Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 429 จักรพรรดิปีศาจ
หลินหมิงได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาได้ล้างมือและใบหน้าของเขา
และได้ปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเองเพื่อไม่ให้มีร่องรอยของอารมณ์ที่
วุ่นวายของเขาแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็ได้เทปราณโลหิตลงบนหน้าอกของเขา
ปราณโลหิตสีแดงเข้มได้หยดลงมา ในตอนแรกนั้นมันไม่มีปฏิกิริยา
ใดๆ แต่หลังจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ มันได้มีเสียง ‘ชี่ ชี่ ชี่’ ดังออกมา ปราณ
โลหิตดูเหมือนกับกำลังถูกกัดกร่อนอยู่และกำลังเปล่งประกายกลุ่มควันสี
ฟ้าจางๆออกมา
ขณะที่ความเจ็บปวดจากการถูกเผาไหม้ได้ถูกแผ่กระจายออกมาจาก
ช่วงหน้าอกของเขา หลินหมิงได้ขมวดคิ้วของเขาขึ้น เขารู้สึกได้ถึงหัวใจ
ของเขาและจากนั้นได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาไปยังลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์
ที่อยู่ใต้อกที่ปลดปล่อยพลังงานผันผวนแปลกประหลาด โดยที่เขาหวังว่า
จะหาเบาะแสต่างๆได้
หลังจากที่มันได้หลับไหลอยู่ข้างๆหัวใจของหลินหมิง ลูกบาศก์
ศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนกับมันได้หายไป ถ้ามันไม่ได้เปิดเผยตัวมันเองว่ามันมี
ความคิดเป็นของตัวมันเองนั้น หลินหมิงอาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้
แต่ตอนนี้ ในขณะที่ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ดูดกลืนปราณโลหิตนั้น
หลินหมิงจึงสามารถพบการคงอยู่ของมันได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลินหมิงได้รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของทะเล
วิญญาณของเขา การสัมผัสรับรู้ที่เขาได้ปลดปล่อยออกมานั้นดูราวกับมัน
ถูกดูดเข้าไปภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ เผชิญกับอำนาจการดูดกลืนที่ทรง
พลัง หลินหมิงจึงไม่สามารถตอบสนองได้ทันเวลา เขาไม่สามารถที่จะทำ
การต่อต้านใดๆได้
ในวินาทีต่อมา จิตสำนึกของหลินหมิงนั้นได้ปรากฏออกมาภายใน
ความมืด พื้นที่มืดมิดได้แผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันราวกับเขา
ได้ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
เขาดูรู้สึกคุ้นเคยกับพื้นที่แห่งนี้เป็นอย่างมาก – นี่เป็นพื้นที่ภายใน
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ด้านข้างหลินหมิงนั้นได้มีหมอกที่หนาแน่นออกมารอบตัวเขา ภายใน
หมอกนั้นมีแสงส่องสว่างจำนวนมาก พวกมันนั้นได้ค่อยๆหมุนวนไปรอบๆ
เป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่ในตรงกลางราวกับพวกมันเป็นดวงดาวในสวรรค์
“ในที่สุดข้าก็ได้มาอยู่ยังที่แห่งนี้เสียที”
ครั้งที่สองมันเป็นปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้านั้นสามารถ
เปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ครั้งที่สามมันเป็นปราณโลหิตของผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้า ในครั้งที่สี่อาจเป็นปราณโลหิตขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก็
เป็นได้…
หลินหมิงนั้นมั่นใจว่าต่อให้มันเป็นปราณโลหิตของผู้เชี่ยวชาญขั้น
ปราณปลายฟ้าก็มิมีผลมากต่อลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ แท้จริงแล้วนี่
เหมือนกับว่าลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้กำลังหาทางบอกกล่าวแก่เขาอยู่ว่า
ต้องการปราณโลหิตจากเหล่าผู้ทรงพลังอย่างแท้จริง
แสงดวงจิตวิญญาณทรงกลมที่มีขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ตรงกลางได้ส่อง
สว่างด้วยแสงสีอ่อนและเบาบาง เศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณจำนวนนับ
ไม่ถ้วนอยู่รอบๆมันเหมือนกับผลึกผลึกที่กำลังแพรวพราวอยู่
แม้ว่าหลินหมิงจะได้เข้ามาสู่พื้นที่ภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ แต่เขา
ยังคงต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ แม้กระทั่งในตอนนี้ เขาไม่สามารถที่จะทำความ
เข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้เลย
ขณะที่หลินหมิงได้ปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกไปเพื่อสัมผัสกับ
เศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นทั้งหมด มันทำให้เขาได้พบกับความ
ประหลาดใจกับพลังจิตวิญญาณของเขาที่กำลังเติบโตแข็งแกร่งขึ้นใน
เวลานี้เท่านั้น แต่เขานั้นสามารถรู้สึกถึงกลิ่นอายที่ดูคลุมเครือที่ถูก
ปลดปล่อยออกมาจากเศษเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นได้
บางเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นดูอ่อนโยนและดวงอื่นๆนั้นดู
เอาแต่ใจ มีแม้กระทั่งดวงจิตที่แฝงคำใบ้ว่าเป็นโลหิตและศิลปะการต่อสู้
ของเหล่าปีศาจด้วย
นี่ควรเป็นเพราะเคล็ดบ่มเพาะที่พวกเขาได้ฝึกฝนไว้ในช่วงที่พวกเขา
ยังคงมีชีวิตอยู่นั่นเอง
พลังงานดูคลุมเครือยิ่ง หลินหมิงมีโอกาสได้ประมาณคร่าวๆเท่านั้น
ขณะที่เขาได้จ้องมองไปยังเหล่าเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นเขาได้
ทำอย่างระมัดระวัง เขาไม่สามารถรับประกันได้นอกจากคาดเดาว่าเศษ
เสี้ยวจิตวิญญาณเหล่านี้ไร้เจ้าของแล้ว มีความเป็นไปได้ว่าเศษเสี้ยวดวง
จิตวิญญาณบางดวงนั้นมีเครื่องหมายจิตวิญญาณที่ยังไม่ได้ถูกทำลายไป
ถ้าเขาได้เลือกหนึ่งในนั้นเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ผู้อาวุโส
สูงสุดจากแดนเทวะทั้งหมดเหล่านี้ที่เป็นตัวตนหลักที่สามารถสั่นสะเทือน
โลกก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต แม้ว่าจะมีเศษอันที่สุดของจำนวนที่
เหลืออยู่ภายในเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณเหล่านั้น หากดูดซับเข้าไปก็คงไม่
มีทางที่หลินหมิงจะสามารถต้านทานมันได้
หลินหมิงนั้นอยู่ในพื้นที่ภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลานานแล้ว
เขาไม่กล้าที่จะเร่งรีบปลดปล่อยจิตสัมผัสของเขาออกไปทุกที่ เขาค่อยๆ
สัมผัสถึงสิ่งรอบตัวของเขาอย่างอดทน หลังจากนั้นไม่นานดวงตาของ
หลินหมิงได้เบิกกว้างออกมา เขาได้หันไปโดยรอบพร้อมด้วยการ
แสดงออกที่ไม่อยากจะเชื่อขณะที่มองไปยังแสงสีแดงของเศษเสี้ยวดวงจิต
วิญญาณที่ได้ลอยผ่านเขาไปอย่างช้าๆ
เศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้มีขนาดเล็กและมีแสงแวววาว
เหมือนกับผลึกทับทิม ขณะที่มันค่อยๆหมุนไป ก็ได้ปล่อยแสงแวววาวสี
แดงออกมาไปในทุกๆที่ๆมันไป
หลินหมิงได้ชะงัก ความรู้สึกนี้คือ…
ย้อนกลับไปเมื่อหลินหมิงและเหล่ยมู่ไป่ได้ต่อสู้กันนั้น เขาได้รู้สึก
เหมือนกับออร่านี้!
มหาจักรพรรดิอเวจีหรือ?
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาล?
หลินหมิงได้ลังเลเล็กน้อยจากนั้นเขาก็ได้ก้าวไปข้างหน้าและส่ง
ปราณแท้ของเขาไปครอบคลุมเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนั้น
ขณะที่เขาจ้องมองไปยังเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนั้นถูกผูกไว้กับ
ปราณแท้ของเขาทำให้หลินหมิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันถูกบรรจุไปด้วย
พลังงานที่กระหายเลือด
เมื่อหลินหมิงได้กลืนกินเศษผลึกหัวใจปีศาจเหล่านั้น เขาได้เห็น
รูปร่างของขวานขนาดยักษ์ของมหาจักรพรรดิอเวจีได้ชี้ไปยังท้องฟ้า
ขณะที่ขาทั้งสองข้างของเขาอยู่บนพื้นอย่างแน่นหนา มีปีศาจร้ายนับไม่
ถ้วนอยู่ล้อมรอบตัวของเขาอยู่ หัวใจของหลินหมิงจู่ๆได้พรั่งพรูขึ้นด้วย
ความปรารถนาอันลึกลับที่จะกลืนกินเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้ จะ
เกิดอันใดขึ้นกันเมื่อเขาทำเช่นนั้นกัน?
หลินหมิงกัดฟันของเขาและจากนั้นได้เอื้อมมือออกไปคว้าเศษเสี้ยว
ดวงจิตวิญญาณสีแดงดวงนั้น
ซู่วว!
ขณะที่หลินหมิงได้สัมผัสกับเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณนั้นมันได้
ละลายกลายเป็นลำแสงที่ถูกจมเข้าไปในร่างของเขา
ความแข็งแกร่งของหลินหมิงมากเกินกว่าก่อนหน้านี้อย่างมาก แต่
เศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้น่าสะพรึงมากกว่าดวงจิตวิญญาณที่เขา
ดูดกลืนมาก่อนหน้านี้ ขณะที่จำนวนข้อมูลมากมายได้ปรากฏออกมา
ภายในจิตใจของหลินหมิงโดยทะเลจิตวิญญาณของเขาได้สั่นสะเทือนและ
ภาพฉากที่ยุ่งเหยิงและเสียงได้ปรากฏออกมาเบื้องหน้าของเขา
เหล่าปีศาจต่างๆที่เขาเห็นขณะนี้ พวกมันได้ถูกแกะสลักอยู่บน
กำแพงของห้องโถงหลักของฟีนิกซ์โบราณเช่นกัน
สงคราม…โลหิต…สนามรบ…
เหล่าผู้ทรงพลังได้แกว่งอาวุธของพวกเขาที่ได้สั่นสะเทือนไปบน
อากาศ ซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนได้กระเด็นออกมาและถูกเผาจนเป็นเถ้า
ถ่าน พื้นทรายสีเหลืองได้ถูกย้อมกลายเป็นสีแดงสนิท…
หลินหมิงสามารถมองเห็นเมืองใหญ่ที่ถูกหินบดบังอย่างลางๆ เหล่า
สิ่งก่อสร้างภายในเมืองนี้ทุรกันดารและดูป่าเถื่อนแต่มันได้เต็มไปด้วย
พลังงานและความสวยงาม และชาวเมืองภายในเมืองนี้ทั้งหมดเป็นปีศาจ
ที่หลินหมิงเคยเห็นก่อนหน้านี้ พวกมันทั้งหมดสูงกว่า 10 ก้าวและบางตัว
นั้นสูงกว่า 20 ก้าว
“ปีศาจยักษ์?”
จิตใจของหลินหมิงได้สะท้านด้วยคำพูดสองคำนี้ หลังจากเศษเสี้ยว
ของความทรงจำที่กระจัดกระจายถูกเรียบเรียงโดยหลินหมิงเรียบร้อย
แล้ว ในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าปีศาจเหล่านี้นั้นช่างเหมือนกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ยิ่ง!
ร่างของพวกมันถูกห่อหุ้มไปด้วยโซ่มากมายเขาและเขี้ยวยาวจำนวน
มากได้ออกมาจากใบหน้าของพวกมัน พวกมันได้มีผมยาวสีแดงเข้มถูก
ปล่อยห้อยลงมา นี่ไม่ใช่ลักษณะพิเศษของมหาจักรพรรดิอเวจี แท้จริง
แล้วพวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่แยกจากกัน – เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์
“มันเป็นเช่นนี้เอง มหาจักรพรรดิอเวจีนั้นไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์ตั้งแต่
เริ่ม เมื่อข้าได้กลืนกินเศษผลึกหัวใจปีศาจและได้เห็นเขาฆ่าปีศาจจำนวน
มากด้วยขวานขนาดใหญ่ของเขา มันเป็นไปได้ว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นที่
รวมตัวกันคือพื้นที่ของเผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์”
“และปีศาจตัวสีแดงนั้นที่ข้าได้พบในด่านทดสอบหล่อหลอมครั้ง
สุดท้ายของแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นพวกปีศาจยักษ์ด้วย…”
ปริศนาต่างๆที่คอยรบกวนจิตใจของหลินหมิงได้ชัดเจนมากขึ้น
“มิน่าละที่ข้าสามารถรู้สึกถึงมรดกทางสายเลือดของมหาจักรพรรดิ
อเวจีจากเหล่ยมู่ไป่ได้ ข้ายังสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างในเศษเสี้ยว
ของดวงจิตวิญญาณสีแดงดวงเล็กดวงนี้ เหตุผลนั้นคือมันไม่ได้สืบสาย
เลือดจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ จริงๆแล้วมันพิเศษกว่านั้นเล็กน้อย
………………….
ขณะที่ดวงตาของหลินหมิงได้เปิดขึ้นเขาได้ออกมาจากลูกบาศก์
ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาได้เปิดประตูและเดินออกไป พระจันทร์สว่างไสวไปทั่ว
ท้องฟ้ามันได้เป็นเวลาตอนกลางคืนแล้ว
อากาศในตอนกลางคืนมีความชื้นเล็กน้อย ขณะที่ลมหนาวได้พัดไป
ปะทะกับใบหน้าของเขา หลินหมิงเงียบขรึมขึ้นอย่างมาก เขาได้ถูไปที่
หน้าผากของเขาแล้วรู้สึกลึกๆถึงเรื่องน่าปวดหัวที่สมองของเขาราวกับว่า
มันได้นอนนานเกินไปและภายในจิตใจของเขายังไม่ได้ปลอดโปร่ง
ขณะที่หลินหมิงกำลังระงับความรู้สึกเจ็บปวดนี้ เขาได้ตรวจสอบ
เหล่าความทรงจำที่ได้รับมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทันใดนั้นหลินหมิงได้
ตกใจอย่างรุนแรง “นี่คือ…”
ง้าวโลหิตล้างผลาญ!
หลินหมิงตกใจมาก ภาพภายในจิตใจของเขาอาวุธชิ้นนี้มีความยาว
10 ก้าวและด้ามง้าวนั้นมีความหนาเหมือนกับแขนเลยทีเดียว ที่น่า
หวาดกลัวมันถูกปกคลุมเต็มไปด้วยโลหิตสีแดง!
นี่… ผู้อาวุโสสูงสุดของแดนเทวะนี้แท้จริงแล้วเป็นเจ้าของคนแรกของ
ง้าวโลหิตล้างผลาญ!
หลินหมิงจิตใจเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ง้าวโลหิตล้างผลาญได้ทิ้งเหล่าตำนานที่ไร้ที่สิ้นสุดเอาไว้ มีบางคน
กล่าวว่ามันเป็นสมบัติระดับกลางขั้นสวรรค์หรืออาจจะสูงกว่านั้น ง้าวเล่ม
นี้ได้อยู่มาประมาณ 7-8 หมื่นปีแล้ว เนื่องจากเวลาผ่านมานานแล้ว จึง
เป็นไปไม่ได้ที่จะหาว่าใครเป็นเจ้าของคนแรกของอาวุธนั้น เหล่า
ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ติดตามเหล่านั้น – รวมกระทั่งเหล่าจักรพรรดิไร้เปรียบผู้
ทรงพลัง – นั้นมีโชคชะตาที่ไม่เพียงพอและได้ถูกคำสาปและตายไปโดย
ง้าวที่น่าหวาดกลัวเล่มนี้!
นี่กระทั่งรวมถึงมหาจักรพรรดิอเวจีด้วย!
หลินหมิงได้นำเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลออกมาจากแหวนมิติ
โดยไม่รู้ตัว เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลนี้ได้ถูกนำมาจากเหล่ยมู่ไป่
หลังจากที่เขาอ่านมัน หลินหมิงก็เริ่มหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน
มันได้ปรากฏว่าเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลแท้จริงแล้วเป็นเคล็ดบ่ม
เพาะที่ผู้อาวุโสสูงสุดซึ่งเคยเป็นเจ้าของง้าวโลหิตล้างผลาญได้สร้างขึ้นมา
โดยตัวเขาเองก่อนที่เขาจะเข้าไปยังแดนเทวะ!
เป็นเรื่องบังเอิญเช่นนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเจตจำนงแห่งสวรรค์ มัน
อาจเนื่องมาจากการเชื่อมต่อที่คลุมเครือของหลินหมิงนั้นสามารถรับรู้ถึง
พลังงานที่คุ้นเคยออกมาจากเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณสีแดงโลหิตได้
“เมื่อคิดได้ว่าหนึ่งในหมื่นของผู้ทรงพลังจากแดนเทวะได้ไปทำลาย
แดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรองก็คือคนที่ได้มาจากทวีปนภาไหลริน
ด้วยนั่นเอง”
“ผู้ครอบครองง้าวโลหิตล้างผลาญคนแรก… 80,000ปีก่อนเขาได้เป็น
จักรพรรดิผู้ทรงพลังของทวีปนภาไหลรินซึ่งมีนามว่าจักรพรรดิปีศาจ! เขา
ได้ก่อตั้งนิกายระดับหกของตัวเองขึ้นมาเมื่อนานกว่า 16,000ปี!”
จักรพรรดิปีศาจ!
ใครก็ตามที่กล้าเรียกตนเองเช่นนี่อาจจะเป็นบุคคลระดับสูงที่เดินใน
หนทางแห่งปีศาจ!
เนื่องจากความทรงจำเหล่านั้นไม่สมบูรณ์จึงต้องใช้เวลานานเพื่อให้
หลินหมิงเรียบเรียงพวกมัน มีจำนวนชิ้นส่วนและเศษเสี้ยวของข้อมูล
หลายชิ้น เขาย่อมไม่อาจที่จะเชื่อมโยงความยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้สมบูรณ์
ขณะที่หลินหมิงได้แยกแยะความทรงจำเหล่านั้นอย่างช้าๆ เขาก็ได้
มองผ่านพวกมัน ภายในเหล่าความทรงจำของเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณ
ของจักรพรรดิปีศาจนั้น ส่วนใหญ่นั้นเป็นความทรงจำของภาพที่เกี่ยวข้อง
กับสงครามที่เขาได้มีส่วนร่วม มีภาพการสังหารและโลหิตนับไม่ถ้วนสาด
กระจาย!
“จักรพรรดิปีศาจผู้นี้ช่างกระหายเลือดยิ่ง!”
หลินหมิงได้ถอนหายใจออกมา แม้ว่าเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณดวงนี้
จะมีขนาดใหญ่กว่าสองดวงก่อนหน้านี้แต่ก็มีเพียงแค่ความทรงจำเพียง
เล็กน้อยที่เกี่ยวกับเคล็ดบ่มเพาะ ส่วนใหญ่นั้นไม่สมบูรณ์ ขณะที่หลินหมิง
ได้เรียบเรียงความทรงจำของเศษเสี้ยวดวงจิตวิญญาณต่อไป เขาก็ได้ตื่น
ตระหนก
“หืม? นี่มัน…”
ทักษะง้าว?
หัวใจของหลินหมิงเต้นเร็วขึ้น ในความจริงแล้วปราณที่สนับสนุน
หอกและง้าวนั้นเกือบจะเหมือนกันยิ่ง ทักษะหอกสามารถใช้กับง้าวได้
และทักษะง้าวสามารถใช้กับหอกได้!
สิ่งที่หลินหมิงขาดมากที่สุดในตอนนี้คือทักษะหอก เมื่อเขาได้ต่อสู้กับ
ผู้เชี่ยวชาญจากนิกายหุบเขาระฆังทองคำในการแข่งขัน มันได้สะท้อนถึง
ความอ่อนแอของเขาและนั่นก็คือเขาขาดความชำนาญและเทคนิคในการ
ใช้ทักษะหอกของเขา ถ้าไม่ใช่โลหิตแห่งมังกรที่แท้จริงนั้นช่วยเพิ่มพลัง
ให้แก่หอกของเขา หลินหมิงควรจะพ่ายแพ้ต่อเสี่ยวชือในการปะทะกัน
ด้วยทักษะหอกอย่างแน่นอน
“เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์ส่วนมากใช้อาวุธยาว! มนุษย์นั้นส่วนใหญ่ใช้ดาบ
และกระบี่ แต่เผ่าพันธุ์ปีศาจยักษ์ – อาจจะเนื่องจากความสูงของพวกมัน
– คุ้นเคยกับอาวุธที่มีขนาดยาวมากกว่า ตัวอย่างเช่นมหาจักรพรรดิอเวจี
ได้ใช้ขวานยาวขนาดใหญ่และง้าวโลหิต เหล่ยมู่ไป่ได้ใช้ง้าว ขณะที่
จักรพรรดิปีศาจนี้ได้ใช้ง้าวด้วย”
สิ่งที่น่าประทับใจนี้คือ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ ที่เป็นหนึ่งในไม้
ตายของจักรพรรดิปีศาจ ไม่เพียงแค่มีทักษะง้าวเท่านั้น แต่มันได้มีเคล็ด
บ่มเพาะอีกด้วย พลังย่อมน่าหวาดกลัวอย่างแน่นอน
เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพกาลที่เหล่ยมู่ไป่ได้บ่มเพาะนั้นเป็นเพียงแค่
เศษเสี้ยวจากทั้งหมดของ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’
สิ่งที่หลินหมิงกังวลนั้นคือการบ่มเพาะ ‘ทักษะง้าวโลหิตล้างผลาญ’
มิใช่เรื่องง่าย มันจำเป็นที่จะต้องฆ่าอย่างต่อเนื่อง ดูดปราณโลหิตจากศัตรู
และเก็บสะสมเจตจำนงแห่งการฆ่าของตัวเอง!
“ฆ่า…” หลินหมิงได้ขมวดคิ้ว ในช่วงเวลาหลายปีที่เขานั้นได้ฝึกฝน
ศิลปะการต่อสู้ เขาไม่ได้ฆ่าไปมากมายนัก แต่สำหรับทุกคนที่เขาได้ฆ่าไป
นั้น พวกเขามีเหตุผลที่จะตายและได้เดินอยู่บนเส้นทางแห่งความตายแล้ว
เมื่อจักรพรรดิปีศาจได้ฝึกฝน ‘ง้าวโลหิตล้างผลาญ’ เขาได้ฆ่าคนอื่นๆ
นับไม่ถ้วนในความบ้าคลั่งในความกระหายเลือดโดยสมบูรณ์ ทั้งหมดนั้น
เพื่อปรับปรุงเคล็ดบ่มเพาะของเขา แต่หลินหมิงไม่ได้ทำเช่นเดียวกัน เขา
ไม่ได้ทำและไม่ฆ่าเหล่าผู้บริสุทธิ์
“ศิลปะการต่อสู้ของปีศาจนี่ดูเหมือนจะมีสองเส้นทางที่แตกต่างกัน
มีเส้นทางแห่งการฆ่าตลอดจนเส้นทางแห่งตัณหา มหาจักรพรรดิอเวจีนั้น
ได้ก้าวข้ามไปด้วยเส้นทางทั้งสองเหล่านี้แต่สำหรับจักรพรรดิปีศาจเมื่อ
80,000 ปีก่อน เขาได้เลือกเดินในเส้นทางแห่งการฆ่าเพียงอย่างเดียว!
“เส้นทางแห่งการฆ่าฟันคือเส้นทางเดียวที่เหลือสำหรับข้า…”