Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 506 จิตวิญญาณสายฟ้าของเจ้าก็ไม่ได้แย่เท่าไร
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 506 จิตวิญญาณสายฟ้าของเจ้าก็ไม่ได้แย่เท่าไร
แน่นอน หากเขาต้องการที่จะบังคับให้หลินหมิงออกมา มีทางเดียว
หลินหมิงจะต้องโง่เง่าที่จะทำตามด้วย มู่ชือหั่วไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผล
หรือไม่ ในตอนนี้เขายังไม่ต้องการที่จะยอมแพ้และไม่มีทางเลือกอื่นอีก
แล้ว
“มู่ชิงอีเร็วเข้า รีบบอกข้ามาว่าตราประทับยันต์สื่อสารของหลินหมิง
และมู่เชียนหยี่คืออะไร!” มู่ชือหั่วเอากระบี่จ่อคอมู่ชิงอี กดลงไปจนมี
โลหิตซึมออกมาเล็กน้อย
“มู่ชิงอีเร็วเข้า รีบบอกข้ามาว่าตราประทับยันต์สื่อสารของหลินหมิ
งคืออะไร!”
มู่ชิงอีเค้นเสียงเย็นชาและเมินเฉยเขา
“หากเจ้าไม่สนใจตนเอง… ย่อมได้มู่ชิงอี มันดูเหมือนว่าเจ้าจะมี
ความจำสั้น เจ้าคิดถูก หากพวกข้าไม่สามารถหาหลินหมิงพบพวกเรา
จะต้องตาย แต่ก่อนที่จะเป็นเช่นนั้น มันก็มีหลายอย่างที่พวกเราทำได้
ตัวอย่างเช่น…”
ขณะที่มู่ชือหั่วกล่าว เขาก็มองไปยังมู่ปิงอวิ๋น ดวงตาสาดประกาย
ความชั่วร้าย “ชิงชูเคยเคยสิ้นหวังกับคนพี่มาก่อนมิใช่หรือ? หากเจ้า
ต้องการ ก็… ฮ่าฮ่า…”
“มู่ชือหั่ว!” มู่ชิงอีกลายเป็นโกรธอย่างยิ่งและนางกัดฟันแน่นขนัด
“เจ้ามันไม่ต่างจากเดรัจฉาน! หากผู้ใดกล้าที่จะแตะต้องแม้แต่ปลายผม
ของนาง ข้าก็จะผลาญปราณโลหิตของตนเองจนหมดสิ้นและสังหารพวก
เขาให้ตกตายไปด้วยน้ำมือข้าเอง!”
มู่ชิงอีดวงตาแดงก่ำ สำหรับนักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้น หาก
นางใช้ชีวิตของตนโดยการผลาญปราณโลหิตจนหมดสิ้น เช่นนั้นนางก็จะ
สามารถเพิ่มพลังขึ้นจนเทียบเท่านักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลาง
และหากนางใช้โอสถโลหิตสีชาดไปพร้อมกัน นางก็จะยิ่งทรงพลัง
เพิ่มขึ้นไปอีกจนแม้แต่มู่ชือหั่วก็ยังไม่สามารถรับมือกับนางได้
“ยายแก่ หากเจ้ารู้ว่าสิ่งใดจะดีกับพวกเจ้าก็ให้รีบกล่าวออกมาซะ!”
เหล่ยจิงเทียนก้าวไปข้างหน้า ออร่ากดดันของเขาพุ่งไปยังมู่ชิงอี
แม้มู่ชิงอีจะผลาญปราณโลหิตของตนเองทั้งหมด เหล่ยจิงเทียนก็จะ
ไม่กลัวนางสักนิด สิ่งที่เหล่ยจิงเทียนคิดมีเพียงเคล็ดบ่มเพาะปีศาจบรรพ
กาลที่อยู่ในแหวนมิติของหลินหมิง และก็สายฟ้าปีศาจแห่งโลหิตทำลาย
ล้างหรือความลับอื่นที่เขามีเท่านั้น
ใบหน้าของมู่ชิงอีเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ในที่สุด นางก็ได้
บอกข้อมูลตราประทับยันต์สื่อสารของมู่เชียนหยี่ไป สำหรับหลินหมิง นาง
มิได้รู้จักเขามากนัก เช่นนั้นจึงไม่รู้ แต่จางเจิ้นกลับรู้ เพราะเขาเป็นหนึ่งใน
สหายที่ดีของหลินหมิง
“จางเจิ้น… ตราประทับยันต์สื่อสารของหลินหมิง… โปรดให้พวกมัน
ไป” ดวงตาของมู่ชิงอีเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
จางเจิ้นกัดฟันแน่น ในตอนนี้ มันมิได้มีเพียงแค่มู่ปิงอวิ๋นเท่านั้นที่ตก
อยู่ในอันตราย แต่ปู่ของเขา และผู้อาวุโสเจ็ดเองก็ด้วย เขาจึงไม่มี
ทางเลือก และบอกข้อมูลตราประทับยันต์สื่อสารของหลินหมิงไป ความ
จริงแล้ว เขาก็พอจะรู้ว่ามู่ชือหั่วต้องการจะทำสิ่งใด เขาทำได้เพียงหวังแค่
ว่าหลินหมิงจะไม่หลงกลนี้
“หึ เจ้าหน้าโง่ หากเจ้ารู้ก็น่าจะบอกมาตั้งแต่เนิ่นๆ” เพราะว่ามู่ชิงชู
ไม่สามารถที่จะหาหลินหมิงได้ เขาจึงเต็มไปด้วยความโกรธ เขาชกจาง
เจิ้นเข้าที่หน้าอก และจางเจิ้นก็ลอยตกกระแทกลงพื้น
“ชิงชู อย่าทำให้เรื่องยุ่งยากไปกว่านี้ หาหลินหมิงให้พบคือสิ่งสำคัญ
ที่สุด” มู่ชือหั่วหยิบเอายันต์สื่อสารออกมา 2 อัน ในโลกที่ล่มสลายนี้ ยันต์
สื่อสารเองก็ได้ถูกยับยั้งโดยกฏแห่งโลกใบนี้ มันยังสามารถถูกปิดกั้นด้วย
อาคม รูปแบบค่ายกล หรือม่านพลังต่างๆที่อยู่แถวนี้ มู่ชือหั่วหวังเพียงว่า
หลินหมิงนั้นจะไม่อยู่ไกลจากตำแหน่งที่พวกเขาหาเกินไป
มู่ชือหั่วสะบัดนิ้วและยันต์สื่อสาร 2 อันได้เผาไหม้ “หลินหมิง มู่เชียน
หยี่ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองอยู่ด้วยกัน ฟังให้ดีมู่เชียนหยี่ ข้านั้นมีน้องสาว
ของเจ้าเป็นตัวประกัน หากเจ้าไม่ต้องการที่จะให้นางได้รับบาดเจ็บ
เช่นนั้นก็โผล่ออกมาพร้อมกับหลินหมิงภายใน 10 ชั่วโมง มิเช่นนั้น ข้าก็
จะให้ผู้อื่นปู้ยี่ปู้ยำนางซะ ไม่เพียงแค่นั้น ทุกชั่วโมงที่พวกเจ้ามาช้า ข้าจะ
สังหารตัวประกันคนอื่นไปทีละคน!”
ขณะที่มู่ชือหั่วกล่าว แม้ว่าเขาจะรู้สึกว่าปฏิบัติต่อหลินหมิงไม่รุนแรง
พอ แต่ในตอนนี้ เขาเพียงหวังว่า หลินหมิงจะโง่เง่าพอที่จะออกมาและตก
ตายด้วยน้ำมือเขา
“ชิงชู เริ่มนับเวลาได้!”
ไม่ว่าหลินหมิงจะออกมาหรือไม่ มู่ชือหั่วก็จะทำเช่นที่กล่าว เขาไม่
รู้จักศีลธรรมหรือเกียรติอันใดอีกแล้ว หากเขาไม่สังหารหลินหมิง ผู้ที่ตก
ตายก็จะเป็นเขาแทน
มู่ชิงชูเอานาฬิกาทรายสูงเป็นก้าวออกมาจากแหวนมิติและวางบน
แท่นหิน เสียงของนาฬิกาทรายได้ค่อยๆไหลไป
ขณะที่เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ทรายก็ได้ไหลลงไปด้านล่างจนหมด
จากนั้นมู่ชิงชูก็ได้กลับด้านมันอีกครั้ง มันหมายความว่าผ่านไป 1 ชั่วโมง
แล้ว
ขณะที่มู่ชิงชูกลับด้านนาฬิกาทราย เขาก็มองไปยังมู่ปิงอวิ๋น ดวงตา
สาดประกายด้วยตัณหา มู่ชิงชูได้เป็นบ้าไปแล้ว เขาไม่สนใจผลที่ตามมา
ใดๆอีกแล้ว ขณะที่ทรายไหลลงล่างจนหมด เขาก็พลิกด้านมันอีกครั้ง ซึ่ง
ก็คือ 2 ชั่วโมงผ่านไป
หัวใจของมู่ชิงอีปั่นป่วน จางเจิ้นรู้สึกร้อนรนอย่างยิ่ง สำหรับมู่ปิงอวิ๋น
นางมีสีหน้าไร้ความรู้สึกขณะที่นั่งเข้าฌาน เก็บพลังของตนไว้ในการต่อสู้
สุดท้าย
มู่ปิงอวิ๋นไม่ได้กังวลว่ามู่เชียนหยี่หรือหลินหมิงจะออกมาหรือไม่
อย่างไรนางก็จะสู้ ในตอนนั้น จะมีผู้รอดไปได้สักกี่คนก็ไม่รู้
หากเหล่ยจิงเทียนเอาจริง เหล่าศิษย์คงไม่อาจหนีไปได้แน่ ต่อให้พวก
เขาหนีไปคนละทิศทางก็ตามที สิ่งที่เหล่ยจิงเทียนจะทำก็เพียงแค่ส่งตา
ข่ายสายฟ้าแห่งฝันมายาออกไป และนักสู้ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นหลอมรวมแก่น
แท้ก็จะสงบไป
ขณะที่พลิกนาฬิกาทรายครั้งที่ 3 ศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็
กลายเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก ในการต่อสู้ต่อหน้าประตูแห่งความตาย
เช่นนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสงบเช่นมู่ปิงอวิ๋นได้
เมื่อรอบที่ 4 ของนาฬิกาทรายได้หมดลง ในซากวิหาร ทันใดก็มี
รูปร่างของหญิงสาวและชายหนุ่มปรากฏ…
ขณะที่มู่ชือหั่วเห็นเช่นนี้ เขาก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตนเอง พวกเขา
มากันจริงๆ?
เหล่ยจิงเทียนเองก็ตกใจ เขากวาดตามองทั้ง 2 และจากนั้นก็หัวเราะ
ออกมาในทันใด คิดว่าทั้ง 2 คนช่างโง่เขลายิ่งนัก เขาไม่เคยเห็นผู้ใดโง่
เขลาถึงเพียงนี้มาก่อน! พวกนี้ได้เสียพลังและลงทุนไปมากในการหลบหนี
แต่กลับมาอีกครั้งเพราะห่วงผู้อื่น ช่างโง่เง่าจนกู่ไม่กลับอย่างแท้จริง
แต่สำหรับเหล่าผู้ที่มาจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่มู่ชิงอี
มองเห็นหลินหมิงและมู่เชียนหยี่ปรากฏตัว นางก็เต็มไปด้วยความ
ความรู้สึกผิดและเสียใจ นางได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้วว่าตราบใดที่การ
ต่อสู้ได้เริ่มขึ้น นางก็จะผลาญปราณโลหิตทั้งหมดของตนเองและใช้โอสถ
โลหิตสีชาดเสริมอีกทีนึงเพื่อไถ่บาปของตน
มู่ปิงอวิ๋นแตะไปที่แหวนมิติของตนเองที่แขนซ้าย จิตใจของนางได้
เชื่อมต่อกับกระบี่วิหควารีเรียบร้อยแล้ว นางเพียงแค่รอให้การต่อสู้
เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
“ฮ่าฮ่า! เจ้ามันโง่จริงๆ!” มู่ชิงชูหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “มาเพื่อที่จะ
ตายอย่างแท้จริง!”
หากหลินหมิงมาตามแผนนี้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะมีโอกาสรอดชีวิต
ถึงแม้จะไม่สามารถครอบครอง ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ต้องห้าม
วิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นได้ก็ตาม พวกเขาก็ยังจะได้กำไรตราบเท่าที่ได้
ครอบครองสายเลือดฟีนิกซ์โบราณ
หลังจากที่หลินหมิงเข้ามาใกล้ในระยะ 300 ก้าว เขาก็ยืนถือง้าว
โลหิตล้างผลาญไว้ในมือ สีหน้าไร้ความรู้สึกชี้คมมีดของง้าวลงบนพื้น
นอกจากหลินหมิง มู่เชียนหยี่ก็ได้หยิบเอากระบี่วิหคเพลิงออกมา
เช่นกัน สายลมที่เหน็บหนาวพัดผ่านใบหน้าของนาง
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เหล่ยจิงเทียนถือกระบี่สายฟ้าและก้าวออกไป
“หลินหมิง ถ้าแม้ผู้อื่นจะคิดว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะ แต่ข้าคิดว่าเจ้าเป็น
เพียงคนโง่เขลา เจ้ารู้ดีว่าการออกมาที่นี่ย่อมหมายถึงความตาย แต่ก็ยัง
ก้าวมาติดกับดักนี้ ในเมื่อเจ้าโง่เขลาถึงเพียงนี้แล้ว เช่นนั้นก็ให้ชายชราผู้นี้
ได้ช่วยเหลือเจ้า”
แขนของเหล่ยจิงเทียนสั่นสะท้าน และสายฟ้าสีม่วงปรากฏขึ้นที่
ด้านบนฝ่ามือของเขา นี่คือแสงแห่งฝันมายา ขณะที่หลินหมิงมองไปยังจิต
วิญญาณสายฟ้าของเหล่ยจิงเทียน เขาก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย
“หืม? เจ้ายิ้มอะไร?”
“ข้ายิ้มก็เพราะ… ข้าคิดว่าจิตวิญญาณสายฟ้าของเจ้าเองก็ไม่ได้แย่
เท่าไหร่”
“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาประเมินจิตวิญญาณสายฟ้าของข้า!” เหล่ย
จิงเทียนได้ยินความหมายแฝงภายในคำกล่าวของหลินหมิง เขารู้สึกไม่
สบายใจในท่าทางที่มั่นใจของหลินหมิงเช่นนี้ เจ้าสารเลวนี่ หรือว่ามันมีไพ่
ตายอันใดซ่อนไว้อีก?
หืม?
ในตอนนี้เอง เหล่ยจิงเทียนได้ตระหนักถึงระดับการบ่มเพาะของ
หลินหมิง เขาก็ได้ตกตะลึง “เจ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว
หรือ?”
ขั้นปราณปลายฟ้า?
ขณะที่เหล่ยจิงเทียนกล่าว ทุกคนเองก็ได้ตระหนักถึงระดับการบ่ม
เพาะของหลินหมิงว่าคือขั้นปราณปลายฟ้าอย่างแท้จริง
มู่ชิงอีดวงตาสาดประกายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่ผู้ที่สงบ
เยือกเย็นเช่นมู่ปิงอวิ๋นเองก็ตกตะลึง
หลินหมิงได้ก้าวจากขั้นปราณต้นฟ้าช่วงปลายทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าด้วยเวลาเพียง 6 วันหรือ?
มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันในช่วง 6 วันที่ผ่านมา?
มันจะต้องเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างแน่นอน!
สำหรับนักสู้ที่เข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าก่อนอายุ 18 ปี… นี่มันเกินกว่า
ความเข้าใจของผู้คนไปแล้ว
ทั้งระดับการบ่มเพาะและความแข็งแกร่งด้วยวัยเพียงแค่นี้
ทั่วทั้งทวีปนภารินไหล การที่จะมีเหตุการณ์ของผู้ที่ทำเช่นนี้ได้ย่อม
ไม่มีมากว่าหมื่นปี และอาจกระทั่งจากยุคบรรพกาลก็ไม่เคยมีมาก่อน!
ในตอนนี้ ทุกคนตกตะลึงจนกลายเป็นเงียบงัน เหล่ยจิงเทียนรู้สึก
หวาดกลัวในส่วนลึกของจิตใจ หลินหมิงนั่้นน่าหวาดกลัวเกินไป น่า
หวาดกลัวจนทำให้ทุกคนที่เป็นศัตรูไม่อาจปล่อยให้เขาเติบโตได้!
“มันเป็นเช่นนี้เอง เจ้ามีความมั่นใจที่จะกลับมาเพราะว่าตนเอง
ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า เจ้าวางแผนจะทำสิ่งใด? เจ้าคิดหรือว่าจะ
สามารถสู้กับข้าได้?”
เหล่ยจิงเทียนเค้นเสียงเย็นชาและก้าวออกไป ชี้กระบี่แสงสายฟ้า
ของตนไปยังหลินหมิง
ก่อนหน้านี้ เมื่อหลินหมิงได้ผลาญปราณโลหิตของตนเอง เขาได้รับ
พลังที่เทียบเท่าผู้ที่อยู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นมา แต่ก็ยังอยู่ห่างไกล
จากขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางนัก
แต่การได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าจากขั้นปราณต้นฟ้า พลัง
ของเขาก็ได้เพิ่มขึ้นถึง 2 ขั้น
หากกล่าวตามปกติแล้ว ในเส้นทางของนักสู้ ความห่างชั้นระหว่าง
ระดับการบ่มเพาะจะเพิ่มตามขั้นที่สูงขึ้นไป ความห่างชั้นระหว่างขั้น
ปราณต้นฟ้าช่วงปลายและขั้นปราณปลายฟ้านั้นน้อยกว่าความห่างชั้น
ของขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงต้นและช่วงปลาย
อย่างไรก็ตาม เหล่ยจิงเทียนนั้นรู้ว่าไม่อาจประเมินหลินหมิงตาม
สามัญสำนึกได้
เหล่ยจิงเทียนมิได้คิดว่าตนจะแพ้ แต่ก็ต้องระมัดระวังสูงสุด
ขณะที่เหล่ยจิงเทียนและหลินหมิงเผชิญหน้ากัน มู่เชียนหยี่ก็เดินไป
หามู่ปิงอวิ๋นอย่างสงบ สองพี่น้อง หันกระบี่เพลิงและน้ำแข็งเข้าเผชิญหน้า
กับมู่ชือหั่ว
สำหรับมู่เหยียนจัว เขาจะจัดการกับมู่ชิงอีและผู้อาวุโสเจ็ด
ดังนั้น หากเหล่ยจิงเทียนไม่อาจที่จะกดดันหลินหมิงได้ ทางด้านมู่ชือ
หั่วก็จะเสียเปรียบ
“หลินหมิง ข้ายอมรับว่าเจ้านั้นมีความสามารถที่จะทำให้ข้าเอาจริง
ได้ ในโลกนี้ภายใต้กฏแห่งการยับยั้ง ข้าจะต้องเอาจริงกับเจ้า!
“แต่ในด้านความแข็งแกร่ง เจ้ายังห่างไกลจากข้านัก! กระบี่สายฟ้า
สะท้านวิญญาณ!”
เหล่ยจิงเทียนตวัดกระบี่ออกไป และบนตัวกระบี่มีสายฟ้าสีม่วงสาด
ประกาย เกิดเสียงกระหึ่มของสายฟ้าดังขึ้นในอากาศ
ในการโจมตีแรกนี้ เหล่ยจิงเทียนเพียงแค่ทดสอบความแข็งแกร่งของ
หลินหลิง
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงมิได้ต้องการที่จะมาทำการทดสอบงี่เง่านี้ มุม
ปากของเขายกขึ้น เขาเชื่อมต่อปราณแท้ไปยังเมล็ดพันธุ์เทพทรราช
ปราณเทพทรราชคลั่ง – เปิด! พลังของขั้นผสานไขกระดูกเองก็ปะทุ
ออกมาเช่นกัน!
“ตายซะ!”
ง้าวโลหิตล้างผลาญพลิกขึ้นมา ร่างกายของหลินหมิงส่งเสียงกระดูก
ดังลั่น ด้านบนของง้าวโลหิตล้างผลาญมี 14 ผนึกดูดกลืนโลหิตหมุนวน
เป็นเกลียวคลื่นสีแดงฉานอยู่
ง้าวบรรพกาลจู่โจม!
วูซซ!
ง้าวของหลินหมิงพุ่งออกไปราวกับมันจะสามารถหั่นมิติออกเป็นชิ้นๆ
ได้ แสงแห่งฝันมายาของเหล่ยจิงเทียนถูกกลืนกินไปโดยเกลียวคลื่นสีแดง
ฉานไปจนหมด พลังฉีกกระชากของมันได้เขาครอบคลุมเหล่ยจิงเทียน หั่น
พลังชีวิตและโลหิตของเขา เหล่ยจิงเทียนสูญเสียความสมดุลในทันที
“อะไรกัน!?”
เหล่ยจิงเทียนไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง ผนึกดูดกลืนโลหิต
เหล่านั้นได้ทำลายปราณกระบี่และยังทะลวงโล่ป้องกันปราณแท้ของเขา
เข้ามาได้ ฉีกกระชากเนื้อหนังของเขาลอยไปตามสายลม!