Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 440 เริ่มการล่าสังหาร
หลังจากที่ชายเคราใหญ่กล่าวจบ ชายแซ่โจวก็กล่าวกับหลินหมิง
“ชายผู้นี้มิได้โกหก พวกเขาเป็นหนึ่งในหน่วยที่มีอันดับต้นๆภายใน
พันธมิตรร่วมสงคราม มันเป็นความคิดที่ดีในการเข้าร่วมกับพวกเขา”
หลินหมิงลังเลอยู่ชั่วครู่ มิได้เร่งรีบให้คำตอบ
ชายเคราใหญ่มองเห็นหลินหมิงกำลังกังวลและเขากล่าวว่า “มาดู
สถานที่ทีมของข้าก่อนก็ได้ หากเจ้าต้องการ ก็สามารถเข้าร่วมได้โดยตรง
ขอพูดเรื่องที่ค่อนข้างน่าเกลียดหน่อย พวกเราจะช่วยเจ้าได้เพียงแค่
เริ่มต้นเท่านั้น แต่อย่าคิดว่าเจ้าจะเอาแต่เพิ่งพาสมาชิกผู้อื่นไปตลอด มัน
ยังมีภารกิจหลายอย่างที่เจ้าต้องเสี่ยงถึงชีวิตและต้องปรับตัวให้ได้ อย่าได้
โทษผู้ใดที่เจ้าต้องถูกแตะออกจากกลุ่มในภายภาคหน้า หน่วยของเราจะ
ไม่สนับสนุนผู้ที่ฉุดรั้งผู้อื่น มิเช่นนั้น เมื่อต้องทำภารกิจที่อันตรายถึงชีวิต
หากคนผู้นั้นเกิดทำผิดพลาดทั้งหน่วยก็จะสูญเสียไปตามๆกัน”
“แน่นอน” หลินหมิงตอบกลับอย่างราบเรียบ “ข้าต้องการที่จะถาม
ศิษย์พี่ หน่วยข่าวกรองของท่านดีเพียงใดหรือ?”
“ในสงครามทั้งสองฝ่าย ข่าวกรองคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หน่วยที่มี
อันดับต้นๆจะมีความสุขไปกับข่าวกรองที่ได้รับ ไม่เพียงแค่นั้น แต่หน่วย
ของเราในตอนนี้ยังมีผู้มากความสามารถในด้านสัมผัสรับรู้และรับหน้าที่
ในด้านการสืบสวนและกรอกข่าวต่างๆที่ได้รับมา ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะเข้าร่วมกับหน่วยของท่าน ข้าฝากศิษย์พี่ช่วย
ดูแลข้าด้วย”
“โอ้?” ชายเคราใหญ่มองไปยังหลินหมิงด้วยความประหลาดใจ มันดู
เหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะสนใจในเรื่องข่าวกรอกเช่นนั้นหรือ? แต่นี่ก็มิใช่เรื่อง
แปลกนัก เขาจึงกล่าวตรงๆว่า “ข้าจะพาเจ้าไปพบสมาชิกคนอื่นๆ”
ขณะที่ชายเคราใหญ่กล่าวจบเขาก็วางแก้วไวน์ลงและพาหลินหมิง
เดินผ่านถนนหลายสาย ในที่สุดก็มาถึงลานแห่งหนึ่ง มันมิได้ใหญ่มาก แต่
ก็มีการตกแต่งที่สวยงาม
ในลานเล็กนี้ มีสตรีในชุดสีม่วงที่กำลังนั่งเข้าฌานอยู่ อากาศสีม่วง
หมุนวนรอบตัวนางมีประกายสายฟ้าสาดประกายออกมาจางๆ เห็นได้ชัด
ว่านางนั้นเป็นนักสู้ธาตุจำเพาะสายฟ้า
ใบหน้าของนางคล้ายลูกพีชและมีรูปร่างที่บอบบางและมีลักษณะที่
สุภาพ ขณะที่หลินหมิงเดินผ่านมา นางก็ได้ลืมตาขึ้นมองมายังเขาและ
ผงกศีรษะ จากนั้นก็นั่งเข้าฌานต่อไปตามเดิม
นอกจากนางแล้ว สองชายหนุ่มที่กำลังเล่นหมากรุกที่อยู่ไม่ห่าง
ออกไปนัก ทั้งสองเป็นฝ่าแฝด และมีระดับการบ่มเพาะที่จุดสูงสุดขั้น
ปราณต้นฟ้าเท่ากัน
“นี่ มีสมาชิกใหม่มาเพิ่มในหน่วยด้วยล่ะ” ขณะที่ฝ่าแฝดเห็นชาย
เคราใหญ่เดินมาพร้อมกับหลินหมิง พวกเขาก็ได้หยุดเล่นหมากรุกและ
คารวะเขา
“อืม แนะนำตัวเองหน่อย” ชายร่างใหญ่กล่าวกับหลินหมิง
“ข้ามีนามว่า ง้าวคลั่ง ระดับการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลาย
101,000 แต้มจากด่านทดสอบค่ายกลหมื่นสังหาร เป็นทหารระดับ 1”
“101,000 แต้ม? เยี่ยม! ฮ่าฮ่า เจ้าจะมีอนาคตที่สดใสที่นี่ ข้านั้นมี
นามว่า ต้นไม้เขียว และน้องชายของข้ามีนามว่า ป่าเขียว”
ต้นไม้เขียว ป่าเขียว พวกเขาก็ได้ใช้ฉายาเช่นกัน หลินหมิงสามารถ
สัมผัสได้ถึงพลังไม้ต้นกำเนิดที่ผันผวนเปล่งออกมาจากพวกเขา ซึ่ง
แน่นอนว่าพวกเขาน่าจะเป็นนักสู้ธาตุจำเพาะไม้ หากพวกเขามีเคล็ดวิชา
พิเศษบางอย่างที่สามารถรักษาผู้อื่นได้ พวกเขาก็จะยิ่งเป็นที่ต้องการบน
สนามรบ ด้วยการมีนักสู้ที่มีความสามารถในการรักษาอยู่ใกล้ตัว เช่นนั้น
โอกาสรอดของทีมก็จะสูงขึ้น
“นั่นคือรองหัวหน้า เจ้าสามารถเรียกนางว่า พิรุนม่วง ได้” ต้นไม้
เขียวชี้ไปยังสตรีชุดม่วง ซึ่งนางมีระดับการบ่มเพาะที่อยู่ในจุดสูงสุดของ
ขั้นปราณปลายฟ้า
“ศิษย์พี่หญิงพิรุนม่วง” หลินหมิงผสานมือคารวะ
พิรุนม่วงยิ้มจางๆ นางมีการแสดงออกที่สุขุม
“หน่วยของเราชื่อขวานเพลิง และขวานเพลิงก็คือชื่อของหัวหน้า
หน่วยเช่นกัน พวกเราอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกองทหารที่ 3 ของ
พันธมิตรร่วมสงคราม ง้าวคลั่ง เจ้าจะเป็นสมาชิกของที่ 9 ของหน่วยนี้
พวกเราจะไปยังสนามรบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ง้าวคลั่ง อย่าทำให้ข้า
ผิดหวังล่ะ!” ชายเคราใหญ่ยืดเส้นสายไปด้วยขณะที่กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
หลินหมิงยิ้มตอบ “ข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุด”
“ฮ่าฮ่า ไม่ต้องกังวลให้มากนัก!” ชายเคราใหญ่วางมือบนบ่าของ
หลินหมิง “ใช่แล้ว ข้าลืมถามไปเลย ง้าวคลั่ง เจ้ามีธาตุจำเพาะอันใด
หรือไม่?”
หลินหมิงลังเลอยู่ชั่วครู่และกล่าวว่า “สายฟ้า”
กายธาตุจำเพาะคู่อัคคีและสายฟ้านั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยาก โดยปกติ
แล้ว หลินหมิงไม่ควรที่จะเปิดเผยเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวเพียงแค่ว่าเป็น
นักสู้ธาตุจะเพาะสายฟ้า หากเขาบอกว่าตนเป็นนักสู้ธาตุจำเพาะอัคคี
เช่นนั้น เขาย่อมไม่อาจที่จะใช้ ฟีนิกซ์สยายปีกทะยานฟ้าหรือหมื่นเปลว
เพลิงผลาญปฐพีออกมาให้เห็นได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดวิชาของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ มันง่ายที่ผู้อื่นจะเดาได้ว่าเขามีบางอย่างเกี่ยวกับกับเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นหลินหมิงจึงเลือกสายฟ้าแทน
ถึงแม้นักสู้ธาตุจะเพาะสายฟ้าในอาณาเขตปกครองของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์จะมีไม่มาก แต่ก็มีจำนวนมากภายในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ
และนิกายมหาวิหารลึกลับ มันจึงจะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมาก ต่อ
ให้เขาใช้จิตวิญญาณสายฟ้า
“สายฟ้าหรือ?” มันเป็นธาตุจำเพาะเดียวกับพิรุนม่วง เจ้าสามารถ
ขอคำแนะนำบางอย่างจากนางได้ภายหลัง พิรุนม่วงนั้นมากจากสำนัก
ปราณพิรุนที่อยู่ภายในอาณาเขตมหาวิหาร เช่นนั้นการบ่มเพาะธาตุ
จำเพาะสายฟ้าของนางจึงค่อนข้างดี!”
อาณาเขตมหาวิหารที่ชายเครายาวกล่าวถึงนั้นคือดินแดนที่อยู่
ภายใต้อำนาจปกครองของนิกายมหาวิหารลึกลับอีกที พวกเขาเป็นหนึ่ง
ใน 3 นิกายระดับ 4 ภายในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุ ซึ่ง 3 นิกายระดับที่ว่า
ก็คือ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ นิกายมหาวิหารลึกลับและนิกายห้วงวิบัติ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นมีสำนักระดับ 3 ภายใต้ปกครองอยู่ถึง 19
สำนัก แต่หลังจากที่สำนักคว้าจันทร์ล้มสลายลงไป จึงเหลือเพียง 18
สำนัก
นิกายมหาวิหารลึกลับก็มีสำนักระดับ 3 ภายใต้ปกครองเช่นกัน
สำนักปราณพิรุนเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
พิรุนม่วงกล่าวออกมาอย่างราบเรียบ “หากเจ้ามีคำถามเกี่ยวกับ
ทักษะธาตุจำเพาะสายฟ้าหรือการควบคุม” เช่นนั้นก็มาสอบถามข้าได้
อย่างไม่ได้เกรงใจ
หลินหมิงผงกศีรษะอย่างเงียบ
“เอาล่ะ เจ้าไปยังห้องพักของตนเองก่อน อีกไม่กี่วันพวกเราจึงจะได้
ออกไปยังสนามรบ พยายามทำให้ตนเองอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดด้วย
ล่ะ” ชายเคราใหญ่พาหลินหมิงไปยังเหรียญที่มีหมายเลขห้องสลักอยู่มา
ให้หลินหมิง
หลินหมิงมองไปยังหมายเลขนั้นและพบว่ามันคือเลข ‘9’
“ขอบใจ… ใช่แล้ว ท่านสามารถให้ข้ายืมแผนที่เกี่ยวกับสถานที่ของ
กองกำลังศัตรูได้หรือไม่?” เหตุผลที่หลินหมิงได้เลือกเข้าร่วมกับหน่วยนี้
เพราะข้อมูลที่พวกเขาได้มานั่นเอง
เกาะแสงอุษาทางใต้นั้นกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง มีกว้างมากถึงหายพัน
ลี้ และมันจึงทำให้ยากที่จะรู้ได้ว่ากองกำลังของศัตรูนั้นอยู่ที่ใดในเกาะ
หากหลินหมิงลงมือค้นหาเอง ไม่เพียงแค่มันจะไม่ได้ผล แต่มันยังอันตราย
เป็นอย่างยิ่งด้วย
“แผนที่เกี่ยวกับสถานที่ของกองกำลังศัตรูหรือ?” ชายเคราใหญ่มึน
งงชั่วครู่แต่ก็กล่าวว่า “ย่อมได้ ป่าขจีเอาแผ่นหยกฉบับคัดลอกแผนที่ของ
กองกำลังศัตรูออกมา”
ข่าวกรองทั้งหมดที่กองทัพได้มานั้นถูกบันทึกลงในแผ่นหยก แน่นอน
ข้อมูลย่อมขาดความจริงบางอย่างไป จึงทำให้แตกต่างจากความเป็นจึง
อยู่บ้าง
หลินหมิงรับแผ่นหยกมาและรีบส่งจิตสัมผัส เขาค้นพบว่ามีแผนที่
ขนาดใหญ่อยู่ในแผ่นหยก และบนแผนที่นี้มีจุดสีแดงและสีฟ้าขนาด
แตกต่างกันไป
“จุดเหล่านี้หมายถึงอันใดหรือ?” หลินหมิงกล่าวถาม
“มันถือตำแหน่งกองกำลังของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้และ
ของพวกเรา หากเจ้าใช้จิตสัมผัสลึกกว่านี้ เจ้าก็จะได้รับข้อมูลที่มากขึ้น”
หลินหมิงลองทำเช่นนั้นและพบข้อมูลที่ละเอียดจนน่าทึ่ง มันมี
รายชื่อทุกฐานทัพพร้อมด้วยคำอธิบาย มันรวมถึงข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญ
พร้อมทั้งขนาดของหน่วยนั้นๆ ยังมีข้อมูลของรูปแบบค่ายกล ประเภท
และความแข็งแกร่งบ่งบอกเอาไว้อีกด้วย
หลินหมิงมองแผนหยกอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาก็เบิกขึ้น นี่
มัน!
ตำแหน่งที่ 3 หน่วยที่มีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางเป็นหัวหน้า
หน่วย เป็นจุดเฝ้ายามที่อยู่ทางใต้สุดแหล่งกำเนิดหินลมปราณแท้ของ
เกาะแสงอุษา… หลินหมิงค่อยๆมุ่งความสนใจไปยังจุดสีแดงบนแผ่นหยก
แผนที่
“ข้ามีความมั่นใจอย่างยิ่งในการจัดการกับนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงกลาง ในเมื่อนี่เป็นการออกรบครั้งแรก ข้าควรเริ่มจากนักสู้ขั้นปราณ
ปลายฟ้าช่วงกลางและทำความคุ้นเคยเสียก่อน เมื่อข้ามีประสบการณ์
มากพอ ข้าจึงจะเริ่มเผชิญหน้ากับนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
…”
ในการเผชิญหน้านักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้านั้น หลินห
มิงกังวลเพียงเล็กน้อย
โอวหยางเฉินซิ่วเป็นนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า แต่ความ
จึงแล้วความแข็งแกร่งของเขาถือว่าปานกลางในบรรดาผู้ที่อยู่ในขั้น
เดียวกัน หากหลินหมิงต้องเผชิญหน้ากับนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณ
ปลายฟ้าที่มาจากนิกาย เขาย่อมขาดความมั่นใจที่จะชนะอยู่บ้าง
หากเขาโชคร้ายและได้เผชิญหน้ากับนักสู้ที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณ
ปลายฟ้าอันดับต้นๆที่เทียบเท่ามู่เชียนหยี่ เขาอาจจะต้องใช้อักขระ
หลบหนี
ดังนั้น เขาจึงได้เลือกนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงกลางก่อนเป็นอันดับ
แรกเพื่อรับประกันความสำเร็จ
ความแข็งแกร่งของนักสู้จะควบคู่ไปกับพื้นฐานการบ่มเพาะ ยิ่งมา
จากสำนักหรือนิกาย ช่องว่างระหว่างพวกเขาก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
หลินหมิงได้ตัดสินใจที่จะเริ่มแผนการคืนนี้ ชายเคราใหญ่กล่าวเอาไว้
ว่าการต่อสู้อย่างเป็นทางการจะเริ่มในอีกหลายวันจากนี้ แต่หลินหมิงไม่
อาจที่จะทนรอได้นานขนาดนั้น
เหตุผลที่เขามายังสนามรบทะเลทางใต้ก็เพื่อที่จะสังหารศัตรูทั้งหมด
เมื่อฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ ยิ่งเขาสามารถสังหาร
ผู้ที่ทรงพลัง มันก็จะยิ่งดีต่อ ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ
ขณะที่หลินหมิงจำข้อมูลบนแผ่นหยกได้แล้ว เขาก็กลับเข้าไปในห้อง
ของตนและเตรียมตัวสำหรับคืนนี้…
……………
ในเวลากลางคืน ดวงจันทร์สาดแสงอยู่บนท้องฟ้าสีหมึก
ทางใต้ของแหล่งกำเนิดหินลมปราณ มันมีเมืองเล็กๆ
เมืองเล็กนี้เต็มไปด้วยรั้วไม้และส่วนใหญ่ของบ้านเป็นซากปรักหักพัง
นี่คือส่วนที่ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้บุกเข้ามา
เป็นเพราะว่านักสู้แห่งดินแดนปีศาจทะเลทางใต้มีสายเลือดที่ถือ
กำเนิดมาจากเผ่าปีศาจยักษ์ พวกเขามิได้มองตนเองเป็นมนุษย์ เมื่อ
สงครามเริ่มต้น มันก็ยังกลายเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์อีกด้วย –
แม้แต่สิ่งปลูกสร้างของปุถุชนก็ยังไม่อาจที่จะเล็ดรอดไปได้
สงครามในทะเลทางใต้เป็นภัยพิบัติที่น่าสงสารกับทุกคนที่อยู่ทุก
อาศัยบนเกาะต่างๆ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยขี่เรือออกมาจากเขต
สงคราม อย่างไรก็ตาม ระยะห่างของสถานที่ต่างๆในทะเลทางใต้นั้นมี
มากเกินไป แม้แต่การขี่เรือก็ยังเป็นสิ่งอันตราย หากพบกับสัตว์อสูรทะเล
ดุร้ายหรือสภาพอากาศเลวร้าย พวกเขาก็จะหายไปในทะเลที่ไร้สิ้นสุด
ในสงครามนี้ จำนวนพลเรือนผู้เสียชีวิตไม่สามารถคำนวณได้
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม มีเงามืดกวาดผ่านไปราวกับภูตผี ร่อนลงไปบน
ต้นไม้ เงานี้ก็คือหลินหมิง
หลินหมิงนั้นมีสายตาที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยแสงจันทร์ที่สาดส่อง เขา
จึงสามารถที่จะมองเห็นโดยรอบ 10 ลี้ และมีถ้ำที่มืดมิดอยู่บริเวณนั้น
นี่คือฐานของนักสู้จากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ โดยปกติแล้ว
นักสู้ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะตั้งเต็นท์ หรือหากอยู่นานพวกเขาก็จะ
สร้างเป็นกระท่อมที่เรียบง่ายแทน
ถ้ำเช่นนี้จึงมักจะเป็นถิ่นอาศัยของนักสู้จากดินแดนปีศาจแห่งทะเล
ทางใต้
“ในข้อมูลได้มาแสดงว่านักสู้จากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้มายัง
จุดนี้เมื่อราวๆ 7 วันก่อน ในเมื่อที่นี้มีแหล่งกำเนิดหินลมปราณ พวกมันก็
มิน่าจะจากไปเร็วนัก”
ขณะที่หลินหมิงเข้าไปใกล้ถ้ำ เขาก็เคลื่อนไหวช้าลง ทางเข้าถ้ำ เขา
มองเห็นสัตว์อสูรดุร้ายที่ดูคล้ายหมาป่าอยู่ 2 ตัว มันสูงถึง 10 ก้าวและ
เดินลาดตระเวนวนไปมา ดวงตาสีมรกตของพวกมันราวกับโคมไฟสอง
ดวงในที่มืด และมีลิ้นสีแดงที่ห้อยลงจากคมเขี้ยวอันแหลมคม น้ำลายไหล
หยดลงกับพื้น มันมักจะส่งเสียงห่อนเป็นบางครั้ง
นี่เป็นสัตว์อสูรดุร้ายที่ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้นำมาเพื่อใช้เฝ้า
ระวังรักษาความปลอดภัย พวกมันความสามารถในการรับรู้ด้านกลิ่นและ
เสียงได้เป็นอย่างดี หากหลินหมิงมิได้มีเคล็ดวิชาปกปิดตัวตนที่ได้มาจาก
ไป่หลัว มันก็คงจะง่ายอย่างยิ่งที่สัตว์อสูรเหล่านี้จะค้นพบเขา
“หากยังมีสัตว์อสูรอยู่เช่นนี้ เช่นนั้นข้อมูลที่ได้มาก็ควรจะยังถูกต้อง
อยู่ ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้ของข้ามิได้เสียเปล่าเลยจริงๆ” มุมปาก
ของหลินหมิงยกขึ้นด้วยรอยยิ้ม