Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 46 ยาโอสถล้ำค่าทั้งสอง
ถ้าเป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไปแล้วละก็คงจะสั่นกลัวเหมือนถูกแช่แข็ง
ไปแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารถึงเพียงนี้ ผู้
เฒ่าซูดูเหมือนกับว่าจะสามารถพุ่งเข้ามาโจมตีได้ทุกเมื่อ แต่หลินหมิงก็ยัง
ไม่ได้แสดงสีหน้าที่หวาดกลัวแต่อย่างใด ถึงพลังของผู้เฒ่าซูจะเหนือกว่า
เขาเป็นอย่างมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเซียนที่สามารถเหาะเหินไปมาได้
ตามใจปรารถนา เหมือนกับนักรบที่อยู่ในแดนเทวะที่เขาเห็นในนิมิต
นักรบพวกนั้นสามารถแยกมหาสมุทรหรือทลายภูเขาทิ้งได้ในพริบตา ผู้
เฒ่าซูเป็นได้เพียงแค่เศษเสี้ยวของนักรบเหล่านั้น และยิ่งกว่านั้นถ้าหาก
หลินหมิงแสดงอาการหวาดกลัวแล้วละก็ เขายังจะสามารถเดินบนวิถีแห่ง
การต่อสู้ได้อีกงั้นหรือ
เมื่อเห็นว่าการใช้จิตสังหารข่มหลินหมิงไม่ได้ผล ผู้เฒ่าซูก็ยิ่งรู้สึก
โมโหขึ้นมาอีก แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับอะไรไปมากกว่านี้ เขาก็รู้สึกได้ว่ามี
เงาพุ่งผ่านเขาไป
“ซูเฟิงหยวนนี่ท่านคิดจะรังแกเด็กตัวน้อยๆอย่างนั้นรึ สมกับที่เป็น
ท่านเสียจริง” ศัตรูของเขาไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซันไซฟาน ผู้เฒ่าซันไม่
ยอมให้ผู้เฒ่าซูได้ทำอะไรตามใจชอบ เขาพุ่งมาตรงหน้าหลินหมิงในทันที
เมื่อได้เห็นผู้เฒ่ามายืนอยู่ข้างหน้า หลินหมิงก็รู้สึกได้ว่าแรงกดดัน
จากจิตสังหารหายไปแล้ว
จากตอนที่หวังหยานเฟิงได้ใช้พลังของมันเพื่อโจมตีหลินหมิง เหมือน
เป็นการพลิกผันอย่างรุนแรง เมื่อหลินหมิงได้ทำร้ายหวังหยานเฟิงจน
บาดเจ็บสาหัสและผู้เฒ่าทั้งสองคนก็ได้โผล่ขึ้นมาบนเวที ซึ่งเรื่องทั้งหมด
นั้นเกิดขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็วมากหลินหมิงในตอนนี้ได้พัฒนาไปไกล
มากแล้ว
แต่ถึงอย่างไรก็ตามในตอนนี้เขาก็ได้เป็นศัตรูกับสองคนนั้นเรียบร้อย
แล้ว ชีวิตในอนาคตของเขาคงไม่ราบรื่นเท่าไรนัก
ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาจากฐานะที่ยากจนนั้น ต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
หลินหมิง ตระกูลของพวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ต่างจากหลินหมิงนัก พวกเขา
เองก็รู้สึกทรมานที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับพวกตระกูลขุนนางที่มีทั้งเส้นสาย
และเงินทอง
เมื่อได้เห็นผู้เฒ่าซันไซฟานเข้ามาปกป้องหลินหมิงเอาไว้แล้ว ผู้เฒ่าซู
ก็ได้แต่ฮึดฮัดด้วยความเคียดแค้นและโบกมือเป็นเชิงให้หวังบานเฟิงตาม
เขาออกจากเวที แต่ในตอนนั้นหลินหมิงก็ได้พูดว่า “ผู้เฒ่าซู รอเดี๋ยว
ก่อน”
“หืมม” ผู้เฒ่าซูหันกลับมาด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง เขาไม่คิดว่าหลินหมิ
งจะกล้าพอที่จะเรียกเขาด้วยซ้ำ ซึ่งคนส่วนใหญ่เมื่อได้เห็นคนระดับนี้แล้ว
ละก็คงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาอยู่เงียบๆไปเท่านั้น แต่หลินหมิงกลับเรียก
เขาไว้ ช่างโง่ซะจริงๆ เขาตอบกลับไป “เจ้าต้องการจะพูดอะไร”
“ก่อนที่ข้ากับหวังหยานเฟิงจะสู้กัน พวกเราได้ตกลงกันไว้ว่าไม่ใช่แค่
ข้าจะได้เป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น แต่เขายังจะให้ยาโอสถพญางูทองคำ ที่
เป็นรางวัลที่อันดับสองจะได้รับกับข้าอีกด้วย แต่เพราะท่านกำลังพาเขา
ไป ข้าจะไปรับมันด้วยตัวเองก็ได้”
หลินหมิงได้พูดทุกอย่างไปหมดแล้ว ถึงยังไงมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้า
หากเขาไปทวงในขณะที่ไม่มีฝูงชนแล้วละก็ เขาไม่มีทางที่จะได้มันมา
ง่ายๆแน่นอน
ในตอนนี้หวังหยานเฟิงก็ได้หมดสติไปแล้ว การพ่ายแพ้ในครั้งนี้อาจ
ทำให้เขาไม่อยากตื่นขึ้นอีกเลยก็เป็นได้ เมื่อได้ยินหลินหมิงพูด เขาก็ได้
กระอักเลือดเพิ่มออกมาอีก ถึงแม้ว่ามันจะมิใช้รางวัลของอันดับหนึ่งแต่
มันก็ถือเป็นของล้ำค่า แม้แต่กับตระกูลหวังแห่งเมืองเยว่ลู่ที่เป็นถึงตระกูล
ขุนนางเก่าแก่มายาวนาน มันมีราคาสูงลิบลิ่วแทบไม่มีทางที่ตระกูลหวัง
แห่งเมืองเยว่ลู่จะมีทรัพย์สินมากพอที่จะหาซื้อมันได้ในตอนนี้ ยิ่งไปกว่า
นั้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาหวังหยานเฟิงเองก็ได้ใช้เงินไปเป็น
จำนวนมาก ซึ่งถ้าหากเขาไม่ได้นำยานี้กลับไปด้วยละก็ เขาและตระกูล
ต้องขาดทุนย่อยยับเป็นแน่
“แกมันสมควรตาย”หวังหยานเฟิงสาปแช่งหลินหมิงอยู่ในใจ มันจ้อง
ไปที่หลินหมิงด้วยความเกลียดชัง แต่สัญญาก็ต้องเป็นสัญญา คงเป็นเป็น
ไม่ได้ที่จะคืนคำ
“ข้าได้สู้กับผู้คนมามากมาย ทั้งจูเอี๋ยน,หวังยี่เกา,หวังหยานเฟิง พวก
เขาเหล่านี้ล้วนมาจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น แต่สำหรับหวังยี่เกามันอาจจะ
ต่างออกไป จากเรื่องในครั้งก่อนมันคงไม่กล้ากลับมาหาเรื่องข้าอีก แต่กับ
จูเอี๋ยนและหวังหยานเฟิงที่เป็นศิษย์ในสำนักแห่งนี้ พวกมันทั้งสองจะต้อง
หาทางแก้แค้ข้าเป็นแน่ ในอนาคตคงจะต้องมีการล้างแค้นเกิดขึ้นอีก ”
“เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วสิ่งที่สำคัญคือข้าจะต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองให้
เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในตอนนี้ข้ายังเทียบจูเอี๋ยนไม่ได้ แต่กับหวังห
ยานเฟิงโชคดีที่มันดูถูกพลังของข้ามากเกินไป มันคิดว่าพลังของมันจะ
ทวีคูณขึ้นหลายเท่าเมื่อได้ใช้เคล็ดบ่มเพาะผสานรวมกับดาบหายากและ
คิดว่าข้าไม่มีทางรอด บางทีข้าเองก็ควรอาวุธหายากเช่นนั้นมาใช้บ้าง”
หลินหมิงคิดอะไรๆไปอย่างเรื่อยเปื่อย พรุ่งนี้เขาก็จะได้เข้าสำนักเจ็ด
แก่นแท้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นจุดๆเดียวกับที่จูเอี๋ยนยืนอยู่
ในตอนนี้ เมื่อครึ่งปีก่อนจูเอี๋ยนเองก็มีการฝึกฝนบนจุดสูงสุดของขั้นที่สาม
ขณะที่เข้าสำนักแห่งนี้ เขาจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากที่ได้เห็นผู้เฒ่าซูเดินจากไป ผู้เฒ่าซันก็มองไปหาหลินหมิง
ด้วยความประหลาดใจและยากที่จะเชื่อ
ถ้าหากหลินหมิงจะใช้ท่าลับอะไรซักอย่างที่ทรงพลังในการเอาชนะ
หวังหยานเฟิง เขาจะไม่แปลกใจมากเท่าไหร แต่นี้หลินหมิงไม่ได้ใช้อะไร
เลยนอกจากหมัดกับเท้า ไม่ได้ใช้อย่างอื่นนอกจากร่างกายของตนเอง
ต่อกรกับหวังหยานเฟิงทีมีดาบหายาก
คงจะบอกได้แค่ว่าหลินหมิงต้องฝึกหนักเป็นเวลานานมากทีเดียวถึง
จะทำอะไรแบบนั้นได้ การที่จะพุ่งเข้าโจมตีจุดอ่อนของดาบด้วยความ
แม่นยำเช่นนั่น ไม่ต่างอะไรกับการจับลูกธนูที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วเอาไว้ได้
เลย
ประสบการณ์แบบนั้นเป็นอะไรที่ไม่สามารถประเมินได้ด้วยอายุเลย
เขาพึ่งจะอายุปี15ปีเป็นไปไม่ได้ที่จะมีประสบการณ์ต่อสู้มามากมายถึง
เพียงนี้ อัจฉริยะจริงๆ!!
คนบางคนก็เป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ บางคนสามารถรับรู้ได้ถึงการ
มีอยู่ของทุกคนในสนามรบด้วยซ้ำ ถ้าต้องเจอคนแบบนั้น ไม่อยากคิดเลย
ว่าศัตรูของพวกอัจฉริยะจะถูกจัดการได้เร็วเพียงใด
ผู้เฒ่าซันครุ่นคิดเล็กน้อยและกล่าวกับหลินหมิง “ตามข้ามาสิ”
“ขอรับ” หลินหมิงพึ่งนึกได้ว่าทิศทางที่ผู้เฒ่าซันเดินไปนั่นไม่ใช่ทาง
ที่จะไปรับเอารางวัลซะด้วย เขารู้สึกสงสัยอยู่ในใจ
“หลินหมิง เจ้ามาทดสอบพรสวรรค์พลังวิญญาณกับข้าหน่อย”
“เจ้าสามารถขึ้นไปได้ถึงชั้นห้าทั้งยังสามารถเอาชนะหวังหยานเฟิง
ได้อีก”
นี่เป็นห้องที่เงียบสงบและมีพื้นเป็นหินสีฟ้า จูเอี๋ยนยืนอยู่ตรงกลาง
ห้องโดยมีคนยืนอยู่รอบข้างเขา คนพวกนั้นก็คือคนรับใช้ของเขาเอง แต่
แม้แต่คนรับใช้ของเขาก็ยังมีการฝึกฝนในขั้นที่สาม
คนรับใช้ของจูเอี๋ยนกับหวังหยานเฟิงแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คง
เป็นเพราะตระกูลจู้มีเชื้อสายใกล้ชิดกับกษัตริย์และทรงอิทธิพลกว่า
ตระกูลหวัง
ถึงแม้จูเอี๋ยนจะไม่ได้อยู่ดูหลินหมิงก็ตาม แต่เขาก็ได้ส่งคนรับใช้มาดู
ให้แทน ทันทีที่การต่อสู้สุดท้ายหลินหมิงจบลง มันก็ได้กลับไปรายงานให้
จูเอี๋ยนทราบทันที
“ไอ้นรก ไม่คิดเลยว่ามันจะซ่อนลูกเล่นอะไรไว้มากมายถึงเพียงนี้”
“ปังงง” จูเอี๋ยนออกหมัดต่อยไปยังกำแพงไม้ ถึงกำแพงนั่นจะ
แข็งแรงก็ตาม แต่ยังก็ยังต้องแยกออกเป็นเสี่ยงๆด้วยน้ำมือของจูเอี๋ยน
มันสามารถบ่งบอกได้เลยว่าหมัดของจูเอี๋ยนอยู่ในขั้นที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
มันคงมีพละกำลังราวๆ 4000 จิน แม้ว่าเมื่อเทียบกับหลิงเซ็นแล้วจะ
ยังด้อยกว่าบ้าง แต่มันก็ยังถือว่าสูงมากอยู่ดี
“ไอ้หวังหยานเฟิงมันชะล่าใจเกินไป มันทั้งมีเคล็ดบ่มเพาะ‘สัจธรรม
ทั้งเก้า’และ‘เจ็ดเก้าแห่งศัทธา’ ทั้งยังเปิดใช้อักขระจารึกได้ถึง9อักขระ
แต่ก็ยังแพ้ให้กับไอ้หลินหมิงอีกงั้นรึ ”
คนรับใช้กล่าว “นายท่าน หลินหมิงยังไม่ได้ใช้เคล็ดบ่มเพาะหรือ
อาวุธ เขาแค่ต่อยแล้วก็เตะ การเคลื่อนไหวของเขาทั้งธรรมดาและ
ตรงไปตรงมา ไม่ได้มีลูกไม้ใดใด”
“อะไรนะ มันเป็นไปได้ยังไง” จูเอี๋ยนเชื่อไม่ลง
“คนรับใช้คนนั้นมีสายตาที่ธรรมดาเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไปและไม่
เห็นว่าหลินหมิงใช้พลังอะไร แต่ยังไงเขาก็สามารถจัดการกับ ‘สัจธรรมทั้ง
เก้า’ ได้”
“ เขาทำลาย‘สัจธรรมทั้งเก้า’ได้งั้นรึ ” จูเอี๋ยนรู้สึกตกใจเป็นอย่าง
มาก กระบวนท่าแต่ละท่าต่างก็มีจุดอ่อนของมัน แต่ถึงยังไรจุดอ่อนพวกนี้
ก็ถูกปิดไว้เป็นความลับยากที่จะหาพบ หลินหมิงเป็นเพียงเด็กจากตระกูล
หลินเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้ถึงจุดอ่อนของมัน และเอาชนะ‘สัจธรรมทั้ง
เก้า’ ได้
นี่ข้าฝันไปหรือไง
จูเอี๋ยนไม่เข้าใจว่าทำไม แต่แล้วคนรับใช้ก็กล่าวขึ้นมา “นายท่าน ข้า
ยังได้รู้มาอีกว่าหลังปราณของหลินหมิงนั้นบริสุทธิ์ยิ่ง เขาไม่เหมือนกับคน
ที่มีการฝึกฝนขั้นที่สองคนอื่นๆ”
จูเอี๋ยนตอบกลับมา “ข้ารู้อยู่แล้วไม่มีอะไรให้น่าตกใจเลย เจ้าเด็กคน
นี้อาจจะค้นพบกระบวนท่าที่ทรงพลังบางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นความขยัน
เองก็เป็นส่วนสำคัญ แม้แต่หมาบ้าก็อาจกลายเป็นราชสีห์ได้ถ้าหากฝึกฝน
มากๆเข้า”
“อาจเป็นเพราะโชคดีของมัน เพราะพรสวรรค์ของมันที่ต่ำต้อยเพียง
ขั้นที่สามของมันไม่มีทางที่จะเก่งกล้าขึ้นมาได้แน่ มันก็แค่โชคดีที่หวังห
ยานเฟิงประมาทเกินไป”
จู้กำหมัดแน่น จริงๆแล้วเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับหลินหมิง ไม่คิดว่า
จะต้องมานั่งจำชื่อคนอย่างมันด้วยซ้ำ ทั้งๆที่อายุก็น้อยกว่าถึงสองปี ทั้ง
ระดับการฝึกฝนก็ต่ำว่าหลายขั้น คงจะเป็นเพราะหลานอวิ๋นเยว่ที่ทำให้จู
เอี๋ยนรู้สึกกังกลได้ถึงขนาดนี้ ไอ้หลินหมิง แกมันก็ไอ้ขี้เรื้อนดีดีนี้เอง