Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 4 มรดกเคล็ดบ่มเพาะ
สำนักลิขิตฟ้ามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเพียงสิบแปดปี ตรงข้าม
กับสำนักเจ็ดแก่นแท้ที่ก่อตั้งโดยเจ็ดผู้เชี่ยวชาญจากสามตระกูลที่ยิ่งใหญ่
มีประวัติศาสตร์ความเป็นกว่าหกร้อยปีซึ่งมีมรดกเคล็ดบ่มเพาะมากมาย!
ผู้ที่ฝึกมรดกเคล็ดบ่มเพาะจากสำนักลิขิตฟ้ามีความหวังเล็กๆน้อยๆ
ที่บรรลุขั้นผสานชีพจร แต่สำหรับสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว ราวกับฟ้ากับเหว
ตราบใดที่คนผู้นั้นมีพรสวรรค์ระดับสี่ ก็สำเร็จขั้นผสานชีพจรได้อย่าง
ง่ายดาย ด้วยแนวทางการฝึกที่ดีของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ที่จะทำได้เกือบทุกคน!
สำหรับหลินหมิงเขาแม้ไม่มีแนวการฝึกที่ดี แนวทางทั้งหมดของเขามี
เป็นแนวทางการฝึกแบบ ‘มือใหม่’ ทุกวันเขาจะฝึกฝนโดยการเจาะลำต้น
ของต้นไม้และแร่เนื้อสัตว์นี่เป็นแนวทางการฝึกของหลินหมิง!
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวทางการฝึกขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง จากการ
ฝึกหนักบ้าง จากงานต่างๆบ้าง ทีละขั้น จนกระทั่งเขาสำเร็จการฝึกฝน
กายภายขั้นแรก!
สำหรับเขามรดก เคล็ดบ่มเพาะเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง!
หลินหมิงตื่นเต้นอย่างมากและเขาต้องการที่จะศึกษาความรู้เกี่ยวกับ
มรดกเคล็ดบ่มเพาะนี้ หลังจากนั้นไม่นาน เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพ
คลั่งก็ทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้ง!
‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เป็นเคล็ดบ่มเพาะระดับสุด
ยอดของการฝึกฝนทางร่างกายจากแดนเทวะ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็น
ระดับสุดยอดก็เป็นเพียงฝึกฝนทางร่างกาย ทำให้ไม่ใช่สิ่งมีค่ามากนักใน
แดนเทวะ เหตุผลหลินหมิงประหลาดใจเป็นเพราะในที่สุดเขาก็ได้เข้าใกล้
แดนเทวะ
แดนเทวะเป็นดินแดนที่มีมรดกอารยธรรมหลายร้อยล้านปี ทั้งการ
ฝึกฝนทางร่างกาย, ศิลปะการต่อสู้, ทักษะจารึกอักขระต่าง ทั้งหมดได้
ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันเป็นโลกที่
สงวนไว้สำหรับผู้แข็งแกร่งในวิถีแห่งการต่อสู้! ความสามารถและความ
แข็งแกร่งของพวกเขานั้นไม่อาจเป็นสิ่งที่หลินหมิงจะจินตนาการได้ใน
ปัจจุบัน!
ดังนั้นเคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่งจะเป็นสิ่งล้ำค่าเพียงแค่ช่วง
ต้นของการฝึกฝนเท่านั้น! นอกจากนี้ยังมีเศษเสี้ยววิญญาณที่เก็บไว้ใน
ลูกบาศก์อีกมากมาย เมื่อความแข็งแรงถึงระดับที่เพียงพอเขาก็จะ
สามารถที่จะไปดึงความทรงจำจากเศษเสี้ยววิญญาณเหล่านั้นมาเพิ่มได้
อีก!
พิจารณาทั้งหมดนี้หัวใจหลินหมิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อ!!
ปัจจุบันสิ่งที่หลินหมิงกลัวที่สุดคือความทรงจำของเคล็ดบ่มเพาะนี้
อาจไม่สมบูรณ์ เพราะว่าความทรงจำที่เข้าได้มาเป็นเพียงส่วนเล็กๆของ
คนๆหนึ่ง มันจะเป็นที่น่าเสียดายหากมันเป็นเช่นนั้น โชคดีที่ใน ‘เคล็ดบ่ม
เพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เขาเห็นว่ามันครบเหมือนเดิม ตั้งแต่ขั้น
‘ฝึกฝนร่างกาย’ ‘สร้างกล้ามเนื้อ’ ‘อวัยวะภายใน’ ‘กล้ามเนื้อผันแปร’
‘ดัดกระดูก’ และ ‘ผสานชีพจร’ ครบทั้ง6ขั้น
เป็นความจริงที่น่าแปลกใจสำหรับหลินหมิง ในทวีปนภารินไหล
โดยทั่วไปเคล็ดบ่มเพาะการฝึกฝนร่างกายจะมีหนึ่งขั้นตอนเท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น
เคล็ดบ่มเพาะ ‘ดัดแปลงกล้ามเนื้อถ่องแท้’ ใช้สำหรับบรรลุขั้น
กล้ามเนื้อผันแปร
เคล็ดบ่มเพาะ ‘กระดูกทอง’ ใช้สำหรับบรรลุขั้นดัดกระดูก
เคล็ดบ่มเพาะ ‘เก้าจุดชีพจร’ ใช้สำหรับบรรลุขั้นผสานชีพจรและอื่น
ๆ
แต่ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ มีความสามารถฝึกได้ตั้งแต่
ขั้นที่ฝึกฝนร่างกายไปจนถึงขั้นผสานชีพจร แต่สิ่งที่หลินหมิงเห็น ก็ยิ่งทำ
ให้เขาตกใจมากยิ่งขึ้นไปอีก!!!
ภายทวีปนภารินไหล ขั้นผสานชีพจรคือจุดสิ้นสุดของขั้นฝึกฝนทาง
ร่างกาย จากนั้นจะก้าวเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะปราณ ซึ่งแบ่งเป็นขั้นปราณต้น
ฟ้ากับขั้นปราณปลายฟ้า สำหรับคนส่วนใหญ่ ขั้นผสานชีพจรจะเป็น
เหมือนคอขวด หากพวกเขาไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ คนเหล่านี้จะติด
อยู่ในขั้นดัดกระดูกตลอดไป
ขั้นผสานชีพจรเป็นขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ นั่นคือความรู้ที่ได้รับ
การยอมรับโดยทั่วกัน อย่างไรก็ตามตามที่ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณ
เทพคลั่ง’ มีต่ออีกขั้นตอนหนึ่งนอกเหนือจากขั้นผสานชีพจร – ขั้นผสาน
ไขกระดูก!
ขั้นที่สูงกว่าขั้นผสานไขกระดูกมีอยู่จริงๆ! แปดประตูแห่งสวรรค์ที่
ซ่อนอยู่กับกายาศักดิ์สิทธ์ทั้งเก้า! หากสามารถเปิดทั้งแปดได้ มันก็ทะลวง
ฝ่าขีดจำกัดของร่างกายและการเข้าถึงระดับที่สูงขึ้นของความแข็งแกร่ง!
แม้จะไร้ซึ่งขั้นผสานไขกระดูกและประตูทั้งแปด มันก็ยังทำให้เข้า
ก้าวสู่ขั้นปราณฟ้าได้ และหากมีสองสิ่งข้างต้นนี้ด้วยแล้วคงจะทำให้
เหนือกว่าผู้อื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือกระทั้งในระดับสูงกว่า ช่างเป็น
ประโยชน์อย่างแท้จริง!
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ หลินหมิง เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘เคล็ดบ่ม
เพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เป็นสมบัติเทพ!
หลินหมิงรู้สึกตื่นเต้นเร่าร้อนที่จะเริ่มต้นการฝึกซ้อม แต่ก่อนที่เขาจะ
ได้เริ่ม ลูกบาศก์อันนั้น มันได้หายไปเสียแล้ว!
หลินหมิงตกใจกลัวและหยาดเหงื่อเริ่มไหลออกมา มือของเขาควาน
หาไปมาโดยรอบ และรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างที่แปลกบนหน้าอกของเขา
เขาถอดเสื้อผ้าของเขาและพบสัญลักษณ์แปลกๆ บนผิวของหน้าอกซ้าย
ของเขา สัญลักษณ์เป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ลึกลับของพื้นผิวของ
ลูกบาศก์
ลูกบาศก์ฝังเข้าไปในร่างกายของเขา? หลินหมิงจำได้ว่าผู้หญิงคนนั้น
ได้เรียกลูกบาศก์ออกมาจากฝ่ามือของนาง มันก็ไม่น่าแปลกใจหากนางจะ
ทำอย่างนั้นได้ แต่หลินหมิงไร้ซึ่งเงื่อนงำของวิธีที่จะเรียกมัน
หลินหมิงพยายามที่จะเรียกลูกบาศก์ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ หลินหมิง
รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มันมีเศษเสี้ยวจิตวิญญาณจำนวนมาก
อยู่ภายในลูกบาศก์ ก่อนหน้านี้ เขาเพียงแค่สัมผัสเศษเสี้ยวที่เล็กที่สุด ยัง
ได้รับสิ่งล้ำค่าขนาดนี้ ถ้าหากเขาได้เข้าไปเอาเศษเสี้ยวจิตวิญญาณมาอีก
ปริมาณของสมบัติที่เขาได้ครอบครองคงจะมากจนยากจินตนาการ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จู่ๆหลินหมิงก็ทรุดตัวลง เขาได้ลืมไปว่า แม้เป็น
เพียงชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดของจิตวิญญาณที่ไร้เจ้าของยังเกือบจะกลืนกิน
จิตสำนึกของเขาแล้วไปแล้ว หากเป็นสิ่งใหญ่กว่านี้ มีแนวโน้มที่จะ
สามารถที่จะกำจัดเขาได้ทันที!
หยุดเพ้อฝันได้แล้ว หลินหมิง!
เขาอาจเข้าใจวิธีเรียกลูกบาศก์และสามารถทนการกลืนกินจิตสำนึก
ของความทรงจำได้เมื่อได้ไปถึงระดับที่สูงขึ้น สิ่งที่เขาต้องทำในขณะนี้คือ
การฝึก ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
หลินหมิงเลิกพยายามที่จะเรียกลูกบาศก์และเริ่มศึกษามรดกเคล็ด
บ่มเพาะจากแดนเทวะ
สิ่งสำคัญของ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ คือการเปลี่ยน
ร่างกายทุกส่วนให้เป็นอาวุธที่มีความแข็งแรงได้อย่างน่าตกใจ
นอกจากนี้ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ยังเน้นวิธีที่ใช้ความ
แข็งแรงของร่างกาย ขั้นแรกของการฝึกฝนร่างกายนั้นแตกต่างจากเคล็ด
บ่มเพาะทั่วไปยิ่งนัก
โดยทั่วไป เมื่อมีผู้ใดมีแรงหนึ่งพันจิน คนผู้นั้นจะประสบความสำเร็จ
ในการฝึกกับต้นไม้เหล็ก แต่ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ไม่
เพียงแต่การฝึกฝนด้านความแข็งแรง แต่ยังฝึกด้านแม่นยำ, การควบคุม
พลังที่ใช้ หากผู้ใดเข้าใจและประสบความสำเร็จ คนผู้นั้นจะสามารถใช้ฝ่า
มือฟาดทะลวงลำต้นของต้นไม้ทะลุไปถึงชั้นเยื่อไม้ได้อย่างง่ายดาย!
…
3 วันต่อมา
ที่ตีนเขาของภูเขาโจวมีพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างกลางฟากฟ้า
หลินหมิงยืนหลับตาอยู่บนที่ราบพื้นหญ้า เขาสูดลมหายใจเป็นจังหวะ ไม่
มีใครรู้ว่าเขาอยู่มานานเพียงใด เป็นดั่งเหมือนประติมากรรมส่องสว่างท
ร่ามกลางแสงจันทร์
เขาฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เกิดการไหลเวียน
ของพลังงานที่แท้จริง เมื่อความเข้าใจที่สำคัญของมันคือความเพียร ทำ
ให้ความความแข็งแกร่งและความคงทนพัฒนาขึ้นอย่างมากในระดับที่
เหนือกว่าผู้อื่นในขั้นเดียวกัน!
ภายใต้ลมยามค่ำคืน ต้นหญ้ามากมายพลิ้วไหวเป็นคลื่น การหายใจ
ของหลินหมิงเป็นไปตามลูกคลื่นเหล่านี้นราวกับว่าเขาได้กลายเป็นหนึ่ง
เดียวกับธรรมชาติโดยรอบ
หยดน้ำค้างกลั่นตัวบนใบไม้เหนือหัวของหลินหมิง กลั่นตัวอย่างช้าๆ
ในที่สุดก็หลดลงมา
หลินหมิงที่เดิมทียืนอยู่นิ่งๆก็เปิดตาของเขา เขาเหยียดแขนขวา
ออกไปช่วยให้หมดน้ำค้างไปอยู่ที่ปลายนิ้วของเขา จู่ๆมือข้างขวาของ
หลินหมิงก็กำหมัด ไหล่และต้นขาของเขาเคลื่อนไปสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม
และออกหมัดในทันที
“ตูม!”
เกิดเสียงดังก้องกังวาน ลำต้นของต้นไม้หนาข้างหน้าหลินหมิงสั่น
สนั่นหวันไหว ร่องรอยของกำปั้นปรากฏท่ามกลางฝุ่นเป็นวงบนเนื้อไม้!
หลินหมิงหายใจออกและปล่อยกำปั้นของเขา ทำให้น้ำค้างสาดกระ
เซนลงมา
“แปะ”
เสียงนั้นดังมาจากพื้นหญ้าหยดน้ำกระจัดกระจาย
เกิดรอยยิ้มโผล่ออกมาบนใบหน้าของหลินหมิง
เมื่อใช้ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ได้สมบูรณ์แบบแล้ว
หยดน้ำค้างจะพุ่งออกมาด้วยกันโดยไม่เกิดเป็นสะเก็ด แม้ว่าปัจจุบันเขา
เข้าใจยังทำไม่ได้ แต่ในอนาคตเขาต้องทำให้สำเร็จ
นอกจากนี้ยังได้ทิ้งรอยกำปั้นลึกลงไปครึ่งฝ่าเท้าบนต้นไม้เหล็ก สาม
วันก่อนการชกที่ดีที่สุดทำได้เพียงครึ่งนิ้วเท่านั้น ผลสัมฤทธิ์ในการฝึกฝน
ปัจจุบันทั้งหมดเกิดจากการ ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’
ในทั้งสามวันนี้หลินหมิงฝึก ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ไม่
หยุดและในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงช่วงเริ่มต้น ในความ
เป็นจริงหลินหมิงต้องขอบใจที่ความทรงจำของนักรบระดับสูงผู้นั้น ทำให้
ได้รับเป็นประโยชน์อย่างมากในการฝึกฝนของหลินหมิง แม้เข้าจะมีความ
ทรงจำ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพคลั่ง’ แต่หลินหมิงก็ต้องโดยใช้
ร่างกายของเขาเอง
เนื่องจากการฝึกอย่างบ้าคลั่ง เขามีอัตราการบริโภคสมุนไพรสูงขึ้น
มาก ด้วยอัตรานี้โสมโลหิตของเขาจะหมดไปในเวลาครึ่งเดือน
ตอนนี้เขามีแนวทางฝึกฝน แต่ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาสมุนไพรไม่
เพียงพอ …
อีกสองวันผ่านไป ความแข็งแกร่งของหลินหมิงก็เติบโตขึ้นอีก
ปัจจุบันหลินหมิงก็สามารถที่จะแร่เนื้อสัตว์ดุร้ายระดับหนึ่งได้อย่าง
ง่ายดาย สำหรับเขาแม้จะต้องบดสัตว์ดุร้ายระดับสองทั้งห้าตัวพร้อมกัน
ยังถือว่าไม่ยากเกินไป
….
เช้าวันหนึ่งหลินเสี่ยวตง มาถึงศาลาจันทร์กระจ่างเพื่อพบหลินหมิง
เขาเคยบอกหลินเสี่ยวตงก่อนหน้านี้ว่าเขากำลังทำงานอยู่ในศาลาจันทร์
กระจ่าง แม้ว่าหลินเสี่ยวตงจะไม่เห็นด้วยที่เขาจะไปที่นั่น
“ไปงานศิลปะการต่อสู้ประจำปี?” หลินหมิงรู้สึกตกใจที่ได้ยินคำชวน
ของหลินเสี่ยวตง
“ที่นั่นมีนักรบมากมายและเหล่าขุนนางชั้นสูง ที่นั้นไร้ซึ่งสิ่งของหา
ยากจะมีก็เพียงสิ่งของหายากโครตๆเท่านั้น! ”
หลินหมิงยักไหล่และตอบว่า “จะเอาทองจากไหนไปซื้อของเหล่านั้น
หละ ณ ตอนนี้ข้ามีอยู่เพียงยี่สิบเหรียญทอง ”
“ไม่จำเป็นว่าสามารถซื้อได้หรือไม่ เราเพียงไปดูรอบๆ ใช้เวลานี้เก็บ
ประสบการณ์ นอกจากนี้เราจะเข้าสู่สำนักเร็วนี้ อย่างน้อยเราต้องมีอาวุธ
ที่ดี แม้ว่าข้าจะไม่สามารถซื้ออาวุธระดับสูงแพงๆได้ ข้าก็ยังสามารถที่จะ
ซื้ออาวุธระดับกลางส่วนใหญ่ได้ ”
และแล้วหลินเสี่ยวตงก็ไม่ผิดหวัง หลินหมิงเลือกที่ไปกับเขา เพราะที่
กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์
ขณะออกเดินทาง หลินเสี่ยวตงพูดเรื่องงานศิลปะการต่อสู้ประจำปี
ไม่หยุด เขาเป็นคนที่คุ้นเคยกับรายละเอียดของงานเป็นอย่างดี ขณะที่
พวกเขากำลังเดินทางอยู่ในซอยหลินหมิงก็หยุดลงและวางมือบนไหล่ของ
หลินเสี่ยวตง
“มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือ?” หลินเสี่ยวตงถาม
“มีใครบางคนกำลังล้อมเราไว้” หลินหมิงถึงมีดแร่เนื้อที่เอวของเขา
ออกมา ต้องขอบใจการฝึกฝนของเขา ‘เคล็ดบ่มเพาะชีพจรปราณเทพ
คลั่ง’ หลินหมิงมีความสามารถในการรับรู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เขาเดาได้ว่ามันเป็นใคร หลายวันก่อนเขาได้ทำร้ายคนที่ใส่ต่างหูลิง
ตอนนี้มันผู้นั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะเผยตัวตนออกมา ขณะที่หลินหมิงเองก็
เตรียมพร้อมรับมือเอาไว้แล้ว