Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 356 เริ่มงานเลี้ยงฉลองวันเกิด
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง พวกเขามิได้ขาดแคลน
เหล่าผู้เสแสร้งเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนหรือขาดแคลนผู้ที่มีพรสวรรค์
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนเหล่านี้ จะมีสักกี่คนที่จงรักภักดีกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
สตรีงดงามผู้นี้นั้นมิได้เห็นด้วยอย่างเต็มที่เพียงเพราะคำกล่าว แต่
นางสามารถที่จะยืนยันด้วยหัวใจตนเองได้ว่า หลินหมิงมิใช่ผู้ที่เสแสร้ง
ผู้เนรคุณที่ลืมพระคุณและไร้คุณธรรม พันธสัญญาใดๆก็คงไร้
ประโยชน์สำหรับพวกเขา สำหรับผู้มีคุณธรรมและมิหักหลังผู้อื่น มันมิ
จำเป็นต้องมีข้อผูกมัดใดๆสำหรับพวกเขา อีกอย่าง สตรีงดงามผู้นี้ได้ให้
อิสระกับหลินหมิงอย่างมากเทียบเท่ากับศิษย์ลับ
“อย่างแรกเจ้าจะอยู่ภายใต้การดูแลของหยี่เอ่อร์ นางยังจะเป็นผู้ที่
สอนและส่งมอบ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
หญิงชราผู้นี้มีนามว่าอวี้หวง หรือเจ้าจะเรียกหญิงชราผู้นี้ว่าบรรพบุรุษ
อวี้หวงก็ได้! หากเจ้าสามารถเติบโตได้ภายในปีนี้ บางทีเจ้าอาจจะทะลวง
เข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าก่อนอายุ 17 ก็เป็นได้ เช่นนั้นข้าจะเป็นผู้สอนเจ้ากับ
มือเอง”
สตรีงดงามผู้นี้กล่าวออกมาและจากไป มู่เชียนหยี่โค้งศีรษะในขณะที่
นางจากไป และหลินหมิงเองก็โค้งศีรษะดั่งศิษย์ที่ดี
ในตอนนี้เหลือเพียงหลินหมิงและมู่เชียนหยี่อยู่ในห้องโถง สีหน้าที่ดู
จริงจังของมู่เชียนหยี่ก็หายไปทันที และในขณะที่นางมองไปยังหลินหมิง
นางก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
หลินหมิงสับสนและลูบจมูกของตน พร้อมทั้งกล่าวอย่างเอียงอายว่า
“สิ่งใดทำให้แม่นางมู่หัวเราะหรือ?”
“เจ้าเรียกข้าว่าอย่างไรนะ?” มู่เชียนหยี่คิ้วกระตุกและยิ้มอย่างขม
ขื่นขณะที่มองไปยังหลินหมิง
“อ่า…” หลินหมิงเขินเล็กน้อย “อาจารย์มู่”
“เจ้าเรียกผู้ใดว่าอาจารย์มู่หรือ? เรียกอาจารย์เฉยๆพอ ข้าไม่คิดหรอ
กว่าท่านอาจารย์จะให้เจ้าเป็นศิษย์ข้าจริง ความจริงแล้ว เจ้าก็ถือว่าเป็น
ศิษย์ข้าศิษย์คนแรกของข้า เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีศิษย์หลักอยู่กว่า 30
คน และมีราวๆ 20 คนเป็นศิษย์แผนกวิหคเพลิง ส่วนอีก 10 กว่าคนเป็น
ศิษย์แผนกวิหควารี ศิษย์เหล่านี้ล้วนมีปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
เป็นอาจารย์ และมีเพียงข้าคนเดียวที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำกว่าขั้นหลอม
รวมแก่นแท้!” มู่เชียนหยี่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย การได้เป็นอาจารย์ของผู้ใด
สักคนเป็นครั้งแรกเป็นความรู้สึกที่แปลกยิ่งนัก
หลินหมิงพูดไม่ออก เขาคิดว่าการได้เป็นศิษย์ของมู่เชียนหยี่นั้น
ค่อนข้างแปลก ความจริงแล้ว เขาหวังว่าเป็นผู้ที่อาวุโสกว่านี้ ตัวอย่างเช่น
หญิงชราอวี้หวง
ดูเหมือนว่าจะมีเพียงทางเลือกเดียวคือแสดงพรสวรรค์ของมาให้พวก
เขาเห็นโดยเร็วและดึงดูดความสนใจของหญิงชราอวี้หวงให้มากที่สุด
เช่นนั้นจึงจะสามารถหลุดจากสถานะเช่นนี้โดยไว
มู่เชียนหยี่เห็นถึงสีหน้าประหลาดของหลินหมิง และมันดูน่าตลก
นางจึงกล่าวต่อว่า “ก็ได้ ข้าจะไม่ก่อกวนเจ้า ข้ารู้ว่าสถานะเช่นนี้นั้นเป็น
เรื่องชั่วคราวเท่านั้น ข้าจะซื่อสัตว์กับเจ้า เจ้ายังมิได้เห็นชอบจากท่าน
อาจารย์ของข้าอย่างแท้จริง ถึงแม้ข้าจะได้กล่าวถึงพรสวรรค์ของเจ้าให้
นางฟังแล้ว แต่การได้เห็นกับตาย่อมสำคัญกว่าได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเข้า
ไปในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์หรืองานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 400ปี
ของผู้อาวุโสทั้งคู่ก็เป็นโอกาสอันดีในการแสดงพรสวรรค์ของเจ้าออกมา
ยิ่งเจ้าสามารถเข้ามาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์และกลายเป็นศิษย์สาย
ตรงเร็วเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งได้เปรียบในด้านต่างๆมากขึ้น”
ศิษย์สายตรง 10 คนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ถูกสอนโดย
ปรมาจารย์ระดับต้นๆเช่นหญิงชราอวี้หวง ถึงแม้มู่เชียนหยี่จะมีพรสรรค์
เยี่ยงสัตว์ประหลาดอัจฉริยะ แต่การที่จะเป็นอาจารย์ของผู้ใดสักคนนั้น
จำเป็นต้องมีประสบการณ์
หลินหมิงกล่าว “ข้าได้เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของท่านรองเจ้า
สำนักด้วยหรือ?”
“อืม ในเมื่อเจ้าเป็นศิษย์หลัก เจ้าก็จำเป็นที่จะต้องเข้าไปแสดงความ
เคารพในงานวันเกิดด้วย มันยังจะทำให้ท่านอาจารย์ได้ชื่นชมฝีมือเจ้าด้วย
ถึงแม้เจ้าจะได้เข้าไปในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แต่มันก็ยังที่
สถานที่ดีและไม่ดี กลุ่มคนทั่วไปจะได้เข้าไปเพียงแค่รอบนอก แต่จะมีอีก
กลุ่มที่สามารถเข้าไปยังศูนย์กลางของมันได้ และจำกัดเพียงแค่ 16 สิทธิ
10 สิทธิแรกเป็นของศิษย์สายตรง มันจึงเหลือเพียง 6 สิทธิที่เหลือสำหรับ
เหล่าศิษย์หลัก หากเจ้าสามารถแสดงพรสวรรค์ออกมามากพอเช่นนั้นเจ้า
ก็อาจได้ครอบครอง 1 สิทธิในนั้น”
“เป็นเช่นนี้เอง…” จิตใจของหลินหมิงหมุนวน เดิมที เขาไม่อยากที่
จะเข้าไปยังศูนย์กลางห้องโถงฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ถอยไม่ได้แล้วนะ และอย่าดูถูกคนอื่นๆล่ะ พวกเขาเป็นผู้มี
พรสวรรค์มากกว่าคนของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ แม้แต่หากเอาเจียงเป่าอวิ้น
มาเทียบกับที่นี่ เขาก็มิได้มีอะไรโดดเด่นนัก” ขณะที่มู่เชียนหยี่กล่าวอยู่
นั้น นางก็ได้สะบัดมือและมีแผ่นหยกสีแดงปรากฏบนฝ่ามือ
“นี่คือแผ่นหยก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
รักษามันเอาไว้ให้ดีและอย่าให้หายเด็ดขาด!”
หลินหมิงสูดหายใจลึกและหยิบแผ่นหยกขึ้นมา นี่คือเคล็ดบ่มเพาะ
หลักของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มูลค่าของมันไม่อาจจินตนาการได้
ถึงแม้จะมีตราประทับบนตัวหยกที่ใช้ติดตามรอย การที่มู่เชียนหยี่ได้
ให้มันกับเขาเช่นนี้ มันก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจของนางที่มีต่อเขา
แล้ว
……………..
ในคืนนั้น ดวงจันทร์ลอยเด่นสาดแสงบนฟากฟ้า หลินหมิงนั่งอยู่ใน
สวนหลังที่พักของตนเอง นั่งเข้าฌานอย่างสงบโดยศึกษา ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
แผ่นหยก 2 อัน อันหนึ่งบันทึก ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และอีกอันเป็นฉบับความเข้าใจของมู่เชียนหยี่
โดยเฉพาะ ไม่เพียงแค่มันจะบรรจุประสบการณ์ของมู่เชียนหยี่เอาไว้ แต่
ยังมีประสบการณ์ของผู้อาวุโสหลายคนได้หลงเหลือเอาไว้ เหล่าผู้อาวุโส
ทั้งหมดเป็นผู้ที่มู่เชียนหยี่ได้ศึกษาด้วยและนางได้บันทึกมันลงไปในแผ่น
หยกนั้นเอง เมื่อนางได้เริ่มบ่มเพาะ นางก็ได้กุมแผ่นหยกเอาไว้ในมือ
เช่นกัน เพราะเมื่อใดที่จะนึกบางอย่างที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการบ่ม
เพาะได้ นางก็จะทำการบันทึกลงในแผ่นหยกทันที
สิ่งที่บันทึกในแผ่นหยกล้วนเกี่ยวกับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มันมีทั้งวัสดุเสริมบางอย่าง มีบางทักษะ มีทั้งข้อมูล
การวิเคราะห์ในการทะลวงผ่าน และมีประสบการณ์ที่หายาก แผ่นหยก
อันเล็กนี้บันทึกและรวบรวมภูมิปัญญาของรุ่นสู่รุ่นเอาไว้
“เป็นของที่ดียิ่ง! หลินหมิงช่วยไม่ได้ที่เขาจะอุทานออกมา”
ถึงแม้ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ จะเป็น
เคล็ดบ่มเพาะระดับสูง แต่มันก็มิได้สมบูรณ์ หากมิได้มีวัสดุเสริม มันก็ยาก
ที่จะบ่มเพาะ
หลินหมิงได้ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งในการอ่านผ่านๆ ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ จากนั้นจึงวางแผ่นหยกลง และนวด
ขมับตนเอง ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ช่างน่า
ตกใจยิ่งนัก มันน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าการบ่มเพาะขั้นแรกของ ‘เคล็ดวิชา
ปราณเทพทรราชคลั่ง’
เดิมที ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ หากผู้ใด
สามารถที่จะเติมเต็มช่องโหว่และทำให้มันสมบูรณ์ได้จนสามารถที่จะฝึก
ถึงขั้นสูงพร้อมทั้งมีสายเลือดบริสุทธิ์ของฟีนิกซ์บรรพกาล ผู้นั้นจะ
สามารถกำเนิดใหม่ในเพลิงอมฤต
หลังจากกำเนิดใหม่ในเพลิงอมฤต 9 ครั้ง พวกเขาก็จะเสร็จสิ้นการ
บ่มเพาะขั้นสมบูรณ์ กลายเป็นอมตะและไร้เทียมทาน
แม้แต่ในความทรงจำของผู้อาวุโสทั้งสองของแดนเทวะก็ยังมิได้มี
ข้อมูลของเคล็ดบ่มเพาะเช่นนี้ ผู้อาวุโสแห่งเจดีย์แม่มดเองที่มีชีวิตอยู่มา
นานนับหมื่นปีก็ยังมิอาจหลุดพ้นวัฏสงสารแห่งความเป็นความตายได้และ
ในที่สุดเขาก็ได้ออกไปจากโลกมนุษย์หลังจากที่การปิดด่านฝึกตนล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงตัวฟีนิกซ์เอง ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ มิได้ดูเหมือนมีช่องโหว่อย่างที่ว่า ไม่ว่าจะ
จริงหรือไม่ก็ไม่อาจตรวจสอบได้ เพื่อที่จะบ่มเพาะเคล็ดวิชานี้ของตระกูล
ฟีนิกซ์โบราณจนเสร็จสมบูรณ์ได้เหมือนเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันเท่านั้น
ในขณะที่สติของหลินหมิงกำลังจมอยู่กับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เขาก็ได้เข้าสู่สภาวะเจตจำนงนักสู้จิตบริสุทธิ์
อย่างรวดเร็ว ปิดกั้นสัมผัสทั้ง 6 และปล่อยตนเองไหลไปตามกาลเวลา’
พลังเพลิงต้นกำเนิดอันหนาแน่นไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินหมิง เกิด
เป็นวังวนที่ดูดกลืนพลังต้นกำเนิดรอบๆตัวเขา นี่เป็นพลังธาตุจำเพาะ
เพลิงต้นกำเนิดที่มาจากต้นอู๋ถง หากผู้ใดบ่มเพาะ เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ที่นี่ จะใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวและเกิดผล 2
เท่า
หลังจากที่พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินห
มิง มันก็ได้ถูกดูดซับโดยเมล็ดพันธุ์เทพทรราชโดยมิได้เล็ดรอดออกมาเลย
แม้แต่นิดเดียว อาจจะกล่าวได้ว่าร่างกายของหลินหมิงเป็นดั่งขวดที่ไร้ก้น
เมื่อมีบางสิ่งเข้าไปแล้ว ก็มิอาจออกมาได้
แม้แต่มู่เชียนหยี่ก็ยังต้องตะลึงในพรสวรรค์เช่นนี้ของหลินหมิงในการ
บ่มเพาะธาตุจำเพาะเพลิง จนนางได้ขนานนามของหลินหมิงตามตำนาน
ว่า ‘บุตรแห่งเพลิง’
เมล็ดพันธุ์เทพทรราชกลายเป็นตื่นเต้นอย่างยิ่ง และปราณอัคคีหมุน
วนภายในเมล็ดพันธุ์เทพทรราชเริ่มกู่ร้อง หลังจากผ่านไปซักพัก วงแหวน
เพลิงที่มองไม่เห็นกระเพื่อมออกไปจากร่างของหลินหมิง วงแหวนเพลิงที่
มองไม่เห็นนี้ราวกับวายุกรรโชก กวาดไปทั่วทั้งป่าต้นอู๋ถง
ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับที่พักของหลินหมิงส่วนใหญ่เป็นศิษย์หลักของ
แผนกวิหคเพลิง และพวกเขานั้นมีสัมผัสรับรู้เกี่ยวกับพลังเพลิงต้นกำเนิด
ที่ผันผวนได้ หลังจากที่พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังต้นกำเนิดที่กวาดผ่านมา
พวกเขาก็ประหลาดใจอย่างมาก
มันคืออะไรกัน?
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก พวกเขาไม่อาจที่จะสืบหาต้นตอของ
พลังต้นกำเนิดว่ามาจากที่ใดได้ พวกเขาจึงได้ปลดปล่อยสัมผัสออกไปเพื่อ
ตรวจสอบ แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถที่จะหาต้นตอพบ จึงได้ตัดใจ
พลังเพลิงต้นกำเนิดค่อยๆหายไป หลินหมิงถอนหายใจยาวและลืมตา
ขึ้น ในที่สุดเขาก็ได้เข้าสู่ขั้นที่ 1 อย่างสมบูรณ์ของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้!
หากมิใช่เพราะพิษของโอสถจำนวนมากที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกาย
ของเขา เช่นนั้นการสำเร็จขั้นที่หนึ่งของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์
ต้องห้ามวิหคเพลิง’ก็มากพอที่จะทำให้หลินหมิงทะลวงเข้าสู่จุดสูงสุดของ
ขั้นผสานชีพจรได้แล้ว
จากขั้นผสานชีพจรเพื่อเข้าสู่ขั้นปราณต้นฟ้าและปราณปลายฟ้า
‘เคล็ดวิชาชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ไม่ช่วยผลักดันให้เขาคืบหน้าอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ราวกับ
เป็นช่างตัดเสื้อที่ทำให้เหมาะกับร่างกายของหลินหมิง โดยการพึ่งพา
อาศัยกันอย่างสมบูรณ์กับปราณเทพทรราชคลั่งและมันได้ช่วยให้หลินหมิ
งบ่มเพาะรวดเร็วอย่างถึงที่สุด
หลินหมิงบ่มเพาะอยู่ทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า ขณะที่รุ่งอรุณได้มาเยือน ทั่ว
ทั้งเขตศาลาต้นอู๋ถงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงฉลอง
วันเกิดครบรอบ 400 ปีของท่านรองเจ้าสำนักเทียนกวาง
นักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้สามารถมีอายุยืนยาว 500-600 ปี และมี
งานวันเกิดในรอบร้อยปีเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต เป็นธรรมดาที่จะต้องจัดงาน
อย่างยิ่งใหญ่
ศิษย์พี่จางที่พักอาศัยอยู่ตรงข้ามหลินหมิงมาเคาะประตูของเขา
ตั้งแต่เช้าเพื่อสนทนาเรื่องงานเลี้ยงและกฎต่างที่จะต้องปฏิบัติ ผู้ที่เป็น
หัวหน้าของเขาได้แจ้งเขาว่าให้พาหลินหมิงไปร่วมงานด้วย
“สำหรับงานเลี้ยงนี้ 8 นิกายที่ยิ่งใหญ่ต่างก็มาเพื่อร่วมฉลอง มี
ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้มากกว่า 10 คนที่มาและมีผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นปราณปลายฟ้ากว่า 100 คนส่วนผู้ที่มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณ
ปลายฟ้าก็คงจะเป็นศิษย์หลักหรือผู้มีพรสวรรค์ต่างๆที่มาร่วมด้วย ช่าง
เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องกล่าวถึงเจ้า แม้แต่ข้าเองก็ยังแทบไม่เคยร่วมงาน
ใหญ่เช่นนี้ มิต้องกังวลเรื่องที่เจ้าเพิ่งเข้ามาใหม่ มิเช่นนั้นเจ้าจะเสียหน้า
เอาได้”
ขณะที่จางเจิ้นกล่าวอยู่นี้ เขาก็ได้มองไปยังเสื้อผ้าของหลินหมิงว่ามี
ระเบียบเรียบร้อยหรือไม่ ในเมื่อมี 8 นิกายที่ยิ่งใหญ่มารวมตัวกัน ทุก
อย่างล้วนเกี่ยวกับชื่อเสียงของนิกาย โดยปกติ ก็ไม่มีผู้ใดละเลยเรื่องที่อาจ
ทำให้นิกายเสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่แล้ว
หลินหมิงยิ้มและผงกศีรษะ ถึงแม้ศิษย์พี่จางจะค่อนข้างหยิ่งยโสและ
แข็งกระด้าง แต่เขาก็มิใช่คนไม่ดี หลายวันมานี้เขาได้สอนหลินหมิง
เกี่ยวกับกฏระเบียบต่างๆของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ผู้ที่ได้ขึ้นไปบนเวทีมักจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เจ้านั้นยังเยาว์และมีระดับ
การบ่มเพาะที่ค่อนข้างต่ำ และยังเป็นกระทั่งศิษย์ใหม่อีกด้วย เช่นนั้นจึงมิ
น่าจะมีผู้มาท้าทายเจ้า ทำตัวให้สนุกและกินทุกอย่างให้เต็มอิ่ม งานเลี้ยง
ฉลองวันเกิดนี้มีอาหารอร่อยจากทั่วทุกสารทิศ หากเจ้ากินเนื้อจานโต มัน
จะเทียบเท่ากับรายจ่ายของนักสู้ธรรมดาที่ใช้บ่มเพาะเป็นปีเลยทีเดียว”
“อีกอย่าง หากมีผู้ใดมาท้าทายเจ้าและพวกเขาอายุมากกว่าเล็กน้อย
มิต้องไปสนใจพวกเขา จะมีศิษย์พี่คนอื่นรับหน้าแทนเจ้าเอง เจ้าสามารถ
ที่จะแข่งเทียบทักษะที่ระดับพอๆกับเจ้าเท่านั้น แต่อย่าให้เกินไปกว่านี้ล่ะ
เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจ” หลินหมิงมิได้ปฏิเสธคำกล่าวของจางเจิ้น การที่จะไม่มี
ผู้ใดมาท้าทายเขานั้นเป็นเพียงความคิดของจางเจิ้นเท่านั้น ในวันที่หลินห
มิงได้เดินผ่านถนนมานั้น เขาสามารถรับรู้ได้ถึงสายตาของผู้อื่นที่จับจ้อง
มายังเขา นั่นคือเหล่าศิษย์จากนิกายตราประทับสายฟ้าและศิษย์จาก
นิกายหุบเขาวายุคลั่ง
หลินหมิงมิได้รู้จักผู้อื่น พวกเขาคงได้รับคำสั่งว่าไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับ
เขาหลังจากที่ได้เดินทางมายังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
จางเจิ้นมองดูเวลาและกล่าวว่า “งานเลี้ยงฉลองวันเกิดจะเริ่มในอีก
ครึ่งชั่วโมง พวกเรารีบไปกันเถอะ”