Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 42 ผู้มีความปรารถนา
ในตอนนี้หลินหมิงเริ่มที่จะสามารถปรับตัวให้ต้านทานจิตสังหารที่แผ่
ออกมาจากฝูงปีศาจพวกนั้นได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ว่ามันเป็นไป
ไม่ได้เลยที่เขาจะผ่านชั้นนี้ไปได้
จะให้เขาสู้กับเจ้าปีศาจระดับสองทั้งสองตัวนั้นนะรึ แค่จะจัดการ
ลูกสมุนที่อยู่รอบๆตัวมันยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต่อให้เขามีพละกำลังมาก
มหาศาลเพียงใด ก็คงไม่รอดจากชั้นนี้ไปได้
เขารู้อยู่แก่ใจว่า ถึงแม้เขาจะผ่านมาถึงชั้นห้าได้แล้ว แต่เขาก็ยัง
ห่างไกลจากฉินซิงเซวียนมากนัก เมื่อครึ่งปีก่อนฉินซิงเซวียนสามารถ
จัดการกับเจ้าพวกปีศาจทั้งสิบตัวนี้ได้ และนางสามารถผ่านชั้นนี้ไป แต่
เพียงแค่หลินหมิงได้สัมผัสถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากปีศาจพวกนั้นก็
อยากถอดใจแล้ว
สมแล้วที่ฉินซิงเซวียนจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์ระดับ6อย่างแท้จริง
นางทั้งงดงามและเก่งกาจยิ่งนัก
ด้วยการประเมินพลังที่เขามีอยู่ทั้งหมด หลินหมิงคาดการณ์ว่าเขา
จำเป็นต้องเพิ่มการฝึกฝนขึ้นมาอีกขั้น อย่างน้อยก็ต้องถึงจุดสูงสุดของขั้น
ที่สาม เขาถึงจะมีโอกาสผ่านชั้นนี้ขึ้นไปได้
แต่ฉินซิงเซวียนสามารถผ่านขึ้นไปได้แล้วเมื่อครึ่งปีก่อน นางได้ก้าว
ข้ามมันไปได้แล้วในครึ่งปีที่ผ่านมานี้
ไม่สงสัยเลยเหตุใดทำให้ชายวัยกลางคนคนนั้นมั่นใจกับชั้นนี้นัก
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะผ่านชั้นนี้ไปได้ แต่ถ้าหากมันจะเป็นไปได้จริง
เขาก็จำเป็นต้องฆ่าเจ้าปีศาจพวกนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ อาจจะมี
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นก็เป็นได้
หลินหมิงไม่คิดจะยอมแพ้การต่อสู้ในครั้งนี้ นี่เป็นโอกาสที่เขาจะ
พัฒนาและลับประสาทสัมผัสในการต่อสู้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ระหว่างความ
เป็นความตาย ซึ่งจุดนี้จะช่วยผลักดันให้เขาแข็งแกร่งขึ้น ทั้งสถานการณ์ที่
พลาดพลั้งไปซึ่งอาจหมายถึงชีวิต มันจะเป็นโอกาสที่มีค่าและหายากมาก
สำหรับเขา
“เข้ามาเลย” เมื่อเห็นฝูงปีศาจพุ่งตรงมาที่เขา หลินหมิงตะโกน
ขณะที่ชักมีดออกมาถือเอาไว้ เขารู้ว่าเขาไม่มีโอกาสได้จะสร้างบาทแผล
ให้ปีศาจระดับสองได้ แต่เป้าหมายของเขาก็คือการกำจัดลูกสมุนปีศาจทั้ง
8ตัวนั้น ซึ่งบางตัวก็แลดูมีหนังและขนที่หนาซึ่งยากแก่การทะลวง เขาจึง
เลือกที่จะทุ่มไปที่การโจมตีมากกว่าจะป้องกัน
“ฮ๊ากกก..”มีดเสียบเข้าไปที่ท้องของเสือสีเงิน ในขณะนั้นหลินหมิงก็
รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมา เนื้อของเสือสีเงินตัวนั้นบีบมีดของ
เขาไว้ และหลินหมิงก็เกือบจะดึงมีดออกมาไม่ได้
“เวรละ..”
อีกไม่กี่วินาทีต่อมา หางที่เรียวยาวเหมือนแส้ก็ได้หวดไปที่ท้องของ
หลินหมิงอย่างรุนแรง นี่เป็นการโจมตีของปีศาจระดับสอง ความเร็วของ
มันรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดและเฉียบแหลมดั่งคมมีด ซึ่งการโจมตีนี่สามารถ
ตัดคนธรรมดาออกเป็นสองเสี่ยงได้อย่างง่ายดาย หลินหมิงบิดตัวกลาง
อากาศและหลบหางที่ฝาดมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่ก็ยังคงได้รับบาดเจ็บที่
ขาเป็นรอยฉีกขาดอยู่บ้าง
หลินหมิงร้สึกเหมือนมีใครเอาเหล็กร้อนๆมาทาบที่ขาของเขา มัน
บวมเหมือนกับเป็นแผลพุพองออกมา ดูเหมือนว่าต่อให้แตะที่ขาของเขา
เบาๆก็สามารถทำให้หนังลอกออกไปได้เลย
ในตอนนี้ปีศาจระดับสองก็ได้ล้อมหลินหมิงเอาไว้แล้ว เขากำลังอยู่ใน
วงล้อมแห่งความตาย ทันทีที่ปีศาจนั้นพุ่งเข้ามา ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะถูก
ฉีกออกเป็นชิ้นๆในทันที
“เป็นแบบนี้ ต้องแย่แน่ ” หลินหมิงรู้ดีว่า หากพวกปีศาจเข้ามา
พร้อมๆกันแล้วละก็ เขาจะไม่สามารถหลบออกไปทางไหนได้เลย ในเวลา
วิกฤตเช่นนี้ หลินหมิงใช้เท้าดันกับพื้นเพื่อชักมีดพุ่งเข้าไปโจมตีพวกปีศาจ
พวกนั้นก่อน แน่นอนว่าโจมตีก่อนย่อมได้เปรียบ
“โฮ๊กกก” เสือสีเงินคำรามด้วยความโมโห มันพุ่งเข้าใส่หลินหมิง
เช่นกัน ณ ที่แห่งนี้ ปีศาจอย่างพวกมันไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรเลยแม้แต่
น้อย
“ฉึก…” มีดแทงเข้าไปบนคอหอยของเสือสีเงินอย่างแม่นยำ แต่
หลินหมิงก็ได้รับบาดเจ็บจากกรงเล็บของมันที่ทะลวงเข้ามาที่กลางท้อง
ของเขา ต้องขอบใจการฝึกฝนขั้นที่สองของเขาที่ทำให้เครื่องในของเขายัง
ไม่ปลิ้นออกมาจากการโจมตีของเจ้าเสือสีเงินตัวนั้น
“เสร็จไปหนึ่ง” หลินหมิงจับท้องของเขาเอาไว้ขณะที่เลือดค่อยๆไหล
ออกมา เขารู้สึกเจ็บบาดแผลในตอนนี้เป็นอย่างมาก และพลังปราณของ
เขาก็แทบจะหมดลงแล้ว เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าชั้นห้ามันจะโหดร้ายถึง
ขนาดนี้ หากเทียบกับชั้นสี่แล้วมันยากกว่าถึงสิบเท่าก็ว่าได้
…
“ผ่านไปอีก15นาทีแล้ว หลินหมิงยังสามารถเอาชีวิตรอดอยู่ในชั้นที่
ห้าได้ ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ”
“อืมม ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะเอาแต่วิ่งหนีก็เถอะ เขาไม่น่าจะเหลือ
พลังที่จะต่อสู้อีกแล้ว แม้ว่าเขาจะวิ่งหนีมาถึง15นาทีก็ถือว่าเขาประสบ
ความสำเร็จอย่างยิ่งในการทดสอบครั้งนี้”
“อาจจะมีพลังบางอย่างอยู่ในตัวหลินหมิงก็เป็นไปได้ มู่อี้ ท่านเคยได้
พูดถึงเขาก่อนหน้านี่นี้ ท่านหัวหน้าไม่สนใจในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้หรือ
อย่างไร”
มู่อี้ยิ้มตอบกลับมา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร คนเหล่านี้ไม่ได้รู้ถึง
เบื้องหลังของหลินหมิงเหมือนที่เขารู้ว่าหลินหมิงมีสุดยอดปรมาจารย์อยู่
เบื้องหลัง บางทีเขาคนนั้นอาจจะพาหลินหมิงกลับไปเพื่อฝึกฝนต่อก็
เป็นได้ หากเป็นอย่างนั้นแล้ว หัวหน้าของพวกเขาจะสิทธิหวังได้อย่างไร
กัน
แต่มู่อี้ก็ไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไป ในตอนนั้นผู้เฒ่าจากตระกูลซู ผู้ที่
กำลังกลิ้งลูกบอลหยกทั้งสองลูกไว้บนมือก็ได้พูดอย่างช้าๆว่า “ผู้เฒ่าซัน
ท่านประเมินเขาสูงเกินไปแล้ว ข้ารู้ว่าหลินหมิงนั้นทำได้ดีทีเดียว แต่ถึง
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเป็นแค่คนที่มีพรสวรรค์ระดับ3เท่านั้น ที่เขาผ่านมา
ได้จนถึงบัดนี้อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ข้าว่าพวกท่านยกย่องเขามาก
เกินไปแล้ว”
เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดจากผู้เฒ่าตระกูลซู ทำให้พวกเขาเริ่ม
ตระหนักได้ว่าต้องมีความจริงบางอย่างถูกปกปิดเอาไว้ เป็นไปได้ว่าเขา
อาจจะใช้ยาโอสถล้ำค่าหายากที่สามารถยกระดับการฝึกฝนได้ แต่สิ่ง
เหล่านี้ก็มีขีดกำจัดของมัน พลังของมันจะลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งจาง
หายไปในที่สุด
ผู้เฒ่าตระกูลซูพูดขั้นมา “หลินหมิงคนนี้เก่งก็จริงแต่ ความเร็วในการ
ฝึกฝนของเขาไม่มีทางที่จะไล่ตามคนอื่นได้ทันในอนาคต ไม่เพียงแค่นั้น
เขายังจะถูกคนอื่นแซงไปได้อย่างง่ายดาย”
ผู้เฒ่าคนอื่นๆต่างก็เห็นด้วย มู่อี้ยิ้มแล้วตอบไปว่า “พวกท่านไม่
จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีกแล้ว ความสำเร็จของหลินหมิงในอนาคต เราก็
จะได้เห็นกันในอนาคตอย่างแน่นอน”
ขณะที่พูดจบเขาก็หันไปดูชั้นห้าของมหาเจดีย์วิจิตร เริ่มสั่นไหว มี
แสงเปล่งประกายและมีร่างของมนุษย์กระเด็นออกมา เขาตกลงไปบน
แผ่นกระดานสำหรับรองรับ
“ในที่สุด หลินหมิงก็ได้ออกมาเสียที”
หลินหมิงได้ฆ่าพวกลูกสมุนพวกนั้นไปอีกหลายตัว และเขาได้รับ
บาดแผลฉกรรจ์เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ถึงแม้จะรู้ว่าตนเองกำลังจะตาย
เขาก็ได้ลากหมาป่าวายุและปีศาจระดับหนึ่งอีกสองตัวไปลงนรกด้วยเป็น
ผลสำเร็จ
เขาพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก แน่นอนว่าการฆ่าปีศาจระดับหนึ่งถึงสี่ตัว
ในระหว่างที่โดนล้อมอยู่นั้นยากกว่าชั้นสี่หลายเท่านัก
ในระยะทางที่ห่างออกมาหลานอวิ๋นเยว่มองไปยังหลินหมิงที่ถูกล้อม
ด้วยผู้คน นางไม่รู้ว่าทำไมใจของนางถึงได้รู้สึกสั่นไหวเช่นนี้ นางเม้มปาก
และเดินจากไปอย่างเงียบๆ
….
“หืมมม เจ้าฟื้นแล้วรึ… หลินหมิง”
การตายที่โลกแห่งนั้นเป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น ร่างจริงของเจ้าจะ
ถูกดีดกระเด็นออกมาจากมหาเจดีย์วิจิตรขณะที่เจ้าตายในจินตนาการ
แต่มันก็ทำให้เจ้าได้รู้สึกว่าตายไปจริงๆ แต่จริงๆแล้วก็แค่หมดสติไปสักพัก
เท่านั้น แต่หลินหมิงก็ฟื้นขึ้นมาหลังจากหมดสติไปได้ไม่นาน และดูจะ
อ่อนเพลียลงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้พวกผู้เฒ่าจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ต้อง
แปลกใจในร่างรายของเขาไม่มากก็น้อย หากจะเทียบกับหวังหยานเฟิง
แล้ว ในขณะนี้เขายังไม่ฟื้นขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ “เด็กคนนี้สมควรแล้วที่จะได้
เป็นอันดับหนึ่งในการทดสอบครั้งนี้’ ผู้เฒ่าซันพูดขึ้นมา
“รางวัลสำหรับที่หนึ่งคือยาเม็ดไขกระดูกมังกรทอง พวกท่านไม่คิด
ว่ามันจะเป็นการเสียเปล่าหรอกหรือ ที่จะมอบมันให้กับมนุษย์ที่มี
พรสวรรค์เพียงระดับสาม พวกท่านคิดว่าเขาจะรับพลังจากมันได้ซัก
เท่าไร การประเมินผลการทดสอบไม่ได้ขึ้นกับผลสอบอย่างเดียว มัน
ขึ้นอยู่กับระดับพรสวรรค์ของพวกเขาด้วย”ผู้เฒ่าซูโต้เถียงด้วยเสียงแหบ
แห้ง
ผู้เฒ่าซันพูดค้านขึ้นมา “ก็จริงอยู่ ที่ว่าเราจะประเมินจากระดับ
พรสวรรค์ด้วย แต่นั้นเฉพาะในกรณีที่ผลการทดสอบออกมาใกล้เคียงกัน
เท่านั้น แต่ในครั้งนี้หลินหมิงเป็นอันดับหนึ่งในจากทุกการทดสอบ แล้วจะ
มีเหตุผลใดที่ทำให้เขาไม่ได้อันดับหนึ่งจากการทดสอบโดยรวม เจ้าคิดว่า
มันจะยุติธรรมหรือหากรางวัลอันดับหนึ่งไม่ใช้ของเขา”
“ยิ่งไปกว่านั้น เท่าที่ข้าได้รู้มา ผู้เฒ่าซูและผู้นำตระกูลหวังจากเมือง
เยว่ลู่เคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อนมิใช่รึ”
ขณะที่ ผู้เฒ่าซํฯพูดจบ ผู้เฒ่าซูก็ทำตาขวางและพูดออกมาอย่างเย็น
ชาว่า “ซันไซฟาน ข้าประเมินถึงทุกอย่างในการสอบและทั้งหมดก็เพื่อ
ผลประโยชน์สูงสุดของสำนัก หากท่านยืนยันว่าจะให้หลินหมิงเป็นอันดับ
หนึ่ง ข้าก็จะไม่คัดค้านอะไร แต่เรามาลองพนันกันหน่อยไหม ว่าระหว่าง
หลินหมิงกับหวังหยานเฟิงในอีกหกเดือนข้างหน้า ใครจะแกร่งกว่ากัน
และใครจะสามารถเข้าห้องสวรรค์ได้ก่อน”
ผู้เฒ่าซันรู้สึกตกใจกับคำท้าของผู้เฒ่าซูเป็นอย่างมาก เขารู้สึกพูดไม่
ออก เขาแอบรู้สึกโมโหอยู่ในใจ เขาพยายามตัดสินอย่างเป็นธรรม แต่เขา
ไม่คิดมาก่อนว่าผู้เฒ่าซู จะขัดขวางเขาเช่นนี้ เดิมทีคนตระกูซูก็เป็นคนที่
ทำอะไรเพื่อตนเองอย่างเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว
แต่เมื่อผู้เฒ่าซูได้ท้าเขา แม้ว่าเขาจะไม่อยากเล่นด้วยนัก เพราะ
พรสวรรค์ของหลินหมิงอยู่ที่ระดับ3เท่านั้น มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่
หลินหมิงอาจผ่านมาถึงชั้น5ได้โดยบังเอิญหรือเขาใช้โอสถล้ำค่าจึงได้ผล
ลัพธ์เช่นนี้ แต่กับหวังหยานเฟิงเมื่อเทียบกันแล้วถือเขาเป็นผู้มีพรสวรรค์
สูงมาก เขาคือหนึ่งในล้านอย่างแท้จริง ด้วยพรสวรรค์ระดับ4ขั้นสูง ถ้าให้
คิดไปถึงการฝึกฝนต่อไปในอนาคต ไม่มีทางที่หลินหมิงจะตามเขามาได้
ทัน
เมื่อเห็น ผู้เฒ่าซันแสดงท่าทีเหมือนจะยอมจำนน ผู้เฒ่าซูก็ยิ้มเยาะ
เย้ยซ้ำและกล่าว “ท่านคงไม่กล้าซินะ ถ้าท่านคิดว่าหลินหมิงสมควรที่จะ
เป็นอันกับหนึ่ง อย่างน้อยท่านก็ควรกล้าพนันกับข้า ข้าได้ยินมาว่าท่านมี
สมบัติ สมบัติระดับมนุษย์อยู่มิใช่รึ”
เมื่อผู้เฒ่าซูกล่าวถึงสมบัติระดับมนุษย์ ผู้เฒ่าซันถึงกับต้องทำหน้าตา
บูดเบี้ยวออกมาอย่างเห็นได้ชัด มันเป็นสมบัติที่หายากอย่างสุดแสนสาหัส
มันมีมูลค่ามหาศาลมากเสียยิ่งว่าเมืองแห่งนี้เสียอีก ถึงแม้จะมีเงินกี่หมื่น
เหรียญทองก็ไม่อาจซื้อมันได้ มันเป็นสมบัติที่สืบทอดมาจาก เจ็ด
ปรมาจารย์แห่งขุนเขา และมันก็เป็นสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของเขา แล้ว
เขาจะตอบตกลงได้อย่างไร ทั้งโอกาสที่เขาจะชนะก็ยังน้อยและไม่มีความ
แน่นอนเอาเสียเลย
เมื่อได้เห็นผู้เฒ่าซันเงียบเป็นใบ้ ผู้เฒ่าซูก็ยิ้มออกมาอย่างพออกพอใจ
เขารู้ว่าซันไซฟานไม่กล้ารับพนันนี้อย่างแน่นอน ที่เขาพูดก็เพราะต้องการ
ทำลายชื่อเสียงและเกียรติของผู้เท่าซันต่างหาก
แต่ทันใดนั้นเอง มู่อี้ก็ได้กล่าวคำพูดไม่กี่คำออกมา มันทำให้เหล่าผู้
เฒ่าทั้งหลายแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ต้องตกตะลึงไปตามๆกัน
“ข้าจะพนันกับเจ้าเอง!!! ”