Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 428 เปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 428 เปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
ผู้บัญชาการทั้ง 4 แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า –
ผู้บัญชาการทั้ง 4 ได้ถูกล้อมโดยกองทัพกว่าเดือน แต่ไม่มีข้ารับใช้
ผู้ใดอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ในตอนนี้ 15 นาทีหลังการตายของหยางเฉิน
เหล่าเจ้าหน้าที่ต่างก็ตระหนักได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะกวาด
ผ่านไปทั่วอาณาจักรและยกเลิกคำสั่งเพื่อปลดปล่อยฉินเสี่ยวออกมา
มิต้องสงสัยเลยว่า องค์รัชทายาทหยางหลินจะต้องได้กลับมาครอง
บัลลังก์ สำหรับฉินเสี่ยว เขาก็จะได้กลับไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น และจะ
ยิ่งมีสถานะมากยิ่งกว่าที่ผ่านมา
ในช่วงเวลานี้ หากผู้ได้มิได้รีบทำดีเพื่อเอาหน้าก็คงเป็นเพียงผู้โง่เขลา
ฉินเสี่ยวได้ถูกล้อมรอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากผู้บัญชาการทั้ง 4
พวกเขาได้วางแผนสำหรับอนาคต
หลายคนได้ให้ความเคารพฉินเสี่ยวอย่างสูงกว่าเดิม แม้แต่ชนชั้นสูงก็
ยังมิกล้าที่จะไม่ให้ความเคารพเขา พวกเขาต่างพากันเรียกตนอย่าง
ใกล้ชิดสนิทสนมว่า “น้องเล็ก” หรือ “พี่ใหญ่” แสดงให้เห็นถึงการให้
ความเคารพอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเหล่าเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ฝ่ายของหยางเฉินมาก่อนเช่นกัน
พวกเขาล้วนหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาหวังว่าตนนั้นจะสามารถตัด
หัวใจของตนมาผ่าให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีความจงรักภักดีกับนายคนใหม่
อย่างแท้จริง
จะต้องรู้ด้วยว่า ในการแย่งชิงบัลลังก์ ฝ่ายผู้ชนะจะทำการกวาดล้าง
อีกฝ่าย ซึ่งหมายความว่าเหล่าผู้ที่ติดตามหยางเฉินอาจต้องถูกกำจัด
ทั้งหมด
ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะมิเกิดความหวาดกลัวได้อย่างไรกัน
เล่า? พวกเขาต่างต้องการที่จะถือฉินเสี่ยวเป็นดั่งบิดาและปฏิบัติกับเขา
แบบเดียวกัน
ขณะที่ฉินเสี่ยวและกลุ่มของชนชั้นสูงที่ติดตามเขากำลังผ่านประตูที่
พำนักตระกูลฉิน พวกเขาก็ได้เห็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่ร่อนลงมายัง
คฤหาสน์ ขนสีแดงที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง ทำให้เกิดออร่าที่สูงสง่า เหล่า
ชนชั้นสูงต่างจ้องมองไปยังสิ่งมีชีวิตนี้ด้วยความตกตะลึง
“นายท่านฉิน! นายท่านฉิน! ท่านหลินได้พาท่านหญิงกลับมาด้วย
พวกเขาได้รอพบท่านอยู่ที่ลานด้านหลัง” พ่อบ้านวัยกลางคนกล่าว
“ซิงเซวียน…” ฉินเสี่ยวสะท้าน หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ เขา
เคยคิดว่าจะมิได้พบหลานสาวที่รักที่สุดอีกแล้ว แต่ผู้ใดจะรู้เพียงแค่คืน
เดียว ทุกอย่างก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้
ฉินเสี่ยวตามพ่อบ้านไปยังลานด้านหลัง ชนชั้นสูงอื่นๆรออยู่ด้านหน้า
พวกเขาหวาดหวั่นในสถานะของตน หลินหมิงนั้นเป็นตัวตนเช่นใด? พวก
เขาจะมีคุณสมบัติอันใดที่จะสามารถพบกับตัวตนเช่นนั้นได้เล่า? สำหรับ
ตัวตนเช่นหลินหมิง เหล่าชนชั้นสูง เชื้อพระวงศ์หรือแม้แต่จักรพรรดิก็
เป็นได้เพียงแค่ตัวตนอันต่ำต้อย แทบจะมิได้มีความหมายอันใดสำหรับ
เขา
เช่นนั้นพวกเขาจึงทำตัวสบายๆทักทายพ่อบ้านเล็กน้อยและนั่งลงบน
ที่นั่งเล่น จิบชาและสนทนากันไปพลางๆ
………………
“ท่านปู่!”
เมื่อฉินเสี่ยวเข้ามายังคฤหาสน์ ฉินซิงเซวียนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง
และโผเข้าหาอ้อมแขนของฉินเสี่ยว นางกังวลเกี่ยวกับสภาพของปู่นางมา
นานนับเดือน ในตอนนี้ นางได้เห็นปู่ของตนปลอดภัยดี ฉินซิงเซวียนที่
เก็บความเจ็บปวดและกังวลจนมาถึงตอนนี้ก็ได้มีหยาดน้ำตา
“ปู่ของเจ้ามิได้เป็นอันใด” ฉินเสี่ยวเอามือลูบหลังของฉินซิงเซวียน
อายุมากขึ้นเพียงนี้ ฉินเสี่ยวนั้นได้พบเจอกับพายุใหญ่มามาก ในโลกนี้จึงมี
เพียงไม่กี่อย่างที่สามารถทำให้ฉินเสี่ยวรู้สึกเศร้าอย่างยิ่งและรู้สึกปิติยินดี
อย่างยิ่ง ในตอนนี้ สิ่งที่ฉินเสี่ยวกังวลมากที่สุดคือมรดกของตระกูลฉิน ซึ่ง
ก็คือหลานสาวสุดที่รักของตน
ฉินเสี่ยวมองไปยังฉินซิงเซวียน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรักยิ่ง
การมีหลานสาวที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ก็เป็นพรจากสวรรค์อย่างแท้จริงแล้ว
ฉินเสี่ยวชำเลืองมองหลินหมิง สำหรับชายหนุ่มที่น่าทึ่งตรงหน้า ฉิน
เสี่ยวรู้ว่าจะรู้สึกเช่นใด รู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจ รู้สึกตื่นตระหนก…
ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้หมุนวนในจิตใจของเขา เวลาเดียวกันฉินเสี่ยวมิรู้ว่า
เขานั้นควรที่จะเรียกหลินหมิงว่าอย่างไร
ก่อนหน้านี้ เขาได้ข่าวว่าเจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันได้ถูก
สังหารโดยหลินหมิงภายในพริบตาเดียว
ผู้เยาว์และเป็นที่เคารพแม้แต่เจ้าสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ยังต้อง
คารวะเขา! มันเป็นระดับที่เกินกว่าฉินเสี่ยวจะเข้าใจได้
เขาเคยหวังว่าจะสามารถทำให้ฉินซิงเซวียนและหลินหมิงแต่งงานกัน
ได้ แต่มันเป็นเรื่องที่เขามิควรถามออกไป เขาไม่มีความสามารถที่จะ
จัดการหรือจะใช้การบังคับให้หลานสาวของตนต้องแต่งงาน
“ท่านผู้บัญชาการฉิน โปรดดูแลซิงเซวียนด้วย ข้าจะออกไปก่อน”
หลินหมิงคารวะเช่นรุ่นเยาว์ทั่วไปทำ จากนั้นก็ออกไปจากห้อง…
………..
ด้านนอกของห้อง มีพ่อบ้านวัยกลางคนรอเขาอยู่
“ท่านหลิน มีบางคนมารอพบท่านอยู่”
“พบข้าหรือ? มิใช่ว่าข้าเคยกล่าวว่ามิต้องการพบผู้ใดมิใช่หรือ?”
หลินหมิงมิได้ต้องการที่จะพบกับชนชั้นสูงของอาณาจักรลิขิตฟ้า เพราะ
พวกเขาล้วนแต่หวังมาประจบและมอบของขวัญ เขาจึงมิได้สนใจพวกเขา
เหล่านั้น
“เอ่อ… นางกล่าวเอาไว้ว่าเป็นคนรู้จักเก่าของท่าน”
“คนรู้จักเก่าหรือ?” ผู้ที่หลินหมิงนึกถึงเป็นคนแรกก็คือหลานอวิ๋น
เย่ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเห็นผู้ที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นรุ่นเยาว์ นางมีความ
งามสง่าไม่น้อย
*兰云月= หลานอวิ๋นเย่ว(兰=Lan=หลาน, 云=Yun=อวิ๋น,
月=Yue=เย่ว) *หญิงที่พระเอกเคยแอบชอบตอนเด็ก
นั่นคือ… ไป๋จิ้งอวิ๋น
*白静云=ไป๋จิ้งอวิ๋น (白=Bai=ไป๋, 静=Jing=จิ้ง, 云=Yun=
อวิ๋น) *ผู้ช่วยจารึกสมัยก่อน
ไป๋จิ้งอวิ๋นและมู่หลงจื่อทั้งสองเป็นศิษย์ที่น่าภาคภูมิของสำนักเจ็ด
แก่นแท้ เป็นตัวตนระดับสูงในสำนักเจ็ดแก่นแท้ หลินหมิงและไป๋จิ้งอวิ๋น
มิได้ติดต่อกันมากนัก มันเป็นเพียงการช่วยเหลือนางในการจารึกอักขระ
ลงสมบัติเมื่อก่อน สำหรับไป๋จิ้งอวิ๋น หลินหมิงมิได้มิความประทับใจกับ
นางนัก จนแทบที่จะมิได้รู้ว่านางคือผู้ใดด้วยซ้ำ
เมื่อไป๋จิ้งอวิ๋นมองเห็นหลินหมิง นางก็ยิ้มออกมาและคารวะ “ท่าน
หลิน”
หลินหมิงตื่นตระหนกเล็กน้อยที่ถูกเรียกว่าท่านหลิน เขากล่าวไปว่า
“ได้โปรดเรียกข้าเช่นเดิมเถอะ ไม่ว่าอย่างไร พวกเราก็เป็นศิษย์สำนัก
เดียวกันมาก่อน”
“อืม… เช่นนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าศิษย์น้องหลิน” ไป๋จิ้งอวิ๋นยิ้มออกมา
“กล่าวตามตรง เมื่อตอนที่ข้าได้เห็นศิษย์น้องหลินเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้
ครั้งแรก ข้าก็คิดแล้วว่าศิษย์น้องหลินจะมีศักยภาพที่ไร้สิ้นสุด แต่ข้ามินึก
เลยว่าภายในไม่กี่ปี ศิษย์น้องจะสามารถมาถึงจุดที่สูงถึงเพียงนี้ได้…”
ไป๋จิ้งอวิ๋นช่วยไม่ได้ที่จะจ้องมอง ครั้งแรกที่นางได้เห็นหลินหมิงนั่น
คือตอนที่เข้าไปยังค่ายกลหมื่นสังหาร ระดับของเขายังต่ำกว่านางอยู่เลย
แต่ในตอนนี้ แม้แต่เจ้าสำนักเจ็ดแก่นแท้คนปัจจุบันยังถูกเขาสังหารใน
พริบตาเลย
นี่มันราวกับเป็นความฝันอย่างยิ่ง
“อืม ข้าได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ ข้าจึงโชคดีเป็นอย่างยิ่ง”
“โชคชะตาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพรสวรรค์” ไป๋จิ้งอวิ๋นส่ายศีรษะ
และดูไม่มั่นใจ ดวงตาของนางสาดประกายประหลาด “ศิษย์น้องหลิน ข้า
ขอถามบางอย่างเจ้าได้หรือไม่?”
“เชิญถามได้เลย”
ไป๋จิ้งอวิ๋นลังเล และจากนั้นก็กล่าวถามอย่างช้า “เมื่อปีครึ่งก่อนหน้า
นี้… เป็นเจ้าหรือไม่… ที่สังหารโอวหยางตี๋หัว”
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นภายในอาณาจักรลิขิตฟ้าที่รู้เรื่องความโกรธ
แค้นระหว่างหลินหมิงและโอวหยางตี๋หัว นอกจากหยางหลิน ชายชุดคลุม
และอีกไม่กี่คน ก็มิได้มีผู้ใดรู้เรื่องนี้อีก
ผู้คนมิได้รู้ว่าหยางเฉินมีความสัมพันธ์กับชายชุดคลุม พวกเขารู้เพียง
ว่าหยางเฉินได้รับการสนับสนุนจากตัวตนที่ยิ่งใหญ่ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
แต่ว่าคือผู้ใดนั้น พวกเขามิได้รู้
ไป๋จิ้งอวิ๋นจึงมิน่าจะรู้เรื่องนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นางได้คาดเดา
บางอย่างได้ ตัวอย่างเช่น ในอดีตก่อนที่หลินหมิงจะจากอาณาจักรลิขิต
ฟ้าไป เขาก็ได้ย้ายบิดามารดาของตนไปที่อื่นด้วยเช่นกัน หลังจากที่ข่าว
ของหลินหมิงตายกระจายมาถึง หยางเฉินก็ได้เคลื่อนไหวจัดการกับ
ตระกูลฉินอีกด้วย…
ความสัมพันธ์เช่นนี้ ไป๋จิ้งอวิ๋นสามารถที่จะเชื่อมโยงมันได้ และฉะนั้น
นางจึงได้มาที่นี่เพื่อขอคำตอบยืนยันจากหลินหมิงโดยตรง
ในตอนนี้ หลินหมิงมิได้มีเหตุผลที่จะปิดบังมันอีกต่อไป เขาจึงผงก
ศีรษะและกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้ที่สังหารโอวหยางตี๋หัวเอง”
หลังจากที่ไป๋จิ้งอวิ๋นได้ยินคำกล่าวของหลินหมิง นางก็ถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอก นางหลับตาลง และขนคิ้วของนางสั่น
แรงกดดันที่อยู่ในจิตใจของนางมานานนับปีดูเหมือนจะจางหายไป
ถึงแม้เรื่องนี้จะจบสิ้นลงไปแล้ว และนางได้รับความจริงที่อยู่เบื้องหลัง
นางก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้ากับมัน
ขณะที่ไป๋จิ้งอวิ๋นเปิดดวงตาขึ้น ไป๋จิ้งอวิ๋นก็สงบลงได้และกล่าว
ออกมา “ขอบคุณยิ่งนัก ศิษย์น้องหลิน…”
หลินหมิงส่ายศีรษะ “มิจำเป็นที่จะต้องขอบคุณ เหตุผลที่ข้าได้
สังหารเขาก็เป็นเพราะว่า เขานั้นต้องการที่จะมาสังหารข้าก่อน”
มนุษย์นั้นแตกต่างกัน ความจริงแล้ว แผนกลงทัณฑ์ก็มิได้เลวร้าย
สำหรับศิษย์หญิง หากพวกนางสามารถที่จะลดศักดิ์ศรีของตนลงได้ พวก
นางก็จะได้รับสิ่งตอบแทนหลายอย่างมากเช่นกัน มีแม้กระทั้งหญิงสาว
ธรรมดาและมีพรสวรรค์ธรรมดา แต่มีความงามพอสมควร ที่ต้องการจะ
เข้าร่วมแผนกลงทัณฑ์ด้วยตนเองเพื่อที่จะให้ได้รับสิ่งตอบแทนและทำให้
ตนเองเยาว์วัยขึ้นไปอีก
หลินหมิงถอนหายใจ และเอาขวดโอสถ 2 ขวดออกมาจากแหวนมิติ
และกล่าวว่า “ศิษย์พี่ไป๋ หนึ่งขวดในนี้สำหรับท่าน และสำหรับอีกขวด ข้า
ฝากท่านไปให้หลานอวิ๋นเย่วได้หรือไม่? โอสถเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ส่งผล
ร้ายแรง และหากท่านได้กลืนกินมันลงไปอย่างระมัดระวัง มันจะช่วยให้
ท่านทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้อย่างแน่นอน….”
พรสวรรค์ของไป๋จิ้งอวิ๋นถือว่าค่อนข้างดีภายในสำนักเจ็ดแก่นแท้ ใน
ฐานะนักสู้ นางก็ได้หวังว่าซักวันตนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นผสานชีพจร
ได้ แต่ในตอนนี้ ขณะที่นางมองไปยังขวดโอสถ ไป๋จิ้งอวิ๋นมิได้รู้สึกดีใจ
หลังจากที่รับประสบการณ์เรื่องราวมามากมาย มันราวกับว่านางนั้นมิได้
ต้องการสิ่งเหล่านี้
ไป๋จิ้งอวิ๋นลังเลและรับขวดโอสถทั้งสองเอาไว้ นางกล่าวว่า “แม่นาง
หลานนั้นเปิดร้านขายผ้าอยู่ทางเหนือของเมือง เกี่ยวกับที่ศิษย์น้องหลิน
ได้กลับมา นางก็คงจะได้รับรู้แล้ว…”
ไป๋จิ้งอวิ๋นนั้นรู้ว่าหลานอวิ๋นเย่วมิต้องการที่พบหลินหมิง ในตอนนี้
ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว มันมิได้มีความหมายอันใดอีก หากพวกเขาได้
พบเจอกัน มีเพียงแค่ความเขินอายเล็กน้อย หากได้เจอกัน
หลินหมิงเงียบ และจากนั้นก็ถอนหายใจภายในใจของตน บางทีวัน
เวลาที่เงียบสงบเช่นนี้อาจจะเหมาะสมกับนางแล้ว โอสถที่ได้มอบไปให้
นางนี้จึงถือว่าเป็นกรรมสุดท้ายที่พวกเขามีต่อกัน จากนี้ไป ทุกสิ่งทุกอย่าง
ระหว่างพวกเขาจะมิเหลืออันใดอีกต่อไป…
หลังจากที่ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าวอำลา หลินก็ได้เข้าไปในห้องพักคนเดียว
เขาได้บอกพ่อบ้านว่ามิให้ผู้ใดไปรบกวนโดยเด็ดขาด ไม่แม้กระทั่งเรื่อง
การมาส่งอาหาร
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินหมิงจึงได้เข้าสู่เจตจำนงแห่งนักสู้จิตบริสุทธิ์โดย
การเข้าฌานมากว่า 4-5 ชั่วโมง
เมื่อเขาเปิดตาขึ้น มันก็เป็นเวลาเช้าแล้ว
หลินหมิงลุกขึ้นและดึงเอาเหยือกใบเล็กออกมาจากแหวนมิติ มันมี
ของเหลวหนาแน่นสีแดงภายในเหยือก นี่คือปราณโลหิตที่เขาเอามาจาก
โอวหยางปั่วเยี่ยนและโอวหยางปั่วซวี!
จากครั้งล่าสุดที่หลินหมิงได้แตะต้องลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยปราณ
โลหิตของนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าและเปิดมันออก มันแทบจะผ่านมาเกือบ 2
ปีแล้ว
ในเกือบ 2 ปีมานี้ ความแข็งแกร่งของหลินหมิงได้เทียบเท่าปลาย
ขอบจุดสูงสุดขั้นปราณปลายฟ้า
เขาต้องการที่จะรู้ว่า ปราณโลหิตของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจะ
สามารถเปิดลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่?
หลินหมิงต้องการที่จะพิสูจน์ความคิดของตนเป็นอย่างยิ่ง
หลินหมิงยิ้มอย่างเศร้าๆและจากนั้นก็ส่ายศีรษะ และเย้ยตนเอง “จิต
ของข้ายังยุ่งเหยิงอยู่ มันจึงยังมิได้เป็นเวลาที่สมควรในการลองเปิด
ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์…”
ยิ่งบางสิ่งมีค่าสูงเพียงใด ยิ่งต้องทำให้หัวใจและจิตวิญญาณให้สงบ มิ
เช่นนั้น หัวใจและจิตวิญญาณของเขาก็จะเต็มไปด้วยความโลภ และส่งผล
ต่อสิ่งต่างๆ
ปัจจุบัน หลินหมิงมิได้หมดหวังหรือปรารถนาสิ่งที่อยู่ภายใน
ลูกบาศก์จนถึงขั้นเกิดความโลภ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือได้สำรวจถึง
ความลับของมัน มันมาจากที่ใด? แล้วผู้ใดสร้างมันขึ้นมา? มันต้องการที่
จะให้เขาทำสิ่งใดกันแน่?
หลินหมิงมักจะรู้สึกได้ถึงการมีสติปัญญาของลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ มัน
เพียงแค่ลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์นี้ดูเหมือนจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของตัวตนใน
โลก และมองลงมายังทุกสิ่งด้วยความเย้ยหยัน รวมทั้งหลินหมิงด้วย
เช่นกัน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์และปฐพีไร้หัวใจ มองสิ่งมีชีวิตทุกอย่างมิต่าง
จากสุนัข สำหรับลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์ มันมิได้สนใจสิ่งใด และอยู่เช่นนี้โดย
มิได้สนใจเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก…
ขณะที่หลินหมิงสงบอารมณ์ลงได้อีกครั้ง เขาก็ถอดเสื้อเปลือยเปล่า
เผยให้เห็นสัญลักษณ์แปลกๆบนหน้าอกซ้ายของเขา นี่เป็นรูปแบบจารึก
อักขระลึกลับที่ได้มาจากภายในลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์…