Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 55 การต่อสู้
“น้องหลิน เจ้าอย่าได้ไปรับคำท้าของมันเชียวนะ” หลินเฟิงหยวน
พูดเสริมอีกแรง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ ซางฉาง น้ำเสียงของนางก็ฟังดู
ปวกเปียกขึ้นมาทันที
หลินหมิงโบกมือ เขารู้เรื่องนั้นดี
“แน่นอนว่าพวกเราจะใช้หินลมปราณในการเดิมพัน ถ้าแกพ่ายแพ้
แกต้องเสียหินลมปราณทั้งสิบก้อนนั้นให้กับข้า แต่หากแกชนะข้าได้ ข้า
จะให้แกเป็นสองเท่าหรือก็คือหินลมปราณ 20 ก้อนไปเลย ตกลงสินะ”
“ก็ดี เจ้าเคยบอกให้ข้าเป็นคนเลือกเวลาและสถานที่เองสินะ ข้าขอ
เลือกสนามประลองของสำนักแห่งนี้ แต่เราจะประลองกันในอีกหนึ่งเดือน
ข้างหน้า เวลาเที่ยงตรง”
“ในอีกหนึ่งเดือนรึ”ซางฉางถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ มันไม่คิดว่า
หลินหมิงจะกำหนดเวลาแบบนี้ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานซักเท่าไร ผล
มันก็ยังคงเหมือนเดิม ด้วยพรสวรรค์ระดับสามอันต่ำต้อยเช่นนั้น ก็มีแต่
จะยิ่งทำให้มันทิ้งห่างหลินหมิงออกไปไกลขึ้นๆเท่านั้น
“ย่อมได้ แต่แค่1เดือนแกจะไปทำอะไรได้ ฮ่าๆ”ซางฉางพูดขณะที่
มองไปยังหลินหมิง มันอดทนรอที่จะแย่งชิงหินลมปราณจากหลินหมิงมา
เป็นของตนเองแทบไม่ไหวแล้ว
ซางฉาง และ ลุ่ยหมิงเซียงต่างเดินกลับไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ปล่อย
ให้หลินหวู่ส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจ “น้องพี่ เจ้ามุทะลุเกินไปแล้ว คน
ที่มาที่นี้ใหม่ๆต่างก็มีความมั่นอกมั่นใจกันทั้งนั้น แต่ถึงยังไงเจ้าพวกนั้นก็
เก่งกว่าอยู่หลายขั้น เจ้าคนพวกนั้นยังไงก็เคยศึกษาที่สำนักเจ็ดแก่นแท้มา
นาน โดยเฉพาะซางฉาง เอ่อ…ข้าก็ไม่อยากพูดหรอก แต่ข้าว่าเจ้าต้องพบ
กับการสูญเสียที่เป็นบทเรียนราคาแพงเสียแล้ว”
หลินหมิงหัวเราะอย่างเริงร่า จากนั้นก็พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ขอบใจท่านพี่หวู่ ท่านพี่อุส่าเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยข้าแท้ๆ แต่ข้ามิอาจ
หลีกหนีการต่อสู้ในครั้งนี้ได้จริงๆ เพราะมันจะทำลายความตั้งใจและ
เส้นทางการต่อสู้ของข้า”
หลินหมิงตัดสินใจที่จะนับหลินหวู่เป็นพี่ เขารู้ว่าหลินหวู่เป็นคนดี
เมื่อเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมา เขาก็จะต้องออกมาช่วยเหลือหลินหมิงอย่าง
กล้าหาญ
ขณะที่หลินหมิงพูด เขาก็สังเกตว่าหวังหยานเฟิงยืนมองเขามาสักพัก
แล้ว
เมื่อเห็นหลินหมิงมองไปที่มัน หวังหยานเฟิงก็พูดขึ้นมา “ขอให้โชคดี
”
“ฮ่าๆ เจ้าก็ด้วย ” เมื่อมีศัตรูร่วมกัน พวกเขาจึงเริ่มมีความรู้สึก
เหมือนเป็นพวกเดียวกันเพิ่มขึ้นมาบ้าง
“ข้าไม่แพ้หรอก หากข้าแพ้ข้าก็จะชนะพวกมันให้ได้ในซักวัน ข้าไม่
สนว่ามันจะเป็นลุ่ยหมิงเซียง หรือเจ้า หลินหมิง!!! ” หวังหยานเฟิงพูด
พร้อมกับเดินจากไป หลินหวู่เองก็ได้ยินสิ่งที่มันพูดเช่นกัน เขารู้ดีว่าหวังห
ยานเฟิงเองก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะลุ่ยหมิงเซียง
แต่นี่ก็ถือเป็นเส้นทางที่หวังหยานเฟิงเลือกเอง ถึงมันจะแพ้ แต่การ
ยอมแพ้และโดนดูถูกเหยียดหยามทั้งที่ยังไม่ได้สู้ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คน
อย่างหวังหยานเฟิงจะยอมรับ
หวังหยานเฟิงมีหัวใจที่มั่นคงและมีพรสวรรค์ แต่เขาก็ยังต้องฝึกฝน
อีกมาก ทวีปนภาลินไหลนั้นกว้างใหญ่ ถ้าหากต้องการจะอยู่บนจุดสูงสุด
ละก็ คงต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการขัดเกลาฝีมืออีกไม่น้อย
ทันใดนั้นหลินหมิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ “จริงสิ พี่ข้า ไอ้การเดิม
พันนี้มันมีมานานแล้วหรือยัง มันเหมือนกับว่าศิษย์ใหม่จะแพ้เสมอใช่
หรือไม่ สำนักเจ็ดแก่นแท้ไม่ได้มีกฎสำหรับเรื่องเช่นนี้เลยอย่างนั้นรึ”
หลินหวู่ตอบ“ไม่ สำนักเจ็ดแก่นแท้แค่ไม่อนุญาตให้ฆ่ากันหรือทำร้าย
กันจนพิการเท่านั้น นอกจากนั้นจะสู้กันอย่างไรก็ย่อมได้ ดังนั้นสำนักเจ็ด
แก่นแท้จึงได้ปรากฏการต่อสู้ที่เยี่ยมยอดและโหดร้ายอยู่เสมอ แต่อย่างไร
เรื่องที่ศิษย์พี่จะมาแย่งชิงหินหลังปราณของศิษย์น้องก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ
เพราะมันทำให้ศิษย์พี่ที่ทำเช่นนั้นมีชื่อเสียงที่ไม่ดีติดตัวไปด้วย ซึ่งไม่ใช่
เรื่องดีสำหรับตระกูลของพวกเขา ที่”
“งั้นสิ่งที่พวกนั้นทำก็เป็นสิ่งที่น่าสังเวชงั้นสินะ”
“เดิมที่ลุ่ยหมิงเซียงก็เป็นอันธพาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มันจะทำ
เช่นนั้นก็ไม่แปลก แต่กับซางฉาง… ความจริงมันก็เป็นคนหยาบคาย มัน
อยู่ในกองทัพและฆ่าคนไปมากมาย คงยากที่จะรู้จักนิสัยจริงๆของมัน”
“แล้ว… ซางฉางรู้จักจูเอี๋ยนหรือไม่”
“จูเอี๋ยนรึ เท่าที่ข้ารู้จูเอี๋ยนและซางฉางเป็นพันธมิตรกันนะ พวกเขา
เข้าร่วมกองทัพด้วยกัน มีเรื่องอะไรงั้นรึ”
หลินหวู่ไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างจูเอี๋ยนกับหลินหมิง เขาจึงได้
ถามออกไปตรงๆ
“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร..” หลินหมิงพูดเบาๆ เขาไม่อยากพูดถึงคนๆ
นั้นให้หลินหวู่ฟัง
หลินหมิงสงสัยว่าทำไมจูเอี๋ยนถึงยังไม่เริ่มลงมือเสียที ที่จริงแล้วมันก็
ส่งซางฉาง คนของมันมานี่เอง ไม่มีทางเลยที่จูเอี๋ยนจะปล่อยให้เขาเข้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้และใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เดิมทีจูเอี๋ยนต้องการจะหยุด
เขาไม่ให้มาทดสอบเข้าที่นี้ แต่สำนักเจ็ดแก่นแท้ก็เป็นถึงที่ๆมีการป้องกัน
และกฎระเบียบที่แน่นหนา แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ไม่กล้ามาก่อปัญหาที่นี่
ตราบใดที่เขายังอยู่ที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ ต่อให้จูเอี๋ยนฝึกฝนไปถึงขั้น
ปราณต้นฟ้า มันก็ยังไม่อาจกล้ามาสร้างปัญหาที่นี่ได้ ดังนั้นสิ่งที่มันจะทำ
ได้ก็ต้องเป็นไปตามกฎที่สำนักเจ็ดแก่นแท้วางเอาไว้ และมองหาใครซัก
คนมาเดิมพันกับเขาแทน
และซางฉางที่อยู่ห้องพสุธากับหลินหมิง ก็เหมาะสมกับบทนั้นพอดี
มันสามารถกระทืบหลินหมิงให้จมดินได้อย่างง่ายดาย
แต่ถึงอย่างนั้น หลินหมิงก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ และต้องการที่จะสั่ง
สอนพวกของจูเอี๋ยนเช่นกัน
หลินหมิงหายใจเข้าลึกๆ และกำหมัดแน่น เขาไม่คิดว่าจูเอี๋ยน จะ
เป็นคนของกองทัพ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดมันถึงเข้าห้องสวรรค์ได้ ด้วย
การฝึกฝนขั้นที่4 มันเหนือกว่าซางฉางเสียอีก
หลินหวู่สังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของหลินหมิง และกล่าวว่า
“น้องข้า เจ้าอยากรู้เรื่องของจูเอี๋ยนจากข้าหรือไม่”
หลินหมิงตอบ “แน่นอน ข้าอยากรู้เรื่องของเขา”
หลินหวู่พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “น้องข้า ข้ารู้ว่าจูเอี๋ยนมีการฝึกฝน
บนจุดสูงสุดของขั้นที่3 ในขณะที่มันกำลังจะทดสอบเพื่อเข้าห้องสวรรค์
และเป็นอันดับที่72 แต่คนที่มันเอาชนะมาได้มีการฝึกฝนขั้นที่4”
หลินหมิงถึงกับอึ้งไปเลย แม้เขาก็รู้ว่าในนักสู้ขั้นสามจากในสำนัก
อาจจะเอาชนะนักสู้ขั้นสี่ที่ไม่ได้ฝึกฝนในสำนักได้ แต่จูเอี๋ยนตอนที่มีการ
ฝึกฝนขั้น3สามารถเอาชนะนักสู้ขั้น4จากในสำนักได้อย่างนั้นหรือ มันจะ
เก่งเกินไปแล้ว
“ห้องสวรรค์นั้นมีศิษย์อยู่ทั้งหมด 72 คนแน่นอนว่าแต่ละคนมีการ
ฝึกฝนขั้นที่4แทบทั้งนั้น เงื่อนไขที่จะเข้าได้ก็คือต้องล้มหนึ่งในศิษย์ที่อยู่ใน
ห้องสวรรค์ให้ได้ ซึ่งด้วยการฝึกฝนขั้นที่3 แต่กลับสามารถล้มขั้น4ได้ จู
เอี๋ยนมันเป็นปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ หากเจ้าไปทำให้เขาไม่พอใจล่ะก็
…”
หลินหมิงยิ้มและกล่าว “ขอบใจสำหรับคำแนะนำนะพี่ใหญ่”
หลินหวู่ตอบ “อืมม เจ้าอย่าได้ไปมีเรื่องกับจูเอี๋ยน จูเอี๋ยนมันมีฐานะ
ใหญ่โตในตระกูลมัน แม้มันจะไม่ใช่ลูกคนโตที่สุด แต่ฝีมือและพรสวรรค์
ของมันนั้นล้ำเลิศยิ่งนัก เป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นหัวหน้าตระกูลจู้คน
ต่อไป เจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ลูกสาวของตระกูลจู้ได้แต่งงานกับหนุ่มเชื้อพระ
วงศ์แล้ว ทำให้ตระกูลของมันมีอำนาจขึ้นไปอีก แม้ว่าสำหรับนักสู้อย่าง
เจ้าแล้ว การขอโทษอาจจะน่าอับอาย แต่เพื่ออนาคตของเจ้า เจ้าควรทำ
เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา”
“ข้าเข้าใจแล้ว” หลินหมิงยิ้มขณะที่เขาฟังหลินหวู่พูด เขารู้ถึง
สถานภาพของจูเอี๋ยนดี ไม่เช่นนั้นมันคงไม่มีทางพาหลานอวิ๋นเยว่เข้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้มาได้ การจะทำเช่นนั้นเส้นสายเพียงอย่างเดียวอาจไม่
พอ ต้องอาศัยความแข็งแกร่งและอำนาจอีกด้วย
“ไว้เจอกันใหม่ ข้าขอตัวก่อน” ถึงจะพึ่งได้รู้จักกันไม่นาน แต่หลินห
มิงก็รู้สึกได้ว่า หลินหวู่นั้นเป็นคนดีทีเดียว ถือเป็นเรื่องดีที่ได้รู้จักและผูก
มิตรกับคนเช่นนี้
“ข้าอยากจะย้ำเจ้าอีกครั้ง ระวังตัวด้วยนะ น้องเรา อย่าไปเสี่ยงกับ
คนพวกนั้นเลย ตระกูลของพวกเราก็ไม่ได้ขัดสนแต่อย่างใด ทางตระกูล
จะคอยสนับสนุนพวกเราเสมอ พวกเขาคาดหวังกับเจ้ามากทีเดียว”
หลินหมิงหัวเราะในใจ และก้มหน้าพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้า
ทราบดีขอรับ ท่านพี่”