Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 448 บ่อน้ำพุโลหิต
“สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ คือ
ศักยภาพในการสังหาร เมื่อเหล่ยมู่ไปได้ฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพ
กาล’ ซึ่งยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’
ในแง่ของเคล็ดบ่มเพาะ ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ นั้นยังด้อย
กว่า ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ถ้าหากข้าใช้
เคล็ดบ่มเพาะของ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’
ควบคู่ไปกับทักษะสังหารของ ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ มันก็
ยังมีบางส่วนที่สอดคล้องกันอยู่…”
หลินหมิงคิดว่าถึงแม้เคล็ดบ่มเพาะเหล่านี้จะเป็นระดับสูง แต่มันก็
ค่อนข้างซับซ้อน มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีบางอย่างไม่สอดคล้องกัน
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงมิได้กังวลมากนัก เหตุผลที่เขาได้ศึกษา
‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ เป็นเพราะทักษะของมัน เมื่อใดที่
ทักษะของเข้าสู่ความสมบูรณ์ มันจะกลายเป็นกฎ
ตัวอย่างเช่น เมื่อหลินหมิงได้ใช้ง้าวบรรพกาลจู่โจมเพียงแค่ว่าความ
เข้าใจและระดับกรบ่มเพาะของหลินหมิงยังมิได้มากพอที่จะรู้แจ้งจน
สามารถใช้กฏได้ เขาเพียงแค่พึงพาพลังงานจากผนึกดูดกลืนโลหิตเพื่อให้
ใช้งานได้คล้ายกับการใช้กฎ
ถึงกระนั้น พลังของมันก็ยังน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง หากมิใช้เพราะ ‘เคล็ด
บ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ หลินหมิงคงสามารถสังหารได้เพียงแค่นักสู้
ขั้นปราณปลายฟ้า 2 คน – คนอื่นๆก็คงสามารถที่จะหนีไปได้
“ข้ามิรู้ว่าสงครามนี้จะดำเนินต่อไปอีกนานเพียงใด ข้ามิรู้ว่าแม่มู่
เชียนหยี่และซิงเซวียนกำลังทำสิ่งใดอยู่บ้างในตอนนี้…” ขณะที่หลินหมิง
กำลังคิดเรื่องนี้ เขาก็มองดูข่าวกรองภายในแผนหยกของตนเองและเริ่มที่
จะหาเป้าหมายต่อไปของตน…
……………………….
บนเกาะที่ห่างออกไป 3000 ลี้จากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ฉินซิงเซวียน
เพิ่งจะนั่งลงเบาะรองในห้องบ่มเพาะ พลังเพลิงต้นกำเนิดหมุนวนรอบตัว
นางเกิดเป็นวังวนและไหลเข้าไปในร่างของนางอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากที่ร่างกายของนางได้ผสานเข้ากับปราณโลหิตของวิหคเพลิง
ทั้ง 10 หยด นางจึงได้ความสามารถในการฝึกฝนแก่นหลักของ ‘เคล็ดบ่ม
เพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ เดิมทีฉินซิงเซวียนก็มีพรสวรรค์
ระดับ 6 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าการบ่มเพาะจะมิได้รวดเร็วในเริ่มแรก แต่นางก็
ได้เปลี่ยนแปลงขึ้นในทุกวัน และเป็นกระบวนการที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง
ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ระดับการบ่มเพาะของฉินซิงเซวียนใกล้จะเข้า
สู่ขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง
ส่วนใหญ่นี้เป็นเพราะ ฉินซิงเซวียนเพิ่งเริ่มฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะ
บัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ และยังดูดซับพลังเพลิงต้นกำเนิดได้
ค่อนข้างช้า นางฝึกฝนมานานพอและมีระดับการบ่มเพาะที่สูง บางทีนาง
อาจจะทะลวงระดับแล้วก็เป็นได้
“แม่นางฉิน เจ้ารู้สึกเช่นใดบ้างหรือ?”
มู่เชียนหยี่ยิ้มและที่นางเดิมเข้าไปยังห้องบ่มเพาะ ขณะที่นางมองไป
ยังวังวนพลังเพลิงต้นกำเนิดที่หมุนวนอยู่รอบฉินซิงเซวียน นางก็เกิดความ
พอใจและปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า
ถึงแม้สถานะของฉินซิงเซวียนในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นเพียงแค่
ศิษย์สาวใช้ นางเป็นทั้งสาวใช้และบริวารค่อยช่วยเหลืออยู่แล้ว นางจึง
มิได้ต้องการให้ฉินซิงเซวียนมาทำหน้าที่นั้น ด้วยสถานะและพรสวรรค์
ของฉินซิงเซวียน การที่นางได้รับปราณโลหิตของวิหคเพลิงถึง 10 หยดแต่
เพียงผู้เดียวย่อมถูกผู้อื่นนินทา
หยดปราณโลหิตของวิหคเพลิงสามารถเพิ่มทั้งอายุขัยและอนาคต
ให้กับนักสู้ได้ แล้วผู้ใดที่จะมิได้อิจฉาฉินซิงเซวียนบางเล่า?
ฉินซิงเซวียนจะติดตามมู่เชียนหยี่อยู่เสมอ และคำถามที่ที่นางได้
กล่าวถามมู่เชียนหยี่เป็นการส่วนตัวกับได้รับคำตอบทั้งหมด นางมีบริวาร
ค่อยช่วยในเรื่องชีวิตประวันที่ต้องการอีกด้วย และความเร็วในการบ่ม
เพาะของนางยังมากกว่าตอนที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ 2-3 เท่า
“ศิษย์พี่มู่” ขณะที่ฉินซิงเซวียนเห็นมู่เชียนหยี่เข้ามา นางก็รีบลุกขึ้น
ในทันที ถึงแม้พวกนางจะอยู่ด้วยกันมา 2 เดือนแล้ว นางก็ยังรู้สึกห่างเหิน
เมื่ออยู่หน้ามู่เชียนหยี่อยู่ดี
“แม่นางฉิน หลินหมิงได้ส่งจดหมายมา” มู่เชียนหยี่ยิ้ม เมื่อทั้งสองได้
พบหน้ากัน ก็มักจะรักษาความเคารพไว้เสมอ
“อ่า?” ฉินซิงเซวียนส่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ ความรู้สึก
ดีใจเกิดขึ้นในหัวใจของนาง
มู่เชียนหยี่หัวเราะเล็กน้อยและยิ้มกระดาษจดหมายออกมาจาก
แหวนมิติแล้วส่งให้กับฉินซิงเซวียน ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลินหมิงได้
ส่งจดหมายมาถึง 3 ฉบับในแต่ละครั้ง เขาส่งแต่ละฉบับให้มู่อี้หวง มู่เชียน
หยี่และฉินซิงเซวียน ถึงแม้ในจดหมายของฉินซิงเซวียนจะกล่าวถึงเพียง
เรื่องทั่วไปไม่มีอะไรสำคัญนัก แต่ฉินซิงเซวียนก็ยังอยากที่จะรู้ว่าหลินหมิง
หลินหมิงนั้นยังปลอดภัยดี
……………………..
ขณะที่หลายวันภายไป หลินหมิงก็ยิ่งสังหารนักสู้จากแดนปีศาจได้
มากขึ้นเรื่อยๆ ระดับการบ่มเพาะของเขายังอยู่ที่ขั้นปราณต้นฟ้าช่วง
ปลายเช่นเดิม แต่ความสามารถในการต่อสู้ของเขานั้นเพิ่มขึ้นไปอย่างมาก
เขามีเพียงดูดกลืนโลหิต 13 อันแล้ว แต่มีนเจิดจ้าและมีชีวิตชีวา และดุ
ร้ายขึ้นอีกด้วย
ขณะที่หลินหมิงสังหารได้มากขึ้นเรื่อยๆ ฉายาที่เรียกขานว่า ‘มาร
โลหิต’ ก็ได้กระจายออกไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าเข้าหูของผู้ที่อยู่เกาะ
แสงอุษา เขามีชื่อเสียงโดดเด่นยิ่งกว่า 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนปีศาจเสียอีก!
โดยปกติแล้วเมื่อ 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนปีศาจสังหารหน่วยหนึ่งก็จะมี
ผู้ที่หนีไปได้ ด้วย 3-5 ผู้เชี่ยวชาญขั้นปราณปลายฟ้าหนีไปคนละทิศทาง
มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะสามารถสังหารได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อมาร
โลหิตลงมือจะไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้ จึงไม่เหลือพยานใดๆอยู่เลย
การถูกมารโลหิตเข้าโจมตีหมายถึงจะถูกกำจัดจนหมดสิ้น
เกิดเป็นเหตุให้มี 2 หน่วยของดินแดนปีศาจรวมเข้าด้วยกัน ถึงแม้
พวกเขาจะมิได้ถือว่าเป็นหน่วยที่มีอันดับต้นๆ แต่ก็ยังมีนักสู้ถึง 15 คน
และ 5 คนในนั้นเป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า – นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงกลาง 1 คนและนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้น 4 คน แต่แม้ว่าหน่วย
จะมีจำนวนคนถึงเพียงนี้ หลังจากที่พวกเขาได้เจอกับมารโลหิต พวกเขาก็
ได้ถูกสังหารทั้งหมด! ไม่มีสามารถหนีไปได้แม้แต่ผู้เดียว!
หลังจากที่ข่าวได้แพร่กระจายออกไป นักสู้ทั่วทั้งเกาะแสงอุษาต่างก็
ตกตะลึง นักสู้ทั้ง 15 คนถูกสังหารจนหมด และปราณโลหิตของพวกเขา
ทั้งหมดก็ได้ถูกดูดไปจนเกลี้ยงอีกด้วย บางคนแม้จะอยู่ห่างไปถึงพันก้าวก็
ยังถูกตามไปสังหารจนสำเร็จ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นเตรียมตัวที่จะหนี
เอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดคือนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
ทั้ง 5 คนที่หนีไปคนละทิศทางก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถรอดไปได้ พวกเขาถูก
สังหารจนหมดสิ้น!
ต้องเป็นผู้มีพลังระดับใดกันจึงสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้?
เพราะแม้แต่นักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า 5 คนรวมพลังกันก็ยังมิสามารถ
ที่จะรอดไปได้ นอกจากหน่วยของ 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนปีศาจแล้ว หน่วย
อื่นมีความมั่นใจว่าจะสามารถรอดไปจากความน่าหวาดกลัวของปีศาจ
โลหิตหรือไม่?
หลังจากเหตุการณ์นี้ นักสู้แดนปีศาจก็ไม่ค่อยที่จะออกมาจากอาณา
เขตของตนเองเกิน 100 ลี้ ผลจากความหวาดกลัวมารโลหิตนั้นมากยิ่ง
กว่าของพันธมิตรร่วมสงความทั้งหมดรวมกันเสียอีก
มันดูเหมือนกล่าวเกินจริง แต่มันเป็นความจริงอย่างแน่นอน มันมีนัก
สู้แดนปีศาจที่ถูกสังหารโดยมารโลหิตเป็นจำนวนมากยิ่งกว่าพันธมิตรร่วม
สงครามทั้งหมดรวมกันเสียอีก
มันจะต้องรู้ด้วยว่าในการปะทะกันเช่นนี้ แม้สงครามจะดุเดือด แต่ผู้
ที่ตายนั้นมีไม่มาก การที่คนครึ่งหน่วยตาย ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่รุนแรง
อย่างยิ่ง แต่เมื่อหน่วยใดเผชิญหน้ากับมารโลหิต กลับถูกกำจัดจนหมดสิ้น
ไม่มีแม้กระทั้งโอกาสในการหนีรอด นี่จึงทำให้เกิดความสิ้นหวังเป็นอย่าง
ยิ่ง จนนักสู้แดนปีศาจไม่กล้าที่จะกล่าวขานนามของมารโลหิตออกมา
เล่นๆด้วยซ้ำ
…………………
มันเป็นเวลากลางดึก มีถ้ำลับแห่งหนึ่งของเกาะแสงอุษาในป่าจิต
วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หลินหมิงได้รอบเข้าไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าได้เข้าไป
ถึง เขาก็เอาแหวนมิติหลายอันออกมาจากกระเป่า เพียงแค่คิด ทุกอย่างที่
อยู่ภายในแหวนมิติเหล่านี้ก็ลอยออกมา
เป็นเพราะสงคราม เหล่านักสู้แดนปีศาจจึงค่อนข้างที่จะมั่งคั่ง
แน่นอน สิ่งเหล่านี้มีเพียงสมบัติธรรมดาของนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้า
หลินหมิงมิได้สนใจสิ่งเหล่านี้มากนัก
อย่างไรก็ตาม มันมีจำนวนค่อนข้างมาก หากนำมันไปแลกเปลี่ยน
เป็นหินลมปราณ มันก็จะได้รับเป็นจำนวนมากเช่นกัน ถึงแม้หลินหมิงจะ
มิได้ใช้หินลมปราณแท้ในตอนนี้ เขาก็อาจจะต้องใช้มันอนาคต หากเขารีบ
สะสมมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ มันก็จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญญาต่างๆในอนาคต
ได้
“มีหินลมปราณแท้ระดับกลางอยู่ประมาณ 3000 ก้อน โอสถและ
สมบัติอีกมากมาย ส่วนใหญ่เป็น อักษรรูนปีศาจ สมบัติโลหิตและอื่นๆ สิ่ง
เหล่ามีประโยชน์ต่อนักสู้วิถีมาร มันมิได้เหมาะแก่ข้าเลย”
หลินหมิงได้ฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะง้าวโลหิตล้างผลาญ’ และทำให้
รวบรวมปราณโลหิต สมบัติเหล่านี้ไม่สามารถช่วยกักเก็บปราณโลหิต
ให้กับเขาได้นาน มันจึงไร้ประโยชน์สำหรับเขานั่นเอง
หลินหมิงได้สำรวจและแยกประเภทสิ่งต่างอย่างรวดเร็ว หิน
ลมปราณแหวนมิติหนึ่ง ส่วนสิ่งของมีค่าอื่นใส้รวมกัน
หลินหมิงที่ได้รวบรวมสิ่งต่างๆแล้ว เขาก็ได้เปิดใช้งานเคล็ดวิชา
เคลื่อนไหวและมุ่งหน้ากับไปยังฐานของตน
“ง้าวคลั่ง! ท่านออกไปฝึกฝนมาอีกแล้วหรือ ฮ่าฮ่า!” ชายเครายาว
ยิ้มและคารวะ หากเขานั้นคารวะทุกคนในหน่วย คงจะถูกล่อเป็นแน่และ
เขานั้นมักจะกล่าวว่าการฝึกฝนนั้นดีกว่าการนั่งบ่มเพาะเพียงอย่างเดียว
เขานั้นมิได้กล่าวอย่างสุภาพกับหลินหมิงเช่นนี้ก่อน
ในหลายเดือนที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของหลินหมิงนั้นได้เป็นที่
ประจักษ์แก่ทุกคน มันมิใช่เพียงแค่ตอนที่อยู่ป่าจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แต่
ทุกครั้งที่หลินหมิงได้ไปร่วมต่อสู้กับหน่วยขวานเพลิง เขาก็จะแสดงพลัง
และความก้าวหน้าออกมาเรื่อยๆ ความจริงแล้ว มันมีช่วงเวลาที่หากมิได้
หลินหมิงช่วยไว้ ชายเคราใหญ่ก็คงต้องตกตายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลัง
ความสามารถในการต่อสู้หรือมุมมองในสนามรบ หลินหมิงก็เป็นอันดับ
ต้น ทุกคนย่อมดีใจที่มีสมาชิกเช่นนี้อยู่ในหน่วยของตน
น่าเสียดายที่หลินหมิง มิได้มีเวลาอยู่ร่วมกลุ่มกลุ่มนัก เขามักจะ
ออกไปฝึกฝนอยู่ผู้เดียวเสมอ
“หัวหน้า ข้าคิดว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของง้าวคลั่งคงจะยอด
เยี่ยมยิ่งกว่านี้!” ชายเคราใหญ่กล่าวออกมาเสียงดังขณะที่กำลังยกแก้ว
ไวน์ดื่มและรินแก้วใหม่ต่อ
“อืม ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของง้าวคลั่งนั้นล้ำลึก เขาสามารถที่จะ
เอาชนะนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าช่วงต้นด้วยตัวคนเดียว ความจริงแล้ว เขา
อาจที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าฝนม่วงอีก แต่ง้าวคลั่งนั้นพยายามถ่อมตน เจ้า
น่าจะได้เห็นผลการทดสอบความแข็งแกร่งทางกายของเขาด้วยตาตนเอง
เขาได้คะแนนมากว่า 100,000 แต้มเล็กน้อย ซึ่งมันมากกว่าความ
แข็งแกร่งทางกายของทหารชั้น 1 เสียอีก”
“เขานั้นน่าจะเป็นศิษย์สายตรงของสำนักใหญ่ หรือแม้กระทั่งศิษย์
สืบทอดของผู้เชี่ยวชาญระดับสูงบางคน เขานั้นมิได้สนใจในสิ่งที่เรียกว่า
แต้มความสำเร็จของกองทัพด้วยซ้ำ”
“ฮ่าฮ่า กล่าวถึงการมิได้สนใจแต้มความสำเร็จของกองทัพ ข้าก็
สงสัยยิ่งนักว่าผู้เชี่ยวชาญมารโลหิตคือผู้ใดกันแน่ ในการที่เขาสามารถ
สังหารนักสู้จากแดนปีศาจได้นับไม่ถ้วน – จำนวนแต้มความสำเร็จของ
กองทัพก็คงจะมากมายมหาศาล นักสู้แดนปีศาจมิกล้าที่จะโผล่ออกมา
เพราะพวกมันกลัวที่จะถูกเขาสังหาร”
“มารโลหิตนั้นน่าจะเป็นอัจฉริยะที่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า
เพราะหากเป็นปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้คงไม่มาทำเรื่องที่ไม่
สำคัญกับระดับของตนอยู่เช่นนี้แน่”
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ถึงแม้ตัวตนของหลินหมิงที่เป็นมารโลหิตจะมีชื่อเสียงบนเกาะแห่งนี้
ในเวลาเดียวกันกับที่หลินหมิงมา แต่ก็มิได้มีผู้ใดสงสัยเขา เพราะระดับ
การบ่มเพาะของหลินหมิงนั้นเห็นได้ชัด แล้วเหตุใดขวานเพลิงหรือผู้อื่นใน
หน่วยจะไปคิดได้ว่านักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายจะไปมีความแข็งแกร่ง
เช่นเดียวกับมารโลหิตได้กันเล่า?
……………
ในตอนนี้ ณ ฐานของนักสู้แดนปีศาจ นักสู้ที่ผอมราวกับศพถือถ้วยที่
เต็มไปด้วยของเหลวสีแดงที่เปล่งพลังโลหิตออกมา ของเหลวสีแดงที่น่า
ตกใจคือโลหิต
ต่อหน้าของนักสู้ที่ผอมราวกับศพมีชายสีผิวซีดนั่งอยู่ ชายสีผิวซีดผู้นี้
ปิดตาอยู่ “นักสู้ฝ่ายเราหลายคนได้ออกไปจากเกาะแสงอุษาแล้ว เป็น
เพราะตัวตนของมารโลหิตจึงได้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ มันไม่ได้ประโยชน์
อันใดที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป”
นอกจากหลินหมิง นักสู้หน่วยอื่นมิกล้าที่จะออกไปตามลำพัง โดย
ปกติแล้ว มันหมายความว่าพวกเขาไม่อยากที่จะทำเช่นนั้นนั่นเอง
หลังจากที่นักสู้ผิวซีดดื่มโลหิตจนหมดแก้ว เขาก็เลียลิ้นของตนและ
กล่าวว่า “ข้าอยากที่จะเจอกับมารโลหิต มันดูเหมือนว่าเขาพยายามที่จะ
หลีกเลี่ยงพวกเรา มิเช่นนั้น เขาคงไม่อาจที่จะเลี่ยงสายสืบของพวกเราได้
ตลอดเช่นนี้ หากเขากล้าจริง ป่านคงจะมาหาพวกเราแล้ว! หรือพูดอีก
อย่างก็คือ เขาหวาดกลัวพวกเรา!”
“เขาอาจที่จะมิได้หวาดกลัวพวกเรา แต่เกรงว่าอาจจะมิสามารถ
สังหารพวกเราได้ทั้งหมด… หรือว่าเจ้าได้พบการเคลื่อนไหวอันใดของมาร
โลหิจ เขานั้นมิได้ทิ้งร่องรอยอันใดไว้มิใช่หรือ? ราวกับว่าเขานั้นมีวิชาลับ
บางอย่างที่กลัวจะถูกค้นพบ…”