Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 357 ต้องมีการหลั่งโลหิต
ท่ามกลางอันตรายมากมายและยอดเขาที่สวยงาม มียอดเขาหนึ่งที่
ปกคลุมไปด้วยไผ่เขียวขจีที่ยาวหลายก้าว
ภายในป่าไผ่ มีทะเลสาบที่ใสกระจ่าง ริมทะเลสาบนี้มีห้องโถงสีเขียว
ที่ดูเหมือนจะแกะสลักจากหยก นี่เป็นอาณาเขตของแผนกวิหควารี –
ตำหนักวิหควารี ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางที่เป็นรองเจ้านิกายของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของแผนกวิหควารี งาน
เลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ 400 ปีของเขาจะจัดขึ้นที่นี่
ในขณะที่หลินหมิงมาถึงตำหนักวิหควารีพร้อมกับจางเจิ้น มีที่นั่ง
เหลือ 1 ใน 3 ที่ยังว่างอยู่ พวกเขาส่วนใหญ่เป็นรุ่นเยาว์ และยังไม่มีศิษย์
หลักของนิกายมาถึง
“ศิษย์น้องหญิง นั่นไงหลินหมิง”
ในมุมหนึ่งของตำหนักวิหควารี จ่านอวิ๋นเจียนได้ชี้มายังหลินหมิง
ขณะที่กล่าวกับหญิงสาวชุดม่วง เขามิได้กลัวว่าหลินหมิงจะมองมายังเขา
เพราะมันมิใช่เรื่องแปลกอันใด
“อายุเพียง 16 ปีมีระดับการบ่มขั้นผสานชีพจรช่วงปลายเช่นนั้น
หรือ? ก็ไม่เลวนัก” หญิงสาวชุดม่วงลูบคางที่เรียวยาวของนางในขณะที่
จับจ้องมายังคู่ต่อสู้ของตน เสียงของนางดูค่อนข้างสูงอายุเล็กน้อย
จ่านอวิ๋นเจียนอยากที่จะหัวเราะเขาคิดกับตนเอง มิใช่ว่าเด็กสาวผู้นี้
อายุ 17 ปีหรอกหรือ?
“อืม ใช่แล้ว เขาเป็นรุ่นเยาว์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์ที่ได้รับการชื่นชม
จากเทพธิดามู่เชียนหยี่ อย่างไรก็ตาม เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์ขาดแคลนผู้มี
พรสวรรค์เช่นนาง ตั้งแต่ที่พรสวรรค์ระดับ ‘นักบุญ’ ของ เทพธิดาเชียน
หยี่และเทพธิดาปิงอวิ๋นปรากฏ จากนั้นก็มิได้มีเหล่าผู้กล้าและชนชั้นสูง
ใดๆปรากฏเป็นระดับนักบุญขึ้นมา แม้แต่หัวหน้าศิษย์ของแผนกวิหค
เพลิงมู่ติงซานและหัวหน้าศิษย์ของแผนกวิหควารีมู่เสี่ยวชิงที่มิได้ด้อยไป
กว่า ศิษย์สายตรง 7 นิกายของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุก็เช่นกัน” ในขณะ
ที่จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวอยู่นี้ เขาก็ถอนหายใจ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เต็มไป
ด้วยโชคอย่างแท้จริง แม้แต่หากรุ่นต่อไปของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ล้มเหลวทั้งหมด แต่ตราบใดที่มู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋นยังคงอยู่ก็ยังทำให้
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์รุ่งเรืองไปอีกหลายร้อยปีอยู่ดี
ในจิตใจของเหล่าผู้กล้าและชนชั้นสูงรุ่นเยาว์ พรสวรรค์ระดับนักบุญ
เป็นจุดสูงสุดที่พวกเขามิอาจไปถึง แม้แต่ผู้ที่หยิ่งยโสเช่นจ่านอวิ๋นเจียนก็
ยังรู้ถึงความแตกต่างของเขาและผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับนักบุญ พรสวรรค์
เช่นนี้จะเกิดขึ้นในนิกายระดับ 4 ในทุกๆร้อยปีซึ่งมันขึ้นอยู่กับโชคว่าจะ
เกิดขึ้นกับนิกายใด
หลังจากที่ได้ฟังคำกล่าวของจ่านอวิ๋นเจียน หญิงสาวชุดม่วงก็ยิ้ม
ออกมา มันช่างสดใสและเต็มไปด้วยความสุข
“หืม? เหตุใดเจ้าจึงหัวเราะเช่นนั้นหรือ?” จ่านอวิ๋นเจียนกล่าวถาม
“ฮ่าฮ่า ข้าเพียงแค่หัวเราะ มิได้มีอันใด” เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวชุด
ม่วงปิดบังบางอย่างเอาไว้ หญิงสาวอายุ 17 ปีไม่ค่อยหน้าไว้วางใจเท่าไร
และอารมณ์ของนางก็แสดงออกบนใบหน้าอยู่แล้ว
จ่านอวิ๋นเจียนสงสัย สิ่งใดที่ทำให้นางมีความสุขเช่นนี้กัน?
นางจะบอกเป็นนัยว่า นิกายตราประทับสายฟ้าเองก็มีผู้ที่มีพรสวรรค์
ระดับนักบุญเช่นกันหรือ?
ขณะที่คิดเรื่องนี้ สีหน้าของจ่านอวิ๋นเจียนก็เปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็
คิดต่อไปอีกและสายศีรษะ ‘มันไม่น่าเป็นไปได้ 7 นิกายแห่งภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุมักจะเฝ้าดูข้อมูลของอีกฝ่ายอยู่เสมอ แม้แต่ข้าเองก็ยังรู้จักกับ
ศิษย์หลักของนิกายตราประทับสายฟ้า หากพวกเขามีผู้ที่มีพรสวรรค์
ระดับนักบุญจริง ข้าก็ย่อมได้ยินข่าวลือแน่นอน’
ขณะที่จ่านอวิ๋นเจียนกำลังขบคิดอยู่ แต่ก็ยังมิได้แน่ใจนักอยู่ดี หาก
มันเป็นจริง เช่นนั้นความสมดุลระหว่าง 7 นิกายแห่งภูมิภาคเขตแดนห้า
ธาตุก็จะพังทลาย เมื่อใดที่ผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญเติบโตขึ้น มันคงยาก
ที่จะเป็นศัตรูกับพวกเขา!
หลังจากครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลายคนเริ่มที่จะเข้ามายังตำหนักวิหค
วารี ตัวตนระดับสูงเองก็เริ่มที่จะเข้ามาทีละคนเช่นกัน แม้แต่ในนิกาย
ระดับ 4 ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก็มิใช่ตัวตนที่จะพบเจอง่ายๆ
ในที่สุดปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางก็ได้มาถึง เขาสวมชุดยาวสี
เขียว และมีเครายาวถึง 3 ก้าว เขาดูสงบเยือกเย็นและมีความน่าเกรง
ขามเป็นอย่างยิ่ง
ด้านหลังของเขาติดตามมาด้วยศิษย์หลายคน และมีแม้แต่มู่เชียนหยี่
อยู่ในนั้น ขณะที่หลินหมิงมองไปยังมู่เชียนหยี่ เขาก็ตะลึงเล็กน้อย
‘อืม… รู้สึกเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่?’
ขณะที่เขาตระหนักถึงชุดสีน้ำเงินของนาง หลินหมิงจึงตระหนักได้ว่า
ผู้หญิงคนนี้คือน้องสาวของมู่เชียนหยี่ มู่ปิงอวิ๋น เขาได้ยินมาว่ามู่เชียนหยี่
และมู่ปิงอวิ๋นนั้นเป็นพี่น้องฝาแฝด แต่โดยปกติมันจะต้องมีความแตกต่าง
ระหว่างฝาแฝด อย่างไรก็ตามมู่ปิงอวิ๋นและมู่เชียนหยี่แทบจะไม่มีอะไร
แตกต่างกันเลย ไม่มีตำหนิใดๆให้แยกแยะระหว่างพวกนาง
มีสิ่งที่แตกต่างกันเล็กน้อย มันดูเหมือนว่ามู่ปิงอวิ๋นค่อนข้างดูสูงศักดิ์
กว่าเล็กน้อย เยือกเย็นกว่าเล็กน้อย และไม่ค่อยที่จะสนใจผู้อื่นเล็กน้อย
ตลอดเวลา มู่ปิงอวิ๋นตามหลังปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางมา
อย่างเงียบๆ
เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ได้ตั้งไว้ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางได้มาถึง
พอดี ผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้จากอีก 8 นิกายก็ได้มาถึงเช่นกัน
ประตูหน้าที่เปิดกว้างมีชายชราชุดแดงเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มศิษย์ของ
เขา ใบหน้าของเขาเป็นสีแดง และย่างก้าวของเขานั้นเบาเป็นอย่างมาก
ชุดของพวกเขามีรูปของบอลเพลิงศักดิ์สิทธิ์ปักอยู่ – พวกเขาคือนิกาย
เพลิงตะวัน
“ฮ่าฮ่า มู่เทียนกวาง ท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ท่านมิได้เปลี่ยนไปเลย
แม้จะผ่านมานานมากแล้ว!” ชายชราผู้นั้นยิ้ม หากเขาสามารถเรียก
ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางด้วยชื่อเต็มได้ เช่นนั้นเขาก็น่าจะเป็น
ตัวตนระดับเดียวกันกับปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวาง
“ฮ่าฮ่า ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้านิกายเพลิงตะวันจะมาด้วยตัวเอง ช่างให้
เกียรติชายชราผู้นี้เสียจริง!” มู่เทียนกวางผสานมือทักทาย เห็นได้ชัดว่า
เจ้านิกายเพลิงตะวันและเขาเป็นสหายเก่ากัน
ในขณะที่ชายชรา 2 คนกำลังทักทายและคุยกันเล็กน้อยอยู่นั้น
หลินหมิงก็ตระหนักถึงหญิงสาวชุดแดงที่ตามหลังเจ้านิกายมา นางอายุ
ราวๆ 18-19 ปี และระดับการบ่มเพาะของนางอยู่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น
นางก็คือผู้ที่รู้จักในนามเจ้าหญิงเพลิงตะวัน หั่วหยูเยียน
ในตอนนี้สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องไปที่หั่วหยูเยียน มากยิ่งกว่า
สายตาที่จับจ้องไปยังเจ้านิกายเพลิงตะวันเสียอีก เพราะไม่ว่าอย่างไรคน
ส่วนใหญ่ในงานก็เป็นรุ่นเยาว์ ตัวตนที่สูงส่งเช่นเจ้านิกายเพลิงตะวันก็มิได้
มีอันใดเกี่ยวข้องกับพวกเขา เช่นนั้นความสนใจจึงมุ่งไปที่หั่วหยูเยียนแทน
นางเป็นผู้ที่ทุกคนจดจำได้ ไม่ว่าอย่างไร เพราะต่อจากนี้ไปอีกเล็กน้อย
พวกเขาอาจที่จะลองท้าทายนางในการแข่งดู
ขณะที่ศิษย์ของนิกายเพลิงตะวันกำลังเลือกที่นั่งของตน จากนั้นก็มี
นิกายตราประทับสายฟ้าตามเข้ามา สิ่งที่ทำให้หลินหมิงประหลาดใจคือ
แม้แต่เจ้านิกายตราประทับสายฟ้าก็มาด้วยตัวเอง
มันไม่แปลกที่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้นั้นจะมางานเลี้ยงวัน
เกิด แต่การที่เจ้านิกายมาด้วยนั้นน่าแปลก ต้องรู้ด้วยว่ามีตัวตนที่ยิ่งใหญ่
เช่นปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางราวๆ 20 คนในภูมิภาคเขตแดนห้า
ธาตุ หากระดับเจ้านิกายมาให้ความสนใจทั้งหมดในงานวันเกิดครบรอบ
ร้อยปี เช่นนั้นพวกเขาก็คงต้องเดินทางทุกราวๆ 5 ปีเพื่อไปในแต่ละงาน
ทำให้เกิดการเดินทางที่ยาวนานเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าพวกเขาไม่มีอย่าง
อื่นจะทำแล้ว
หลังจากที่นิกายตราประทับสายฟ้ามาถึง นิกายอื่นๆก็ตามมา เช่น
นิกายปฐพีอเวจี นิกายตำหนักเหมันต์และนิกายหุบเขาระฆังทองคำ
ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางนั้นมีชื่อเสียงมากมายเช่นนั้นเลย
หรือ? งานวันเกิดในรอบร้อยปีของเขาจนต้องมีตัวตนระดับสูงมากมายที่
ให้ความสนใจหรือ?
ในที่สุดคนสุดท้ายที่เข้ามาก็คือหญิงชราอวี้หวง ในฐานะที่เป็นเจ้า
นิกายของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และเจ้าแผนกวิหคเพลิง สถานะของหญิง
ชราอวี้หวงสูงยิ่งกว่าปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางเสียอีก เช่นนั้นเจ้า
นิกายคนอื่นๆจึงพากันผสานมือคารวะ และในบรรดาคนทั้งหมดนางนั้น
แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะไม่ให้ความเคารพ
อย่างไรก็ตามหญิงชราอวี้หวงมีสีหน้าที่ไม่ค่อยรื่นรมย์นัก นางยิ้ม
เพียงแค่เล็กน้อย และไปนั่งลงในที่นั่งอันทรงเกียรติของตน บรรยากาศน่า
อึดอัดใจและอึมครึมลอยรอบตัวนาง
ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ลุก
ขึ้นพร้อมกับชูแก้วในมือและกล่าวว่า “ทุกท่านที่มาในวันนี้ทำให้ข้ารู้สึกมี
เกียรติเป็นอย่างยิ่ง อย่างแรก ข้าขอดื่มให้กับทุกท่าน!”
ขณะที่ปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียนกวางกล่าวจบ เขาก็ได้ยกดื่มให้กับ
แขกทุกคนจนหมดแก้ว แสดงความยินดีและกล่าวสุนทรพจน์ จากนั้น
บรรยากาศของงานเลี้ยงฉลองก็ได้มีชีวิตชีวาขึ้นมา
หลินหมิงช่วยมิได้ที่ต้องกระซิบถาม “เหตุใดท่านอวี้หวงจึงมองเหล่า
เจ้านิกายคนอื่นด้วยบรรยากาศที่อึมครึมเช่นนั้นหรือ?”
จางเจิ้นผู้ที่นั่งอยู่ใกล้หลินหมิง ได้ยินคำถามนี้ เขาก็ได้ตอบกลับอย่าง
อิดออดว่า “ข้ามิรู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ข้าเดาว่าคงเพราะการเจรจาเรื่อง
พันธมิตรเป็นไปไม่ค่อยดีนัก…”
“พันธมิตรหรือ?” หลินหมิงตกตะลึงจากนั้นเขาก็เข้าใจในทันที
“พันธมิตรที่จะร่วมในการเผชิญหน้ากับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้
อย่างนั้นหรือ?”
“อืม ใช่แล้วล่ะ!”
หลินหมิงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด มิต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเจ้านิกาย
และรองเจ้านิกายจึงมายังงานนี้ พวกเขามาเพื่อที่จะหารือเรื่องสำคัญ
นั่นเอง ดูเหมือนว่างานเลี้ยงฉลองวันเกิดของปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เทียน
กวางจะเป็นแค่ฉากหน้า แต่ความจริงกลับเป็นการหารือแนวร่วม
พันธมิตรเพื่อต่อกรกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้
สงครามระหว่างนิกายระดับสูงเช่นเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดน
ปีศาจแห่งทะเลทางใต้มิคล้ายกับสงครามระหว่างอาณาจักรเล็กๆ เพียง
แค่พวกเขาประกาศสงครามกับอีกฝ่ายมิได้หมายความว่าจะต้องลงมือทำ
สงครามในทันที แม้สองมหาอำนาจจะตัดสินใจเผชิญหน้ากัน แต่มันก็ยังมี
หลายอย่างที่ต้องคำนึงและหลายอย่างที่ต้องเตรียมการ ก่อนหน้านี้เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ดึงสำนักระดับ 3 ทั้ง 19 เข้ามาร่วมด้วย และดูเหมือน
ตอนนี้จะยังดึงนิกายระดับ 4 จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุเข้ามาร่วมด้วย
สถานการณ์ได้ลุกลามมาจนถึงขั้นนี้ มันดูเหมือนว่าบางทีดินแดนปีศาจ
แห่งทะเลทางใต้กำลังมองหาพันธมิตรของตนอยู่เช่นกัน!
หลินหมิงกล่าว “ถ้าหากว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์พ่ายแพ้ขึ้นมาจริงๆ
เช่นนั้นภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจะยังสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้
หรือ? พวกเขามิได้รู้ถึงหลักการพึ่งพากันอาศัยกันเช่นนั้นหรือ?”
จางเจิ้นจ้องมองมายังหลินหมิงราวกับเขาเป็นตัวโง่งม เห็นได้ชัดว่าดู
ถูกประสบการณ์อันตื้นเขินของหลินหมิง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร
หลักการพึ่งพากันอาศัยกันของเจ้า?” เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ห่างไกล
นับล้านลี้จากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ ต่อให้เมืองจักรพรรดิปีศาจแห่ง
ความเงียบงันยังคงอยู่ ภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุก็มิได้เดือดร้อนใดๆ เหตุผล
ที่พวกเขามายังที่แห่งนี้เพราะต้องการดูว่าพวกเราจะให้ข้อเสนอจนพวก
เขาพอใจหรือไม่ ในเมื่อการเจรจาล้มเหลว ท่านเจ้าสำนักอวี้หวงจึงมิได้มี
อารมณ์กับงานเลี้ยงในครั้งนี้
“เป็นเช่นนี้เอง…” หลินหมิงปล่อยให้จางเจิ้นดูถูกเขา แต่เขานั้นก็
มิได้สนใจ เพราะเขามิได้รู้เรื่องเกี่ยวกับภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุจริงๆ
จางเจิ้นกล่าว “ท่านเจ้านิกายอวี้หวงมักจะมีบุคลิกกระตือรือร้นและ
รักษาสัมพันธ์ หากเจ้าดีกับนาง เช่นนั้นนางก็จะดีด้วย แต่หากนางอารมณ์
ไม่ดี เช่นนั้นนางก็มิได้ไว้หน้าผู้ใด เจ้าสามารถเห็นได้จากสีหน้าของนาง
ในตอนนี้จะเห็นได้ว่านางมิได้เก็บซ่อนมันไว้เลย มันดูเหมือนว่างานเลี้ยง
กำลังจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาแล้ว”
“หืม? มีชีวิตชีวาหรือ?”
“ฮ่าฮ่า เจ้าคิดว่าท่านเจ้านิกายอวี้หวงจะไม่ระบายอารมณ์ของนาง
ที่นี่เช่นนั้นหรือ? หากการหารือเรื่องพันมิตรนั้นเป็นไปได้ด้วยดี เช่นนั้น
บรรยากาศในงานเลี้ยงก็คงจะกลายเป็นสนุกสนาน แต่เมื่อมันมิได้เป็น
เช่นนั้น จึงดูเหมือนว่าในการแข่งขันเปรียบเทียบทักษะ ข้าคงจะต้องเอา
จริงเสียแล้ว แม้แต่โลหิตของข้ายังเดือดพล่านเลยในตอนนี้ ในขณะที่
กล่าว จางเจิ้นก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก”
“อืม… กลายเป็นเช่นนี้ซะงั้น” เขาเอียงคอด้วยความฉงน
“เจ้ารอดูเอาเองก็แล้วกัน ท่านเจ้านิกายยิ่งอารมณ์ไม่ดี หากผู้ใดทำ
ให้นางเสียหน้าขึ้นไปอีกในวันนี้ พวกเขาจะต้องโกรธตนเองที่ตนเป็นเช่นนี้
ดูศิษย์พี่มู่ติงซานเป็นตัวอย่าง”
หลินหมิงชำเลืองไปยังมู่ติงซานและมองเห็นเขามีความขมขื่นและ
ความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
“ศิษย์พี่มู่ติงซานมิได้มั่นใจในตนเองเช่นนั้นหรือ?”
ถ้ามั่นใจแล้วจะแสดงออกเช่นนั้นหรือ? ศิษย์พี่นั้นแข็งแกร่ง และมิได้
ด้อยไปกว่าศิษย์สายตรงจากภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ แต่ในตอนนี้ถ้า
เผชิญหน้าถึง 8 นิกายที่แตกต่าง โอ้ เกือบลืม รวมมู่เสี่ยวชิงจากแผนก
วิหควารีก็จะกลายเป็น 2:8 พวกเขาจะต้านผู้ที่แข็งแกร่งพอๆกับตนทั้ง 8
คนได้อย่างไร? และในตอนนี้ท่านเจ้าสำนักยังอยู่ในอารมณ์โกรธอีกด้วย
การพ่ายแพ้หมายถึงอนาคตที่น่าอนาถใจรอพวกเขาอยู่”
“ศิษย์หลักของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมิใช่ผู้อ่อนแอที่ถูกเลือกมา
แบบสุ่มๆ แม้จะใช้ความแข็งแกร่งอย่างเต็มที่ของศิษย์พี่มู่ ไม่สำคัญว่าจะ
ชนะพวกเขาได้จริงหรือไม่ เมื่อทุ่มเทพลังทั้งหมดสู้ งานนี้คงไม่แปลกที่จะ
มีการหลั่งโลหิต”