………………..
ศาลาต้นอู๋ถงนั้นมีมากถึง 360 หลัง และส่วนใหญ่จะว่าง ศิษย์หลัก
แผนกวิหคเพลิงนั้นมีกันเพียงแค่ 20 คนเท่านั้น เช่นนั้นจึงมีที่ว่างไว้ใช้ทำ
กิจกรรมอย่างอื่นเยอะ ตัวอย่างเช่น ใช้ในการจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิด
ครบ 400ปี ของท่านรองเจ้านิกาย เหล่าผู้กล้าและชนชั้นสูงก็จะมาอยู่ใน
ศาลาต้นอู๋ถงเหล่านี้
หลินหมิงอาศัยอยู่หลังที่ 22 ซึ่งมันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มชุดแดง
ที่ได้พาเข้าข้ามประตูหุบเขามา ซึ่งก็คือศิษย์พี่จาง ในหลายวันที่ผ่านมา
หลินหมิงได้คุ้นเคยกับเขามาก และได้รู้ชื่อแซ่ของเขา – จางเจิ้น
แต่ละหลังจะมีลานของตนเอง สำหรับการบ่มเพาะ หลินหมิงนั้น
เริ่มทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ดวงตะวันจะขึ้นและบริเวณลานนั้นจะเต็มไปด้วย
พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีที่หนาแน่น พลังต้นกำเนิดสวรรค์และใน
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีมากยิ่งว่าหุบเขาเจ็ดแก่นแท้นัก และการบ่มเพาะ
ที่นี่ราวกับว่ากำลังอาบในทะเลของพลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพี มัน
เป็นความรู้สึกที่รื่นรมย์และหรูหราเป็นอย่างยิ่ง
ศาลาต้นอู๋ถงนั้นค่อนข้างน่ารำคาญในหลายวันมานี้ มีศิษย์หลายคน
มายังที่แห่งนี้ พวกเขาแต่ละคนมีทักษะที่หลากหลายและรู้สึกคันไม้คันมือ
ไม่อาจที่จะรองานเลี้ยงเริ่มได้ พวกเขาจึงได้เปิดใช้พื้นที่ในป่าต้นอู๋ถงเพื่อ
ทดสอบเคล็ดวิชาของตน เมื่อมีบางคนเริ่มแข่งขันเคล็ดวิชากัน
เปรียบเทียบกัน มันจึงได้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ
หลินหมิงอยู่ในที่พักของตนมา 3 วันแล้ว และไม่มีผู้ใดมารบกวนเขา
ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสำหรับการเข้าไปใน
ด่านทดสอบของแดนเร้นลับแห่งฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และก็ยุ่งอยู่กับการเตรียม
งานเลี้ยงฉลองวันเกิดท่านรองเจ้าเช่นกัน
ในบ่ายวันที่ 4 มีสาวใช้เรียกหลินหมิงที่หน้าห้อง “ท่านหลิน ท่าน
นักบุญหญิงเรียกให้ท่านไปพบที่ตำหนักทมิฬ”
สาวใช้ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้คล้ายกับผู้ที่อยู่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ในตอนนั้น หากพวกเขารับใช้นักบุญหรือผู้อาวุโสอื่นๆ สถานะของพวก
เขาอาจจะสูงอยู่บ้าง ถึงแม้สาวใช้ผู้นี้จะอายุใกล้เคียงกับหลินหมิง แต่นาง
ก็มีระดับการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกเลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าคงจะต้องรบกวนแม่นางนำทางให้ข้าด้วย” หลินหมิงกล่า
วอย่างให้ความเคารพ
สาวใช้หัวเราะคิกคักและนำทางหลินหมิงไปยังตำหนักทมิฬที่อยู่ใน
เขตศาลาต้นอู๋ถง นี่มิใช่ประตูทางเข้าหุบเขาหรือทางเข้าวิหาร จะต้องบิน
ไป
ยอดของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทอดยาวไร้สิ้นสุด มีหลายยอดเขาและ
มีความหลากหลายที่งดงามของแต่ละยอด แม้แต่ยอดที่ดูอันตรายยังราว
กับสร้างจากหยกที่งดงาม หุบเขาฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ตำหนักทมิฬตั้งอยู่ที่สูง
และหุบเขาพิศวงที่ปกคลุมไปด้วยต้นอู๋ถงสีเขียว มีหมอกหนาอยู่รอบหุบ
เขา ก่อตัวเป็นหมอกมายาสีเขียว
ตำหนักทมิฬนั้นสูงร้อยก้าวและกว้างหลายลี้ โครงสร้างทั้งหมดทำ
จากหินสีฟ้าอันประณีต ในขณะที่หลินหมิงเดินเข้าไป เขาก็ได้มองเห็น
สตรีที่สวมชุดสีแดงนั่งอยู่บนแท่นเก้าอี้ที่ทำมาจากหยก ถึงแม้สตรีผู้นี้จะมี
ผมสีเงิน นางก็ยังมิได้ดูชรานัก และยังดูเหมือนจะอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์และ
งดงามที่สุดในชีวิตของนาง สำหรับสตรีที่นั่งอยู่ด้านข้างใกล้กับนางก็คือมู่
เชียนหยี่
มิต้องสงสัยเลยว่า สตรีผมสีเงินนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งยุค หลินหมิ
งโค้งศีรษะและกล่าว “ผู้เยาว์หลินหมิงขอคารวะผู้อาวุโส”
“หลินหมิง หญิงชราผู้นี้ได้ยินหยี่เอ่อร์กล่าวถึงเจ้าบ่อยๆ”
หญิงงามผู้นี้ยิ้มออกมา ดวงตาที่มีเสน่ห์ของนางจ้องมองไปยังหลินห
มิง “ความจริงคือ ในเมื่อเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกฝนอัจฉริยะ
เจ้าสามารถที่จะฝึกฝนอยู่ในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ถึงแม้จะไม่เข้าร่วมกับ
นิกายของข้า สามารถที่จะได้รับทรัพยากรและการปฏิบัติเช่นศิษย์หลัก
แต่ก่อนอื่น ข้านั้นได้ฟังมาจากหยี่เอ่อร์ว่านางนั้นได้ให้ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ขั้นแรกกับเจ้าไปแล้ว และเจ้าเองก็
ต้องการที่จะศึกษาขั้นต่อไป อย่างไรก็ตาม เคล็ดบ่มเพาะนี้เป็นมรดกของ
ล้ำค่าที่มิอาจส่งให้คนนอกได้ อีกอย่าง หญิงชราผู้นี้ก็อยากที่จะถามว่า
เจ้านั้นต้องการที่จะเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในฐานะศิษย์หลัก
หรือไม่?”
เสียงของหลินหมิงติดอยู่ในลำคอ เขามิอาจตอบได้ในทันที
สตรีงดงามผู้นี้ยิ้มและกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเป็นชายที่มีเกียรติ และ
ยังลังเลก็เพราะหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ฮ่าฮ่า คนที่แท้จริงจะมีน้ำใจและจ่าย
หนี้ของเขาเสมอ หญิงชราผู้นี้ได้ตระหนักถึงเรื่องของเจ้ากับหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้แล้ว เท่าที่หญิงชราผู้นี้เข้าใจ เจ้านั้นมิใช่ศิษย์อย่างเป็นทางการ
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และหุบเขาแก่นแท้นั้นเดิมทีก็มิได้ทุ่มเททรัพยากร
ช่วยเจ้าตั้งแต่แรก หากเจ้าเลือกที่จะเข้าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันจะไม่มี
ปัญหาอันใดเลย อีกอย่าง หากกังวลเกี่ยวกับฉีซงเทียน หญิงชราผู้นี้ก็ได้
หารือกับเขาแล้วและเขาก็ได้เห็นด้วยในการที่จะให้เจ้าเข้าร่วมกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้านั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นศิษย์ครึ่งหนึ่งของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์”
หญิงชราผู้นี้กล่าวอย่างราบเรียบและเป็นปกติ แต่ความจริงแล้วเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้จ่ายและทำข้อตกลงมากมายเพื่อให้ได้หลินหมิงมาจาก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
หลินหมิงลังเล การเข้าร่วมนิกายเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตและ
เกี่ยวโยงกับอนาคตข้างหน้า เดิมที ตอนที่เข้าอยู่ในหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขา
ก็ยังมิได้เข้าร่วมอย่างแท้จริงด้วยตนเอง ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่ เขาก็
เห็นมู่เชียนหยี่เดินมายังเขา ส่งสัญณาณให้เขารีบตกลง
“ผู้อาวุโส ผู้เยาว์มีคำถาม ศิษย์หลักมีหน้าที่อย่างไรบ้างในเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?”
สตรีงดงามผู้นี้ตกตะลึง นางมองมายังหลินหมิงอย่างมีความหมาย
และยิ้ม “เจ้าต้องการที่จะกล่าวถึงเงื่อนไขกับหญิงชราผู้นี้หรือ? คนหนุ่ม
ช่างกล้าหาญนัก! เหล่าผู้กล้าและชนชั้นสูงต่างลำบากในการที่จะขึ้นมา
เป็นศิษย์หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แล้วเจ้ากลับกล่าวถึงเงื่อนไข
มั่นใจเสียจริง!”
คำกล่าวของสตรีงดงามผู้นี้ดูเหมือนจะสรรเสริญ แต่มันกลับเต็มไป
ด้วยความไม่พอใจ สำหรับนาง คำกล่าวของหลินหมิงค่อนข้างจองหอง
มู่เชียนหยี่กังวลอยู่ภายในใจของนางอยู่ด้านข้าง
หลินหมิงสงบจิตใจอย่างช้าๆและกล่าว “ผู้อาวุโส ข้าเป็นชายที่ยึด
มั่นในพันธสัญญาที่ตนสร้างขึ้นมา โบราณกล่าวไว้ว่า – มีอาจารย์หนึ่งวัน
ก็เป็นอาจารย์ทั้งชีวิต หากข้าเข้าร่วมนิกาย เช่นนั้นมันก็คล้ายกัน ในเมื่อ
พันธสัญญานี้จะผูกมัดข้าไปตลอดชีวิต เป็นธรรมดาที่ข้าจะต้องมิอาจ
ตัดสินใจและให้คำตอบได้ง่ายๆ ผู้อาวุโสได้กล่าวถึงเหล่าอัจฉริยะที่
ต้องการมาเพื่อเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่มิใช่ว่าส่วนใหญ่มา
เพียงเพื่อต้องการทรัพยากรของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นหรือ?” โลก
นั้นกว้างใหญ่ มีข้อเสนอที่น่าสนใจอยู่มากมาย ในโลกนี้ มีผู้คนมากมายที่
บ้าคลั่งเพื่อผลประโยชน์ของตน แต่ผู้ที่บ้าคลั่งในคุณธรรมและเกียรตินั้น
หายากยิ่ง คนเหล่านั้นมาเข้าร่วมกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นรายแรก แต่
หากเกิดภัยพิบัติขึ้นกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์พวกเขาเองก็จะมิใช่เป็นพวก
แรกที่หนีไปหรือ? นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อ”
คำกล่าวของหลินหมิงนั้นมิได้หยิ่งยโสและมิได้อ่อนแอ และมันได้ดัง
ก้องไปทั่วทั้งห้องโถง สตรีงดงามผู้นี้ได้ประหลาดใจ นางมิเคยคิดเลยว่า
เด็กหนุ่มอายุ 16 ปีจะกล่าวคำเช่นนี้ออกมาได้ แม้แต่มู่เชียนหยี่ก็ยังตก
ตะลึง
หลังจากเงียบสงบอยู่นาน จู่ๆสตรีงดงามผู้นี้ก็ยิ้มออกมา “ดี! ดีมาก!
มีคุณธรรมและบ้าคลั่ง! ตราบใดที่พรสวรรค์และความสามารถของเจ้า
สามารถทำให้หญิงชราผู้นี้พอใจได้ เช่นนั้น เจ้าก็สามารถเข้าร่วมกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีพันธสัญญาผูกมัด ตราบเท่าที่เจ้ายังยึดใน
คุณธรรมและมีจิตสำนึก!”