Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 377 บุตรชายแห่งนักบุญปีศาจ
จากต้นจนถึงตอนนี้ผ่านไปเพียงแค่ 2 ชั่วโมง บนเวทีมีธูปขนาดใหญ่
ที่เป็นตัวจับเวลาตั้งอยู่
เหล่ยจิงเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของเขาปิดลง โจวเหล่ยนั่งอยู่
ด้านข้างของเขา มองดูชายหนุ่มหน้าซีดด้วยความบูดบึ้ง เห็นเขากำลังดื่ม
ชาจากโต๊ะที่อยู่ด้านข้างอย่างสบายใจ
เสี่ยวเหลียน เจ้าคิดว่าเหล่ยมู่ไป่คือผู้ใดกันแน่? โจวเล่ยมีความสงสัย
ภายในจิตใจของเขามายาวนาน จึงช่วยไม่ได้ที่จะลองถามศิษย์น้องของ
ตนดู
“หืม? คือผู้ใดเช่นนั้นหรือ?” โจวเสี่ยวเหลียนมองเขาด้วยดวงตากลม
โตของนาง ในขณะที่หยิบผลไม้จิตวิญญาณขึ้นมาและกัดกินมัน “มิใช่ว่า
ศิษย์พี่เล่ยนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญที่ท่านเจ้านิกายไปบังเอิญพบ
เข้าที่เขตแดนทางเหนือหรอกหรือ? นี่ๆ เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ภูมิภาค
เขตแดนห้าธาตุของเรายังมิเคยมีผู้มีพรสวรรค์ระดับนักบุญเกิดขึ้นมาเลย
ในรอบ 100 ปี คราวนี้ 6 นิกายของพวกเราจะมิได้หวาดกลัวพวกเขาอีก
ต่อไปแล้ว ข้าแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของพวกเขา มัน
จะน่าสนุกสักแค่ไหนกันนะ?”
“มันช่างน่าขันยิ่งนักที่เจ้าคนอวดดีจ่านอวิ๋นเจียนนั้นคิดว่าตนได้
เข้าใจถึงผู้มีพรสวรรค์ของนิกายตราประทับสายฟ้าของพวกเราดี คราวนี้
คางของเจ้านั่นจะต้องยื่นลงมาถึงพื้นแน่!” ขณะที่โจวเสี่ยวเหลียนกล่าว
ออกมาอยู่นี้ นางมีสีหน้าที่ดูถูกเหยียดหยามเป็นอย่างยิ่ง และมีสีหน้าที่
เต็มไปด้วยความภูมิใจราวกับเป็นเกียรติของตัวนางเอง นางหยุดกินผลไม้
จิตวิญญาณและมองออกไปไกล “ข้าอยากที่จะให้ศิษย์พี่ขึ้นไปบนเวทีโดย
ไวและเอาชนะทุกคน ทั้งมู่ติงซาน มู่เสี่ยวชิงและโดยเฉพาะเจ้าหลินหมิง
นั่น! ข้าหวังว่าเขาจะถูกอัดจนไม่สามารถเดินได้อีกเลยยิ่งดี!”
ขณะที่โจวเสี่ยวเหลียนกล่าวออกมาอยู่นี้ นางก็ดูเหมือนกับว่าไม่อาจ
ที่จะหยุดก่นด่าหลินหมิงได้ ขณะเดียวกัน สีหน้าของโจวเล่ยก็ยิ่งกลายเป็น
น่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกมืดมนเกิดขึ้นในหัวใจของเขา ราวกับว่า
หายนะได้มาเยือน ในขณะที่เขานั้นเห็นว่าโจวเสี่ยวเหลียนหน้าแดงและ
เต็มไปด้วยความตื่นเต้น สิ่งที่เขารู้สึกวิตกกังวลในที่สุดก็ได้หายสงสัย เขา
จึงใช้ปราณแท้กระแสเสียงสื่อสารและถามว่า “เสี่ยวเหลียน อย่าบอกข้า
นะว่าเจ้าชอบเจ้าเด็กนั่น!”
เสี่ยวเหลียนกลายเป็นแข็งค้างในทันที จากนั้นก็กลายเป็นหน้าแดง
มากยิ่งขึ้น นางในตอนนี้ราวกับเป็นลูกแมวที่น่ารัก “ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใด
ท่านจึงกล่าวเรื่องไร้สาระเช่นนี้!”
หัวใจของโจวเล่ยสั่นสะท้าน แย่แล้ว! หากศิษย์น้องของตนชอบเจ้า
เด็กนั่น เช่นนั้นมันก็จะเป็นดั่งละครน้ำเน่า! ถึงแม้มันจะมิได้ส่งผลกระทบ
อันใดต่อสถานะของเหล่ยมู่ไป่ โจวเล่ยคาดว่าชายหนุ่มหน้าซีดคงไม่น่าจะ
จัดการกับศิษย์น้องอย่างจริงจัง แต่ในตอนนี้ เขาได้รู้ว่าโจวเสี่ยวเหลียน
มิได้สนใจในสิ่งที่เขาสั่งเลย บางทีเขาอาจทำสิ่งที่โหดเหี้ยมก็เป็นได้
‘ชายผู้นี้อันตราย!’
………………………..
หลังจากผ่านมาครึ่งชั่วโมง หลายคนก็ได้ออกจากงานเลี้ยงไปยัง
ห้องพัก สนทนากัน หัวเราะ หรือแข่งขันบางอย่างกัน ทั่วทั้งหุบเขา
ในตอนนี้ต่างก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เหล่ยมู่ไป่ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะงานเลี้ยงตลอดเวลา ดื่มเครื่องดื่มเป็นระยะๆ
“มู่อวี้หวงนั้นได้ตระหนักถึงข้าแล้ว” จู่ๆเหล่ยมู่ไป่ก็ได้ใช้กระแสเสียง
ปราณแท้ส่งออกไป
ดวงตาของเหล่ยจิงเทียนยังคงปิดอยู่ด้วยการเข้าฌาน และยังคงสงบ
อยู่เช่นเดิม “มู่อวี้หวงนั้นได้เข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายเรียบร้อย
แล้ว ต่อให้เจ้าพยายามที่จะปกปิดพลังไว้เพียงใด เจ้าก็ไม่อาจที่จะหลบ
เลี่ยงสัมผัสรับรู้ของนางได้ นอกซะจากเจ้าจะสามารถปกปิดปราณแท้ที่
หนาแน่นอย่างยิ่งของตนเองได้”
เหล่ยมู่ไป่เค้นเสียงเย็นชา “อย่างมากนางก็คงเห็นเพียงแค่การบ่ม
เพาะที่ลึกซึ้งของข้า แต่นางไม่อาจที่จะมองเห็นถึงเคล็ดบ่มเพาะปีศาจ
บรรพกาลของข้าได้แน่ ข้าได้เข้าร่วมกับนิกายตราประทับสายฟ้าเมื่อ 3 ปี
ก่อนตอนที่ข้าอายุ 14 ปี ซึ่งก็ได้อยู่มานานพอสมควรที่จะฝึกเคล็ดบ่ม
เพาะหลักของนิกายตราประทับสายฟ้าได้ ความจริงแล้วข้านั้นแทบมิได้
แตกต่างจากศิษย์ของนิกายตราประทับสายฟ้าเลย เมื่อนางได้ค้นพบว่าข้า
นั้นเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับนักบุญของนิกายตราประทับสายฟ้า อย่าง
มากนางก็ทำได้เพียงแค่สงสัย แต่นางไม่สามารถที่จะหาสิ่งผิดปกติใดๆ
จากข้าพบแน่”
ชายหนุ่มหน้าซีดนั้นมั่นใจในตนเองเป็นอย่างยิ่ง เขาได้ฝึกฝนเคล็ด
บ่มเพาะที่อาจารย์ของเขาค้นพบเมื่อ 300 ปีก่อนในซากเมืองโบราณบาง
แห่งในทะเลทางใต้ ต่อให้มู่อวี้หวงกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ นางก็
ยังมิอาจที่จะมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาได้
เมื่อได้มีการกล่าวถึงเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลเหล่ยจิงเทียนก็ได้
มีปฏิกิริยา เขาลืมตาขึ้นมา กล่าวเสียงต่ำว่า “ผู้นำของเจ้าคงไม่กลับคำ
ของตนเองใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มหน้าซีดยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย “แน่นอนว่าไม่ สงคราม
ระหว่างดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้และเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นจะ
ลุกลามไปทั่วทั้งภูมิภาคเขตแดนทางใต้ มันมิใช่สิ่งที่จะกระทำการให้เสร็จ
เพียงใช้เวลาแค่ปีสองปี แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเราจะต้องหวังพึ่งเจ้า
นิกายตราประทับสายฟ้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน แล้วผู้นำของข้าจะ
กลับคำสัญญาได้อย่างไรกัน? ในเมื่อท่านผู้นำได้สัญญาว่าจะมอบเคล็ดบ่ม
เพาะปีศาจบรรพกาลขั้นแรกให้กับท่านเจ้านิกายตราประทับสายฟ้าแล้ว
มันก็จะถูกส่งมาถึงมือของท่านในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้”
เหล่ยจิงเทียนกล่าวอย่างเย็นชาออกมาว่า “จะดีกว่าหากเจ้ามิได้ใช้
อุบายอันใด มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจอย่างแน่นอน!”
“ฮ่าฮ่า แน่นอน! อีกอย่างหากท่านไม่สามารถที่จะแยกกลุ่มพันธมิตร
ระหว่างภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุและเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ การทำ
สงครามของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ของข้าก็จะยิ่งยากลำบาก
แน่นอนว่าหากท่านสามารถที่จะทำลายกลุ่มพันธมิตรระหว่างภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุและเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ จะเป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่าง
แท้จริง ข้าเองก็จะรายงานเรื่องนี้ไปให้ท่านผู้นำได้ทราบเพื่อมอบสิ่งตอบ
แทนมาให้อีก”
“เช่นนั้นข้าก็ต้องฝากบุตรแห่งนักบุญปีศาจจัดการด้วย ตราบใดที่
เงื่อนไขยังคงเดิมชายชราผู้นี้ย่อมไม่กังวล”
“วางใจได้ ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ของข้าสนใจเพียงแค่การ
ร่วมมือกับภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุมิได้ต้องการทำสงครามด้วย ภูมิภาค
เขตแดนห้าธาตุและภูมิภาคเขตแดนทางใต้ห่างไกลกันหลายล้านลี้ ต่อให้
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ของข้ากลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต
พวกเราก็ไม่อยากที่จะไปรุกรานภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุเป็นแน่
เหล่ยจิงเทียนมิได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา ถึงแม้บุตรชายแห่ง
นักบุญปีศาจผู้นี้จะราวกับเป็นอสรพิษที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่คำกล่าว
ของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นฟังดูน่าเชื่อถือ ตลอดเวลามานี้ เขามิเคยได้ยิน
การเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบครองทั้ง 2 พื้นที่เลย แม้แต่เมือง
จักรพรรดิปีศาจแห่งความเงียบก็ยังมิได้ข้ามมาครอบครองดินแดนที่
ห่างไกลจากตนให้เป็นดินแดนหลัก
เหล่ยจิงเทียนหลับตาลงและกล่าวว่า “เมื่อตอนที่ดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้พิชิตเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ พวกเจ้าจะกลายเป็นดินแดน
ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่?”
“มันคงจะเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง ในการที่จะกลายมาเป็นดินแดน
ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องกลืนกินนิกายห้วงวิบัติและนิกายมหา
วิหารลึกลับเข้าไปด้วย” เหล่ยมู่ไป่กล่าวและส่ายศีรษะของตนเอง นิกาย
ระดับ 5 ธรรมดายังห่างไกลที่จะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์นัก พวกเขา
อาจจะต้องใช้เวลานับร้อยนับพันปีในการรวบรวมขุมพลังของตนเอง
ในการที่จะกลายมาเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ปล้นทรัพยากรมา
เท่าใดก็ไร้ประโยชน์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นคือการสร้างจักรพรรดิผู้ไร้
เปรียบ ข้านั้นเชื่อว่าท่านบุตรแห่งนักบุญมีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้นได้!
เหล่ยจิงเทียนกล่าวออกมาในขณะที่มองไปยังเหล่ยมู่ไป่ มันเป็นสิ่งที่หาได้
ยากสำหรับการที่จะได้รับคำชมเชยจากเขา
“ฮ่าฮ่า!” เหล่ยมู่ไป่ยิ้มออกมา ถึงแม้เขาจะรู้ว่านี่คือการประจบ แต่
มันก็ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นอย่างมาก ข้าอาจจะมิได้มีความมั่นใจใน
เรื่องนั้นมากนัก แต่ในตอนนี้ ข้ามีม้วนคัมภีร์ปีศาจบรรพการอยู่ในมือและ
ด้วยพรสวรรค์ในการผสานธาตุธาตุจำเพาะสายฟ้าระดับ 7 ของข้า ข้าก็มี
โอกาสที่จะทำสำเร็จมากขึ้นไปอีก! อย่างไรก็ตาม ข้าเองก็ต้องการ
โชคชะตาอันยิ่งใหญ่คอยหนุนส่งเช่นกัน!”
บางสิ่งเช่นโชคชะตานั้น เข้าใจยากและเป็นปริศนาอย่างยิ่ง ภายใน
ขอบเขตร้อยล้านลี้ของทวีปนภารินไหล มันมีผู้คนอยู่เป็นล้านล้านคน ใน
บรรดาคนเหล่านั้น ก็มีอัจฉริยะอยู่นับไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้ที่จะได้
รับคำเรียกขานว่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบนั้นหายากอย่างยิ่ง นอกจากเหล่า
สัตว์ประหลาดที่ปิดบังตัวตนอยู่ภายในอาณาเขตของตนเองเพื่อทะลวง
ระดับแล้ว เหล่าผู้ที่เป็นตัวตนรู้จักกันไปทั่วนั้นมีเพียง 10 คนเท่านั้น
แม้แต่ตัวตนทั้ง 10 นั้นจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนสถานที่อย่างลับๆ
อาจจะมีบางคนในพวกเขาที่ก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเดิมแล้วก็เป็นได้
โอกาสที่ราวกับจะเป็น 0% ที่จะเป็นเช่นพวกเขาได้นั้น ทำให้เหล่า
อัจฉริยะหลายคนเกิดความผิดหวัง ต่อให้พวกเขานั้นมีพรสวรรค์ระดับ
นักบุญ ส่วนใหญ่ก็ยังหยุดอยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ มากสุดก็ได้แค่อยู่ใน
ปลายขอบของขั้นหลอมรวมแก่นแท้
เหล่าอัจฉริยะต่างก็ต้องการที่จะกลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบ
จะต้องมีโชคอันยิ่งใหญ่คอยเกื้อหนุนพวกเขา หรือสิ่งที่หลายคนมักจะ
เรียกกันว่า ‘โชคชะตา’ ด้วยความที่ว่าเหล่ยมู่ไป่นั้นเกิดมาในนิกายระดับ
5 และยังได้กลายเป็นศิษย์ของเจ้านิกาย และมีแม้กระทั่งคัมภีร์บ่มเพาะ
ปีศาจบรรพกาล อาจจะเรียกได้ว่าสิ่งนี้คือ โชคชะตา
จักรพรรดิผู้ไร้เปรียบนั้นมักจะมีโชคมหาศาลติดตัวทุกคน พวกเขาจะ
เป็นอัจฉริยะที่พบเหตุการณ์บังเอิญที่ยิ่งใหญ่ โชคดีที่ไร้สิ้นสุด และความ
แข็งแกร่งของเขาจะอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาจะสามารถ
สั่นสะเทือนโลก และมองผู้อื่นจากจุดสูงสุดได้!
เมื่อเหล่าจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบยังเยาว์ พวกเขาอาจได้เผชิญหน้ากับคู่
ต่อสู้ที่ทรงพลัง ตัวอย่างเช่น เหล่าผู้ที่จะกลายเป็นผู้ทรงพลังนั้น ในอาณา
เขตของตน พวกเขาอาจถูกเรียกว่ารุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุด อย่างไรก็ตาม
เมื่อบุคคลเช่นนั้นตกอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของเขาและสามารถเอาชนะบุคคล
เช่นนี้ได้เรื่อยๆและในที่สุดก็สามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับกับบุคคล
เหล่านั้นที่มีระดับการบ่มเพาะเหนือกว่าตนได้ ชัยชนะเช่นนี้ก็จะถูกฝังลึก
เข้าไปในกระดูกของ ความเชื่อมั่นในตนเองเช่นนี้จะค่อยๆก่อตัวขึ้นใน
หัวใจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของพวก
เขา!
แม้จะมีอัตราความสำเร็จที่ต่ำเพียงใด พวกเขาก็จะไม่เกรงกลัว!
ความเชื่อเหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้โชคต่างๆถูกดึงดูดเข้ามา
หาเขา มันเพียงพอที่จะทำให้เหล่าอัจฉริยะทะยานสู่สวรรค์ได้
ต้องทะลวงเข้าสู่เข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนอายุ 30ปี ต้อง
ทะลวงเข้าสู่ปลายขอบของขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก่อนอายุ 50ปี และต้อง
กลายเป็นจักรพรรดิผู้ไร้เปรียบก่อนอายุ 100ปี!
อย่างไรก็ตาม หากเกินช่วงเวลาเหล่านั้นไปแล้ว พวกเขาก็จะ
ยกระดับการบ่มเพาะของตนขึ้นไปได้อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น บุคคลเช่นมู่อวี้หวง นางสามารถที่จะยกระดับการ
บ่มเพาะของตนขึ้นไปได้อีกเพียงเล็กน้อย แม้จะใช้เวลาถึง 100ปี แต่
เพียงแค่นี้ สำหรับนางนั้นก็ถือเป็นโชคอันยิ่งใหญ่แล้ว
อีกตัวอย่างเช่น เหล่ยจิงเทียน เขาได้ติดอยู่ที่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ช่วงกลางมากว่า 150 ปีแล้ว พยายามอย่างบ้าคลั่งที่จะทะลวงขึ้นไปอีก
ขั้นให้ได้ มิเช่นนั้น เขาจะร่วมมือกับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้
อย่างไร? นั่ลนก็เพราะเขาต้องการที่จะฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพ
กาล
เหล่ยจิงเทียนจู่ๆก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้และกล่าวออกไป “เด็กหนุ่ม
ที่มีนามว่าหลินหมิงอาจจะกลายเป็นคู่ต่อสู้ของเจ้าในอนาคต ข้าไม่เคยคิด
เลยว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะสามารถสร้างอาวุธชั้นดีเช่นเขาขึ้นมาได้ เจ้า
มิได้หวาดกลัวว่าเขานั้นจะแย่งชิงตำแหน่งที่เจ้าหมายปองเอาไว้เช่นนั้น
หรือ?”
“ฮ่าฮ่า ข้าจะคิดเรื่องนี้อีกทีหลังจากที่ทำลายเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้
แล้ว” เหล่ยมู่ไป่กล่าวอย่างราบเรียบออกมา ในสถานการณ์ปกติ เมื่อ 2
นิกายใหญ่ประกาศสงครามกัน พวกเขาจะจัดการขุมพลังหลักของอีกฝ่าย
เป็นอย่างแรก ซึ่งก็คือเหล่าผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าและปรมาจารย์
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ สำหรับเหล่าศิษย์ของนิกายนั้นจะมิได้ถูกมุ่งเป้าให้
ความสนใจเท่าใดนัก
หากเกิดสงครามจริงอย่างมากมันจะกินเวลา 1-2 ปี ไม่ว่าจะเป็น
อัจฉริยะเช่นไรก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีรุนเยาว์ทะลวงระดับขึ้นมาเป็น
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้ในเวลานั้น ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่มีผลอันใดต่อ
สงครามที่เกิดขึ้น
แต่กลับตรงกันข้าม หลังจากที่สงครามจบลง ศิษย์ของนิกายที่ถูก
ทำลายไปอาจถูกกระทำจนถึงตาย ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ มีหลายคนที่
ต้องการทรยศนิกายของตนและเข้าร่วมกับผู้ชนะ พวกเขายินดีที่จะถูก
ประทับตราและนำมาใช้งาน
นี่เป็นวิธีการธรรมดาของนิกายที่ชั่วร้ายจะกระทำหลังชนะสงคราม
ได้ เพราะว่าได้สูญเสียกำลังคนของตนไปมากเช่นกัน พวกเขาจึงต้องการ
กำลังคนที่มาไว้ใช้งานเพื่อเป็นขุมกำลังในนิกายแทนส่วนที่ขาดไปเช่นกัน
เหล่ยมู่ไป่ชำเลืองมองไปยังหลินหมิง เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่
ดูถูกว่า “หากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายเมื่อใด หากเขารู้ว่าสิ่งใด
เหมาะกับตนเอง เป็นเด็กดีและให้นิกายของข้าลงตราประทับบนร่างกาย
มิเช่นนั้น ข้าจะดึงเอาปราณโลหิตของเขาออกมาและใช้มันกับการบ่ม
เพาะของข้า และใช้ร่างของเขาเป็นผีดิบคอยปกป้องข้า นั่นคือวิธีการที่จะ
ใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของเขาได้มากที่สุด”
ขณะที่เหล่ยมู่ไป่กล่าวจบ ธูปจับเวลาขนาดใหญ่บนเวทีก็ได้ค่อยๆ
ไหม้ไปเรื่อยๆ…