Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 5 การเดิมพัน
ทันใดนั้นเองหลินหมิงหยุดเคลื่อนไหว เกิดเสียงที่เล็กแหลมดังขึ้นใน
ตรอกซอย “หึหึ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเจ้าค่อนข้างระมัดระวังตัว เจ้าชื่อ
หลินหมิงใช่ไหม?” วัยรุ่นสวมชุดผ้าไหมค่อยๆเดินออกมาจากด้านหลังของ
ที่พัก มีรอยยิ้มของการดูถูกประดับอยู่บนหน้าของเขา ด้านหลังของเขามี
ชายห้าคนอายุประมาณสิบแปดปีตามมา พวกเขาทั้งห้าส่วนใหญ่อยู่ใน
การฝึกฝนร่างกายขั้นแรกมีเพียงคนเดียวที่อยู่ในขั้นที่สอง ส่วนคนที่สวม
ชุดผ้าไหมเขาก็อยู่ในการฝึกฝนร่างกายขั้นที่สอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ หลินเสี่ยวตงตื่นตระหนกในทันที เขาจำชายที่
สวมชุดผ้าไหมได้ มันเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ข้างจูเอี๋ยนในช่วงการลงทะเบียน
ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ไม่ว่าใครก็สามารถบอกได้ว่ามันมาที่นี่เพื่อก่อเรื่อง
พวกมันมีทั้งหมดหกคน มีสองคนที่อยู่ในขั้นสองของการฝึกฝนร่า
กายและอีกสี่คนอยู่ในขั้นแรกของการฝึกฝนร่างกายสำหรับเขาและหลินห
มิง พวกเขาทั้งสองอยู่เพียงแค่การฝึกฝนทางร่างกายขั้นแรก หากเกิดการ
ต่อสู้กันขึ้นแล้ว พวกเขาจะจบลงด้วยการถูกทำร้ายอย่างแน่นอน วัยรุ่น
สวมชุดผ้าไหมต้องเป็นนายน้อยจากตระกูลใหญ่ของเมืองลิขิตฟ้า คน
เหล่านี้มีทั้งความแข็งแกร่งและอำนาจ ในขณะที่พวกเขาไม่ใช่คนที่จะทำ
ร้ายใครก็ได้ แต่พวกมันสามารถทำร้ายใครผู้อื่นอยู่เป็นประจำ
“พวกเจ้าต้องการจะทำอะไร?” หลินเสี่ยวตงตะโกนออกมา มีร่องรอย
ของความโกรธอยู่ในคำพูดของเขา
“เจ้าจะต้องไปถามมัน” วัยรุ่นสวมชุดผ้าไหมชี้ไปที่หลินหมิง “เจ้า
ค่อนข้างกล้าเลยทีเดียว ที่ทำร้ายหนึ่งในลูกน้องของข้าจนเขาเลือดไหล
ท่วมตัว กระดูกซี่โครงของเขาหักไปสองซี่ ”
สำหรับเหล่านายน้อยจากตระกูลใหญ่ ชีวิตของลูกน้องของพวกเขา
ไม่มีค่าอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของพวกเขานั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นอกจากนี้ ลูกน้องได้รายงายว่าเขาได้พูดถึงชื่อของวัยรุ่นชุดผ้าไหมแล้ว
แต่ก็ขบลงด้วยการถูกทำร้ายเช่นเดียวกันทั้งหมด เรื่องนี้เป็นต้นเหตุให้
วัยรุ่นชุดผ้าไหมนั้นโกรธ
“เจ้าก็ค่อนข้างมีความสามารถเลยทีเดียวที่อวดอ้างว่าวันหนึ่งจะ
เหยียบย่ำข้าหวังอี้เกาเจา! วันนี้ข้าอยากเห็นด้วยสายตาตนเองว่าเจ้า
สามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ “วัยรุ่นชุดผ้าไหมกล่าว ด้วยใบหน้าที่โมโห
หลินหมิงไม่เคยได้ยินชื่อหวังยีเจามาก่อนทั้งยังไม่เคยเหยียบย่ำ
ชื่อเสียงอันใดเลย ลูกน้องส่วนใหญ่มักจะพูดเกินจริงเพื่อที่จะกระตุ้นหวังอี้
เกาเจา หลินหมิงจึงหมดโอกาสที่จะได้อธิบายความจริง ไม่ว่าอย่างไรก็คง
ต้องเกิดการต่อสู้ขึ้น!!
‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ทรงพลังอย่างแท้จริง แต่หลินห
มิงเพิ่งเริ่มฝึกมันได้ 2-3 วันเอง มันยังคงยากเกินไปที่จะสู้กับคนจำนวน
มากเช่นในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมันทั้งสองมีการฝึกฝนทาง
ร่างกายอยู่ในขั้นที่สอง ไม่ต้องพูดถึงหลินเสี่ยวตงจะถูกจับเป็นตัวประกัน
เขาก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน
พิจารณาถึงภาพรวม เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นเขาต้องถูกบังคับให้ต้องสู้
กับวังยี่เจาแน่นอน ต่อให้เขาชนะได้ขึ้นมาเขาก็ยังเดือดร้อน ปัญหาต่อไป
จะมาจากพ่อของหวังอี้เกาเจา พ่อของมันเป็นแม่ทัพของกองทัพแห่งเมือง
ลิขิตฟ้า หลินหมิงสงสัยว่าบุคคลเช่นนี้เองก็คงไม่มาเสียเวลานั่งฟังเขา
อธิบายความจริงเช่นเดียวกัน จากการคำนึงถึงปัญหาต่างๆเขาก็ไม่ควรทำ
ตัวให้เป็นที่น่าจับตามองของบุคคลเหล่านั้
หลินหมิงครุ่นคิด ทันใดนั้นก็จุดประกายความคิดภายในหัวของเขา
ว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร เขาหันหน้าไปทางหวังอี้เกาเจา “เจ้า
ต้องการอะไร?”
“ข้าต้องการอะไรงั้นรึ?”หวังอี้เกาเจา หัวเราะออกมาทันที “เจ้ายัง
กล้าถามอีกหรือ ว่าข้าต้องการอะไร?”
พวกชายหนุ่มที่มากับเขาต่างหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพียง ใน
สายตาของพวกมันหลินหมิงไม่แตกต่างจากคนโง่เง่าเพราะคำถามที่เขาได้
ถามออกไป
หลังจากหัวเราะไปสักครู่ ในที่สุดหวังอี้เกาเจาก็หยุดและกล่าวว่า
“ข้าไม่แน่ใจว่าควรจะเรียกเจ้าว่าหมูโง่หรือหมูบ้าดีตั้งแต่ที่เจ้าถามประโยค
นั้นออกมา นายน้อยผู้นี้จะให้โอกาสแก่เจ้า เจ้าจะได้ไม่ไปตโกนทั่วทุกที่ว่า
นายน้อยผู้นี้เป็นคนโหดเหี้ยม เพียงแค่เจ้าคุกเข่าลงและเลียเท้าข้าให้
สะอาด หลังจากนั้นหักแขนและเท้าของเจ้าอย่างละข้าง หากเจ้าทำ
เช่นนั้นข้าจะลืมเกี่ยวกับมัน ”
หวังอี้เกาเจาพูดอย่างโหดเหี้ยม “เพียงแค่คุกเข่าลงแล้วเลียเท้าของ
ข้าให้สะอาด จากนั้นหักแขนหักขาอย่างละข้าง ถ้าเจ้ายอมทำข้าจะลืม
เรื่องนั้นไป ”
ได้ยินเงื่อนไขของหวังอี้เกาเจา หลินเซี่ยงตงถึงกลับโกรธแค้น “ไอ้ห่า
เอ้ย พี่หมิงไม่มีความจำเป็นต้องพูดเรื่องไร้สาระกับพวกมัน สู้กับมันเลย
ดีกว่า ตระกูลหลินแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียวไม่ได้อ่อนแอ ดูซิมันจะกล้าทำ
อะไรเราได้! ”
หลินเสี่ยวตง รู้ว่าพวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าสังเวชใน
วันนี้ ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชื่อเสียงของครอบครัวของเขาและหวังว่า
พวกนั้นจะเกิดความกลัวขึ้นมาบ้าง ความเจ็บปวดทางกายคงไม่ได้เป็น
ปัญหา แต่หากพวกเขาต้องพิการมันจะเป็นจุดจบของการเป็นนักสู้ พวก
เขาไม่อาจฟื้นฟูกลับมาสมบูรณ์ได้แม้จะมีสมุนไพรหายากแค่ไหนก็ตาม
“ตระกูลหลินแห่งเมืองใบหม่อนสีเขียว? พวกเจ้าคิดว่าข้าจะต้องกลัว
ตระกูลหลินหรือไม่ หลินหมิง เจ้าจะหักแขนและขาเจ้าด้วยตัวเองหรือ
ต้องให้ข้าเป็นคนทำให้? ”
“ข้าขอท้าเจ้าสู้! เข้ามาได้เลย อย่าคิดว่าข้าคนนี้กลัวเจ้า” หลินเสี่ยว
ตงก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมือข้างหนึ่งจับดาบของเขาเอาไว้ ความจริง
เขารู้สึกกังวลอย่างมาก แต่เขาเป็นคนจำพวกยอมหักไม่ยอมงอ ยอมตาย
เสียดีกว่าต้องอับอายขายหน้า!
หลินหมิงดึงหลินเสี่ยวตงไว้และพูดกับหวังอี้เกาเจา “เงื่อนไขที่เจ้า
ต้องการก่อนหน้านี้? ก็เป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจดีนี้ ตราบใดที่เจ้าสามารถ
เอาชนะข้าได้ ข้าจะยอมรับเงื่อนไขของเจ้า ”
“พี่หมิง ท่าน… ” หลินเซี่ยงเกิดความกังวล แม้เขาจะเชื่อว่าหลินหมิง
เป็นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคต แต่ปัจจุบันหลินหมิงมีการ
ฝึกฝนร่างกายขั้นแรกเท่านั้น จะสามารถเอาชนะหวังอี้เกาเจาที่อยู่ขั้นที่
สองของการฝึกฝนร่างกายได้อย่างไร? หลินเสี่ยวตง กลัวว่าหลินหมิงจะ
จบลงด้วยการเส้นเอ็นฉีกขาดจนพิการหลังจากที่เขาพ่ายแพ้
หลินหมิงกล่าว “ไม่ต้องห่วงข้ารู้ว่าข้าทำอะไรอยู่”
“ท้าประลอง?เจ้าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่จะสู้กับข้าได้?” หวังอี้เกาเจา
ไม่คิดว่าหลินหมิงจะเสนออะไรเช่นนี้ ภายในอาณาจักรลิขิตฟ้าเจ้าหน้าที่
ของรัฐจะไม่แทรกแซงในการท้าประลองระหว่างนักสู้เพราะขาด
ความสามารถในการทำเช่นนั้น ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างนักสู้จะจบลงที่
การท้าประลองระหว่างนักสู้ ตราบใดที่พวกเขาทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยกับ
เงื่อนไขของการท้าประลองว่าผู้ได้รับชัยชนะหรือผู้แพ้จะได้รับสิ่งใด
หลังจากการต่อสู้จบความขัดแย้งจะถูกตัดสินโดยผู้ชนะ และด้วยเกียรติ
แห่งวิถีการต่อสู้ ผู้แพ้ไม่อาจตามรังควานผู้ชนะได้อีก เป็นความเชื่อถือที่
สำคัญอย่างยิ่ง
จากการพิจารณาของหวังอี้เกาเจา หลินหมิงซึ่งมีเพียงการฝึกฝน
ร่างกายขั้นแรก เขาไม่เชื่อว่าเขาจะพ่ายแพ้ เขารู้สึกเพียงแค่ว่าการกระทำ
ของหลินหมิงไม่เหมาะสม
หลินหมิงตอบ “ไม่มีสิ่งใดต้องคิดให้ยุ่งยาก มีเพียงคำถามที่ว่าเจ้านั้น
กล้าหรือไม่ ?”
“เจ้ากำลังจะพยายามบอกว่าข้านั้นไม่กล้า? นั้นเป็นเรื่องตลกที่สุดที่
ข้าได้ยินมาในปีนี้ ข้าตกลงรับคำท้าประลอง ! ”
หลินหมิงกล่าวว่า “เยี่ยม ไปเริ่มการต่อสู้ที่จัตุรัสกลาง”
ในตรอกซอยนั้นอยู่ไกลเกินไปและไม่มีผู้ใดที่จะรู้เห็นเป็นพยาน
หลินหมิงกลัวว่าหวังอี้เกาเจาจะกลับคำพูด แต่ถ้าพวกเขาท้าประลองในที่
ที่มีฝูงชนคนของเมืองลิขิตฟ้าแม้จะด้วยเหตุผลอันใด หวังอี้เกาเจาก็ไม่
อาจกลับคำได้ เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่ต้องการที่จะอาศัยอยู่ในเมืองลิขิตฟ้า
อีกต่อไป
การท้าปละลองระหว่างนักสู้มักเป็นที่น่าจับตามองและได้รับความ
สนใจจากคนบริเวณนั้นอย่างไม่ขาดสาย ใช้เวลาไม่นานนักที่คนจำนวน
มากได้เริ่มมารวมตัวกันที่บริเวณนั้น แม้กระทั่งนักสู้บางคนก็ยังรวมอยู่ใน
ผู้สังเกตการณ์ เมื่อเห็นสองผู้ต่อสู้ทั้งสองทั้ง ฝูงชนก็เริ่มพูดคุยกันเสียงดัง
“นั้นใช่ลูกชายแม่ทัพแห่งเมืองลิขิตฟ้าใช่ไหม?”
“เอาอีกแล้ว!!! ไอ้นี่มันกลั่นแกล้งคนอื่นๆอีกแล้ว ข้าขอแสดงความ
เสียใจต่อครอบครัวของเด็กน้อยที่โชคร้ายคนนั้นด้วย ”
“ผู้ฝึกฝนร่างกายขั้นแรกจะท้าประลองผู้ฝึกฝนร่างกายขั้นที่สอง? ไอ้
เด็กนั้นไม่หัดเจียมตัวเอาซะเลย ”
“มันดูเหมือนว่าเด็กนั้นเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ คนธรรมดาสามัญ
บังเอิญบรรลุฝึกฝนร่างกายขั้นแรกได้ ช่างน่าสงสาร! โลกนี้คงมีคนพิการ
เพิ่มอีกคนแล้วสินะ … ”
…
ชื่อเสียงของหวังอี้เกาเจา ในเมืองลิขิตฟ้าค่อนข้างจะอยู่ในทางที่ไม่ดี
คนส่วนใหญ่จึงมักเห็นอกเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่า ในสายตาของพวกเขา
อาจเห็นความรักความเมตตาที่มีให้ต่อหลินหมิง
ผู้คนจำนวนมากต่างมาถึง หวังอี้เกาเจารู้สึกลำบากใจ การรังแกคน
ระดับต่ำกว่าไม่มีอะไรให้น่าภาคภูมิใจเลยสำหรับเขา นอกจากนี้ตัวตน
ของศัตรูของเขา ก็ต่ำเตี้ยเลี่ยดินเกินไปเมื่อเทียบกับเขา ดังนั้นหวังอี้เกา
เจาจึงไม่อยากให้มีผู้พบเห็นฉากนี้มากนัก!
หวังอี้เกาเจากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้ารออะไรอยู่? ข้าจะทำ
ลายเส้นเอ็นของเจ้าให้เอง ให้เจ้าได้เห็นถึงความห่างชั้นระหว่างเรา ”
เมื่อเห็นประชาชนจำนวนมากมายมารวมตัวกันรอบๆ หลินหมิงหัน
หน้าไปหาหวังอี้เกาเจา และตอบว่า”แน่นอนมาเริ่มกันเลย หากเจ้าเป็นผู้
ชนะข้าจะยอมรับความเมตตาจากเจ้า แต่ถ้าหากข้าเป็นผู้ชนะจะให้ข้า
เมตตาเจ้าบ้างหรืออย่างไรดี?”
ชนะ? เขาคิดว่าเขาสามารถชนะได้?!!!