Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 56 ความสำเร็จ
หลังจากที่กล่าวลาหลินหวู่แล้วหลินหมิงก็กลับไปที่พักของตน ดู
เหมือนในวันนี้จะไม่มีเวลาเหลือซักเท่าไหร่เขาต้องแข่งกับเวลาจริงๆ
ที่หลินหมิงตกลงเดิมพันในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องตื่นเต้นอะไรซัก
เท่าไหร่ เพราะในใจของเขาได้คิดแผนการไว้แล้ว ที่หลินหวู่พูดเกี่ยวกับห
ลิงเซ็น ต้ากู่ ซางกวนยู่ พวกที่เป็นอันดับ1ในการสอบเข้าปีก่อนๆจะ
เอาชนะพวกที่อันดับ130ได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาก็ไม่ใช้เรื่องแปลกอะไร
แต่ซางฉางอยู่อันดับ109 เห็นได้ชักว่าฝีมือของพวกเขายังอยู่ห่างกันอีก
หลายขั้น แต่หลินหมิงเชื่อว่า เขาจะต้องทำได้ดีกว่าพวกอันดับ1ในการ
สอบเข้าปีก่อนๆอย่างแน่นอน
เขาต้องการเวลาอีกแค่หนึ่งเดือน
หลิงเซ็น,ต้ากู่ และ ซางกวนยู่ เอาชนะพวกที่อันดับช่วง130ได้ทันทีที่
เข้าสำนัก พวกเขาไม่ต้องการเวลาเพิ่มด้วยซ้ำ
เพื่อจะสำเร็จการจารึกโอสถ เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือน
และอีกครึ่งเดือนสำหรับการดูดซับยาโอสถพวกนั้น อย่างแรกเขาต้อง
เสริมพลังให้ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทองและยาโอสถพญางูซึ่งเป็นยาล้ำค่า
และไม่อาจหาซื้อได้ และเมื่อเขาได้ใช้ยาโอสถล้ำค่าทั้งสองชนิดนี้แล้วและ
ใช้เวลาดูดซับมันให้เต็มที่ซักชั่วหนึ่ง จะทำให้เขาไปถึงขั้นที่3ได้ เมื่อเป็น
เช่นนั้น เขากับซางฉางก็ต่างกันเพียงขั้นเดียวเท่านั้น
ถ้าหากเขาเชื่อในพลังของ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’และยังไม่สามารถ
ข้ามกำแพงการแห่งการฝึกฝนไปสู่ขั้นที่3ได้ มันก็ยุติธรรมแล้วที่เขาจะแพ้
ในการเดิมพันครั้งนี้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลินหมิงก็เริ่มฝึกจารึกโอสถอีกครั้งทันที ถึงเขาจะ
มีความทรงจำของบรรพบุรุษจากแดนเทวะ เขาก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มที่มี
ทักษะพื้นฐานอันน้อยนิด คงจะเร็วเกินไปที่จะพูดถึงพลังใหม่ๆ ที่เขาจะ
ทำได้ในตอนนี้คือ ฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น และปล่อยให้เหงื่อหยดลงไปเรื่อยๆ
อย่างไม่ย่อท้อ
วันนี้หลังจากที่หลินหมิง โคจรพลังปราณตามปกติ เขาก็เริ่มใช้
วัตถุดิบในการฝึกฝนด้วย
การเริ่มต้นนั้นมีโอกาสผิดพพลาดสูงมาก เขาจึงเริ่มโดยใช้วัตถุดิบที่มี
ราคาถูกที่สุดก่อน
เมื่อคั้นน้ำออกมาจากดอกผลึกฟ้า หลินหมิงก็รวบรวมสมาธิและใช้
พลังวิญญาณทำให้น้ำหยดนั้นลอยอยู่กลางอากาศ เขาหายใจเข้าลึกๆ
และค่อยๆผ่อนคลายลง
“ได้เวลาเริ่มต้อนแล้วสินะ”
หลินหมิงเริ่มที่จะขยับมือขวา อักขระแรก สำเร็จ เริ่มต้นได้ดี
ของเหลวนั่นกระพริบแสงสีรุ้งออกมา!
เมื่อเทียบกับการจารึกอุปกรณ์แล้ว การจารึกโอสถนั้นซับซ้อนกว่า
หลายเท่า หลินหมิงสามารถฝึกจารึกอุปกรณ์โดยใช้พลังปราณทั้งหมด
เท่าที่นักสู้ขั้นหนึ่งอย่างเขาจะมี แต่ตอนนี้เขามีการฝึกฝนขั้นที่สองแล้ว
พลังปราณของเขาจึงกล้าแกร่งและมีปริมาณมากขึ้น
โชคดีที่หลินหมิงไม่รู้สึกยากลำบากมากนักเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
การผลักดันให้ไปถึงขีดสุด เป็นหนทางเดียวที่จะพัฒนาต่อไปได้
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หน้าผากของหลินหมิงปรากฏเหงื่อหยดเล็กๆ
ออกมา อักขระแต่ละตัวที่เขาวาดขึ้นมาตลอดหนึ่งชั่วโมงมานี้ล้ำลึก
ซับซ้อนยิ่งกว่าอักขระที่วาดในการจารึกอุปกรณ์อย่างเทียบกันไม่ได้ เขา
กัดฟันและอดทนต่อไป ถึงจะมี ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ คอยช่วยอยู่
หลินหมิงก็แทบจะทนต่อไปไม่ไหว กับการใช้พลังปราณปริมาณมหาศาล
เช่นนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำไม่ได้ถึงครึ่งของ‘อาคมรักษาวิญญาณระดับ
ล่าง’เลยด้วยซ้ำ
หลินหมิงได้เคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วตอนที่เขา
พยายามจะจารึกอุปกรณ์ เป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มพลังปราณในเวลาอันสั้นนี้
ทางเดียวที่เป็นไปได้คือลดอัตราความล้มเหลวที่เกิดขึ้น เพื่อให้เขา
สามารถที่จะสร้างอักขระแต่ละอักขระขึ้นมาโดยใช้พลังปราณน้อยที่สุด
เขาฝืนวาดอักขระต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
“เพล้ง!”
มันเป็นเสียงของการแตกสลายของอักขระมากมายที่อยู่ตรงหน้าของ
หลินหมิง มันแตกออกเป็นเสี่ยงๆมากมายเหมือนประทัด และเมื่อเวลา
ผ่านไปก็เหลือไว้เพียงแต่ความมืดมิด
“หืม ค่ำแล้วหรือนี้..” หลินหมิงหายใจเข้าลึกๆ และนั่งลงบนเตียง
ห้องของเขามันช่างเงียบสงบเสียจริง หลินหมิงได้ยินกระทั่งเสียงลม
หายใจของเขาเอง
เขารู้สึกเหนื่อยอย่างยิ่ง เขาแผ่ตัวนอนลงไปกับเตียงของเขา แม้แต่
จะให้ขยับนิ้วซักนิ้วยังแทบทำไม่ได้ หลายเดือนที่ผ่านมานี้ เขาฝึกการ
จารึกและเขาได้ใช้พลังปราณจนหมดหลายต่อหลายครั้ง แต่เขายังไม่เคย
รู้สึกเหนื่อยขนาดนี้มาก่อน ถ้าเขาไม่มี‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ เขาคงไม่มี
พลังปราณมากขนาดนี้แน่ๆ การจารึกโอสถ นี่มันก็ไม่ต่างกับทะเลทราย
อันร้อนระอุที่ดูดกลืนพลังปราณของเขาไปอย่างบ้าคลั่ง
“ข้าคงต้องนอนพักซักหน่อย..”
ถึงผลลัพธ์ของการฝึกจะออกมาดีก็เถอะ แต่พลังของเขาในตอนนี้นั้น
ไม่เหลือแม้แต่น้อย มันทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าไม่สามารถ รวบรวมพลังได้
อีกแล้วแล้วในตอนนี้
ฮืมม จริงสิ ข้าลืมมันไปได้อย่างไร หินลมปราณ!
เขาลืมไปสนิทเลย เขายังมีหินพวกนั้นอยู่ ถ้าเขาใช้หินพวกนั้นช่วย
มันจะเป็นอย่างไร
หลินหมิงยันตัวลุกขึ้น ในตอนนั้นเขาได้รับหินมาทั้งหมด 10 ก้อน
เขาหยิบออกมาก้อนหนึ่งและเริ่มดูดซับพลังจากมันทันที
พลังปราณที่มากมายมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ร่างกายผ่านฝ่ามือของ
เขา แต่เพราะหลินหมิงยังไม่ถึงขั้นผสานวิญญาณ เส้นเอ็นของเขาจึง
ขัดขวางการไหลของพลังเอาไว้ พลังปราณจึงสามารถไหลผ่านเข้าไปได้
ทางรูขุมขนอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อเทียบกับพลังในร่างของเขาแล้ว พลังของเขาเหมือนเป็นแค่บ่อ
น้ำเล็กๆ พลังปราณจากหินนั้นมหาศาลจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวก
คนที่ฝึกถึงขั้นผสานชีพจรจึงสามารถพัฒนาได้ก้าวกระโดดเช่นนั้น
ด้วยพลังที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง หลินหมิงรู้สึกเหมือนเป็น
อ่างน้ำเหือดแห้งที่กำลังได้รับการเติมเต็ม นี่มันเป็นความรู้สุกที่สดชื่น
จริงๆ อาการเหนื่อยล้าจางหายไปอย่างไร้ร่องลอย หลินหมิงเริ่มโคจร
‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ และดูดซับพลังปราณพวกนั้นเข้าสู่ร่างกายต่อไป
แม้ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ จะเป็นเคล็ดบ่มเพาะระดับสูงก็ตาม แต่
ในสถานการณ์ที่ยังดูดซับพลังปราณผ่านเส้นเอ็นไม่ได้เช่นนี้ ความเร็วใน
การดูดซับจึงมีจำกัด
ขณะที่เขาโคจรพลังไปเรื่อยๆ การโคจรพลังปราณและการดูดซับ
พลังก็ค่อยๆเร็วขึ้น มันเร็วขึ้นเรื่อยๆจนถึงความเร็วสูงสุด
“เป็นไปได้อย่างไรกัน”
หลินหมิงรู้สึกแปลกใจ และเขาก็โคจร ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
ตามปกติแต่มันกลับมีการโคจรและการดูดซับพลังที่เร็วขึ้น
“เพล้ง” หินลมปราณในมือของหลินหมิงแตกออกเป็นรอยแยก
“พลังปราณในหินนั้นหมดแล้วอย่างนั้นรึ”
หลินหมิงก็ไม่ใช่คนขี้เหนียวที่จะเก็บทรัพยากรที่มีค่าเอาไว้ หากมัน
ใช้เพิ่มพลังให้เขาได้เขาก็จะยอมใช้มัน เขาวางหินก่อนที่แตกลง และ
หยิบกฃหินหลังปราณก้อนใหม่ขึ้นมา และโคจร‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’อีก
ครั้ง พลังปราณอันบริสุทธิ์ก็เริ่มไหลเข้าสู่ร่างกายของเขา ความเร็วก็ไม่มี
ท่าทีว่าจะลดช้าลงเลยแม้แต่น้อย
เมื่อครึ่งเดือนที่แล้ว หากจะเทียบเรื่องความเร็ว ความเร็วของหลินห
มิงก็ยังเทียบเท่ากับเด็กหัดเดิน แต่ในตอนนี้ความเร็วของเขาไม่ต่างอะไร
กับ นักวิ่งมากประสบการณ์ที่กำลังวิ่งอย่างสุดฝีเท้า
นี่…นี่มัน…
นี่เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในขั้นแรกของ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
อย่างแน่นอน
หลินหมิงหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าของเขาแสดงถึงความสุขและความ
ตื่นเต้น เขาได้ฝึกขั้นแรกของ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ มาเป็นเวลา3เดือน
แล้ว ในที่สุดก็สำเร็จ
หลินหมิงรีบเปิดประตูออกไปข้างนอกทันที เขาวิ่งไปยังห้องวัดพลัง
ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ในป้ายหยกนั้นบอกตำแหน่งของห้องวัดพลังเอาไว้
ด้วย ใครๆก็สามารถใช้ห้องวัดพลังนั้นได้ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าในขณะนี้
เขาจะมีพละกำลังมากเท่าไร