Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 475 สามผู้ทรยศ
ตอนนี้ กองกำลังภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้มีฝีมือด้านการต่อสู้ที่
สูงที่สุดคือมู่เชียนหยี่และมู่ปิงอวิ๋น หากทั้งสองโจมตีร่วมกันแล้วพวกเขา
จะต่อต้านผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางได้ สำหรับกองกำลัง
ใหญ่ที่มีพลังต่อสู้เล็กน้อยนั้นเป็นวิกฤตจริงๆ ก่อนอื่นพวกเขาต้องหาที่
ปลอดภัยเพื่อฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บของพวกเขาก่อน
มู่ชิงอีให้จางเจิ้นดูและอาวุโสเจ็ด และเขาดูแลอาวุโสเก้าด้วยตัวเอง
หลินหมิงถูกดูแลโดยเชียนหยี่และพวกเขาได้เปิดใช้ทักษะเคลื่อนไหวและ
จากไปอย่างรวดเร็ว
นักบวชเครายาวจากมหาวิหารเซนได้เห็นและก้มศีรษะลงท่องบท
สวด มันทำให้ดูไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“ศิษย์พี่ พวกเราควรปล่อยไปกับพวกเขาไปเช่นนั้นหรือ?” ชายวัย
กลางคนผู้สวยเสื้อคลุมยาวสีขาวกล่าว “เด็กหนุ่มที่ชื่อหลินหมิง ดู
เหมือนว่าเขาจะมีเคล็ดลับบางอย่างที่ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงกฏการ
ยับยั้งของโลกใบนี้ได้ หากพวกเราสามารถได้รับเคล็ดลับนี้ พวกเราก็
สามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งขั้นหลอมรวมแก่นแท้ได้…”
“ศิษย์น้องเหยียนคง อย่าพยายามโต้แย่งอะไรอีกเลย ความโลภเป็น
เพียงปีศาจภายใจหัวใจที่จะกลืนกินวิญญาณของท่าน คงบอกได้เพียงแค่
เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นเหมือนกับมังกรที่ซ่อนอยู่ในสระ หากพวกเราจะไป
ขัดขวางเขาก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการจัดการเขา นอกจากนั้น
มหาวิหารเซนของพวกเราจะไม่มีสันติอีกต่อไป ศิษย์น้อง ท่านต้องการให้
อนาคตของมหาวิหารเซนของพวกเราเป็นเหมือนกับดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้และทำสงครามกับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”
เหยี่ยนคงตกตะลึง เขากล่าวทันที “คำสอนของศิษย์พี่เป็นแนวทางที่
ถูกต้อง”
“สำหรับวิชาลับนั้น แม้ว่าจะมีมันอยู่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเรา
สามารถฝึกได้ภายในหนึ่งวันหรือสัปดาห์ มันจะไม่ช่วยอะไรพวกเราเลย
ในโลกที่ล่มสลายนี้ พวกเราต้องรักษาความสงบด้วยหัวใจของพวกเขา มิ
เช่นนั้นพวกเราจะต้องเจอกับภัยพิบัติ”
“เข้าใจแล้ว ศิษย์พี่”
……………
เสียงหวีดลมผ่านหลินหมิง ร่างกายของเขาในตอนนี้อ่อนแอเกินไป
จากแรกเริ่มแล้วเขาถูกประคองโดยมู่เชียนหยี่ ท้ายที่สุดเขาก็พิงมู่เชียน
หยี่และนางก็อุ้มเขาขึ้นขี่หลังของนาง
ในขณะที่ทิวทัศน์ผ่านเขาไป กลิ่นหอมอ่อนๆก็ลอยขึ้นมาในอากาศ
และแตะจมูกของหลินหมิง ขณะที่หลินหมิงยังคงนอนอิงอยู่บนแผ่นหลังที่
อ่อนนุ่มของมู่เชียนหยี่ทำให้ตอนนี้เขาผ่อนคลายอย่างมาก
กลิ่นได้เข้าไปในจมูกและปากของเขา คลื่นความรักได้ถูกเติมเต็มเข้า
ไปในจิตใจของเขา สติของหลินหมิงค่อยๆเลือนรางลง
ขณะเสียงแผ่วเบาได้เข้ามายังหูของหลินหมิง เขาต้องการที่จะ
ตอบสนอง แต่ในตอนนี้มันดูเหมือนว่าโลกกำลังค่อยๆจางหายไปจากเขา
…
“หลินหมิง… ท่าน… ” ขณะที่มู่เชียนหยี่รู้สึกถึงหลินหมิงที่อยู่บน
แผ่นหลังของนาง นางผู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆที่คอของนาง และความรู้สึก
ตื่นเต้นกระจายไปทั่วแผ่นหลังของนาง นางจึงเรียกหลินหมิงออกไป แต่ดู
เหมือนเขาจะสลบไปแล้ว และเสียงของนางไม่สามารถปลุกเขาได้
“มีพื้นที่เปิดข้างหน้านั้น พวกเราจะพักผ่อนที่นั้น ทุกคนระวังตัวให้
มากๆด้วยละ” มู่ชิงอีกล่าว
“อืม”
ขณะที่ศิษย์ 20คนอยู่ในพื้นที่เปิดโล่ง มู่เชียนหยี่ได้วางหลินหมิงลง
ตอนนั้นหน้าผากของหลินหมิงเต็มไปด้วยเหงื่อและริมฝีปากของเขาขาว
ซีด เขาอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากดูเหมือนกับไก่ที่ถูกทุบตีทั้งตัว
สำหรับเหล่าศิษย์รอบๆ ตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมและ
หวาดกลัวขณะมองไปยังหลินหมิง
ไม่ว่าหลินหมิงจะใช้กฏพิเศษของโลกนี้จึงได้เปรียบ แต่ความจริงที่ไม่
สามารถปฏิเสธได้คือเขาสังหารเหลียนเฉิงจี๋ผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่น
ทั้งช่วงกลางโดยไม่ลำบากมากนัก สำหรับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายที่
จะสังหารผู้ใดสักคนที่อยู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางนั้นเป็นเรื่องที่
แทบไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว!
หากมันไม่ใช่เพราะหลินหมิงที่เปลี่ยนกระแสการต่อสู้ในตอนนั้น
และขับไล่ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ ผลลัพธ์การต่อสู้อาจจะคาดไม่
ถึงแน่นอน!
เป็นไปได้ที่เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์จะถูกสังหารทั้งหมด!
มู่ชิงอีกล่าวว่า “ช่วยหลินหมิงฟื้นตัว เขากินโอสถโลหิตสีชาติไปทำ
ให้เขาอ่อนแอเป็นเวลานานมาก”
“อืม” ปราศจากความลังเล มู่เชียนหยี่หยิบโอสถหยางผันแปรออก
จากแหวนมิติและป้อนให้หลินหมิง ด้วยฐานะนักบุญของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์แล้ว เป็นธรรมดาของมู่เชียนหยี่ที่มีโอสถหยางผันแปรอยู่กับนาง
หลังจากที่กินโอสถหยางผันแปรไปสองเม็ด จะทำให้อ่อนแอน้อยลง
แต่ในตอนนี้ โอสถที่ดีที่สุดยังคงเป็นโอสถหยางผันแปร
ขณะโอสถหยางผันแปรเข้าไปยังปากของหลินหมิง มันหลอมเข้ากับ
กระแสพลังภายในร่างกายของหลินหมิง เพราะหลินหมิงยังคงไม่ได้สติ มู่
เซียนหยี่อยู่เคียงข้างเขาคอยโคจรพลังของนางเพื่อช่วยรักษาเขา
หลังจากไม่ได้ต่อสู้ ผลลัพธิ์ของโอสถหยางผันแปรก็ดีอย่างมาก
สภาพของหลินหมิงในตอนนี้ดูน่าอนาถอย่างยิ่ง โอสถโลหิตสีชาติ
เป็นโอสถที่ลดศักยภาพของสายเลือด แม้แต่หลินหมิงที่มีพลังชีวิตที่มาก
จนน่าทึ่ง ตอนนี้มันร้อนแล้วเหือดแห้ง ริมฝีปากของเขาสั่นเหมือนกับเขา
เจ็บปวดราวกับอยู่ในช่วงอันตราย
ขณะที่มู่เชียนหยี่มองเห็นหลินหมิงเช่นนี้ นางรู้สึกหดหู่ใจมาก
มู่ปิงอวิ๋นเดินผ่านไปเงียบๆและมอบขวดเล็กๆให้แก่นมู่เชียนหยี่
“ศิษย์พี่… เกล็ดน้ำแข็งมรกต”
มู่ปิงอวิ๋นไม่ได้เรียกมู่เชียนหยี่ว่าพี่สาว แต่แทนด้วยศิษย์พี่ หลังจากที่
สองพี่น้องเกิด พวกนางถูกส่งไปยังแผนกวิหคเพลิงและวิหควารีเมื่อตอน
โตขึ้น เวลาส่วนมากถูกใช้ไปกับการบ่มเพาะพลังทำให้ทั้งสองแทบไม่มี
โอกาสได้พบเจอกัน นอกจากนั้นเนื่องจากการวิธีบ่มเพาะของมู่ปิงอวิ๋นทำ
ให้นางมีบุคลิกที่เฉยเมย ความสนิทสนมของพี่น้องระหว่างนางและมู่
เชียนหยี่มีน้อยมาก
“ขอบคุณ” มู่เชียนหยี่รับขวดเกล็ดน้ำแข็งมรกต นี่เป็นโอสถที่มีค่า
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแผนกวิหควารี มันเคยถูกใช้เพื่อเลี้ยงดูทะเล
แห่งจิตวิญญาณ และเป็นโอสถที่มีคุณภาพสูงในด้านการรักษาอาการ
บาดเจ็บทางวิญญาณ
โอสถเช่นโอสถโลหิตสีชาดและอื่นๆที่ใช้เพื่อกระตุ้นขีดจำกัดของ
ศักยภาพมีผลให้คลั่งหรือมึนงง นี่จะมีผลให้จิตวิญญาณของนักสู้ถูก
กระตุ้นเป็นอย่างมาก และมันทำให้เกิดความเสียหายต่อวิญญาณเล็กน้อย
แน่นอนว่าโอสถโลหิตสีชาติเป็นโอสถที่มีคุณภาพสูง และทะเลแห่ง
จิตวิญญาณของหลินหมิงแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง ความจริงความเสียหายนี่
ไม่ถือว่ามากมายนัก อย่างไรก็ตาม หลินหมิงสำคัญมากต่อเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นมู่ปิงอวิ๋นจึงส่งขวดเกล็ดน้ำแข็งมรกตให้รักษาอย่างไม่
ลังเล
มู่ชิงอีได้วางอาวุโสเก้าลงและให้โอสถรักษาจำนวนหนึ่ง ครั้งนี้
สถานการณ์ออกมาดีเพราะความช่วยเหลือของอาวุโสเก้าและอันดับเจ็ด
และที่น่าแปลกใจคืออาวุโสเจ็ดไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสายเลือดมู่
นี่เป็นเหตุให้มู่ชิงอีถอนลมหายใจ ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เหล่า
อาวุโสที่ไม่ได้มีสกุลมู่มีอิทธิพลและพลังน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในตระกูล อย่างไร
ก็ตามมันสำคัญอย่างมากในช่วงความเป็นความตาย มู่ชือหั่วและมู่เห
ยียนจัว ทั้งคู่ต่างทรยศต่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ภายใต้แรงกดดันจากดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ คนที่พาตัวพวก
เขาเข้าสู่การต่อสู้คืออาวุโสคนหนึ่งที่ไม่ใช่คนสกุลมู่ หากไม่ใช่เพราะ
หลินหมิงพลิกสถานการณ์การต่อสู้ เป็นไปได้ที่จะมีอาวุโสหลายคนตก
ตาย พวกเขาอาจถูกกำจัดไปอย่างสมบูรณ์!
กล่าวได้ว่าอาวุโสเจ็ดได้เสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งมันเป็นสิ่ง
ที่หายากอย่างมาก
“อาวุโสจาง ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ ผู้ทรยศมู่ชือหั่วและมู่เหยียนจัว
ได้ทรยศพวกเรา สำหรับอาวุโสจางที่ช่วยเหลือเราในครั้งนี้ ข้ายินดีอย่าง
ยิ่งที่ได้รับความเมตตาจากท่าน ข้าจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้ หากข้ายังคงมีลม
หายใจอยู่ เมื่อข้าได้จากโลกนี้ไป ข้าจะพูดถึงการกระทำของอาวุโสจางต่อ
หน้าบรรพบุรุษ!”
อาวุโสจางส่ายศีรษะของเขาและกล่าวว่า “อาวุโสมู่สุภาพเกินไปแล้ว
ชายชราผู้นี้ยังคงเป็นคนหนึ่งของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าชายชราผู้นี้
จะไม่ได้มีความสัมพันธ์กับหลินหมิงมากมาย หลานชายของข้าก็เป็นเพื่อน
กับเขาจริงๆ ข้าได้ยินเรื่องราวมากมายที่ข้านั้นไม่เคยรู้… ” ขณะที่อาวุโส
พูด เขาได้ชี้ไปทางจางเจิ้น จางเจิ้นเกาหัวของเขาด้วยความเขินอาย
ขณะที่อาวุโสจางชี้ไปยังจางเจิ้น มู่เชียนหยี่เหลือบมองไปยังจางเจิ้น
นางไม่รู้ว่าจางเจิ้นเป็นหลานชายของอาวุโสจาง ไม่แปลกที่จางเจิ้นเข้า
มายังโลกที่ล่มสลายนี่ด้วยการบ่มเพาะขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นและยังคงมี
ชีวิตอยู่จนเดี๋ยวนี้
จางเจิ้นคนนี้เป็นไปได้ที่เขาโดดเด่นที่สุดในรุ่นเยาว์ของตระกูลจาง
ครั้งนี้ อาวุโสจางนำหลานของเขามาสัมผัสประสบการณ์ของโลกใบนี้
ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโสที่ไม่มีสายเลือดมู่มักไม่มีความ
ทะเยอทะยานสูงนัก พวกเขาเพียงปรารถนาให้ลูกหลานของพวกเขาอยู่
ได้อย่างสงบสุข
สำหรับเหล่าอาวุโสสายเลือดมู่ พวกเขามักจะต่อสู้เพราะอำนาจ
เสมอ สรุปแล้ว อาวุโสที่ไม่ใช่สกุลมู่จะไม่มีการต่อสู้มากนักเพราะรู้ว่ามัน
ไม่มีความหมายใดๆ ขณะที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลก
พวกเขา แต่เหล่าอาวุโสสายเลือดมู่ต่างออกไป อำนาจเป็นรากเหง้าแห่ง
ความชั่วร้ายและสงคราม
“ท่านฉิงยี่ ตั้งแต่ที่อาวุโสสูงสุดและอาวุโสสามจากไป ข้ากังวล
เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาอาจ… ” มู่เชียนหยี่ลังเลที่จะพูด
“ไม่ต้องกังวล หากพวกเขาไม่บ้าพวกเขาก็จะไม่กล้าทรยศนิกาย
หรอก พวกเขายังคงมีสัญญาตราประทับโลหิตบนกายของพวกเขา วิธี
เดียวที่จะทำลายได้คือพวกเขาต้องไปถึงปลายขอบขั้นหลอมรวมแก่นแท้
และคนอื่นไม่สามารถยกเลิกมันได้ เมื่อทรยศนิกาย สายเลือดของพวกเขา
จะหลอมละลายและการบ่มเพาะของพวกเขาทั้งหมดหายไปภายในครึ่งปี
เมื่อการบ่มเพาะของพวกเขาหายไป พลังของพวกเขาก็จะเหือดแห้ง และ
ชีวิตพวกเขาก็จะถึงจุดจบ”
มู่ชิงอีไม่กังวลเลยที่มู่ชือหั่วจะทรยศพวกเขา ในความเป็นจริงตลอด
3000ปีมานั้นไม่มีอาวุโสสายเลือดมู่สักคนที่ทรยศนิกาย การสูญเสียการ
บ่มเพาะของพวกเขาที่ใช้เวลาตลอดนับร้อยปีและชดใช้ด้วยชีวิตของพวก
เขา มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทนรับค่าใช้จ่ายที่สูงริบนี่ได้
มีเพียงมู่รุ่นเยาว์บางคนที่ทรยศนิกาย แต่สายเลือดของพวกเขาไม่ได้
มากมายและพวกเขายังเป็นเพียงผู้เยาว์ บางคนต้องการหลอมสายเลือด
ของพวกเขาเพื่อเคล็ดบ่มเพาะปีศาจแต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดจบที่
น่าเศร้า
“ใช้โอกาสนี่รักษาอาการบาดเจ็บของพวกเจ้า และระมัดระวังอย่าง
เข้มงวด!” มู่ชิงอีกล่าว มู่เชียนหยี่กับมู่ปิงอวิ๋นอยู่ในกองกำลังของพวกเขา
ตราบที่ได้ต้องเผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง
พร้อมกัน พวกเขาจะยังคงรับมือได้
ขณะกองกำลังเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ทำการเยียวยาจากอาการ
บาดเจ็บของพวกเขา มู่เหยียนจัว มู่ชือหั่ว และมู่ชิงชูยังคงเดินอยู่ในป่า
อย่างรวดเร็ว
มู่ชือหั่วเดินอยู่ข้างหน้า ใบหน้าของเขาดูว่างเปล่า แต่มู่เหยียนจัวมี
ใบหน้าที่คลุมเครือ ราวกับเขายังคงขบคิดกับทางเลือกของเขา
“พี่ชือหั่ว… ท่านมั่นใจแค่ไหนในเรื่องนี้? หากพวกเราล้มเหลว พวก
เราจะไม่มีที่ใดให้พวกเราอยู่ในโลกนี้อีก” นี่เป็นครั้งที่สองที่มู่เหยียนจัว
ถามคำถามแบบนี้
มู่ชือหั่วยิ้ม “เหยียนจัว หากท่านยังกลัวและไม่เด็ดขาดละก็ ท่านจะ
ประสบความสำเร็จได้อย่างไรกัน? หากท่านปรารถนาที่จะแสวงหา
อำนาจและความมั่งคั่ง นั้นก็ต้องเผชิญกับอันตราย หากท่านปรารถนาที่
จะยึดครองสถานที่สักแห่งในโลกนี้ นั้นท่านก็ต้องถูกคุกคามตลอดจาก
ผู้อื่น ท่านจะไปถึงขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางและหยุดอยู่ตรงนั้น เก็บ
เกลียดชังจนกระทั้งตาย และร้อยปีถัดมาตระกูลของท่านจะถูกจัดการจน
หมดสิ้น และท่านยังคงมีแผนทะยานสู่สวรรค์ ทะลวงขั้นทำลายชีวิตและ
กลายเป็นผู้นำของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?”
มู่เหยียนจัวนิ่งเงียบ เขาเข้าใจถึงความจริงเบื้องหลังคำพูดของมู่ชือ
หั่ว อย่างไรก็ตาม ความคิดและความตั้งใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมีสอง
แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องสงสัย นี่จะเป็นการตัดสินใจ
ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา!
หากเขาชนะ ความรุ่งโรจน์จะมาหาเขา แต่หากเขาพ่ายแพ้ เขาจะ
สูญเสียทุกๆสิ่ง!
ดังนั้นเขาจะไม่ลังเลได้อย่างไรเล่า?
ขณะที่มู่ชือหั่วเห็นมู่เหยียนจัวลังเลใจ และก็กล่าวต่อไป “เหยียนจัว
ท่านตัวเข้าใจว่าหากหลินหมิงนำพาเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ไปสู่นิกายระดับ
ห้าหรือแม้แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคต นั้นไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับท่าน
หรือข้า กลับกันตระกูลพวกเขาจะถูกผลักออกไปโดยตระกูลอื่นจนกระทั้ง
ไม่มีที่เหลือสำหรับพวกเรา ในทางกลับกันหากซักวันเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ถูกนำโดยท่านหรือข้า พวกเราจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์
แม้ว่าพวกเราจะกลายเป็นนิกายต่ำที่สุดของระดับห้า มันก็ยังดีกว่า? พวก
เราจะถูกนับถือและสรรเสริญโดยคนรุ่นหลังและกลายเป็นเอกลักษณ์
แบบผู้ก่อตั้ง ลูกหลานพวกเราจะยิ่งมั่งคั่งไปอีก!”