Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 505 ท่ามกลางสายฝน
สายฝนที่เค็มและเหน็บหนาวจากน้ำทะเลของทะเลทางใต้ มันถูกดูด
เข้ามาในโลกที่พังทลายโดยพายุมิติและกลายเป็นไอน้ำมหาศาล หลงัจาก
ที่จับตัวกันบนท้องฟ้า ก่อเกิดเป็นเมฆครึมและหนา เมฆเหล่านี้ได้เพิ่มมาก
ขึ้นมากว่า 10 วันแล้ว และต้องการที่จะตกลงมา ในตอนนี้ มันได้เกิดสาย
ฝนที่หนาจนยากที่จะมองเห็นโดยรอบ
เพียงเวลาไม่กี่ลมหายใจ น้ำก็ได้ท่วมมาจนถึงข้อเท้า มันชะล้างทั่วทั้ง
ดินแดนโลหิตรกล้างนี้ มนตกลงยังแผ่นหิน ชะล้างพวกมันจนทำให้อักขระ
สีแดงเปล่งแสงมากขึ้น
ทั่วร่างของมู่เชียนหยี่เปียกโชกไปด้วยสายฝน ชุดที่สะอาดและงดงาม
ในตอนนี้ได้เปื้อนไปด้วยโคลนสกปรก
นางมิรู้ว่าตนเองได้ยืนอยู่เช่นนี้มานานเพียงใดแล้ว ใน 6 วันที่ผ่านมา
นี้ นางมิได้หลับเลย กินข้าวหรือดื่มน้ำเลย
ในตอนนั้นที่นางถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวของอักขระหลบหนี
ใบหน้าของหลินหมิงที่เลือนรางยังคงหรอกหลอนนาง
นางไม่เคยที่จะคิดถึงผู้อื่นอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ หากมันเป็นไปได้ นางก็
จะยอมที่จะทิ้งการบ่มเพาะทั้งหมดของตนเองเพื่อที่จะได้เจอเขาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ความหวังในหัวใจของนางกลายเป็นหริบหรี่มากขึ้น
มันได้ผ่านมานานมากแล้ว… หากเขาไม่เป็นอันใด เช่นนั้นเหตุใดจึงยังไม่
กลับมาหานางตามที่สัญญากันไว้?
เมื่อได้สูญเสียสิ่งที่นางรักที่สุดเท่านั้นนางจึงรูสึกเจ็บปวดด้วยไม่อาจ
ลืมเลือนได้เช่นนี้
มู่เชียนหยี่ได้เสียบิดามารดาไปตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นมานางก็ได้
ติดตามอาจารย์ นางจากอาจารย์ของนางแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งมู่
อวี้หวงและหลินหมิงต่างก็เป็นผู้สำคัญที่สุดในหัวใจนาง
บางที… นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้คนเรียกว่ารัก
มู่เชียนหยี่นึกย้อนกลับไป หากนางสามารถที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชน
ด้วยกันกับหลินหมิง เช่นนั้นถึงแม้จะเป็นปุถุชนบางทีอาจจะมีความสุขยิ่ง
กว่า…
สายฝนยังคงตกลงมาจนท่วมหัวเข่า จากนั้น มู่เชียนหยี่ก็ได้ยินเสียง
น้ำที่กระเซ็นอยู่ด้านหน้าราวกับว่ามีบางคนกำลังมุ่งหน้ามา
ทันใดนั้นนางก็ได้ตื่นจากภวังค์ นางหันไปมองและตกตะลึงในสิ่งที่
เห็น ท่านกลางสายฝนที่ไร้สิ้นสุด มีภาพเลือนรางกำลังก้าวฝ่าสายฝนมา
หานาง
มู่เชียนหยี่กลายเป็นหายใจติดขัด ท่ามกลางละอองน้ำที่หนาและยังมี
กฏที่ยับยั้งขอบเขตจิตสัมผัส มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกได้ว่าผู้ที่
มั่งหน้ามานั้นคือใคร แต่ถึงกระนั้น ขณะที่มู่เชียนหยี่มองเห็นรูปร่างเลือน
รางนั้น ร่างกายของนางก็แข็งค้างและน้ำตาเริ่มไหลออกมา
นางไม่จำเป็นต้องเดา หรือจำเป็นต้องได้เห็นเต็มตา หรือกระทั่งไม่
ต้องใช้จิตสัมผัส ด้วยความรู้สึกโหยหาจากส่วนลึกในหัวใจก็สามารถที่จะ
ทำให้นางรู้แล้วว่าคนผู้นี้คือใคร รูปร่างที่เลือนรางนี้ เป็นบุคคลเดียวกับที่
นางเฝ้ารอมาตลอด 6 วันที่ผ่านมา…
“หลินหมิง!”
มู่เชียนหยี่ลืมทุกอย่าง ในตอนนี้ นางมิได้มีความยิ่งทรงเช่นนักบุญสูง
ศักดิ์หรือผู้เชี่ยวชาญระดับอีกต่อไป ในตอนนี้ นางเป็นเพียงแค่หญิงสาวที่
หลงรักผู้ชายคนนึง
ในสายฝนนี้ นางพุ่งเข้าไปหาอ้อมแขนของหลินหมิงโดยไม่ลังเล
ขาวที่แขนงามโอบไปถึงด้านหลังของหลินหมิง ราวกับต้องการที่จะ
หลอมละลายเข้าไปในร่างของเขา…
“ข้ากลับมาแล้ว”
หลินหมิงย่อตัวลงและกล่าวใกล้กับใบหูของมู่เชียนหยี่
“ข้ารู้… ข้ารู้…” มู่เชียนหยี่หอดร่างของหลินหมิงอย่างแนบแน่น และ
ไม่อาจที่จะหยุดน้ำตาไม่ให้ไหลได้เลย
ในสายฝนที่หนาวเหน็บ หลินหมิงก็ยังจะสามารถรับรู้ได้ถึงความ
อบอุ่นที่ร่างของเขา
ขณะที่ทั้งสองโอบกอดกันและกัน ในโลกแห่งนี้ – นอกจากสายฝน –
ก็ไม่มีเสียงอันใดรบกวนอีก มันราวกับว่าม่านฝนนี้ได้แยกทุกอย่างออก
จากโลก และหลงเหลือเพียงหัวใจของพวกเขาทั้งสอง แนบชิดกันและกัน
หลังจากที่เวลาได้ผ่านมานานเท่าใดไม่รู้ ทั้งสองก็ค่อยๆแยกออกจาก
กัน ในตอนนั้นเอง มีเสียง ‘เปรี้ยง’ แยกอากาศออกมา สายฟ้าที่แดงสอง
สายผ่าลงมาจากท้องฟ้า ราวกับเทพเจ้าสายฟ้าร่ายอาคมของเขา
แสงสายฟ้านี้สะท้อนอยู่แววตาของหลินหมิง แต่ในแววตาที่สะท้อน
แสงนั้นสามารถที่จะมองเห็นจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมา
ขณะที่มู่เชียนหยี่มองเห็นแววตานั้นของหลินหมิงหัวใจนางก็สั่น
สะท้าน นางไม่รู้มาก่อนว่าโลกนี้มืดมิดอย่างยิ่ง ดวงตาของหลินหมิงเป็น
ดั่งแสงดาวที่เจิดจ้า
หลินหมิงหลับตาลงและลืมตาขึ้นอีกครั้ง ขณะที่แสงจากฟ้าผ่า
หายไป จิตสังหารที่รุนแรงของเขาก็ได้กลับเข้าไปในร่าง เขากล่าวออกมา
ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง “ไปกันเถอะ มากับข้า… เพื่อสังหาร”
คำกล่าวเหล่านี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและยโสราวกับว่าสามารถที่จะ
กุมชีวิตผู้อื่นไว้ในมือของตนได้ มันทำให้จิตใจของมู่เชียนหยี่สั่นสะท้านอีก
ครั้ง
นางค้นพบว่าใน 6 วันที่ผ่านมา หลินหมิงได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าแล้ว!
ไม่เพียงแค่นั้น แต่ร่างกายของหลินหมิงยังเปล่งออร่าที่ลึกลับและ
ทรงพลัง ถึงกระนั้นนางก็มิอาจรู้ได้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่มันก็
ทำให้หัวใจของนางเต้นรัว!
“หลินหมิง เจ้า…”
“ข้าได้เข้าไปยังตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจและได้ครอบครองราก
มังกรนิพพานมา” หลินหมิงมิได้ต้องการที่จะปิดบังสิ่งใดจากมู่เชียนหยี่
เขาไม่อาจทำได้ ไม่ต้องการ และไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน
“อะไรกัน!?” มู่เชียนหยี่ตกตะลึง รากมังกรนิพพานหรือ? สวรรค์!
มันมิใช่โอสถอัศจรรย์ที่เหล่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตแก่งแย่งกันหรอก
หรือ? แล้วมันมาอยู่ในมือของหลินหมิงได้อย่างไร?
“เรื่องมันยาว ข้ายังไม่สามารถอธิบายมันได้ตอนนี้ แต่นี้ข้ามีสิ่งนี้ให้
เจ้า…” หลินหมิงหยิบเอากล่องหยกธรรมดาออกมาจากแหวนมิติ
หลังจากที่เปิดกล่องหยกออก สามารถที่จะมองเห็นบางอย่างอยู่ มันดูราว
กับโสมจีนที่แห้งแล้ว
“นี่คือ…” มู่เชียนหยี่พบว่ามันน่าเหลือเชื่ออย่างมาก มันดูราวกับรูป
ของรากมังกรนิพพานที่นางได้เห็นในบันทึกโบราณของผู้อาวุโสจาก
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ที่นางได้สังหารไปเลย
หลินหมิงกล่าว “นี่คือรากมังกรนิพาน ข้าต้มมันเพื่อสร้างเป็นโอสถ
ระดับสูง 80-90% ของสมุนไพรนี่จะได้หายไป จึงเหลือเพียงแค่ 10 to
20% แต่มันยังดีกว่าพวกย่อยที่ตัดครึ่งด้วยซ้ำ!”
รากหลักของ รากมังกรนิพพานมีพลังงานสะสมอยู่ 70% สำหรับ 9
รากย่อย มันมีเพียง 30% รากมังกรนิพพานนั้นได้บรรจุพลังงานที่บริสุทธิ์
และมหาศาล เมื่อมันหักหรือเสียหาย พลังงานก็จะรั่วไหลออกมาอย่าง
มาก รากย่อยเดิมทีก็ยิ่งมีพลังงานสะสมน้อยอยู่แล้ว หากมันหักหรือ
เสียหายก็จะยิ่งมีน้อยกว่าเดิม น้อยยิ่งกว่าที่รากหลักของรากมังกร
นิพพานที่หลินหมิงได้ต้มแล้วเสียอีก
“หากท่านอาจารย์บรรพบุรุษต้องการที่จะทะลวงระดับไปสู่ขั้น
ทำลายชีวิตระดับ 2 รากสามารถที่จะนำรากมังกรนิพพานนี้ไปต้มทำ
โอสถได้อีก หรือจะดูดซับมันโดยตรงเลยก็ได้” หลินหมิงวางรากมังกร
นิพพานลงไปยังมือของมู่เชียนหยี่ รากมังกรนิพพานนี้ย่อมมีความหมาย
กับมู่เฟิงเซียนเป็นอย่างมาก และเมื่อมู่เชียนหยี่ได้มาถึงจุดที่ต้องการใช้
รากมังกรนิพพาน หลินหมิงก็มั่นใจอย่างมากว่าเขาจะสามารถกลั่นมันให้
ได้มากที่สุดแก่มู่เชียนหยี่ได้
หลินหมิงดึงมือมู่เชียนหยี่เจ้ามาใกล้และกล่าว “มากับข้า มาจบทุก
สิ่งนี้กันเถอะ!”
………….
ในตอนนี้ หางไป 100 ลี้ในซากอาคารของศิษย์สายแห่งตำหนัก
จักรพรรดิเทพปีศาจ…
ฝนที่ตกลงมาได้เริ่มค่อยๆหยุดลง ท้องฟ้ายังไม่โปร่งใส แต่ก็มีแสง
จางรอดผ่านไปได้แล้ว
ที่ด้านบนของค่ายกลสังหารมายา เหล่ยจิงเทียนได้พบว่ามันว่างเปล่า
และสีหน้าเต็มไปด้วยความมืดมนอย่างยิ่ง!
ด้วยความแข็งแกร่งของเหล่ยจิงเทียนในขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วง
ปลาย ต่อให้รวมมู่ชือหั่วและมู่เหยียนจัว และคนอื่นๆที่นี่ ก็ยังมิได้มีความ
แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้อาสุโสครึ่งก้าวสู่ขั้นทำลายชีวิตได้เลย
โดยปกติแล้ว เหล่า 30 ผู้อาวุโสขั้นทำลายชีวิตได้รวมตัวกันที่หน้า
ทางเข้าตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจ และได้ใช่พลังไปมาก และแม้แต่จะมี
ทักษะลับของซ่วนหวู๋จี๋ช่วย พวกเขาก็ยังแทบจะไม่อาจทะลวงรูปแบบ
ค่ายกลออกมาได้ง่ายๆ
ถึงแม้รูปแบบค่ายกลที่เหล่ยจิงเทียนโจมตีนี้จะด้อยกว่ารูปแบบค่าย
กลภายในตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจอย่างมาก แต่มันก็ยังไม่อาจทะลวง
ได้ง่ายๆอยู่ดี
เหล่ยจิงเทียนได้รวมพลังกับมู่ชือหั่วและมู่เหยียนจัว โจมตีรูปแบบนี้
ต่อเนื่องมากว่า 6 วันแล้ว ยังล้มเหลวที่จะทะลวงมันไปได้อยู่ดี
แต่ในตอนนี้ สายฝนที่ตดหนักได้ช่วยพลิกกระดานให้กับพวกเขา
พลังของสายฟ้าจากพายุนี้ไม่ได้ถูกยับยั้งโดยกฏแห่งโลกใบนี้ เหล่ยจิง
เทียนจึงได้ใช้ความสามารถในการควบคุมสายฟ้าของตน และด้วยการใช้
รูปแบบค่ายกลของตนเองสนับสนุน เขาจึงมีเวลาที่จะเตรียมการใช้
สายฟ้าเบี่ยงแบนลงไปผ่ารูปแบบค่ายกลสังหารมายาโดยตรง การเป็น
การโจมตีสุดท้ายของพวกเขาที่จำต้องทะลวงรูปแบบค่ายกลให้ได้
แต่เมื่อรูปแบบค่ายกลสังหารมายาได้ถูกทะลวง พวกของเหล่ยจิง
เทียนจึงได้พบว่าภายในนั้นว่างเปล่า ไม่มีเวลาแต่เงาหลินหมิง!
มู่ชิงอีถอนหายใจยาวขณะที่นางเห็นเช่นนี้ ในที่สุดหลินหมิงสามารถ
ที่จะหนีไปได้ มันเป็นเรื่องที่ดีมาก มิเช่นนั้น นางคงต้องใช้ชีวิตที่เหลือโทษ
ตนเอง ไม่อาจที่จะชำระบาบในใจได้
“เจ้าสารเลวนั่น!” เหล่ยจิงเทียนอยากจะสำลักโลหิตออกมา
สำหรับมู่เหยียนจัวและมู่ชิงชู พวกเขาแทบจะเป็นลม ทรุดลงกับพื้น
สำหรับมู่ชือหั่วเองก็พบว่าตนไม่สามารถที่จะสงบได้อีกต่อไป หัวใจของ
เขาเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
แผนการทั้งหมดของเขาขึ้นอยู่กับการสังหารหลินหมิง หากเขาไม่
สามารถมี่จะสังหารหลินหมิงได้และครอบครองสายเลือดฟีนิกซ์โบราณได้
เช่นนั้นต่อจากนี้อีกครึ่งปี สัญญาโลหิตก็จะทำให้พวกเขาสูญเสียการบ่ม
เพาะ และกลายเป็นพิการ!
เมื่อถึงตอนนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อันใดเมื่อได้รับ ‘เคล็ดบ่มเพาะบัญญัติ
ศักดิ์สิทธิ์ต้องห้ามวิหคเพลิง’ ทั้ง 8 ขั้นหรือได้กลายเป็นเจ้านิกาย มันย่อม
ไม่มีความหมายอันใดเลย!
“พี่ชายชือหั่ว… พวก… พวกเราจะทำอย่างไรต่อไปดี?” น้ำเสียง
ของมู่เหยียนจัวสั่นเครือ นี่มิใช่เรื่องตลก มันอาจจะเป็นไปได้ที่มู่เฟิงเซียน
จะออกมาจากตำหนักจักรพรรดิเทพปีศาจในอีกไม่นาน หากพวกเขาไม่
สามารถที่จะสังหารหลินหมิงก่อนมู่เฟิงเซียนกลับมา เช่นนั้นพวกเขาก็จะ
สูญเสียทุกอย่าง!
ถึงแม้พวกเขาจะได้เตรียมตัวเผื่อสถานการณ์เลวร้ายเอาไว้แล้วใน
การเดิมพันครั้งนี้ แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนนี้จริงๆ พวกเขาก็ไม่อาจที่จะ
ยอมรับในความเป็นจริงนี้ได้
“เลิกตื่นตระหนกได้แล้ว!” มู่ชือหั่วกล่าวอย่างเย็นชา อย่างไรก็ตาม
มันมีเหงื่อเย็นไหลออกมาที่น่าผากของเขา “ใจเย็นเขาไว้ ตราบใดที่พวก
เราสามารถหามันพบในอีกไม่กี่วันนี้ มันก็ยังไม่สายเกินไป…”
มู่ชือหั่วกัดฟันแน่นขณะที่กล่าวเช่นนี้ ขณะที่เขาหันไปมองมู่ชิงอีที่มี
สีหน้าเย้ยหยัน ทันใดนั้นเพลิงเพลิงแห่งความโกรธเกี้ยวของเขาก็ปะทุขึ้น
ภายในใจ
“ตายซะ ยายแก่!”
ฉวิ้ง!
มู่ชือหั่วตวัดกระบี่ออกไปอย่างรุนแรง มันพุ่งไปราวกับอรสรพิษ ตรง
ไปยังคอของมู่ชิงอี
ขณะที่มู่ชิงอีเห็นเช่นนี้ นางก็ไม่ขยับ ไม่แม้กระทั่งกระพริบตา
ต้องการเพียงแค่ให้กระบี่นี้เสียบแทงนาง
จากต้นจนจบ มู่ชิงอีมิได้หวาดกลัวความตายเลย
“ยายแก่โง่ อยากตายนักหรือ? มันไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก!” มู่ชือหัวห
ยุดกระบี่ไว้ห่างจากคอของมู่ชิงอีเพียงครึ่งนิ้ว
ในตอนนี้ สังหารมู่ชิงอีไปก็ไร้ประโยชน์ อย่างแรก เขาจะต้องหาตัว
หลินหมิงก่อน
มู่ชือหั่วสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง ในที่สุด เขาก็ได้นึกแผนการ
ออก จากนั้นก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย
หากไม่สามารถหาหลินหมิงพบ เช่นนั้นเขาก็จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะ
บังคับให้เขาออกมาเอง