Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 398 บททดสอบแห่งสายเลือด
เพื่อที่จะกำราบและครอบครองปราณอัคคีระดับปฐพีขั้นกลาง
ภายในดินแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ใช่เรื่องของ
โชคชะตาคนๆหนึ่งเท่านั้น – แต่คนๆนั้นยังต้องมีความแข็งแกร่งที่
เพียงพอด้วย! ขณะที่มู่ติงซานคิดย้อนกลับไปเมื่อครึ่งเดือนก่อน ยามที่เขา
ได้เป็นสักขีพยานของการต่อสู้ระหว่างสองราชันย์แห่งรุ่นเยาว์ เขาทำได้
เพียงถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย “ศิษย์น้องหลิน ช่างเป็นเรื่อง
ดีเสียจริงที่เป็นเจ้า ถ้าหากข้าเป็นคนพบปราณอัคคีนี่ล่ะก็ ข้าคงจะไม่โชค
ดีพอจะหนีมาได้อย่างปลอดภัย
ความจริงในครั้งก่อนที่มู่ติงซานได้เข้าไปยังดินแดนเร้นลับแห่งเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เขานั้นโชคดีอย่างมาก ภายในใจกลางของบ่อลาวา เขา
ได้เจอกับผลเพลิงเจ็ดสีอยู่ที่นั่น มันคือโอสถแห่งปาฏิหาริย์ที่สามารถยืด
อายุของนักสู้ธาตุจำเพาะอัคคีได้!
แม้ว่ามันจะมีผลเพียงชั่วคราวต่อการบ่มเพาะ แต่ถ้าหากข่าวที่เขา
สามารถครอบครองมันได้ไปถึงเหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่าขั้นหลอมรวมแก่น
แท้หรือแม้กระทั่งเหล่าผู้ทรงอำนาจระดับจักรพรรดิ พวกเขาคงจะประมูล
มันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อมันอย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนั้น เพียงแค่มู่
ติงซานเอ่ยขอสมบัติที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเปลวเพลิงระดับสูงไป
จนถึงโอสถระดับสูงก็ย่อมได้
แต่โชคไม่ดี ผลเพลิงเจ็ดสีนี้ถูกปกป้องโดยสัตว์อสูรดุร้ายระดับ 6 มู่
ติงซานได้หันหน้าและหนีไปในทันที โชคดีที่เขานั้นตัดสินใจหนีอย่าง
รวดเร็วและเด็ดขาด มิเช่นนั้น ถ้าหากสัตว์อสูรดุร้ายพบเขาเข้า เขาคงจะ
ตายอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน
แม้ว่าเขาจะเสียใจ แต่เขาก็รู้ว่าเขาทำได้เพียงหนี ด้วยความ
แข็งแกร่งของเขา มู่ติงซานคงจะไม่สามารถครอบครองสมบัติเช่นนั้นได้
“นี่คือเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี?” มู่ติงซานมีประสบการณ์อย่าง
กว้างขวาง สามารถรู้และเรียกชื่อของปราณอัคคีนี้ได้
“อืม ใช่” หลินหมิงพยักหน้า
“เพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีนั้นหาได้ยากแม้กระทั่งในทวีปนภาไหลริน
ที่ศิษย์น้องหลินสามารถครอบครองมันได้นั่นหมายความว่า เจ้านั้นโชคดี
อย่างมาก!” มู่ติงซานกล่าวยกย่อง เขายังไม่มั่นใจว่าเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพีนั้นกลายพันธุ์แล้วรึยัง เมื่ออุกกาบาตได้ร่วงหล่นใส่ผืนปฐพี มันได้ทำ
ให้เกิดการระเบิดที่น่าสะพรึงกลัว มันยังก่อให้เกิดเพลิงอุกกาบาตถล่ม
ปฐพีดูดซับปราณอัคคีที่ก่อตัวในบ่อลาวา เดิมทีเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี
นั้นเป็นสิ่งหายากอย่างมาก สำหรับเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพีที่กลายพันธุ์
แล้วนั้น มันจะกลายเป็นตัวตนที่แตกต่างจากทุกสิ่งในโลก
เมื่อได้ยินชื่อของเพลิงอุกกาบาตถล่มปฐพี ศิษย์รอบๆเริ่มถอนหายใจ
และชื่นชม ขณะที่พวกเขาสนทนา น้ำเสียงของพวกเขาต่างเต็มไปด้วย
ความอิจฉา
การดูดซับปราณอัคคีนั้นไม่เพียงแต่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของคนผู้
หนึ่งแล้ว แต่มันยังเสริมการบ่มเพาะของพวกเขาด้วย ด้วยความแข็งแกร่ง
และพรสวรรค์ของหลินหมิง มันย่อมใช้เวลาไม่นานก่อนที่เขาจะสามารถ
ดูดซับมันได้ เมื่อเขาทำสำเร็จ การบ่มเพาะของเขาย่อมทะลวงเข้าสู่ขั้น
ถัดไปได้ เมื่อถึงเวลานั้น ยังจะมีผู้ใดเป็นคู่มือให้กับหลินหมิงได้อีกกัน?
“เอาล่ะ พวกเรามีเวลาเหลือน้อยกว่า 1 ชั่วโมงก่อนที่โถงหลักฟีนิกซ์
โบราณจะเปิด แผ่นหยกจารึกทั้ง 16 จะปรากฏ ทุกๆคนสามารถเลือก
แผ่นหยกจารึกอันใดก็ได้ที่พวกเจ้าต้องการเพื่อเข้าสู่โถงหลักฟีนิกซ์
โบราณ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะใช้ประโยชน์เวลาที่เหลือนี้พักผ่อนและทำให้
ตัวเจ้าอยู่ในสภาพพร้อมที่สุดก่อนที่โถงหลักฟีนิกซ์โบราณจะเปิด ข้าไม่
อยากให้พวกเจ้าสักคนตายที่นี่ นี่ก็เป็นภารกิจที่ได้รับคำสั่งเป็นการ
ส่วนตัวโดยท่านเจ้านิกายผู้ทรงเกียรติให้กับทุกคน!”
มู่ติงซานได้กล่าวเตือนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ยามที่พวกเขากำลัง
เดินทางอยู่ในดินแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากว่าศิษย์หลัก
ระดับต่ำตายไป มันคงจะไม่มีความหมายอันใดมากนัก แต่หากว่าหนึ่งใน
ศิษย์สายตรงทั้ง 16 ตายล่ะก็ มันคงจะเป็นความสูญเสียที่มากนักสำหรับ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่พวกเขาได้เข้าไปในโถงหลักฟีนิกซ์โบราณ
มู่ติงซานย่อมมิอาจปกป้องพวกเขาได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเตือนพวก
เขาอีกครั้งให้ระวังเท่านั้น
“ศิษย์พี่มู่ มันจะเกิดอะไรขึ้นในโถงหลักฟีนิกซ์โบราณเช่นนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งได้กล่าวถาม นี่มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าไปยังโถงหลัก
ฟีนิกซ์โบราณ และก็เป็นครั้งแรกของเขาเช่นกัน ที่ได้เข้าไปยังดินแดนเร้น
ลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
“ทุกคนที่เข้าไปยังโถงหลักฟีนิกซ์โบราณจะเผชิญหน้ากับอุปสรรค์ที่
แตกต่างกัน โถงหลักฟีนิกซ์โบราณนั้นเป็นบททดสอบที่ตระกูลฟีนิกซ์
โบราณใช้ทดสอบประสบการณ์และพรสวรรค์ของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ เมื่อ
เวลานั้นมาถึง พวกเจ้าทุกคนจะถูกแบ่งแยกกันตามพรสวรรค์และ
สายเลือด และถูกส่งไปยังบททดสอบแห่งการหล่อหลอมด้วยระดับความ
ยากที่เทียบเท่ากับความสามารถของเจ้า ภายในบททดสอบแห่งการหล่อ
หลอมนั้น มันมีโอกาสที่เจ้าจะตาย ถ้าหากเกิดอันใดขึ้น อย่าพยายามฝืน
ตัวเอง ถ้าจำเป็นที่จะยอมแพ้ จงยอมแพ้”
ขณะที่มู่ติงซานกล่าว เขาจงใจชำเลืองมองไปยังหลินหมิง “ศิษย์น้อง
หลิน อย่าพยายามที่จะมั่นใจในความสามารถของตนเองให้มากนัก ท่าน
เจ้านิกายผู้ทรงเกียรติได้กำชับให้ข้าเตือนเจ้าเรื่องนี้ ท่านหญิงนักบุญนั้น
หวังเป็นอย่างมากกับเจ้า ถ้าหากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าคงจะไม่มีหน้ากลับไป
เป็นแน่”
แม้ว่าหลินหมิงจะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง แต่ระดับความยากของบท
ทดสอบแห่งการหล่อหลอมนั้นขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของคนผู้นั้น เมื่อมัน
เป็นเช่นนั้น ความแข็งแกร่งย่อมไร้ประโยชน์
ในแง่ของพรสวรรค์ทางสายเลือด สายเลือดที่หลินหมิงมีนั้นค่อนข้าง
แย่ แม้ว่าเขาจะได้ดูดซับปราณโลหิตของวิหคเพลิง มันก็ยังแย่กว่ามู่เชียน
หยี่ หรือมู่ปิงอวิ๋น
“ศิษย์พี่มู่ โปรดวางใจได้ ข้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยอย่างแน่นอน”
1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมา หลินหมิงได้มีประสบการณ์ในสถานการณ์ที่มีอันตราย
ถึงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน หากจะเทียบกับพวกมันแล้วโถงหลักฟีนิกซ์โบราณ
นั้นค่อนข้างจะปลอดภัยกว่า
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่มู่ ท่านเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังจิตกรรมฝาผนัง
ภายในห้องโถงหลักหรือไม่?” หลินหมิงชี้ไปยังเสาเหล่านั้น เขารู้สึก
แปลกๆจากภาพภาพพรรณนาที่บันทึกเหตุการณ์สั่นสะเทือนโลกที่เกิดขึ้น
ในสมัยโบราณ
“โอ้ เจ้าสงสัยเกี่ยวกับพวกมันงั้นหรือ… ครั้งล่าสุดที่ข้ามาที่นี่ ข้าก็
เห็นมัน ข้าได้กลับไปและถามกับท่านเจ้านิกายผู้ทรงเกียรติว่าพวกมันคือ
อะไร แต่ท่านเจ้านิกายผู้ทรงเกียรติตอบเพียงแค่ว่าพวกมันคือฉาก
เหตุการณ์จากสมัยโบราณ สำหรับเรื่องผู้คนเหล่านั้นในรูป ท่านเจ้านิกาย
ผู้ทรงเกียรติก็ไม่รู้เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนจากทวีปนภาไหลรินก็
ตาม พวกเราทำได้เพียงคาดเดาอย่างเลือนรางกับความเป็นไปได้ต่างๆ”
คำตอบของมู่ติงซานนั้นไม่ต่างจากที่หลินหมิงคาดไว้มากนัก ห้องโถง
ฟีนิกซ์โบราณนั้นมีอยู่มานานมากกว่าหลายหมื่นหรือแสนปี แต่
ประวัติศาสตร์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพียง 3000 ปีเท่านั้น มันจึง
เป็นเรื่องปกติที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะไม่รู้เกี่ยวกับรูปภาพเหล่านี้
เวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานเกินไป แดนเทวะนั้นอาจจะมีอยู่มานานกว่า
หลายร้อยล้านปีมาแล้ว สำหรับทวีปนภาไหลรินนั้น เขาไม่รู้ว่ามันมีอยู่มา
นานเท่าใด มีเพียงจารึกโบราณเท่านั้นที่บันทึกประวัติศาสตร์ย้อนกลับไป
หลายหมื่นปี ทุกๆสิ่งที่ได้สูญหายหรือถูกทำลายไปแล้วตามกาลเวลาที่ไร้
ที่สิ้นสุด และคงจะมิอาจได้พบอีกครั้ง บางทีโลกแห่งนักสู้ของทวีปนภา
ไหลรินอาจจะถูกทำลายและฟื้นคืนมาหลายครั้งแล้วก็เป็นได้
หลินหมิงส่ายหัวและเลิกคิดเกี่ยวกับมัน ถ้าเขาต้องการที่จะสำรวจ
สิ่งเหล่านี้ต่อไป เขาอาจจะได้ต้องรอจนกระทั่งเขามีความแข็งแกร่งที่มาก
พอจะทำมัน บางทีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งที่มีมรดกลึกลับอาจจะมี
บันทึกเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้
“เอาล่ะ ทุกคน มาเริ่มเข้าฌานกันดีกว่า ถ้าหากเจ้าขาดโอสถ จง
บอกข้า” มู่ติงซานกล่าวกับทุกคน
ก่อนที่จะเข้าไปยังดินแดนเร้นลับแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคน
เติมโอสถให้เต็มที แต่ไม่มีผู้ใดสามารถคาดเดาได้ว่าจะมีผู้ใดพบกับ
อันตรายหลายๆคราและใช้โอสถจนหมด
ศิษย์สายตรงทั้ง 16 ต่างนั่งลงและเริ่มเข้าฌานกัน หลินหมิงไม่ได้
ผลาญพลังงานไปมากนัก แต่เขาก็ยังเข้าสู่สภาวะเจตจำนงแห่งการต่อสู้
จิตบริสุทธิ์ เข้าสู่สภาวะเจตจำนงแห่งการต่อสู้จิตบริสุทธิ์อย่างลึกซึ้งและ
เริ่มดูดซับพลังงานต้นกำเนิดโดยรอบเพื่อฟื้นฟูพลังงานที่เขาได้ใช้ไปและ
ทำให้ตนเองอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
เวลาได้ผ่านไป ทันใดนั้นพื้นโถงหลักฟีนิกซ์โบราณก็เริ่มสั่นเล็กน้อย
หลินหมิงเปิดตาของเขา ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าไปยังโถงหลักฟีนิกซ์โบราณ
แล้ว!
กึก กึก กึก!
ด้วยเสียงของกลไกที่กำลังขยับช้าๆ พื้นใจกลางห้องโถงหลักก็เริ่มยก
ตัวขึ้น และแท่นบูชาขนาดใหญ่หลายสิบก้าวก็ปรากฏ บริเวณวงแหวน
รอบนอกแท่นบูชาเปล่งประกาย จากนั้นแผ่นหยกจารึกก็ปรากฏ มันมี
ทั้งหมด 16 แผ่น
“เยี่ยม ทุกคนขึ้นไปและเลือกแผ่นหยกจารึกอันใดก็ได้” ขณะที่มู่ติง
ซานกล่าว เขาเดินขึ้นไปยังแท่นบูชาและเลือกแผ่นหยกจารึก และมายืน
ตรงหน้า
หลินหมิงทำตาม แผ่นหยกจารึกทั้ง 16 แผ่นนั้นมีรูปร่างเหมือนกัน
แต่มันยังมีความแตกต่างที่ลึกซึ้ง ทุกๆแผ่นหยกจารึกนั้นมีลวดลายที่
แตกต่างกันถูกแกะสลักไว้ มันดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ค่ายกลลึกลับที่
ถูกแกะสลักไว้บนแผ่นหยกจารึก บนแผ่นหยกจารึกนั้นมีช่องอยู่ – รูปร่าง
ของมันได้เข้ากับกุญแจที่เขาได้รับสำหรับเข้าไปยังโถงหลักฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์พอดี
หลินหมิงได้หยิบแผ่นหยกออกมาจากแหวนมิติของเขา
“หยดเลือดใส่แผ่นหยกแล้วนำมันใส่ลงในช่อง จากนั้นบททดสอบ
แห่งการหล่อหลอมจะเปิดออก ทุกๆการทดสอบจะมีระดับความยากที่
แตกต่างกัน ทุกๆคนจะถูกแยกจากกันหลังจากนี้ ข้าหวังว่าเจ็ดวัน
หลังจากนี้ ข้าจะยังเห็นพวกเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยและครบทุกคน
ที่นี่!”
ขณะที่มู่ติงซานกล่าว เขาได้กรีดนิ้วของเขาและหยดเลือดลงบนแผ่น
หยก แผ่นหยกนั้นก็กลายเป็นสีแดงเลือด แล้วมู่ติงซานก็นำมันไปวางใส่
ช่องของแผ่นหยกจารึก เมื่อประกายแสงสีแดงเข้มส่องสว่างวาบ มู่ติงซาน
ก็หายไปในทันที
หลังจากนั้นที่แท่นบูชาก็เริ่มมีประกายแสงมากมายคนแล้วคนเล่า
เหล่าศิษย์แผนกวิหคเพลิงต่างถูกคลุมไปด้วยแสงสีแดงเข้มและเหล่าศิษย์
แผนกวิหควารีต่างถูกคลุมไปด้วยแสงสีน้ำเงินอ่อน ทันใดนั้นก็เหลือเพียง
แค่ศิษย์สายตรงเพียงไม่กี่คนจาก 16 คนทั้งหมด
หลินหมิงหยดโลหิตลงบนแผ่นหยกและนำมันไปใส่ในช่อง ชั่วครู่
ต่อมา เขาก็รู้สึกถึงแสงที่อบอุ่นเริ่มห่อหุ้มตัวเขา และพื้นที่รอบตัวเขาก็
เริ่มบิดตัว หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ เขาก็ถูกวาปไปยังห้องปิดตายห้อง
หนึ่ง
หลินหมิงสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัวเขาภายในห้องที่มืดนี้ได้
อย่างคลุมเครือ ห้องนี้มีขนาดความกว้างและยาว 100 ก้าว และกำแพง
ต่างถูกแกะสลักด้วยภาพพรรณนาต่างๆที่แตกต่างกัน เขารู้สึกเหมือนเคย
เห็นกำแพงแบบนี้จากที่ไหนมาก่อน พวกมันเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์อสูร
ศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ และปีศาจ…
บ้างดูเหมือนจะเป็นงานเทศกาลฉลอง บ้างดูเหมือนการทำสงคราม
ฟู่!
เปลวเพลิงถูกจุดขึ้นในห้องที่ดูมืดสลัวนี้ และพลังงานต้นกำเนิดธาตุ
จำเพาะอัคคีในห้องก็เริ่มรวมตัวกันที่เปลวเพลิง ก่อให้เกิดจุดสีแดงจำนวน
มาก หลังจากนั้นชั่วครู่ จุดเหล่านั้นก็เริ่มกลายเป็นรูปร่างมนุษย์ และ
สสารต่างๆก็เริ่มหลอมรวมเป็นร่างเสมือนสีแดง รูปร่างของมันดูเหมือน
เลือนรางเล็กน้อย และมันถูกสร้างมาเหมือนกับหลินหมิง พลังการบ่ม
เพาะอยู่ที่จุดสูงสุดขั้นผสานชีพจร และในมือของมันถือหอกอยู่
ปัง!
ร่างเสมือนสีแดงนั้นได้แทงหอกใส่หลินหมิง
“หรือว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบ?”
หลินหมิงชูหอกของเขาขึ้นและตอบโต้กลับอย่างใจเย็น แม้ว่าตัวตนสี
แดงนี้จะมีพลังการบ่มเพาะเช่นเดียวกับเขา แต่ความแข็งแกร่งดูเหมือน
จะอ่อนกว่า
ปัดหอกที่พุ่งมาจากร่างเสมือนสีแดงแล้วหลินหมิงก็แทงหอกของเขา
ทะลุท้องของมัน
ปัง!
ร่างเสมือนสีแดงก็แตกกระจายกลายเป็นแสงสีแดงนับไม่ถ้วน แต่
หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ จุดแสงเหล่านั้นก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งและ
ควบแน่นขึ้นกลายเป็นร่างเสมือนสีแดง รูปร่างของมันดูเลือนรางและมันก็
ยังถือหอกเช่นเดิม แต่พลังการบ่มเพาะของมันนั้นอยู่ที่ขั้นครึ่งเก้าสู่ขั้น
ปราณต้นฟ้า
หอกถูกพุ่งออกมา!
“อ่อนเกินไป”
หลินหมิงจัดการโดยไม่ลังเล โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบการโจมตีของ
เขา หอกแห่งดาวหางม่วงก็พุ่งออกไปเช่นก่อนหน้า และแทงใส่ท้องของ
ร่างเสมือนสีแดง
ปัง!
ร่างเสมือนสีแดงตัวที่ 2 ก็ล้มลงและแตกกระจายอีกครั้ง ในครู่ต่อมา
ร่างเสมือนสีแดงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง รูปร่างและอาวุธยังเหมือนเดิม แต่
พลังการบ่มเพาะเพิ่มขึ้น – มันอยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้น
“กำลังทดสอบความสามารถสูงสุดของข้าอยู่สินะ?” รอยยิ้มมุมปาก
หลินหมิงโค้งขึ้น ถ้าหากร่างเสมือนสีแดงนี่แข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่เอาชนะ
ได้ เช่นนั้นครั้งต่อไปมันจะเป็นขั้นปราณต้นฟ้าช่วงกลางสินะ ดูเหมือนนัก
สู้สีแดงนี่จะเทียบได้กับฉางเอี่ยนจ้าวหรือหวนเสี่ยวตี๋ในแง่ของพรสวรรค์
แต่พวกมันก็ยังอ่อนกว่าฉินหวู่ซินและเจียงหลานเจี้ยน ส่วนจะเทียบกับ
หลินหมิงนั้น ยังห่างชั้นกันอยู่มากนัก
เขาค่อยๆเพิ่มปราณแท้ในการโจมตีของเขา หลินหมิงพุ่งหอกออกไป
เช่นก่อนหน้าและกำจัดคู่ต่อสู้เช่นเคย!
…………………….
ในเวลานี้ในอีก 15 ห้องที่เหลือ พวกเขาทุกคนต่างอยู่ในบททดสอบ
เช่นเดียวกัน มู่ติงซานได้ใช้กำลังไปมากกว่าจะสามารถเอาชนะนักสู้ขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้ แต่ในครู่ต่อมา แสงสีแดงที่กระจัดกระจายก็ได้ก็
ได้รวมกันกลายเป็นร่างเสมือนสีแดงอีกครั้ง ในครั้งนี้มันมีพลังการบ่ม
เพาะอยู่ที่ขั้นครึ่งเก้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
มู่ติงซานยิ้มอย่างเศร้าๆ พลังการบ่มเพาะของเขานั้นอยู่เพียง
จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นเท่านั้น สำหรับร่างเสมือนสีแดงนั้น
พรสวรรค์ของมันเทียบได้กับศิษย์สายตรงของสำนักระดับ 3 ถ้าหากเขามี
พลังเท่ากันละก็ มู่ติงซานย่อมเอาชนะได้อย่างง่ายดาย แต่บัดนี้ คู่ต่อสู้
ของเขาได้ก้าวขึ้นสู่เวทีอีกครั้ง และมันอยู่ในจุดที่เขาไม่สามารถรับมือได้
อีกต่อไป
การที่จะเอาชนะศิษย์สายตรงของสำนักระดับ 3 ที่มีพลังการบ่ม
เพาะอยู่ที่ขั้นครึ่งเก้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า มู่ติงซานนั้นมีโอกาสแพ้มากกว่า
ผลลัพธ์ของมู่ติงซานนั้นถือว่าค่อนข้างดี หากเทียบกับศิษย์อีก 15
คนที่เหลือ พวกเขาส่วนใหญ่ได้พ่ายแพ้ไปนานแล้ว พวกเขาสามารถท้า
ทายกับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายได้ แต่มิใช่ผู้ที่อยู่จุดสูงสุดขั้นปราณ
ต้นฟ้า
หลังจากที่พวกเขาได้พ่ายแพ้ เหล่านักสู้ก็ถูกย้ายไปยังเส้นทางของ
บททดสอบแห่งการหล่อหลอม ที่ซึ่งพวกเขาจะได้เริ่มบททดสอบแห่งการ
หล่อหลอมที่แท้จริง