Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 376 ชายหนุ่มหน้าซีด
ในตอนนั้นด้วยเพียงแค่ระดับการบ่มเพาะขั้นดัดกระดูกของหลินหมิง
เขาก็สามารถที่จะดูดซับพลังของมังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่มีเพียง
ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางเท่านั้นที่สามารถทำได้ หากมิได้มี
ความลับใดภายในร่างกายของหลินหมิงจริง มู่อวี้หวงก็จะไม่เชื่ออย่าง
แน่นอนว่าเขาสามารถทำได้ แต่ถ้าหากใช้สายเลือดของหลินหมิงมา
อธิบายถึงเรื่องนี้ นางก็คงพอที่จะทำใจยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม มังกรวารีสีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์มีความดุร้ายของมังกร
วารีที่เป็นบรรพบุรุษของมันอยู่ ด้วยการช่วยเหลือของหยี่เอ่อร์จึงจะเป็น
คำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าเหตุใดเขาจึงดูดซับมันได้
มู่เชียนหยี่ผงกศีรษะและกล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ศิษย์ได้เห็นร่าง
เงาของมังกรที่แท้จริงของหลินหมิงเช่นกัน เมื่อศิษย์พี่ฉิงหงกลับมาจาก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นางก็ได้อธิบายแก่ข้าในสิ่งที่ตนพบเห็น มันเป็น
เหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงเช่นเดียวกัน… ศิษย์เชื่อว่าหลินหมิงนั้นจะต้องโชค
ดีและได้รับสายเลือดโบราณอันสูงส่งเช่นเดียวกับของพวกเรา”
สำหรับตัวตนของหลินหมิง เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สืบค้นอย่าง
ละเอียดมาแล้ว เขาเป็นเพียงคนธรรมดาจากอาณาจักรลิขิตฟ้าที่สืบเชื้อ
สายธรรมดามาหลายรุ่น มันจึงเป็นไปมิได้ที่หลินหมิงจะสืบสายเลือดอัน
สูงส่งเช่นนี้มาแต่บรรพบุรุษ ฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวว่า
สวรรค์ได้รับมอบโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ให้กับเขาโดยการพบเจอกับ
สายเลือดโบราณอันสูงส่ง
“สายเลือดโบราณอันสูงส่งหรือ? มู่อวี้หวงลังเล บางทีเรื่องราวมัน
อาจจะมิง่ายดายเช่นนี้ มันคือสายเลือดโบราณอันใดที่ถึงขนาดทำให้
สายเลือดวิหคเพลิงภายในร่างของนางเกิดความหวาดกลัวได้กัน?”
หรือจะเป็นสัตว์อสูรเทวะ?
มู่อวี้หวงไม่กล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองคิด สัตว์อสูรเทวะมิได้มีตัวตน
อยู่ในทวีปนภารินไหล มันมีเรื่องเล่าว่าเหนือท้องฟ้าของทวีปนภารินไหล
เป็นแดนเทวะ และแม้แต่ภายในแดนเทวะก็ยังยากที่จะหาสัตว์อสูรเทวะ
พบ แล้วหลินหมิงจะไปได้ปราณโลหิตของสัตว์อสูรเทวะแล้วถ่ายทอด
มายังตนเองจากที่ใด?
ต่อให้หามาได้จริง เด็กหนุ่มขั้นดัดกระดูกที่ตอนนั้นยังไม่ได้มีพลัง
สายเลือดนี้จะดูดซับมันได้อย่างไรกัน?
ไม่ว่าจะอย่างไร หลินหมิงนั้นมีสายเลือดดังกล่าวอยู่ภายในร่างอย่าง
แน่นอน และสายเลือดนั้นมีต้นกำเนิดที่เหนือจินตนาการอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามมู่อวี้หวงก็มิได้ต้องการที่จะเปิดเผยความลับของหลินห
มิง ความจริงแล้ว โชคดีก็เป็นส่วนนึงของชะตากรรมของเขา ชะตากรรม
ที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง โชคชะตาเป็นความ
จริงที่สำคัญในการที่คนผู้นึงจะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ เพื่อที่จะ
กำเนิดจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบขึ้นมาได้โชคชะตาของคนผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ยืน
อยู่จุดสูงสุดของผู้อื่นเสมอ
หากมิได้มีโชคชะตาเช่นนั้น แต่กลับต้องการที่จะไขว้คว้า มันก็จะ
เป็นเพียงแค่การนำภัยพิบัติมาถึงตัว ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์เรื่องนี้มาครั้ง
แล้วครั้งเล่าผ่านกาลเวลา อาจกล่าวได้ว่ามันคือโชคร้ายสำหรับผู้ที่
ต้องการครอบครองสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่า
แปลกใจก็คือเมื่อได้ครอบครองมัน พวกเขาก็มักที่จะต้องตายเพราะคำ
สาป หากผู้นั้นมิใช่ผู้มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ก็จะไม่มีทางครอบครองสมบัติ
ที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนนั่นเอง
ในการกำเนิดอัจฉริยะที่จะกลายมาเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ บางที
อาจมิใช้เพียงแค่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ มู่อวี้ห
วงเป็นเพียงแค่หญิงชราผู้นึงที่เหลืออายุขัยอยู่เพียงไม่กี่ร้อยปี สมบัติที่
อาจนำหายนะมาได้เช่นนี้มิใช่สิ่งที่นางจะรับมือไหว ต่อให้นางได้
ครอบครองมันเองจริงโดยปราศจากคำสาปใดๆ แต่ด้วยอายุของนางมันก็
เป็นเพียงสิ่งไร้ประโยชน์
สิ่งที่มู่อวี้หวงนั้นต้องการที่จะเห็นมากที่สุดในตอนนี้คือเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ได้เข้าสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด
………………
บนเวทีประลองเสี่ยวชือและหลินหมิงต่อสู้กันอีกครั้ง ด้านหนึ่งเป็น
อัจฉริยะด้านทักษะหอกแห่งนิกายหุบเขาระฆังทองคำ ทุกการเคลื่อนไหว
ที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง แต่สำหรับอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นผู้ที่มีศักยภาพแห่ง
หอกอันสูงส่ง ถึงแม้ทักษะหอกของเขานั้นจะเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่ทุก
หอกของเขาราวกับปฐพีถล่มและสึนามิกระหน่ำ และทุกหอกยังเต็มไป
ด้วยพลังแห่งแม่น้ำและขุนเขา นี่เป็นการประลองที่ดีอย่างยิ่งสำหรับทั้งคู่
เคล้ง เคล้ง เคล้ง เคล้ง เคล้ง!
ทุกการปะทะได้เกิดคลื่นอัดกระแทกของปราณแท้ปะทุออกมา ซึ่งก็
คือปราณแท้สีครามและปราณแท้สีทอง มันทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน เป็น
เพราะว่าจุดกำเนิดของแรงสั่นสะเทือนอยู่กลางอากาศ เหล่าผู้ชมที่กำลัง
รับชมการต่อสู้นี้จึงราวกับว่าพวกเขานั้นกำลังรับชมอยู่ท่ามกลางพายุ
ทุกหอกที่หลินหมิงพุ่งออกไปเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ถึงแม้
หอกของเสี่ยวชือจะแฝงไปด้วยพลังที่แปลกประหลาด แต่มันกลับถูก
กดดันด้วยพลังของหลินหมิง
ชายหนุ่มทั้งสองคนต่อสู้กันอยู่หลายกระบวนท่า หลินหมิงได้ผลาญ
ปราณแท้ไปมากพอสมควร แต่เสี่ยวชือเองก็เช่นกัน
รอบนี้เป็นการต่อสู้ที่ยาวนานที่สุดของหลินหมิงที่ได้เคยสู้มา
ด้วยความแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถที่จะใช้จิตวิญญาณสายฟ้า
อันทรงพลังเอาชนะคู่ต่อสู้ก็ย่อมได้ แต่เขาก็มิได้ที่จะทำเช่นนั้น
เขาอยากที่จะใช้การต่อสู้นี้เพื่อศึกษาถึงทักษะหอกที่แท้จริงว่ามีมาก
ถึงเพียงไร
เสี่ยวชือหมุนตัวกลับมา เขาพุ่งหอกออกไป ถึงแม้ทักษะหอกนี้จะดู
เชื่องช้า แต่ในพริบตาเดียวปลายอันแหลมคมของหอกก็ไปถึงตรงหน้าคู่
ต่อสู้ได้แล้ว ทักษะประหลาดนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะป้องกันได้ทันเลย
พรึบ!
หลินหมิงไม่อาจหลบทักษะที่น่าสับสนนี้ได้ทั้ง ปลายหอกเสียบโดน
ปราณแท้ห่อหุ้มร่างของเขาและฉีกมันออกได้ และแทงไปยังร่างของเขา
และดื่มเลือดของเขาไปเล็กน้อย
“หืม?”
เสี่ยวชือประหลาดใจ มันเกิดสิ่งใดขึ้น? การโจมตีเมื่อครู่ของเขาราว
กับมันได้เสียบเข้ากับเหล็กกล้า เพราะตามจริงมันน่าจะสร้างความ
เสียหายได้อย่างมาก
แต่ในขณะเดียวกัน หอกของหลินหมิงก็พุ่งมาหาเขาราวกับหิมะที่
ถล่มอย่างฉับพลัน!
เสี่ยวชือจึงรีบยกหอกขึ้นมาป้องกันเอาไว้
เคล้ง!
เมื่อมันเข้ามาถึง หอกในมือของเสี่ยวชือถึงกับโค้งงอเป็นรูปจันทร์
ครึ่งเสี้ยว เขาถูกกระแทกถอยหลัง ทุกก้าวของเขาเกิดรอยเท้าลึกบนพื้น
พื้นกระเบื้องที่เขาเหยียบอยู่มันได้ถูกเสริมด้วยรูปแบบค่ายกลก็ยังต้อง
แตกออกด้วยแรงที่ส่งมาถึงรอบเท้าและเกิดการยุบตัวลง
หลังจากที่ถอยหลังมา 80 ก้าว เสี่ยวชือก็สามารถที่จะหยุดมันเอาไว้
ได้ เขารู้สึกได้ถึงแขนขวาที่ถือหอกเกิดด้านชา
“ช่างเป็นศักยภาพของหอกและความแข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวยิ่ง
นัก!”
ถึงแม้เขาจะสามารถป้องกันหอกนี้ของหลินหมิงเอาไว้ได้ แต่เขาก็
รู้สึกได้ถึงโลหิตในร่างกายเกิดความปั่นป่วนและชีพจรของเขาก็ไม่อาจที่
จะสงบลง
ท่ามกลางเหล่าผู้ชม ผู้อาวุโสของนิกายหุบเขาระฆังทองคำต่างก็อ้า
ปากค้าง “ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก ชือเอ่อร์ได้ใช้ทักษะ
พิเศษในการดึงความแข็งแกร่งเกินขีดจำกัดของร่างกายออกมา ศักยภาพ
ของหอกและความแข็งแกร่งของหลินหมิงที่ปลดปล่อยออกมานั้นยัง
สามารถที่จะแทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อและกระดูกของเขาได้อีกด้วย มันลง
ไปยังพื้นดินผ่านเท้าของเขา ถึงแม้พลังมหาศาลนั้นได้ไหลผ่านร่างกาย
ของเขาลงสู่พื้นไปแล้ว เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี พลังของศักยภาพแห่ง
หอกของหลินหมิงนั้นราวกับโดนภูเขากดทับลงมา”
“ใช่แล้ว… เด็กคนนี้เป็นอัจฉริยะแห่งหอกที่แท้จริง แต่น่าเสียดายที่
ไร้ซึ่งอาจารย์ผู้สูงส่งมาสั่งสอนทักษะหอกระดับสูงให้กับเขา หากทั้งหมด
ที่เขาได้เรียนรู้มาเป็นเพียงทักษะหอกพื้นฐานทั้งหมด มันก็เป็นเรื่องที่น่า
เสียดายอย่างแท้จริง…” ผู้อาวุโสอีกคนของนิกายหุบเขาระฆังทองคำ
กล่าวออกมาด้วยความเสียใจ เห็นได้ชัดว่าเขานั้นเศร้าใจที่หลินหมิงมิ
ได้มาเข้าร่วมกับนิกายหุบเขาระฆังทองคำของเขา
…………
“ฮ่าฮ่า ช่างเป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก จู่ๆเสี่ยวชือก็ได้เก็บหอก
ของเขาไป ศีรษะของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ และสีหน้าแดงระเรื่อ เป็น
เพราะโลหิตในร่างของเขาปั่นป่วน และเขาก็ได้ผลาญปราณแท้ไปจำนวน
มากแล้วเช่นกัน”
“ข้าเองก็เช่นกัน”
หลินหมิงเองก็เหนื่อยไม่น้อย หลังจากต่อสู้อย่างต่อเนื่องมาหลาย
รอบ ต่อให้มีโอสถฟื้นฟูช่วยเหลือ เขาก็ยังผลาญปราณแท้ไปมากกว่า
70% แล้ว ไม่เพียงแค่นั้น แต่ปราณแท้ภายในร่างกายของเขายังเกิดความ
ผันผวนบางอย่างด้วย ความสามารถในการต่อสู้ของหลินหมิงในตอนนี้ได้
ลดลงมากกว่าครึ่ง
“เจ้ามันสัตว์ประหลาดชัดๆ เจ้าได้ต่อสู้มาถึง 5 รอบติดต่อกัน แต่
กลับยังมีพละกำลังเหลืออยู่จนสามารถสู้ได้ถึงเพียงนี้ ข้าจึงขอยอมแพ้”
เสี่ยวชือถอนหายใจ เศร้าใจกับผลลัพธ์ เขาต่อสู้ได้ก้ำกึ่งกับหลินหมิงก็จริง
แต่หลินหมิงนั้นมีความทนทานมากยิ่งกว่าเขานัก หากสู้ต่อไป การที่เขา
จะพ่ายแพ้เมื่อใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลา
“เป็นการต่อสู้ที่ดียิ่ง” หลินหมิงผสานมือคารวะและโค้งศีรษะ
เล็กน้อย ในการต่อสู้กับเสี่ยวชือ เขาได้เรียนรู้หลายอย่างที่ทำให้รู้แจ้งขึ้น
เล็กน้อย มันดูเหมือนว่าเขาจะต้องมองหาทักษะหอกระดับสูงที่แท้จริงมา
ฝึกฝนเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองเสียแล้ว
หลังจากที่เสี่ยวชือได้ขอยอมแพ้ เหล่าผู้ชมต่างเงียบกริบ ศิษย์สาย
ตรงที่แข็งแกร่งที่สุดนอกจากหัวหน้าศิษย์กลับพ่ายแพ้เช่นนี้
“ศิษย์พี่เสี่ยวพ่ายแพ้…”
แม้แต่ศิษย์ของภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุที่เคยนินทาเสี่ยวชืออย่างลับๆ
ก็ยังไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ ความจริงคือหลินหมิงยังมิได้ใช้พลังเพลิง
และสายฟ้าของเขาออกมาเลย แต่ก็ยังสามารถที่จะต่อสู้อย่างสูสีกับเสี่ยว
ชือได้โดยการใช้เพียงแค่ทักษะหอกพื้นฐาน พวกเขาก็รู้ว่าเสี่ยวชือจะจบ
ลงด้วยความพ่ายแพ้ มันเพียงแค่ตัวของพวกเขาที่ไม่ยากที่จะยอมรับ
ความจริงเท่านั้นเอง
“ศิษย์พี่เสี่ยวได้พ่ายแพ้ ผู้ที่เหนือกว่าศิษย์พี่เสี่ยวนั้นก็มีเพียงเหล่า
หัวหน้าศิษย์ทั้ง 6 ”
ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าหลินหมิงนั้นได้สูญเสียพลังไปมากแล้ว แต่ก็ยัง
มิได้มีศิษย์สายตรงผู้ใดกล้าที่จะขึ้นมาท้าทายเขาอยู่ดี หลินหมิงได้ชนะ
อย่างต่อเนื่องจนทำให้พวกเขาแทบไม่มีเวลาหายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าหาญ
หรือมีคุณสมบัติพอที่จะท้าทายเขาได้อีก
หลินหมิงกลืนกินโอสฟื้นฟูอยู่บนเวที ครั้งนี้ เขามิได้ท้าทายผู้ใด
เพราะเขาเองก็เกรงว่าหากต้องต่อสู้อีกครั้ง คู่ต่อสู้ของเขาจะต้องเป็น
หัวหน้าศิษย์อย่างแน่นอน
เผชิญหน้ากับหัวหน้าศิษย์… เขาเองก็มิรู้ว่าจะสู้กับพวกเขาได้อีกสักกี่
คน
หลินหมิงมองไปยังมู่ติงซานและมองเห็นเขากำลังเตรียมตัว ต่อไปคง
จะเป็นการต่อสู้ระหว่างหัวหน้าศิษย์!
“ติงซาน เสี่ยวชิง หากพวกเจ้าได้ขึ้นไปสู้ ให้พยายามยืดเยื้อออกไป
ให้มากที่สุดเพื่อให้หลินหมิงมีเวลาฟื้นฟูมากยิ่งขึ้น” มู่ติงซานและมู่เสี่ยว
ชิง ทั้งคู่ต่างก็ได้ยินปราณแท้กระแสเสียงสื่อสารที่มู่อวี้หวงส่งมา
“น้อมรับคำสั่ง ท่านเจ้านิกาย”
……………………
บริเวณพื้นที่ของนิกายตราประทับสายฟ้า ชายหนุ่มหน้าซีดชำเลือง
มองมายังโจวเล่ยและสั่งเขาให้ขึ้นไปบนเวที “เจ้าขึ้นไปท้าทายหลินหมิง
เพื่อขัดขวางมู่ติงซาน ข้าจะจัดการกับเขาทีหลังเอง!”
ชายหนุ่มหน้าซีดกล่าวออกมาอย่างรวบรัด
โจวเล่ยคิ้วขมวด เขาไม่ชอบที่จะฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้ที่กำลังตกอยู่
ในสถานการณ์คับขัน นี่มิใช่สิ่งที่สุภาพบุรุษควรกระทำ ด้วยการที่มีเหล่า
ผู้ชมจำนวนมากรับชมอยู่ เขาเองก็ไม่สามารถที่จะพ่ายแพ้ได้เช่นกัน
“ฮ่าฮ่า มีปัญหาอันใดหรือ? เจ้าคิดว่าตนกำลังเอาเปรียบผู้อื่นอยู่
หรือ? ก็ได้เราจะหยุดพักและให้พวกเขาหาข้ออ้างอย่างอื่นเมื่อพวกเขา
พ่ายแพ้อย่างตรงไปตรงมาแก่พวกเรา”
ชายหนุ่มหน้าซีดกล่าวอย่างราบเรียบ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วย
ความเผด็จการที่ทำให้โจวเล่ยรู้สึกไม่สบายใจ
คนผู้นี้ดูเหมือนเป็นคนดีมีน้ำใจจากสิ่งที่เขาได้กล่าวออกมาเมื่อครู่
และยังต้องการที่จะท้าทายหัวหน้าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย
ตนเอง เขาต้องการสิ่งใดกันแน่ในการทำเช่นนี้? โจวเล่ยครุ่นคิดด้วยความ
สับสน
ในตอนนี้เอง ชายหนุ่มหน้าซีดได้ใช้กระแสเสียงปราณแท้สื่อสารกับ
เหล่ยจิงเทียน จากนั้นเหล่ยจิงเทียนก็ลุกขึ้นและยิ้ม พร้อมทั้งกล่าวขึ้นมา
ว่า “ท่านเจ้านิกายอวี้หวงผู้สูงศักดิ์ หลินหมิงแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ของท่านนั้นเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ต่อสู้
ติดต่อกันมาถึง 5 ครั้ง ดูเหมือนว่าเขานั้นจะเหนื่อยและสูญเสียพลังไป
มาก เอาเป็นว่าพวกเราให้หลินหมิงได้พักบ้างเป็นอย่างไร หลังจากนั้น ให้
เป็นการต่อสู้ระหว่างหัวหน้าศิษย์จะดีหรือไม่?”
“หืม? มู่อวี้หวงขนตาตั้งชัน เจ้าพังพอนตัวนี้มันต้องการสิ่งใดกันแน่?
มันคิดสิ่งใดอยู่กันแน่? ถึงได้กล้าเสนอให้มีการพักกันแน่?”
จะต้องรู้ด้วยว่าหลินหมิงนั้นได้สูญเสียพละกำลังไปมากแล้ว ถึงแม้มู่
ติงซานและมู่เสี่ยวชิงจะสามารถยืดเยื้อการต่อสู้ออกไปได้หลายรอบ
เพื่อให้หลินหมิงได้ฟื้นฟู แต่ช่วงเวลาเพียงแค่นั้นหลินหมิงก็คงไม่สามารถ
ที่จะฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่แน่นอน
หลังจากที่เหล่ยจิงเทียนกล่าวจบ เขาก็นั่งลงพร้อมด้วยรอยยิ้มที่เบิก
บานรอคำตอบจากมู่อวี้หวง
โจวเล่ยสับสนอย่างยิ่ง ชายหน้าซีดผู้นี้เป็นใครกันแน่? มันดูเหมือนว่า
แม้แต่ท่านเจ้านิกายก็ยังต้องใส่ใจต่อความคิดเห็นของเขาอย่างมากอีก
ด้วย
‘ชายผู้นี้เต็มไปด้วยความลึกลับอย่างยิ่ง เขาราวกับเป็นอรพิษ
เลือดเย็น! ท่านเจ้านิกายได้เคยกล่าวเอาไว้ว่าเขาคือผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ
นักบุญ ที่เขาได้บังเอิญไปพบที่เขตแดนทางเหนือ แต่ข้าสงสัยยิ่งนักใน
คำอธิบายที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนี้ แน่นอนว่าพรสวรรค์ของชายผู้นี้น่า
ประหลาดใจและเขายังรู้จักเคล็ดบ่มเพาะมากมายหลายอย่าง แต่ระดับ
การบ่มเพาะของเขาอยู่เพียงขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นเท่านั้น แต่กลับ
สามารถที่จะเอาชนะข้าได้อย่างง่ายดาย! ไม่เพียงแค่นั้น แต่เขายังดู
เหมือนว่าจะรู้จักกับความลับบางอย่างของทวีปนภารินไหลอีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ตำนานเกี่ยวกับนักบุญของ…’
มันต้องมีบางอย่างเกี่ยวกับชายผู้นี้อย่างแน่นอน!
เพียงแต่ว่า จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่?
ในบางครั้ง โจวเล่ยสงสัยแม้กระทั้งว่าชายหน้าซีดผู้นี้ เขาได้ถูกภูติผี
จากยุคบรรพการสิงร่าง แน่นอนว่าเรื่องที่เขาคิดนั้นมีอยู่เพียงแต่ในนิยาย
แฟนตาซี เขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดจะสามารถมีอยู่จริงได้หรือไม่
ขณะที่โจวเล่ยกำลังครุ่นคิดอยู่นี้ เหล่ยจิงเทียนก็ได้ใช้กระแสเสียง
ปราณแท้สื่อสารกับชายหนุ่มหน้าซีดอีกครั้ง “พวกเราจะวางแผนทุกอย่าง
ตามที่เจ้าได้วางเอาไว้ งานเลี้ยงควรจะดำเนินไปอย่างราบรื่น…”
“อืม ดีมาก!”