Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 432 ข้าจะทดแทนเอง
ในช่วงสงครามที่วุ่นวายเช่นนี้ เหล่าผู้ที่จะขี่วิหคเพลิงได้ส่วนใหญ่จะ
เป็นผู้อาวุโส ‘หรือว่าจะเป็นข่าวจากท่านปู่ส่งมาหรือ?’
เมื่อมู่ชิงชูคิดได้เช่นนี้ เขาก็สับสน สภาผู้อาวุโสภายในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์หลักประกอบไปด้วยคนแก่หัวโบราณ มันเป็นที่แน่นอนว่าพวก
เขานั้นจะอนุญาตให้หลินหมิงเป็นผู้นำขุมอำนาจในอนาคต หากเช่นนั้นใน
สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นสิ่งไร้ความหวังสำหรับเขา
ขณะที่มู่ชิงชูกำลังจมอยู่ในความคิด เขาก็ได้ยินเสียงฟีนิกซ์กู่ร้อง
ขึ้นมา มันพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจหลังจากที่ได้รับ
ข้อความจากยันต์สื่อสาร มันก็ได้บินมาถึงท้องฟ้าด้านบนของเขาแล้ว
มู่เชียนหยี่ตกตะลึง นางได้วางบัวรดน้ำลงและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
ฟรุป!
วิหคเพลิงร่อนลงมาบนพื้น กางปีอันใหญ่ตัวออก สายลมพัดทุกสิ่งจน
โบกสะบัด
มันมีชายและหญิงยืนอยู่บนหลังของวิหคเพลิง ชายหนุ่มนั้นค่อนข้าง
หล่อเหลา ขณะที่เขายิ้มออกมา ดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
แต่ก็ยังเต็มไปด้วยเจตนาที่หนักแน่นอีกด้วย หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้น
ก็งดงาม แต่กลับมีท่าทีกังวล
ทั้งสองก็คือหลินหมิงและฉินซิงเซวียนนั่นเอง
หลินหมิงมิได้กลับไปยังเกาะฟีนิกซ์ก่อน ขณะที่เขาข้ามทะเลทางใต้
มาด้วยรูปแบบค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาได้สอบถามศิษย์แถวนั้นว่ามู่เชียน
หยี่นั้นอยู่ที่ใดและจึงได้เดินทางมาหานางเป็นอันดับแรก
หลินหมิงนั้นมีความรู้สึกอันดีให้กับมู่เชียนหยี่ อาจจะกล่าวได้ว่าที่
หลินหมิงต้องการสนับสนุนเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่เป็นเพราะมู่
เชียนหยี่
เมื่อตอนที่หลินหมิงได้ออกมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หาก
มิใช่เพราะว่าเขาได้รีบร้อนในการช่วยฉินซิงเซวียน เขาก็คงจะมาหามู่
เชียนหยี่ก่อนแน่นอน
ขณะที่มู่ชิงชูเห็นหลินหมิงปรากฏตัวขึ้น รอยยิ้มของเขาก็แข็งค้าง
ในทันที
หลินหมิง!
เป็นเขาจริงๆ!
ขณะที่มู่ชิงชูเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินหมิง เขารู้สึกราวกับว่า
ได้กลืนแมลงวันลงไป เขาจำเป็นที่จะต้องนึกถึงระเบียบการ เขาทำได้แต่
เพียงเก็บซ่อนความไม่พอใจ และแสดงสีหน้าที่สงบออกมาแทน
“หลินหมิง!” มู่เชียนหยี่ถอนหายใจ นางมองดูราวกับปกติ แต่ก็ยาก
ที่จะซ่อนความสุขใจที่สาดประกายอยู่ในดวงตาของนาง
“ศิษย์พี่มู่” หลินหมิงกระโดดลงจากหลังของวิหคเพลิง ฉินซิงเซวียน
เองก็กระโดดตามลงไปและยืนอยู่ด้านหลังของเขา นางยังคงกังวล นาง
รู้อยู่แล้วว่าหลินหมิงและมู่เชียนหยี่นั้นสนิทกันมาก
ขณะที่ฉินซิงเซวียนลงมา มู่เชียนหยี่ก็ได้จับจ้องไปยังนาง หลังจาก
หลายลมหายใจผ่านไป นางก็เริ่มที่จะเห็นว่าฉินซิงเซวียนดิ้นเล็กน้อยราว
กับแมวที่ยืนอยู่บนพื้นร้อน ในตอนนี้เอง มู่เชียนหยี่ก็ได้ยิ้มและกล่าว “นี่
ใช่แม่นางฉินหรือไม่? ข้าเพิ่งได้ทราบข่าวถึงปัญหาของแม่นางฉิน เมื่อ
ตระกูลฉินตกอยู่ในความทุกข์ มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ข้าควรรับผิดชอบ ข้าดี
ใจที่แม่นางฉินยังคงปลอดภัยดี”
“ท่านหญิงช่างมีน้ำใจยิ่งนัก” ฉินซิงเซวียนคารวะด้วยความนอบ
น้อม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นมู่เชียนหยี่ นางเคยได้ยินถึงนักบุญหญิง
ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิสิทธิ์นั้นเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ของโลกนี้ เมื่อฉินซิงเซวียน
ได้พบเจอนางในวันนี้ นางรู้สึกได้ถึงความด้อยกว่าขึ้นในจิตใจ ไม่ว่าจะ
มองอย่างไร ทั้งในด้านสถานะ ความแข็งแกร่งหรือสิ่งต่างๆ นางก็มิอาจที่
จะเทียบกับมู่เชียนหยี่ได้ นี่ทำให้ออร่าของฉินซิงเซวียนลดลงไปอย่างมาก
“นี่คือ…” หลินหมิงหันไปมันมองมู่ชิงชู
“ข้าคือมู่ชิงชู ข้าได้ยินชื่อเสียงของศิษย์น้องหลินมามาก ข้ายินดีที่ได้
พบเจ้า!” มู่ฉิงชูผสานมือคารวะทักทาย พยายามให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้น นี่ก็คือศิษย์พี่ชิงชูนี่เอง” หลินหมิงผสานมือทักทายตอบ แต่
ในตอนนี้เอง ก็ได้มีกระแสเสียงปราณแท้เข้ามาในหูหลินหมิง “ระวังมู่ชิงชู
ให้ดี เป็นเพราะ…เหตุผลบางอย่าง… เขาจึงอาจที่จะเป็นศัตรูกับเจ้า”
“หืม? ข้าเคยทำสิ่งใดต่อเขาเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงกว่าวถามด้วย
ความประหลาดใจเล็กน้อย
“เออ…” มู่เชียนหยี่มิรู้จะอธิบายอย่างไรดี นางจึงกล่าวอย่าง
คลุมเครือไปว่า “แค่ระวังเอาไว้ก็พอ!”
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงไม่คิดเรื่องนี้อีก
“ศิษย์น้องหลิน ในเมื่อเจ้าได้อยู่ในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มาเป็น
เวลานาน เจ้าต้องได้รับโชคใหญ่บางอย่างมาบ้างแน่ใช่หรือไม่?” มู่ชิงชู
ถามออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ใช่แล้ว ข้าได้รับโชคใหญ่บางอย่าง เช่นนั้นข้าถึงได้อยู่ภายในนั้น
นานและทำให้ทุกคนเป็นกังวล”
‘กังวลหรือ?’ มู่ชิงชูเค้นเสียงภายในใจ ‘สิ่งที่ข้ากังวลคือเจ้ายังมิตาย
ต่างหาก’ ขณะที่มู่ชิงชูกำลังคิดเรื่องนี้ เขาก็ได้หันหน้าไปทางอื่น เขาเกรง
ว่าหากยังมองหน้าหลินหมิงนานๆ เขาจะมิอาจสามารถสะกดข่มความ
เกลียดชังไว้ภายในจิตใจได้ต่อไป
มู่เชียนหยี่ได้ฟังคำกล่าวของหลินหมิงนางจึงกล่าวออกมาว่า “มัน
ยาวนานถึง 10 เดือน มันนานอย่างยิ่ง โชคดียิ่งนักที่เจ้ายังสามารถกลับ
ออกมาได้ มิเช่นนั้นมันย่อมเป็นสิ่งที่น่าเศร้า”
ขณะที่กล่าวออกมา นางก็ได้มองไปยังฉินซิงเซวียน “แม่นางฉิน
ความจริงคือ หากตระกูลฉินได้รับปัญหาใดๆ เจ้าก็สามารถที่จะส่ง
จดหมายมาหาข้าได้ หากว่าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้น ข้าย่อมส่งคนไป
จัดการกับปัญหาในทันที แม่นางฉินมิต้องทำเช่นเราเป็นคนแปลกหน้า”
“หืม…” ฉินซิงเซวียนขมวดคิ้ว นางรู้ว่าฉินจื่อหยาได้ส่งจดหมายมา
หามู่เชียนหยี่ แต่จากที่นางได้ยินจากน้ำเสียงของมู่เชียนหยี่ นางจึงมิรู้ว่า
จะกล่าวเช่นใด เมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ห่วงใยและซื่อสัตย์ มันมิดูเหมือนว่า
นางกำลังโกหกเลย ฉินซิงเซวียนกัดฟันของนางและไม่แน่ใจว่าจะกล่าวสิ่ง
ใดออกไป ในตอนนั้นเอง หลินหมิงก็ได้กล่าวขึ้นว่า “แม่นางมู่ เมื่อตอนที่
ตระกูลฉินนั้นได้เกิดปัญหาขึ้น ผู้อาวุโสที่ข้ารู้จักได้ส่งจดหมายมาหาท่าน
แล้วถึง 2 ฉบับ แต่ดูเหมือนว่ามันจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่ได้รับ
การตอบกลับใดๆ”
เมื่อได้ยินดวงตาของมู่ชิงชูก็ได้เบิกกว้างทันที เขารู้สึกหัวใจหล่นวูบ
แต่ก็ยังสามารถรักษาความสงบไว้บนใบหน้าได้ ยืนอยู่อย่างเงียบๆต่อไป
มู่เชียนหยี่คิ้วขมวด “ได้ส่งจดหมายมาหาข้าถึง 2 ฉบับและมัน
หายไปอย่างไร้ร่องรอยหรือ?”
“ใช่”
“มัน… มันอาจที่จะสูญหายไปในความวุ่นวายของสงครามก็เป็นได้”
มู่ชิงชูกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่ไม่กล้าที่จะมองตาของมู่เชียนหยี่
“มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ?” หลินหมิงมิได้เชื่อความคิดเห็นของมู่ชิงชู
ไม่เพียงแค่นั้น แต่มีจดหมายถึง 2 ฉบับที่หายไปจึงทำให้ความคิดนี้ไม่
สมเหตุสมผล
“มันน่าจะเป็นเช่นนั้น” ขณะที่มู่เชียนหยี่กล่าวออกมา นางก็ได้ส่ง
กระแสเสียงปราณแท้ไปหาหลินหมิง “ข้าจะสืบเรื่องนี้ทีหลัง เจ้ามิต้อง
กังวลไป ข้าจะหาคำอธิบายมาให้ได้อย่างแน่นอน”
หลินหมิงตกตะลึง มีเพียงเหตุผลเดียวที่มู่เชียนหยี่ส่งกระเสียงปราณ
แท้มาเช่นนี้ นั่นก็คือกันคนอื่นในการรับรู้ และคนผู้นั้นก็น่าจะเป็นมู่ชิงชู
หลินหมิงสงสัยและถามออกไปอีกครั้ง “ข้าได้ทำสิ่งใดให้มู่ชิงชู
หรือ?”
“นี่…” มู่เชียนหยี่ไร้คำพูด นางจะกล่าวว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นได้
อย่างไร? นางควรจะบอกแก่หลินหมิงว่ามีผู้อาวุโสบางคนต้องการที่จะให้
นางแต่งงานกับมู่ชิงชู และนั่นจึงทำให้มู่ชิงชูเกิดความอิจฉาขึ้นเช่นนั้น
หรือ? และเพราะการหมั้นได้ถูกเลื่อนออกไปเพราะเหตุใุด? เพราะว่า
อาจารย์ของนางได้ปฏิเสธเพราะวางแผนนางให้แต่งกับหลินหมิงแทน
เช่นนั้นหรือ?
ขณะที่มู่เชียนหยี่นึกเรื่องแต่งงาน หัวใจของนางก็กระสับกระส่าย
โดยปกตินางมีบุคลิกที่รักอิสระ นางมิได้คิดเรื่องระหว่างชายหญิง เพียง
แค่มุ่งหวังในเรื่องการบ่มเพาะ
สำหรับเรื่องที่นางรู้สึกเช่นไรต่อหลินหมิงนั้น มู่เชียนหยี่เองก็มิได้
แน่ใจนัก
ระหว่างนางและหลินหมิง จากความอยากรู้ที่มีต่อเขากลายเป็น
ความนับถือ และทั้งสองก็ได้กลายเป็นคนสนิท อย่างไรก็ตาม เพราะพวก
เขาได้รับประสบการณ์มากจากหุบเขาสายฟ้าฟาด ความสับสนจึงปนอยู่
ในความรู้สึกเหล่านั้น
มู่เชียนหยี่นั้นได้ติดตามมู่อี้หวงตั้งแต่นางยังเด็ก จากตอนนั้นจนถึง
ตอนนี้ นางได้พบปะกับผู้ชายน้อยมาก แทบจะไม่มีชายใดเคยได้แตะต้อง
ตัวนาง
มู่เชียนหยี่เองก็ช่วยไม่ได้แต่ได้รับบทเรียนจากการตายของหลินหมิง
นางนั้นหัวใจสลายอย่างมาก ราวกับว่าได้สูญเสียจิตวิญญาณและทุกสิ่ง
พังทลายลง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่เชียนหยี่จึงได้ชำเลืองไปยังฉินซิงเซวียนอย่างไม่
รู้ตัว นางราวกับว่าต้องการที่จะกล่าวบางอย่าง แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใด
ออกมาในท้ายที่สุด…
สำหรับหลินหมิง ตั้งแต่ที่ได้รู้ว่ามีบางคนได้ทำลายจดหมายเป็นที่แน่
ชัดว่ามิใช่ความผิดพลาดของการส่ง สีหน้าของเขาก็กลายเป็นเคร่งขรึม
ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากได้รู้ตัวแล้ว เขาจะไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
“หลินหมิง กลับไปเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันเถอะ ท่านอาจารย์คง
จะรอนานแล้ว”
“อืม ไปกันเถอะ”
…………….
ณ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักวิหคเพลิง –
ประตูทางเข้าห้องโถงประชุมผู้อาวุโสถูกสร้างขึ้นด้วยต้นอู๋ถง 1000ปี
ภายในห้องประกอบไปด้วยโต๊ะยาว 30 ก้าวและ 30 เก้าอี้ที่ทำจาก
ต้นอู๋ถง ดอกไม้เพลิงเก้าปีมีอยู่ทั่วห้อง มันจะบานออกมาเมื่ออายุ 9 ปี
และหลังจากที่บานแล้ว ก็จะสามารถดูดซับพลังเพลิงต้นกำเนิดจากมันได้
มันเป็นพืชจิตวิญญาณธาตุจำเพาะอัคคีที่หาได้ยาก พวกมันสวยงามและ
ใช้เป็นเครื่องประดับหลักสำคัญในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
มู่อี้หวงนั่งบนที่นั่งทรงเกียรติและมีมู่เชียนหยี่นั่งอยู่ด้านข้างของนาง
มีที่นั่งสำหรับบุคคลอื่นอีก 7-8 แปดคนนั่งอยู่รอบโต๊ะ ใน 7-8 คนนี้
หลินหมิงเคยพบเจอเพียงผู้เดียวมาก่อน นั่นก็คือปรมาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
เทียนกวาง
นอกจากมู่เทียนกวางแล้วก็มีหญิงชราในชุดสีแดง นางมีขนตายาว
เป็นก้าว และเส้นผมของนางทั้งหมดเป็นสีแดง นางนั้นดูคล้ายบรรพบุรุษ
จื่อเยี่ยนเป็นอย่างมาก
พลังจิตวิญญาณของหลินหมิงนั้นล้ำลึกยิ่งกว่าเดิมมาก เช่นนั้นเขาจึง
สามารถสัมผัสได้ถึงระดับการบ่มเพาะของนางว่าอยู่ในขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ช่วงกลาง ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะอยู่เพียงขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น ผู้ที่อยู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางจึงถือว่า
ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เมื่อหญิงชราผู้นี้เห็นหลินหมิงมองมายังนาง นางก็ยิ้มและผงกศีรษะ
หลินหมิงยิ้มตอบกลับ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ต่อหน้าสภาผู้
อาวุโส หลินหมิงได้สกดข่มพลังของตนเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะแสดงความ
เคารพและถ่อมตน
นอกจากหญิงชราคิ้วยาวแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงเช่นกัน ขณะที่
พวกเขามองมายังหลินหมิง สีหน้าก็แตกต่างกันไป บ้างก็ชื่นชม และบ้างก็
ยิ้มจางๆ มีแม้กระทั้งบางคนที่เมินหลินหมิงมิได้สนใจที่จะรู้จักเขาเลยสัก
นิด
สภาผู้อาวุโสนั้นมีอำนาจเป็นอย่างยิ่ง ผู้อาวุโสทั้งหมดเองต่างก็เป็น
ตัวตนที่ที่ทรงพลังของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ หาก 4-5 คนนี้ร่วมมือกันสู้ ก็
เพียงพอที่จะกดดันให้มู่อี้หวงต้องลำบากได้แล้ว
มู่เทียนกวางนั้นค่อนข้างที่จะรู้สึกเป็นมิตรกับหลินหมิง หลังจากที่
เขานั่งลง เขาก็พยายามสำรวจหลินหมิง ขณะที่เขามองเห็นถึงปราณแท้ที่
ผันผวนอย่างลึกซึ้งภายในร่างของหลินหมิง เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง มัน
ยากที่จะจินตนาการได้ว่าปราณแท้ที่ผันผวนนี้จะมาจากนักสู้เพียงขั้น
ปราณต้นฟ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาได้มองไปยังตันเถียนของหลินหมิง เขา
ก็สามารถที่จะเห็นปราณแท้ที่ยังมิได้ก่อตัวหมุนวนและคงกระจายตัวอยู่
เห็นได้ชัดว่า เขายังมิได้เข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า
“หลินหมิง ในช่วงเวลาที่อยู่ในแดนเร้นฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เจ้าคงจะ
ได้รับผลประโยชน์อย่างมากใช่หรือไม่” มู่เทียนกวางยิ้มออกมาขณะที่
กล่าว
“ใช่แล้ว ศิษย์นั้นโชคดี และได้รับโอกาสที่ดีอย่างยิ่ง จึงทำให้ติดอยู่
ภายในนั้นเป็นเวลานาน”
“ดี หากเจ้าเติบโตขึ้นได้รวดเร็วเช่นนี้ ก็จะกลายเป็นขุมพลังอัน
ยิ่งใหญ่ให้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้!” มู่เทียนกวางหัวเราะออกมา
แน่นอนเขาเพียงแค่กล่าวออกมาลอยๆเท่านั้น เขามิเชื่อว่าหลินหมิงจะมี
บทบาทสำคัญในสงครามระหว่างเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และดินแดนปีศาจ
แห่งทะเลทางใต้ ในการต่อสู้ระดับนี้ แม้แต่ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ช่วงต้นก็ยังมีขีดจำกัดที่จะทำเป้าหมายสำเร็จ สำหรับหลินหมิงที่มี
ระดับการบ่มเพาะต่ำยิ่งกว่านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หลังจากที่ผู้อาวุโสคนอื่นๆเริ่มมากันเรื่อยๆ เมื่อรวมทั้งแผนกวิหค
เพลิงและแผนกวิหควารี ก็มีจำนวนผู้อาวุโสถึง 20 คนที่มีตำแหน่งในสภา
ผู้อาวุโส
ในตอนนั้นเอง ประตูห้องโถงได้เปิดออก ชายชรารูปร่างสูงเดินเข้ามา
ด้านหลังของชายชราผู้นี้ มีชายชราร่างเล็กและสงบเยือกเย็นเดินผ่านเข้า
มาในประตูต้นอู๋ถง 1000ปีด้วย
ทั้งสองคนนี้คือผู้อาวุโสสูงสุดมู่ชือหั่วจากแผนกวิหคเพลิงของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และผู้อาวุโสสามมู่เหยียนจัว
มู่ชือหั่วมองไปยังทุกคนที่นี่ และสุดท้ายก็มาหยุดลงที่หลินหมิง และ
ยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินไปยังที่นั่ง
มู่อี้หวงมองดูชายชราทั้งสองอย่างเย็นชา ขณะที่พวกเขานั่งลงแล้ว
นางก็ได้กล่าวขึ้นว่า “ในการประชุมผู้อาวุโสครั้งนี้ มี 3 เรื่องที่จะต้อง
หารือกัน อย่างแรก ประกาศแต่งตั้งบุคคล อย่างที่สอง วางแผนสำหรับ
สงครามของเดือนหน้า และอย่างที่สาม หลินหมิงจะเล่าเรื่องของตนที่
ได้รับประสบการณ์มาภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์”
แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการคงอยู่ของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีความเข้าใจที่จำกัด
เกี่ยวกับแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นอย่างไร ทุกครั้งที่ศิษย์ของพวก
เขากับมาจากแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะต้องเล่า
ประสบการณ์ต่างๆที่ตนได้พบเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ในอนาคต
ในครั้งนี้ หลินหมิงได้ติดอยู่ภายในแดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เกือบปี
โดยปกติแล้ว ข้อมูลที่เขาได้รับจึงต้องมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน มัน
จะทำให้เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับแดนเร้นลับ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นมู่อี้หวงจึงได้เรียกประชุมสภาผู้อาวุโสเป็นหัวข้อ
สำคัญโดยให้หลินหมิงเล่าเรื่องของตนที่ได้รับประสบการณ์มาภายในแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
แน่นอน การประชุมสภาผู้อาวุโสนี้ยังมีความหมายอื่นแฝงอยู่ และ
นั่นจะทำให้สภาผู้อาวุโสยืนยันถึงคุณค่าของหลินหมิงด้วยตนเอง
“อย่างแรก ข้าจะกล่าวถึงการแต่งตั้งใหม่ ข้าเสนอให้หลินหมิงได้รับ
แต่งตั้งเป็นตัวแทนแห่งวิหคเพลิง ข้าว่าทุกท่านนั้นจะคิดเห็นอย่างไรกับ
เรื่องนี้?
ตัวแทนแห่งวิหคเพลิงแห่งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มักจะเป็นศิษย์ที่มี
การบ่มเพาะขั้นปราณปลายฟ้า มีเพียงไม่กี่กรณีที่ศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าจะ
ได้รับแต่งตั้ง การแต่งตั้งตัวแทนแห่งวิหคเพลิงนั้นหมายความว่าศิษย์ผู้นั้น
จะเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นผู้อาวุโสระดับสูงในอนาคต
หากผู้ใดได้กลายเป็นตัวแทนแห่งวิหคเพลิง ไม่เพียงแค่จะกลายเป็นผู้
มีอำนาจ แต่ยังจะได้รับทรัพยากรจำนวนมากอีกด้วย
ในเมื่อมู่อี้หวงกล่าวคำเหล่านี้ออกมา นั่นหมายความว่าการที่หลินหมิ
งจะกลายเป็นผู้อาวุโสนั้นเพียงขึ้นอยู่กับเวลา
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ผู้อาวุโสเกือบครึ่งยังคงสงบ เพราะนี้อยู่ในการ
คาดเดาของพวกเขาอยู่แล้ว ทุกคนนั้นเห็นได้ว่ามู่อี้หวงให้คุณค่ากับหลินห
มิงเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้อาวุโสบางคนต้องคิ้วขมวด หากหลินหมิงได้กลาย
เป็นผู้อาวุโสด้วยพลังของเขาที่มิได้เป็นคนสกุลเดียวกันด้วย มันหมายถึง
การยื่นอำนาจให้คนนอก โดยปกติมันมิได้สำคัญนัก แต่ในตอนนี้ด้วยมู่อี้
หวงและมู่เฟิงเซียนได้ให้คุณค่ากับหลินหมิงอย่างมาก – ด้วยพรสวรรค์ที่
ยอดเยี่ยมของเขา – มันจะมิใช่การกลายเป็นเพียงผู้อาวุโสที่มีสกุลต่าง
ออกไปเท่านั้น
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เป็นนิกายที่คล้ายครอบครัว ผู้อาวุโสส่วนใหญ่
ใช้สกุลมู่ มันยากที่จะมีผู้ใดซักคนที่ต่างสกุลกลายมาเป็นผู้อาวุโสที่มี
อำนาจอย่างแท้จริง 1000 ปีก่อน มีผู้อาวุโสที่มิได้มาจากตระกูลมู่ และ
เขาได้ทรยศเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลืมเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยพรสวรรค์ของหลินหมิง อำนาจของเขาจะยิ่งมากขึ้นในอนาคต
มันเท่ากับการยกทั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือของหลินหมิง มันมิยากที่
จะบอกได้ว่าหลินหมิงนั้นมีบุคลิกเช่นไร!
บรรยากาศกลายเป็นเงียบงัน
หลังจากหลายลมหายใจผ่านไป ผู้อาวุโสสูงสุดได้ลุกขึ้นและกล่าวว่า
“ชายชราผู้นี้มิได้คัดค้านการตัดสินใจแต่งตั้งหลินหมิงเป็นตัวแทนแห่ง
วิหคเพลิง อย่างไรก็ตาม ชายชราผู้นี้เพียงอยากที่จะถามบางอย่างกับ
หลินหมิง”
มู่อี้หวงสีหน้ากลายเป็นเย็นชา นางมีความสัมพันธ์ที่มิค่อยดีกับมู่ชือ
หั่ว “เรื่องอันใดกันหรือ?”
ผู้อาวุโสสูงสุดยืนขึ้นยิ้มและมองไปทางหลินหมิง “จากสิ่งที่ชายชราผู้
นี้ได้รู้มา เมื่อเจ้าได้ติดอยู่ภายใน แดนเร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และข่าวการ
เสียชีวิตของเจ้าแพร่กระจายออกไป และได้มีศัตรูของเจ้าที่ต้องการจะ
ล้างแค้นครอบครัวและสหายของเจ้า และแม้กระทั่งบังคับให้หญิงที่เจ้า
ห่วงใยตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจตกตายไปได้ เมื่อเจ้าได้ออกมาจากแดน
เร้นลับฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็ได้รีบไปช่วยนางในทันที ชีวิตของนางใกล้จบ
สิ้นและกำลังจะตาย ดังนั้น เจ้าจึงใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10
หยดเพื่อที่จะฟื้นฟูปราณโลหิตของนางและช่วยชีวิตนาง หญิงผู้นี้มี
พรสวรรค์ระดับ 6 ขั้นกลางและยังมีระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นผสานชีพ
จร นอกจากหน้าตาที่งดงามของนางแล้ว นางก็มิได้มีจุดเด่นอันใดเลย
และยังมิได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ข้าสงสัยว่า
ทุกท่านได้รู้ถึงเรื่องนี้แล้วหรือไม่?”
คำกล่าวของผู้อาวุโสสูงสุดดุดันอย่างยิ่ง ‘นอกจากหน้าตาที่งดงาม
ของนางแล้ว นางก็มิได้มีจุดเด่นอันใดเลย’ นี่อาจกล่าวว่าหลินหมิงนั้นมัก
มากในตัณหาและหลงใหลเพียงความงามของนางเท่านั้น และเป็นเหตุให้
เขาใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดในการช่วยชีวิตนาง!
เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านั้น สีหน้าของผู้อาวุโสทุกคนที่นี่ก็เปลี่ยนไป
ในทันที พวกเขาต่างหันหน้าไปมองหลินหมิง เป็นเวลานาน ที่สายตาของ
เหล่าผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมแก่นแท้มองไปยังบุคคลเดียว – แรงกดดันนี้
สามารถที่จะจินตนาการได้!
แม้แต่มู่อี้หวงยังต้องคิ้วขมวด หากเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นมันก็จะ
กลายเป็นเรื่องวุ่นวายอย่างแน่นอน ปราณโลหิตของวิหคเพลิงนั้นล้ำค่า
เป็นอย่างยิ่ง! เพียงแค่ 1-2 หยด ก็สามารถใช้สร้างปรมาจารย์ขั้นหลอม
แก่นแท้ระดับสูงขึ้นมาได้แล้ว!
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีศิษย์และผู้อาวุโสระดับต่ำจำนวนมากที่มี
ความคิดว่าจะได้รับปราณโลหิตของวิหคเพลิงสักหยด เพียงที่ตนจะได้
สามารถฝึกฝนแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหค
เพลิง’ อย่างไรก็ตามด้วยปราณโลหิตที่มีจำนวนจำกัด มู่อี้หวงได้ทนแบก
รับแรงกดดันจากทุกคนและมอบมันทั้งหมดให้กับหลินหมิง และทำให้เกิด
ความไม่พอใจต่อผู้อาวุโสหลายๆคน แต่หลินหมิงกลับนำปราณโลหิตของ
วิหคเพลิงถึง 10 หยดไปใช้ทั้งหมดเพียงเพื่อเรื่องความรักระหว่างชาย
หญิงส่วนตน หลินหมิงช่วยหญิงผู้นั้นด้วยสิ่งที่ล้ำค่ามหาศาล มันจึงย่อม
เกิดความโกรธขึ้นในหมู่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ!
แม้แต่มู่อี้ที่สนับสนุนหลินหมิงอย่างเต็มที่ก็ยังมิพอใจกับการกระทำนี้
ของเขา!
ทุกคนต่างรอให้หลินหมิงตอบคำถาม ในตอนนี้ บรรยากาศกลายเป็น
เงียบงันจนน่าหวาดกลัวราวกับว่าอากาศนั้นอัดแน่นจนกลายเป็นปราณ
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหมด รวมถึงหญิงชราคิ้วยาวที่ดูเป็นมิตร ก็ยังจ้องถมึง
มายังหลินหมิง มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดที่ยิ้มเย้ยเล็กน้อยขณะที่มองไปยัง
หลินหมิงอย่างสงบ
เผชิญหน้ากับแรงกดดันเช่นนี้ หลินหมิงก็ยังคงสงบเช่นเดิม เขามอง
ไปยังทุกคนจนหลายลมหายใจผ่านไปเขาจึงได้กล่าวออกมา “ทุกสิ่งที่ผู้
อาวุโสสูงสุดกล่าวมานั้นเป็นความจริง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสก็กลายเป็นเดือดดาล เหล่าผู้อาวุโส
หลายคนที่ได้กังขาหลินหมิงอยู่แล้วได้ลุกขึ้นมา “หลินหมิง! เจ้ากล้ายิ่ง
นัก! ผู้ใดให้อำนาจเจ้าทำเช่นนั้นได้เล่า!? เพื่อสนองความต้องการส่วนตน
เจ้าถึงกลับใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดไปอย่างเสียเปล่า
เช่นนี้!”
“เพื่อที่จะแลกกับกับชีวิตของหญิงสาวด้วยปราณโลหิตของวิหค
เพลิงถึง 10 หยด หลินหมิง เจ้าได้เปิดมุมมองของหญิงชราผู้นี้ยิ่งนัก!”
“หากใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิง 10 หยดแลกกับชีวิตของหญิง
สาว เช่นนั้นในวันหน้า เมื่อเจ้าได้กลายเป็นผู้อาวุโสที่ทรงอำนาจอย่าง
แท้จริง เจ้าจะมิยกเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับพวกดินแดนปีศาจเลยหรือ?
เท่าที่หญิงชราผู้นี้รู้ ผู้นำศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้นั้น
รูปงามยิ่งนัก!” หญิงชราคิ้วยาวส่ายศีรษะและมองมายังหลินหมิงด้วย
ความผิดหวัง
“เจ้าดีเลิศมาจากที่ใด!” ตราบใดที่ข้ามีปราณโลหิตของวิหค 2 หยด
หลานชายของหญิงชราผู้นี้ก็จะสามารถฝึกฝนแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ได้ เขาขยันหมั่นเพียร แต่ก็มิ
อาจคืบหน้าไปได้ แต่เขากลับมิได้รับแม้เพียงหยดเดียว มิเหมือนเช่นเจ้า!
เจ้าได้ใช้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดในการช่วยชีวิตขยะ!”
น้ำเสียงของหญิงชราผู้นี้น่าขนลุกอย่างยิ่ง และคำกล่าวของนางเฉียบคม
และดุดัน!
ในสายตาของผู้อาวุโสเหล่านี้ ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับ 6 ที่ได้รับปราณ
โลหิตของวิหคเพลิงก็ยังถือว่าเป็นขยะอยู่ดี แม้จะมีเป็นร้อยรวมกันก็ยังมิ
ควรค่าที่จะให้ปราณโลหิตของวิหคเพลิงแม้เพียงหยดเดียว! แม้แต่ครึ่ง
หยดก็ไม่ควรค่าด้วยซ้ำในสายตาพวกเขา!
ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมดที่นี่ เอาแต่ตำหนิ มู่เชียนหยี่ถอนหายใจ
นางเป็นผู้เดียวในที่แห่งนี้ที่เข้าใจหลินหมิง อาจกล่าวได้เพียงแค่ว่าหลินห
มิงนั้นอดกลั้นอารมณ์ได้เป็นอย่างดีและเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งความ
ยุติธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาทำนั้นก็ยากที่จะแก้ตัว!
หลินหมิงต้องการที่จะรับคำวิจารณ์จากผู้อาวุโสที่ด้านหน้าของเขา
ทั้งหมด แต่เมื่อบางคนเรียกฉินซิงเซวียนว่าขยะ หลินหมิงก็คิ้วขมวดด้วย
ความโกรธทันที เขาจึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าหลินหมิง จะทดแทน
เหล่าปราณโลหิตของวิหคเพลิงทั้ง 10 หยดที่ได้ใช้ไปเอง!”
“ทดแทนหรือ!?” ฮ่าฮ่า! ผู้อาวุโสสูงสุดยิ้มอย่างชั่วร้าย “ชายชราผู้นี้
ได้ยินสิ่งที่ตลกเป็นอย่างยิ่ง ปราณโลหิตของวิหคเพลิงทั้ง 10 หยด
เทียบเท่ากับปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ถึง 10 คน แล้วเจ้าจะเอาสิ่ง
ใดมาทดแทนได้?”