Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 43 ปฏิเสธที่จะยอมรับ
ณ เวลานั้นมู่อี้พูดขึ้นขณะที่ยิ้มออกมา “ข้าจะพนันกับเจ้าเอง!!!”
“หืมมม” ผู้อาวุโสซูถึงกับต้องสะดุ้งในขณะที่เขาได้ยินถ้อยคำ
เหล่านั้น เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่ามู่อี้จะเอ่ยปากรับคำท้าเช่นนั้น ยิ่งไปกว่า
นั้นด้วยปฏิกิริยาการแสดงออกอย่างมีความสุขเช่นนั้น ทำให้เขาสัมผัสได้
ถึงความมั่นใจอันมากมายมหาศาลของมู่อี้
สิ่งเหล่านั้นทำให้ความเชื่อมั่นของผู้อาวุโสซูสั่นคลอนไปเล็กน้อย
เป็นไปได้หรือว่าเจ้าเด็กหลินหมิงคนนั้นยังมีไพ่ตายบางอย่างที่เขาไม่รู้ แต่
เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กที่มีพรสวรรค์ระดับสามช่วงกลางถึงเหนือกว่า
หวังหยานเฟิงที่มีพรสวรรค์ระดับสี่ช่วงสูงได้ นอกจากนี้เขายังได้พูดสิ่งที่ดู
หยิ่งยโสดังกล่าวต่อหน้าเพื่อนๆจำนวนมากดังนั้น ในตอนนี้เขาได้ขึ้นหลัง
เสือไปเสียแล้ว เขาจะมากลับคำเอาตอนนี้ได้อย่างไร ดังนั้นผู้อาวุโสโซขบ
ฟันของเขาในขณะที่เขากล่าวออกมา “เยี่ยม ท่านมู่อี้ต้อกการเดิมพันสิ่งใด
ล่ะ?”
มู่อี้ยิ้มและกล่าวว่า “ข้าอยากเดิมพันเบาๆเท่านั้น เราควรเน้นความ
สนุกสนานเป็นหลัก อย่าให้การเดิมพันเหล่านี้มาทำลายมิตรภาพ
ความสัมพันธ์อันดีงามของพวกเราได้ ข้าคิดว่าเพียงสมบัติระดับมนุษย์ ก็
คงจะเพียงพอ”
สมบัติระดับมนุษย์! นั่นยังเรียกว่าการเดิมพันเบาๆอีกอย่างนั้นเหรอ?
มุมปากของผู้อาวุโสซูกระตุกเล็กน้อย มู่อี้ซึ่งเป็นถึงนักจารึกผู้มี
ชื่อเสียงร่ำลือไปทั่วอาณาจักร ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาจึงได้รับ
ของขวัญมากมาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือหนึ่งในบุคคลที่มีความมั่งคั่ง
แทบจะมากที่สุดคนหนึ่งในอาณาจักรแห่งนี้
ผู้อาวุโสซูกัดฟันของเขาและกล่าวตอบ “ก็ดี งั้นข้าจะเดิมพันกับเจ้า
ด้วยสมบัติระดับมนุษย์ชั้นต่ำ แหวนมิติ”
แหวนมิติเป็นแหวนที่ไว้ใช้สำหรับเก็บสมบัติ มันสามารถสวมใส่ไว้
ตรงไหนก็ได้บนร่างกายของเจ้าของ และใช้ในการเก็บอะไรก็ตามที่เจ้า
ต้องการ นี่เป็นสมบัติที่ยากจะสร้างขึ้น ดังนั้นราคาของมันจึงแพงกว่า
สมบัติที่อยู่ในขั้นเดียวกันหลายเท่า แหวนมิตินี้เป็นสมบัติระดับมนุษย์ขั้น
ต่ำที่ราคาเท่าๆกับสมบัติระดับมนุษย์ขั้นกลางเลยทีเดียว
“น่าสนใจ ข้าตกลง” มู่อี้ตอบตกลงโดยแทบไม่ต้องคิด เขาหัวเราะ
ออกมาอย่างพึงพอใจ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของคนที่เชื่อมั่นในตัวเอง
อย่างมากของเขาออกมา
ตำแหน่งอันดับหนึ่งของผู้เข้าทดสอบจึงถูกมอบให้กับหลินหมิง
อย่างไรก็ตามการตรวจสอบใช้เวลาไปมากดังนั้นจึงล่าช้าไปเป็น
ชั่วโมงแล้ว การประกาศผลจึงจะจัดขึ้นในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้ นอกจาก
หลินหมิงจะได้อันดับหนึ่งแล้ว ตั้งแต่อันดับที่สองไปจนถึงที่สิบก็ยังต้องถูก
ประเมิน อายุ ผลลัพธ์ พรสวรรค์ ของผู้สมัครเพื่อความเหมาะสม ซึ่งถูก
ตัดสินโดยให้ผู้อาวุโสของสำนักเจ็ดแก่นแท้เป็นผู้ตัดสินอีกที
“ซิงเซวียน เราไปทักทายหลินหมิงกันเถอะ” มู่อี้กล่าวขณะที่เขาลุก
ขึ้น แม้ว่าหลินหมิงจะถูกปลุกให้ตื่นแล้ว แต่มู่อี้ก็ยังนั่งอยู่กับกลุ่มผู้อาวุโส
จากสำนักเจ็ดแก่นแท้ดังนั้นหลินหมิงจึงไม่อาจจะเดินไปหาพวกเขาได้
“อืม” ฉินซิงเซวียนพยักหน้า แม้ว่าขณะที่ผู้อาวุโสสำนักเจ็ดแก่นแท้
กำลังพูดคุยกันอยู่ ฉินซิงเซวียนก็แสดงมารยาทต่อผู้อาวุโสและนั่งเงียบๆ
อยู่อีกมุมหนึ่ง แต่ในความจริงแล้วในแง่ของสถานะในสำนักเจ็ดแก่นแท้
ของนาง ฉินซิงเซวียนเทียบได้กับผู้อาวุโสเหล่านี้เลยทีเดียว
นี่เป็นเพราะว่าฉินซิงเซวียนเป็นศิษย์หลักที่มีพรสวรรค์มากที่สุด ใน
อนาคตเส้นทางในการฝึกฝนก็จะราบรื่นถ้าไม่มีอุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้นกับ
นาง นางก็จะได้เข้าเป็นศิษย์ของเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขาได้
นี่เป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้กันว่าแม้แต่หลิงเซ็นก็ยังแทบจะไม่มี
โอกาสที่จะได้เข้าเป็นศิษย์ของเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขา
แต่หากเขาสามารถขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรได้ในเวลา
สั้นๆเขาก็อาจจะได้เข้าเป็นศิษย์ของเจ็ดปรมาจารย์แห่งขุนเขาเช่นกัน แต่
มันก็เป็นไปได้ยากยิ่ง
ขณะนี้หลิงเซินมีอายุเกือบจะยี่สิบแล้ว เขายังฝึกฝนถึงขั้นที่สี่เท่านั้น
ในตอนบ่ายหลินหมิงและมู่อี้คุยกันเล็กน้อยก่อนที่หลินหมิงจะกลับ
เข้าห้องของเขาที่สำนักเจ็ดแก่นแท้จัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับผู้เข้าสอบทุก
คน เขาพักผ่อนและนั่งทำสมาธิ
ค่ำคืนที่เงียบสงบผ่านไป
ในตอนนี้เป็นช่วงเวลาบ่ายของวันที่สอง อากาศบริสุทธิ์แจ่มใส
สนามแข่งขันของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ที่แห่งนี้มีบุคคลคนสำคัญมากมาย
ของสำนักได้มาประชุมกัน และผู้เข้าสอบทั้งหมดห้าสิบสามคนที่ผ่าน
วันนี้คือประกาศผลการจัดอันดับในการทดสอบ
หลังจากการถกเถียงกันเมื่อค่ำวันก่อน ผลสุดท้ายก็ถูกตัดสินออกมา
ในทีสุด
เมื่อหลินหมิงมาถึงสนาม ผู้คนมองมาที่เขาอย่างอิจฉาริษยาและชื่น
ชม หลินหมิงโด่งดังภายในค่ำคืนเดียว การที่ขึ้นไปถึงชั้นห้าของเจดีย์ไม่ใช้
เรื่องง่ายๆ แม้แต่ศิษย์อาวุโสในนิกายก็ยังให้ความสนใจกับเขา
“ยินดีด้วย” ในเวลานั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นมา หลินหมิงหันกลับไปเห็น
เขาพบกับหวังหยานเฟิงยืนอยู่ใกล้ๆ เขายืนกอดอกและยิ้มอย่างเสแสร้ง
“คงต้องขอบใจโชคดีของเจ้า ด้วยพรสวรรค์ระดับสามขั้นกลาง แต่
สามารถขึ้นไปถึงชั้นห้าได้ อ่าาา ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ!”
หวังหยานเฟิงพูดเสียงดังมาก ผู้คนรอบๆได้ยินเสียงเขา พวกเขาต่าง
ตกใจว่าหลินหมิงคนนั้นมีพรสวรรค์ระดับสามขั้นกลางเท่านั้นเองหรือ
พวกเขาคิดว่าหลินหมิงจะมีพรสวรรค์อย่างน้อยระดับสี่ชั้นสูงเสียอีก
เป็นไปได้อย่างไรที่เขามีเพียงพรสวรรค์ระดับสามขั้นกลาง?
ผู้คนที่อยู่รอบๆต่างเริ่มพูดคุยกันและหวังหยานเฟิงเองก็ได้ยินมัน
เขายิ้มออกมาเต็มใบหน้า เมื่อวานเขาส่งลูกน้องของเขาได้ดูสำรวจ
พรสวรรค์ของหลินหมิงมา
“เจ้า หลินหมิง ข้าไม่รู้ว่าหมาจรจัดเช่นเจ้าเหตุถึงได้โชคดีเช่นนี้ เจ้า
จะใช้สมุนไพรหายากเมื่อตอนเด็กๆหรืออาจไม่ ข้าก็ไม่สนใจ แต่ถ้าเจ้าคิด
ว่าเจ้าสามารถกดดันข้าและเอาชนะข้า ก็ฝันไปเถอะ! เจ้าแค่มีโชค
เล็กน้อยเท่านั้นและเจ้าคิดว่าพลังการต่อสู้เจ้าสูงอย่างนั้นหรือ ? เจ้าคงใช้
พละกำลังศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าผ่านสัตว์โง่ๆในเจดีย์มาสินะ แต่เจ้าคิดหรือว่า
เจ้าจะสู้กับคนจริงๆได้? ฮืมมม ด้วยทักษะโง่ๆของเจ้าที่อาจจะเรียนจาก
วัวตัวหนึ่ง เจ้าคิดเหรอว่าจะสามารถเอาชนะมนุษย์ได้จริงๆ?
ความจริงที่ว่าเมื่อวานในเจดีย์แห่งนั้น หวังหยานเฟิงสามารถฆ่าหมี
เกราะเหล็กบนชั้นสี่ได้ แต่เขาก็ได้รับบาดเจ็บและถูกบังคับให้ออกจาก
เจดีย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้หวังหยานเฟิงเศร้าโศก ถ้าเขาสามารถอยู่ในนั้นได้
อีกสักช่วงลมหายใจเดียวและเขาก็จะสามารถขึ้นไปบนชั้นห้าได้
และถ้าหากเขาสามารถขึ้นไปบนเจดีย์ชั้นห้าได้ เขาก็จะได้ผลลัพธ์
เช่นเดียวกับหลินหมิง หวังหยานเฟิงไม่เชื่อว่าหลินหมิงจะทำอะไรได้บน
ชั้นห้า แม้ว่าหลินหมิงจะอยู่บนชั้นห้าได้ถึงสิบห้านาที แต่หวังหยานเฟิงก็
เชื่อว่าหลินหมิงคงทำได้เพียงวิ่งหนีเฉกเช่นเดียวกับหมาตัวหนึ่งอยู่บนนั้น
ความผิดพลาดของหวังหยานเฟิงก็คือเขาข้ามผ่านชั้นแรกๆไปอย่าง
เร็วเกินไป ผลที่ตามมาคือเขาต้องพึ่งกลยุทธ์ที่มีทั้งหมดของเขาโดยไม่มี
เวลาได้พักผ่อน ถ้าหากเขาผ่านไปแบบช้าๆและดึงเวลาออกไปในแต่ละ
ชั้น การจัดการกับหมีเกราะเหล็กก็อาจจะไม่ทำให้เขาได้อาการบาดเจ็บที่
รุนแรงเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ต่อหลินหมิงก็คือ
ในเจดีย์นั้นเขาไม่สามารถที่จะใช้อาวุธหายากของเขาได้!
หากปราศจากอาวุธหายากของเขา หวังหยานเฟิงก็ไม่สามารถแสดง
พลังของทักษะลับในตระกูลออกมาได้อย่างเต็มที่ หากไร้ซึ่งดาบหายาก
ของเขาแล้ว พลังของมันก็จะลดลง ผลก็คือทำให้เขาไม่สามารถผ่านชั้นที่
สี่ไปได้
แต่ในการต่อสู้จริง สมบัติอาวุธต่างๆจะไม่ถูกจำกัดและสามารถใช้
มันได้อย่างเต็มที่ ยาโอสถต่างๆเองก็เช่นกัน พวกมันเป็นความได้เปรียบ
ของพวกคนร่ำรวย ทำให้พวกเขาสามารถนำเอาสมบัติที่ได้จากตระกูล มา
ใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งโดยรวมในการต่อสู้
หวังหยานเฟิงสัมผัสดาบโค้งของเขาและมองไปที่หลินหมิงด้วย
ใบหน้าที่เกลียดชังอย่างเต็มที่
“ถ้าหากข้าสามารถใช้ดาบสัจธรรมเล่มนี้ได้ ข้าสามารถจะฆ่าเจ้าได้
อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับไก่ตัวหนึ่ง!” หวังหยานเฟิงคิดอย่างชั่วร้ายในใจ
แต่เขาก็ไม่พูดออกมา “ข้าจะแพ้เจ้าได้อย่างไร! ไม่มีทางอย่างแน่นอน
สำหรับในปัจจุบัน ในอนาคตเองก็เช่นกัน ”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลินหมิงไม่ตอบสนองหรือ
โต้แย้งต่อคำพูดของหวังหยานเฟิงราวกับว่าเขาไม่ต้องการสร้างความ
ขัดแย้งโดยไม่จำเป็น และเขาก็ยังทำเหมือนว่าหวังหยานเฟิงไม่ได้อยู่ใน
สายตา
“แกหัดฟังซะบ้าง นายน้อยของข้ากำลังพูดกับแกอยู่ แกหูหนวกรึ?
ไอ้โง่? แกไม่ได้ยินรึไง?” ข้ารับใช้ของหวังหยานเฟิงกล่าวขึ้นในขณะที่เขา
ยืนอยู่ข้างๆหวังหยานเฟิง
คำพูของคนรับใช้หยาบช้ากว่าเจ้านายของมันเสียอีก หลินหมิงหยุด
เดิน เขาหันกลับมาอย่างสงบและใช้สายตาที่รุนแรงมองไปที่ข้ารับใช้
“ที่นี่คือสนามทดสอบแข่งขันของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ขี้ข้าอย่างเจ้าที่มีการ
ฝึกฝนขั้นแรกยังจะเสนอหน้ามาอีกอย่างนั้นรึ ?”
“แก…!” ข้ารับใช้หน้าแดงจากความโกรธและอับอาย ตามระเบียบ
จริงๆแล้วเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาในที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ
บรรยากาศเริ่มตึงเครียด แต่ในขณะนั้นผู้อาวุโสจากสำนักเจ็ดแก่น
แท้เดินขึ้นไปบนเวทีและกล่าวบางอย่าง “ทุกคนเงียบ เราจะประกาศผล
กาทดรสอบแล้ว”
คนที่อยู่ด้านล่างเงียบในทันทีแม้แต่ข้ารับใช้คนนั้นก็ได้แต่สาปแช่งอยู่
ในใจ มันทำได้เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ
ผู้อาวุโสคนนั้นหยิบแผ่นรายชื่ออันยาวเหยียดออกมาและกล่าวว่า
“ในการแข่งขันสอบเข้าครั้งนี้ ผู้เข้าสอบได้รับการตัดสินจากทั้งสามด่าน
รวมถึงอายุและพรสวรรค์ คุณสมบัติเหล่านี้เองก็จะถูกนำไปพิจารณาและ
ประเมินโดยเหล่าผู้อาวุโส ในตอนนี้เราจะประกาศอันดับหนึ่งถึงสิบ
ดังต่อไปนี้ อันดับสิบ โจวเจิ้นหยาง รางวัลยาเม็ดผสานวิญญาณสิบเม็ด
อันดับเก้า…”
ผู้อาวุโสประกาศผลอย่างไม่เร่งรีบจนกระทั่งถึงอันดับที่สอง…
“อันดับสอง หวังหยานเฟิง รางวัล ยาโอสถพญางูทองคำ อันดับหนึ่ง
หลินหมิง รางวัล ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทอง ผลในการทดสอบถูกประกาศ
แล้ว ยินดีด้วยกับทุกๆคนที่อยู่ในสิบอันดับแรก หากไม่มีใครคัดค้าน ขอ
เชิญผู้อาวุโสซันมอบรางวัล”
“โปรดรอสักครู่! ข้าขอคัดค้าน” หวังหยานเฟิงยกมือขึ้น ผู้อาวุโสซู
จากสำนักเจ็ดแก่นแท้ซึ่งเป็นเพื่อนกับพ่อของเขาดังนั้นเขาจึงรู้ผลของมัน
อยู่แล้ว สาเหตุที่เขาคัดค้านก็เพราะว่าผู้อาวุโสซูเป็นคนแนะนำให้เขาทำ
“หืม? เจ้าจะคัดค้านอะไร?” ผู้อาวุโสที่ประกาศผลขมวดคิ้วและ
กล่าวถาม
หวังหยานเฟิงยิ้มและเดินออกไปกลางสนาม เสียงของเขาดังก้องไป
ทั่วทุกบริเวณอย่างชัดเจน “เท่าที่ข้าได้รู้มา พรสวรรค์ของหลินหมิงคือ
ระดับสามช่วงกลางเท่านั้น แต่พรสวรรค์ของข้าอยู่ในระดับสี่ขั้นสูง ผู้
อาวุโสกล่าวว่าผลการตัดสินประเมินขั้นสุดท้ายจากสามการทดสอบ อายุ
และพรสวรรค์ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ในมือผู้อาวุโส แต่เงื่อนไขในข้อ
‘พรสวรรค์’สำคัญยิ่งนัก หากผู้มีที่พรสวรรค์เพียงระดับสามได้รับยาเม็ด
ไขกระดูกมังกรทองไป มันค่ากลายเป็นของไร้ค่าเป็นแน่ ข้าขอปฏิเสธที่จะ
ยอมรับหลินหมิงเป็นอันดับหนึ่ง”
สำหรับหวังหยานเฟิง ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทองนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่
อาจตัดใจได้ลง หากเขาได้ยานั้นมา เขามั่นใจว่าเขาจะสามารถเข้าสู่ขั้นที่
สี่ได้ก่อนที่จะอายุสิบแปดปีเสียอีก และมั่นใจว่าจะเขาจะไปถึงจุดสูงสุด
ของขั้นที่สี่ก่อนอายุ20ปี และแข็งแกร่งกว่าหลิงเซ็นจากห้องสวรรค์ได้
อย่างแน่นอน
ถ้าเรื่องเหล่านี้เป็นไปตามแผนของเขา สถานะในตระกูลของเขาก็จะ
สูงขึ้นจนไม่มีผู้อาวุโสคนได้ข่มเหงเขาได้อีกต่อไป
ในเวลานี้ผู้อาวุโสซันยืนขึ้นและแค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา “เจ้า
กล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับการประเมินของพวกผู้อาวุโสอย่างนั้นรึ?” เสียง
เย็นชานี้เต็มไปด้วยสาระสำคัญอย่างแท้จริง ในขณะนั้นคนที่อยู่ในแวดวง
ตรงนั้นถูกทำให้ตกใจจากอุณหภูมิที่เย็นลงอย่างฉับพลัน
หวังหยานเฟิงไม่สามารถทนต่อแรงกดดันที่น่ารังเกียจนี้ได้ เขาถูก
บังคับให้ถอยหลังออกไปหลายก้าว
“ผู้อาวุโสซันไซฟาน ท่านกำลังข่มขู่เด็กๆหรือ ” ผู้อาวุโสซูกล่าวว่าใน
ขณะที่เขายังยืนอยู่ โดยธรรมชาติแล้วเขาก็ไม่ชอบผู้อาวุโสซันไซฟาน
เช่นกัน
ในขณะนี้หวังหยานเฟิงก็กล่าวขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโสซันโปรดสงบลง
ก่อน ข้าไม่กล้าที่จะตั้งคำถามกับการตัดสินใจของท่านผู้อาวุโส แต่ข้าคิด
ว่ามันไม่ยุติธรรม ในการตัดสินการแข่งขันที่สาม ข้าก็ฆ่าสัตว์ดุร้ายทั้งสอง
ได้เช่นกัน มันเป็นเพียงเพราะข้ารีบร้อนเกินไปเพียงเล็กน้อย เป็นเหตุให้
ข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถที่จะก้าวเข้าสู่ชั้นที่ห้าได้ ถ้าข้าก้าว
ไปอย่างช้าๆแล้วข้าก็สามารประสบความสำเร็จในชั้นที่ห้าได้เช่นกัน ”
“ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถทำอะไรได้ นอกเสียจากปฏิเสธที่จะยอมรับ
ผลการตัดสินในครั้งนี้ ข้าไม่เชื่อว่าความแข็งแรงของข้าจะแพ้ให้กับหลินห
มิง! ”
“แล้วเจ้าต้องการอะไร?”
“เป็นคำถามที่ตรงประเด็นมากขอรับ ข้าต้องการที่จะต่อสู้ตัดสินแพ้
ชนะกับหลินหมิง ถ้าข้าแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้แล้วข้าก็จะยอมรับความพ่าย
แพ้แต่โดยดี แต่ถ้าข้าชนะแล้วตำแหน่งอันดับหนึ่งจะต้องเป็นของข้า!
หวังหยานเฟิงหันหน้าไปหาหลินหมิงและกล่าวยั่วยุเขา “หลินหมิง เจ้า
กล้ารับคำท้าของข้าหรือไม่!?”