Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 476 เปิดรูปแบบค่ายกล
ด้วยฉากต่างๆที่มู่ชือหั่วได้เล่ามามิใช่สิ่งที่มู่เหยียนจัวต้องการหรอก
หรือ? ไม่ว่านิกายจะรุ่งเรืองหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือชะตากรรมของเขา
คนยากจนของอาณาจักรที่มีประสิทธิภาพมักจะน่าสงสารมากกว่า
อาณาจักรยากจน
“ไม่มีชายใดไร้พิษสงในหัวใจ หากท่านไม่สามารถรับแรงกดดันได้
ในตอนนี้และมัวแต่ตั้งคำถามถึงความถูกต้องต่อนิกาย เช่นนั้นแล้ว ท่านก็
จะไม่มีวันที่จะเป็นใหญ่ในสิ่งใดได้ กลับกันท่านจะกลายเป็นเหยื่อและเป็น
หินรองเท้าให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ” มู่ชือหั่วหันมองไปยังมู่ชิงชูและกล่าว “แล้ว
เจ้าคิดอย่างไร ชิงชู?”
มู่ชิงชูกัดฟัน และดวงตาของเขาสาดประกายความมุ่งมั่น “ผู้อาวุโส
สูงสุด ตราบใดที่หลินหมิงยังคงมีชีวิตอยู่ภายในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์มันก็
มิอาจมีสถานที่ให้ข้ายืน ในตอนนี้ ต่อให้มีโอกาสเพียง 10-20%ที่จะ
สำเร็จ ข้าก็ยังจะทุ่มทุกอย่างในการเดิมพัน!”
“ฮ่าฮ่า กล่าวได้ดี ชิงชู! นี่คือการมองสิ่งสำคัญ น้องเหยียนจัว ท่าน
จะต้องเด็ดขาดเช่นชิงชู ไม่ว่าสิ่งที่ข้ากล่าวจะถูกหรือผิด ข้าเชื่อว่าน้องเห
ยียนจัวจะต้องสามารถแยกแยะมันได้ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มั่นใจในตนเอง! ไม่
ต้องห่วง พวกเรายังมีปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายช่วยเหลือ
พวกเรา เรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่าแทบจะสำเร็จอย่างแน่นอน”
มู่เหยียนจัวกัดฟันและครุ่นคิดอย่างระมัดระวัง เขาเองก็คิดว่าสิ่งที่มู่ชื
อหั่วกล่าวมาส่วนใหญ่นั้นถูกต้อง ตั้งแต่อดีต ในการเดิมพันชีวิต ผู้ชนะจะ
เป็นราชาและผู้แพ้จะเป็นกบฏ ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนโดยผู้ชนะ ใน
อนาคต ตราบใดที่เขาสามารถกลายเป็นผู้ชนะได้ เขาก็จะสามารถสร้าง
ประวัติศาสตร์และกฏของตนเองขั้นมาได้
มู่เหยียนจัวนั้นมิได้หนุ่มแต่ก็มิได้ถือว่าแก่เช่นกัน เขาอายุเพียงแค่
200ปีกว่า เขายังมีโอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นต่อไปได้ ดังนั้น เขาจึงไม่
อาจที่จะคำนึงเพียงแค่ตนเองได้ แต่ต้องคำนึงถึงตระกูลของตนเองด้วย
โดยเฉพาะมู่ชิงชู
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่เหยียนจัวจึงปิดเปลือกตาลง เมื่อเขาเปิดเปลือกตา
ขึ้นอีกครั้งนึง มันก็สาดประกายด้วยแสงมืดมัว กล่าวอีกอย่างคือ เขาไม่มี
ความลังเลใดๆอีกแล้ว หากเขาจะทำเช่นนี้ เขาก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
“พี่ชายชือหั่ว ข้ารู้แล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เหลือทางเลือกให้ข้า
อีก!”
“ฮ่าฮ่า ดี!” มู่ชือหั่วหัวเราะอย่างพอใจ
“ผู้อาวุโสสูงสุด ข้ามีเรื่องเล็กน้อยที่ต้องการจะขอ…” มู่ชิงชูลังเล
เล็กน้อยเมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้
มู่ชือหั่วยิ้มให้มู่ชิงชูเล็กน้อยและกล่าว “สิ่งที่เจ้าต้องการคือมู่เชียน
หยี่ใช่หรือไม่? หลังจากเรื่องนี้จบ มู่เชียนหยี่จะกลายเป็นของเจ้า เมื่อถึง
ตอนนั้น เจ้าจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้ตามที่เจ้าต้องการ”
ขณะที่มู่ชือหั่วกล่าวออกมาเช่นนี้ ดวงตาของมู่ชิงชูก็สาดประกาย
เขาคิดไปถึงเมื่อตอนที่ตนเองกดทับมู่เชียนหยี่ใต้ร่างของเขา แขนเขาก็สั่น
สะท้านด้วยความตื่นเต้น
นี่คือการตัดสินใจของเขา เขาต้องการที่จะทำลายความสูงศักดิ์ของ
นางและย่ำยีร่างกายของนาง ครอบครองนางให้ทำตามทุกสิ่งที่เขา
ต้องการ นี่เป็นสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจมานานแล้ว ตั้งแต่ที่เขาได้ตกอยู่ภายใน
เงาของหลินหมิงและความมั่นใจของเขาก็ได้ถูกมู่เชียนหยี่ขยี้ความไม่
พอใจเหล่านี้ทั้งหมดได้สะสมภายในตัวเขาและกลายเป็นหัวใจปีศาจ
หากเขาไม่สามารถทำให้หลินหมิงพิการและแย่งชิงมู่เชียนหยี่มาได้
เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีวันที่จะกำจัดหัวใจปีศาจนี้ออกไปได้ และความคิดของ
เขาก็จะไม่มีวันสงบ
เมื่อคิดไปถึงฉากต่างๆในอนาคต มู่ชิงชูก็กลายเป็นตื่นเต้นจนกำหมัด
แน่น “รอข้าก่อนเถอะหลินหมิง ข้าจะทำให้พิการจนไม่อาจเป็นนักสู้ได้
และให้เจ้าได้เห็นถึงตอนที่ข้าย่ำยีมู่เชียนหยี่ด้วยตาของเจ้าเอง ข้าจะ
ครอบครองสายเลือดของนางและผนึกการบ่มเพาะของนาง สั่งสอนนาง
จนกว่าจะกลายมาเป็นทาสของข้าอย่างแท้จริง หลินหมิง ข้าจะเอาทุก
อย่างของเจ้าไป!”
ขณะที่มู่เหยียนจัวมองเห็นมู่ชิงชูสีหน้าที่บ้าคลั่ง เขาไม่รู้ว่าหัวใจของ
ตนกำลังยินดีหรือเศร้าใจกันแน่
อัจฉริยะหลายคนมิได้รับพรจากสวรรค์มาตั้งแต่เกิด อย่างไรก็ตาม
หากวันนึงพรสวรรค์ของพวกเขาถูกบดบังโดยผู้อื่น พวกเขาจะต้องใช้ชีวิต
ภายใต้เงาของผู้อื่น และเกียรติ สถานะ หรือแม้แต่ผู้หญิงของเขาก็จะถูก
แย่งไป มันก็เป็นเรื่องง่ายที่พวกเขาตกลงสู่เส้นทางที่มืดมน
เห็นได้ชัดว่ามู่ชิงชูนั้นตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ความเกลียดชังใน
หัวใจของเขาได้รวมตัวกันไปจนถึงจุดที่มันกลายเป็นปีศาจร้ายที่หลอก
หลอนเขา แต่มู่เหยียนจัวคิดว่านี้จะทำให้มู่ชิงชูตกลงสู่ด้านมืดมากขึ้น
เท่านั้น
เพียงแค่ทำตามที่ตนตัดสินใจและปรารถนา – สิ่งเหล่านี้ก็คือหัวใจ
แห่งการบ่มเพาะวิถีมารนั้นเอง
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เขาเองก็ไม่รู้
มู่เหยียนจัวรู้สึกว่ามิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีกแล้ว หากเขาไม่
อนุญาติให้มู่ชิงชูทำตามการตัดสินใจของตนเองจนถึงที่สุด สถานการณ์ก็
จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้น ตั้งแต่ครั้งอดีต เหล่าอัจฉริยะมักจะเต็มไปด้วยความ
ภาคภูมิใจ แม้กระทั่งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของคนฉลาด เช่น
ยุทธศาสตร์การทหารที่จะสำลักจนตายหลังจากถูกตอบโต้จนพ่ายแพ้โดย
ผู้อื่น
เช่นนั้นมู่เหยียนจัวจึงปล่อยให้สถานการณ์นี้เป็นไปตามธรรมชาติ
ขณะที่มู่เหยียนจัวมองไปยังท้องฟ้า เขาพบว่ามันสว่างไสวอย่างแท้จริง ไร้
ซึ่งเมฆใด เขาเองก็มิรู้ว่ามันคือเวลาเท่าใดกันแน่ในโลกที่ล่มสลายนี้ “พี่
ชายชือหั่ว ปรมาจารย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลายผู้นั้นยังมิมาอีก
หรือ?”
มู่ชือหัวกล่าว “เขาจะต้องมา สัญญาณได้ถูกส่งออกไปแล้ว มันน่าจะ
ใช้เวลาไม่เกินชั่วโมง อดทนเอาไว้…”
ขณะที่มู่ชื่อหัวกล่าว ครึ่งชั่วโมงกว่า ชายชราผู้นึงก็ได้ปรากฏตัว เขา
ใส่ชุดสีม่วง และคิ้วทั้งสองของเขาเรียวยาวราวกับกระบี่
ชายผู้นี่ก็คือเจ้านิกายตราประทับสายฟ้า – เหล่ยจิงเทียน!
“เจ้านิกายตราประทับสายฟ้าหรือ?” หลังจากที่มู่เหยียนจัวมองเห็น
เหล่ยจิงเทียน เขาตื่นตระหนก เขานั้นมินึกว่าปรมาจารย์ขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ช่วงปลายที่มู่ชือหั่วได้กล่าวถึงก็คือเหล่ยจิงเทียน
แต่เมื่อเขาครุ่นคิดลึกลงไปอีก เหล่ยจิงเทียนนั้นได้ติดอยู่ในจุดสูงสุด
ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางมานานมากแล้ว เขาได้จากไปปิดด่านฝึก
ตนในบางแห่ง เหตุผลแรกก็คือหลีกเลี่ยงการเป็นจุดเด่น และเหตุผลที่
สองคือต้องการพยายามทะลวงระดับ
“เจ้านิกายตราประทับสายฟ้า ไม่ได้พบกันนาน!” มู่ชือหั่วผสานมือ
ทักทาย
หลังจากหนึ่งปีครึ่งผ่านไป ออร่าของเหล่ยจิงเทียนกลายเป็นดุดัน
มากขึ้น เมื่อเขายืนอยู่ตรงนั้น มีสายฟ้าเบาบางสาดประกายรอบตัวเขา
แม้แต่ในโลกนี้ที่ปราณแท้ได้ถูกยับยั้งไว้ถึง 20% ทุกการเคลื่อนไหวของ
เขาก็ยังสามารถสั่นสะท้านสวรรค์ และพลังต้นกำเนิดปฐพีหมุนรอบตัว
เขา
เหล่ยจิงเทียนกวาดตาไปมอง มู่เหยียนจัวและมู่ชิงชู เขาก็ขมวดคิ้ว
“สองคนนี้คือ…”
“สบายใจได้ เขาเป็นคนของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และอยู่ฝ่ายเดียวกับ
พวกเรา”
เหล่ยจิงเทียนรู้เหตุผลที่ทั้งสองมาเข้าร่วมก็เพราะว่ามู่ชือหั่วได้พบ
แรงกดดันที่ยากจะรับมือ จึงได้ค้นหาพันธมิตรเพื่อลดแรงกดดันนี้ แต่สิ่ง
เหล่านี้ก็มิได้มีผลกับเขามากนัก เขาสะบัดแขนเสื้อและกล่าวอย่างเย็นชา
ว่า “อืม ชายชราผู้นี้ไม่ใส่ใจ พวกเราจะไปตามที่ได้ตกลงกันตั้งแต่เริ่ม!”
“แน่นอน” มู่ชือหั่วยิ้ม เขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับทุกอย่างอยู่
ภายใต้การควบคุมของเขา…
…………
ในตอนนี้ ด้านนอกของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ –
“ซ่วนหวู๋จี๋ หยุดให้พวกเราเอาแต่เดาได้แล้ว เจ้าจะต้องรู้วิธีทำลาย
ค่ายกลนี่อยู่แล้ว!” ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬกล่าวออกมาด้วยความโกรธ
เขาได้นำคนของเขาที่เชี่ยวชาญรูปแบบค่ายกลมาด้วย แต่หลังจากที่คนผู้
นั้นได้ศึกษารูปแบบค่ายกลที่ด้านนอกของตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจมา
2 ชั่วโมงเต็ม ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอันใดเลย
ตลอดทั้งกระบวนการ ซ่วนหวู๋จี๋แอบยิ้มและหัวเราะในสิ่งที่ผู้อื่น
กระทำ
“ชายชราผู้นี้ไม่มีวิธีทำลายรูปแบบค่ายกลนี้” ซ่วนหวู๋จี๋เอามือไขว้
หลัง ยืดหลังตรงมองดูราวเป็นเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง
“เจ้าไม่มีวิธีทำลายรูปแบบค่ายกลนี้เช่นนั้นหรือ!? หืม เช่นนั้นก็ไม่
ต้องทำสิ่งใดกันที่นี่!” ผู้นำเผ่ามังกรวารีทมิฬไม่เชื่อคำกล่าวของซ่วนหวู๋จี๋
เขาพยายามคิดตามซ่วนหวู๋จี๋ หากเขาไม่สามารถครอบครองสิ่งใดที่นี่ได้
เขาก็จะไม่ปล่อยให้ซ่วนหวู๋จี๋ครอบครองสิ่งใดเช่นกัน