Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 582 สมญานามอาชูร่า
สองชั่วโมงครึ่งต่อมา มันเป็นเวลาเดียวกันกับที่เฟิงเฉินเคยอยู่ภายใน
นั้น เพราะว่านักสู้นั้นมีระดับความแข็งแกร่งที่แตกต่างกัน ความยากของ
บททดสอบที่พวกเขาได้รับจึงแตกต่างกันไป ดังนั้นผลลัพท์ที่ได้จึงแตกต่าง
กัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด มันก็จะมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วูซซ!
มีร่างคนหนึ่งพุ่งออกมาจากประตูแห่งแสงและลงมายืนบนพื้น คนๆ
นั้นคือ หลิงหมิงนั่นเอง!
เสื้่อผ้าฝั่งขวามือของหลินหมิงถูกย้อมด้วยสีแดงฉาน แต่โดยรวมมันก็
ดูดี มีบาดแผลเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้มันก็ไม่มีรอยแผลเป็น เสื้อผ้าของ
เขายับเยินเล็กน้อยและลมหายใจของเขาไม่มั่นคงเช่นกัน เห็นได้ชัดเจน
ว่าเขาได้ใช้พลังของเขามากเกินไป
ดวงตาของเหยียนชือสาดประกายวูบ ถ้าหากเขามิได้บาดเจ็บสาหัส
มากแล้ว เช่นนั้นแสดงว่าผลลัพธ์ย่อมออกมาดี
“เจ้าเด็กนี่!” เหยียนชือพึมพำด้วยความอิจฉา
ส่วนเฟิงเฉิน สายตาของเขายังคงนิ่งสงบขณะที่เขามองไปยังหลินห
มิง จากนั้นเขาก็หันไปมองศิลาราชันย์
บนอากาศเหนือศิลาราชันย์ ทั่วทั้งแผ่นศิลาถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้แสงสี
ทองหม่น บางคนมิอาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่บางคนสามารถเห็นได้
อย่างชัดเจนว่ามีตัวอักษรกำลังก่อตัวขึ้นภายใต้แสงสีทองนี้ ชื่อนึงลอยตัว
อยู่ในอากาศห่างจากศิลาราชันย์ 3 ก้าว
ชื่อที่จะปรากฏบนศิลาราชันย์นั้น จะก่อตัวกลางอากาศก่อนที่จะ
สลักลงบนแผ่นศิลา ตัวอักษรเหล่านั้นงดงามและเต็มไปด้วยความลึกลับ
น่าอัศจรรย์
“อาชูร่าระดับสวรรค์งั้นหรือ?”
เหยียนชือกำหมัดแน่น เป็นครั้งแรกในรอบ 300 ปี ที่ได้มีชีื่อสลักลง
บนแผ่นศิลานี้!
ด้วยพรสวรรค์ของหลินหมิง มันมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเขาจะ
ได้กลายเป็นอาชูร่าระดับสวรรค์ แต่เมื่อได้เห็นมันเกิดขึ้นจริงต่อหน้าเขา
เหยียนชือรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ
ตั้งแต่ต้นเฟิงเฉินผู้ไม่ได้ความรู้สึกอันใดมาโดยตลอด บัดนี้ได้มี
อารมณ์บางอย่างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาหันไปมองหลินหมิง
เขามองอย่างลึกซึ้งก่อนที่จะหันกลับไปมองยังตัวอักษรสีทองที่กำลังก่อตัว
ในอากาศ
ขณะที่ชื่อของหลินหมิงกำลังก่อตัว ทุกคนต่างคิดว่าหลังจากนั้นมัน
จะสลักลงบนแผ่นศิลาทันทีที่ชื่อ ‘หลินหมิง’ ปรากฏขึ้น ก็มีแสงสีทองก็
เปล่งประกายและเริ่มมีตัวอักษรอื่นๆปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“อะไรกัน!?!?”
ดวงตาของเหยียนชือเบิกกว้าง มันยังมีคำมากกว่านั้นอีกหรือ!?!?
นี่มัน…
มีอีกสามคำปรากฏขึ้นในแสงสีทองนั้น ในที่สุดคำเหล่านั้นก็ก่อตัว
เสร็จสมบูรณ์…
เทพ… ปีศาจ… อาชูร่า… เทพปีศาจอาชูร่า!
เขาได้รับสมญานามเทพปีศาจ!
วูปป!
เส้นตัวอักษรสีทองได้สลักลงบนศิลาราชันย์ ศิลาราชันย์นั้นสูงหลาย
สิบก้าวและหนากว่าสามก้าว แต่มันก็ยังสั่นสะท้านขณะที่ชื่อนี้ได้รับการ
สลักลงบนศิลาราชันย์ราวกับว่ามันมิอาจรับน้ำหนักของสมญานามนี้ได้!
ขณะที่แสงสีทองจางหายไป ชื่อของหลินหมิงก็ถูกสลักไว้ด้านล่าง
ของแปดวิบัติอาชูร่า
มันมีทั้งหมด 4 ตัวอักษร – เทพปีศาจอาชูร่า หลินหมิง!
เหยียนชือสีหน้ากลายเป็นแข็งค้าง แม้แต่เฟิงเฉินที่เฉยเมยอยู่ก่อน
หน้านี้ก็ยังหน้าเปลี่ยนสี
สมญานาม!
เทพปีศาจ!
สมญานามที่ได้รับมอบโดยหอคอยแยกนภาเป็นการส่วนตัวนั้นมิได้
ถูกสุ่ม มันอาจกล่าวได้ว่าด่านทดสอบหล่อหลอมคุณสมบัตินั้นมีพลัง
บางอย่างที่สามารถคาดเดาอนาคตได้ ยกตัวอย่างเช่น ฮ่าวเฉียนผู้ได้รับ
สมญานาม แปดวิบัติอาชูร่า หลังจากเขาได้ข้ามผ่านขั้นทำลายชีวิตระดับ
8 ก่อนที่เขาจะได้เข้าสู่ขั้นเทพสมุทร ทั่วโลกต่างขนานนามเขาว่า ‘แปด
วิบัติจักรพรรดิสงคราม’!
เช่นนั้น หากหลินหมิงได้รับสมญานาม ‘เทพปีศาจ’ แล้วในอนาคต
จะเกิดอันใดขึ้น? หรือเขาจะกลายเป็นเทพปีศาจ?
เทพปีศาจนั้นคือวิถีอันใดกัน? แค่ระดับของผู้ทรงพลังที่จะเป็นได้
หรือ?
หรือมันจะเป็นตัวตนที่มีระดับเดียวกับ แปดวิบัติจักรพรรดิสงคราม
ต้ากู่ถึงกับอ้าปากค้างอย่างมิอาจซ่อนความประหลาดใจของเขาได้
หลังจากตะลึงอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ได้สติคืนมาได้ เขาพึมพำด้วย
ความกลัวอยู่ในแววตาของเขา “เมื่อคิดว่าชีวิตนี้ ข้าได้เป็นพยานของการ
กำเนิดผู้ได้รับสมญานามเช่นนี้ นี่มัน… ไม่น่าเชื่ออย่างยิ่ง!”
หลินหมิงเหลืองมองไปยังแผ่นศิลา สมญานามนั้นไม่ได้มากเกินกว่าที่
เขาคาดไว้ เขามิได้ภูมิใจมากนักในความสำเร็จนี้
ตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ได้รับสมญานาม แต่อย่า
ลืมว่ามันมีมากกว่า 1 หอคอยแยกนภาในที่ราบโลหิตสังหาร
แน่นอนว่า สำหรับคนธรรมดาแล้ว สมญานามเป็นดั่งตัวตนใน
ตำนานที่มีชีวิต แต่สำหรับหลินหมิงแล้ว ถ้าหากเขายังมิอาจได้รับมันคง
จะน่าขันยิ่งนัก เพราะหาไม่แล้ว เขาคงไม่มีสิทธิคิดที่จะเข้าไปยังแดนเท
วะหรือไล่ล่าสู่จุดสูงสุดของนักสู้ได้
“หลินหมิง!” ในที่สุดเฟิงเฉินก็ส่งเสียงเรียกออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่
เขากล่าวออกมา น้ำเสียงของเขานั้นสงบแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น
“สมญานามเทพปีศาจ! ข้าจะจดจำมันไว้ ข้าจะรอคอยเจ้า!”
จากนั้นเฟิงเฉินก็หันหลังและจากไป
ขณะที่เหยียนชือได้เห็นเฟิงเฉินหน้าซีด เขาเองก็ไม่คิดว่าหลินหมิงจะ
เป็นสัตว์ประหลาดผิดธรรมชาติเช่นนี้ ถ้าหากเป็นไปได้ เขาก็มิอยากเป็น
ศัตรูกับหลินหมิง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าหากเขาไม่อยากนับหลินหมิง
เป็นศัตรู แล้วหลินหมิงจะนับเขาเป็นศัตรูหรือไม่?
ในที่สุดเหยียนชือก็เค่นเสียงอย่างเย็นชาก่อนจะรีบออกจากพื้นที่
ฝึกฝนไป เขานั้นได้ตัดสินใจไว้แล้วที่จะสู้กับหลินหมิงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะ
ทำได้ ถ้าเขามัวแต่อืดอาดอีก 1-2 ปี เช่นนั้นเขาย่อมมิอาจเป็นคู่มือของ
หลินหมิงได้อย่างแน่นอน
“ท่านหลิน นี่คือเหรียญคุณสมบัติของท่าน รวมทั้งแผ่นหยก
คำแนะนำแห่งกรงราชันสำหรับผู้ได้รับสมญานาม โปรดรับมันไว้ด้วย”
ผู้ดูแลไป๋ส่งเหรียญและแผ่นหยกให้แก่หลินหมิงด้วยความเคารพ มารยาท
ของเขานั้นอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า
ตลอดหลายปีที่เขาได้ดูแลพื้นที่นี้ เขาจะได้เป็นสักขีพยานการกำเนิดของ
ผู้ได้รับสมญานาม
“ขอบใจ” หลินหมิงรับเหรียญคุณสมบัติมา หลังจากสำรวจดูแผ่น
หยก เขาก็สำผัสได้ถึงกรงราชันว่าเป็นเช่นไร
“ฮ่าฮ่า น้องชายหลิน เจ้าทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยความสำเร็จ
อันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!”
หลังจากเหยียนชือจากไป ต้ากู่ก็เริ่มหัวเราะ เขามีความสุขอย่างมาก
ที่ได้เห็นสีหน้าพ่ายแพ้ของเหยียนชือ พวกเขาทั้งสองไม่เคยเป็นมิตรกันมา
ก่อนตั้งแต่แรกแล้ว
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า…” เสวียนจีปิดปากของนาง สายตาเต็มไปด้วย
ความไม่อยากจะเชื่อขณะที่มองไปยังหลินหมิง
“มันไม่มีอะไรนอกเสียจากโชค” หลินหมิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ใน
ความจริงแล้วไม่มีผู้ใดในหอคอยแยกนภาพรู้ว่าเขาอายุเพียง 19 ปี ถ้า
หากพวกเขารู้ พวกเขาคงจะตื่นตระหนกกันอย่างมาก
“น้องชายหลิน หลังจากท่านได้รับเหรียญคุณสมบัติแล้ว เจ้าจะ
สามารถเข้าไปยังพื้นที่ฝึกฝนที่สอดคล้องกับระดับกรงราชัน น้องชายหลิน
อยากจะไปฝึกหรือจะไปหาอะไรดื่มกับข้าสักหน่อยมั้ย?”
หลินหมิงกล่าว “ขอบคุณพี่ชายต้ากู่สำหรับความหวังดี แต่ข้า
อยากจะฝึกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากผ่านด่านทดสอบหล่อหลอม
แล้ว ข้าได้เข้าใจถึงบางสิ่งและอยากจะเข้าฌานเพื่อรู้แจ้งพวกมัน”
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าไปก่อน” ต้ากู่ ผสานมืออำลา
หลินหมิงผสานมือตอบกลับ
แต่ในเวลานี้ จู่ๆก็มีเสียงดังมาจากข้างๆ “ท่านหลิน ท่านอยากไปดื่ม
กับข้าสักหน่อยหรือไม่? ข้าอยากดื่มหน่ะ ฮ่าฮ่า”
“หืม?”
หลินหมิงหันกลับไปเห็นอิมป์ตัวเตี้ยที่สูงเกือบ 6 ก้าว เขาสวมใส่ชุด
คลุมลายปักหลวมๆและยิ้มขณะที่เขาเดินเข้ามา
“เจ้าต้องการสิ่งใดกัน?” หลินหมิงกล่าวถาม
ขณะที่ต้ากู่เห็นคนผู้นี้ เขาก็ขมวดคิ้ว เขาบอกหลินหมิงผ่านกระแส
เสียงปราณแท้ “นี่เป็นคนของผู้ปกครองเฮยอ้าน ข้าคาดว่าเขามาที่นี่เพื่อ
ต่อรองกับเจ้าเป็น น้องชายหลินคิดให้ดีก่อนตัดสินใจล่ะ และขอให้เจ้า
โชคดี”
ต้ากู่กล่าวขณะที่เขาจากไปพร้อมกับเสวียนจี ขณะที่เสวียนจีจากไป
นางจ้องไปยังอิมป์ตัวเล็กนั่น สายตาของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจ
อย่างชัดเจน
อิมป์ผู้นี้เมินเฉยนางและกล่าว “ท่านหลิน ข้าได้จองโต๊ะที่ร้านน้ำ
ชาหมิงไว้แล้ว ข้าสงสัยว่าท่านหลินจะตามข้าไปคุยกันเล็กน้อยได้หรือไม่?
ข้ามีข่าวดีๆจะบอกแก่ท่าน”
“ไม่จำเป็น กล่าวสิ่งที่เจ้าต้องการที่นี่ซะ” หลินหมิงกล่าวอย่างไม่ใส่
ใจ
“ฮ่าฮ่า…” อิมป์ยิ้มและกล่าว “ดูเหมือนว่าท่านหลินจะรู้แล้วว่าเหตุ
ใดข้าจึงที่นี่… เช่นนั้น ข้าจักสรุปมันอย่างสั้นๆ ผู้ปกครองเฮยอ้านชื่นชม
ท่านมาก ถ้าหากท่านต้องการ ท่าสามารถเลือกที่จะให้สัตย์สาบานให้แก่
ผู้ปกครองเฮยอ้านและทำงานให้แก่เขาเป็นเวลา 50 ปีได้ ระหว่างนี้ท่าน
สามารถใช้ทรัพยากรบ่มเพาะทั้งหมดในหอคอยแยกนภาได้ตามใจชอบ นี่
เป็นข่าวดี ทรัพยากรบ่มเพาะของหอคอยแยกนภานั้นเหนือกว่าแดน
ศักดิ์สิทธิ์ มันไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลยว่าที่นี่คือที่ฝึกฝนดีที่สุดในทวีป
ปีศาจศักดิ์สิทธิ์ ข้าสงสัยว่าถ้าท่านหลิน…”
“ขออภัย แต่ข้ามิได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น” หลินหมิงปฏิเสธอย่างสุภาพ
และไม่ปล่อยให้อิมป์พูดต่อ
“ท่านอัจฉริยะหลิน นี่คือโชคที่ไม่ว่าผู้ใดก็จะได้รับแม้จะต้องการ
เพียงใดก็ตาม ท่านไม่รู้หรือว่ามีคนตั้งมากมายอิจฉาในตำแหน่งนี้ ไม่ต้อง
กล่าวถึงเรื่องทำงานถึง 50 ปี ความจริงแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องอยู่นาน
ขนาดนั้น ด้วยพรสวรรค์ของท่านหลิน อย่างมาก็แค่หลายสิบปี ตราบใด
ที่…”
“เจ้าพูดจบแล้วหรือยัง? ข้าจะไปฝึกต่อ” หลินหมิงกล่าวอย่างไม่ใส
ใจ
มันไม่มีของฟรีในโลกนี้ หลังจากลงชื่อในสัญญาวิญญาณและ
กลายเป็นสุนัขรับใช้ของหอคอยแยกนภา แม้ว่าเขาจะสามารถใช้
ทรัพยากรบ่มเพาะได้เท่าที่เขาต้องการ เขาต้องการที่จะหยุดการเติบโต
ของอัจฉริยะผู้อื่นที่ถือกำเนิดในหอคอยแยกนภา หากกล่าวอีกอย่างคือ
เขาต้องกลายเป็นมือเท้าของหอคอยแยกนภา เช่นเดียวกับสิงเทียนที่อยู่
ในชั้นสอง
ใบหน้าของอิมป์ค่อนข้างน่าเกลียด ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เขาก็ยังเป็น
ข้ารับใช้ของผู้ปกครอง แต่เขาก็ยังถูกปฏิเสธเช่นนี้โดยหลินหมิง
รอยยิ้มของอิมป์เริ่มเปลี่ยนไป และเขากล่าวอย่างเย็นชา “หลินหมิง
คนฉลาดย่อมรู้ว่ายามใดควรถอย ถ้าเจ้ายังคงดื้อดึงที่จะปฏิเสธอยู่เช่นนั้น
เจ้าก็มีเพียงทางเลือกเดียวคือออกไปจากหอคอยแยกนภา ข้าเกรงว่าเจ้า
จะนำภัยพิบัติมาสู่ตัวเอง!”
ประโยคสุดท้ายนั้นถูกกล่าวผ่านกระแสเสียงปราณแท้
หลินหมิงมิได้หวาดกลัวคำขู่ เขากล่าวอย่างสงบ “ข้ามิได้สนใจใน
ผลประโยชน์จากการควบคุมหอคอยแยกนภาหรือแย่งชิงอำนาจ อย่าง
มากข้าก็จะอยู่ในหอคอยแยกนภาได้อีกเพียงสองปี ข้ามิได้ตั้งจะเป็นศัตรู
กับนายของเจ้า ข้าเพียงหวังว่าจะได้ฝึกอย่างสงบๆ ถ้าหากมีคนที่ไม่เชื่อ
เช่นนั้น ข้าจะยอมที่จะกลายเป็นปีศาจสวรรค์ 10 ปีกและจะอยู่เพียง
จุดสูงสุดของปีศาจสวรรค์ 8 ปีกก็ได้”
หลินหมิงได้ยื่นเสนอข้อเสนอที่ดีอย่างมาก การกลายเป็นปีศาจ
สวรรค์ 12 ปีกและได้รับเจตจำนงแห่งปีศาจสวรรค์นั้นล่อตาล่อใจหลินหมิ
งอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็เขาก็ตระหนักถึงความน่าสพรึงกลัวของหอคอย
แยกนภาเช่นเดียวกัน เขามิได้ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับหอคอยแยกนภา ยอม
ถอยให้มากถึงขนาดนี้ก็แสดงถึงความจริงใจของเขาแล้ว
อย่างไรก็ตาม อิมป์ไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน สำหรับเขาหลินหมิงนั้น
ต้องการที่จะทำสิ่งที่ยุ่งยาก ผู้ปกครองนั้นนานๆทีที่จะสนใจใครบางคน
แต่คนผู้นี้ก็ยังมิรู้จักที่ต่ำที่สูง “เจ้าบอกว่าจะหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดของปีศาจ
สวรรค์ 8 ปีกและไม่ต้องการที่เป็นศัตรูกับ 12 ผู้ปกครองชั้นสูงเช่นนั้น
หรือ? เจ้าค่อนข้างกล้าดีเลยทีเดียว เช่นนั้น ข้าน่าจะแสดงความขอบคุณ
แทน 12 ผู้ปกครองชั้นสูงและแสดงถึงความมีน้ำใจ? หึ!”
อิมป์เค่นเสียงอย่างเย็นชา เขาต้องการที่จะกล่าวคำหยาบคาย
มากกว่านี้ แต่ในขณะที่เขาหันไปมองศิลาราชันย์อย่างไม่ตั้งใจ ที่ด้านบน
ของแผ่นศิลานั้นมีแสงสีทองที่ยังมิได้จางลงไปนัก มันยังคงเรืองแสงอย่าง
เงียบๆและนุ่มนวลอยู่เรื่อยๆด้วยแสงสีทองเช่นเดิม
มันเป็นกระจุกแสงสีทองที่ทำให้อิมป์สนใจ
แสงสีทองนั้นได้ห่อหุ้มตัวอักษรไว้ มันคือคำว่า…
‘เทพปีศาจอาชูร่า หลินหมิง’!
ดวงตาของอิมป์เบิกกว้างในทันทีและอ้าปากค้าง คำหยาบคายที่เขา
คิดจะกล่าวออกไปอีกถึงกับติดอยู่ในลำคอ
สมญานาม!
สวรรค์! หรือว่าเขาตาฝาดไป!?
เดิมทีเขารู้ว่าศิลาราชันย์ มีชื่อทั้ง 3 ที่อยู่บนนั้น มิได้เพิ่มขึ้นมากว่า
พันปีแล้ว
แต่วันนี้ได้มีชื่ออื่นปรากฏขึ้น ‘หลินหมิง’!
เขาได้รับสมญานามจริงๆหรือ!?
อิมป์ผู้นี้ถึงกับงงงวย
“เจ้าต้องการจะกล่าวสิ่งใดอีกหรือ?” น้ำเสียงของหลินหมิงนั้นเย็น
ชาและเยือกเย็นอย่างมาก
“อ่าา!” อิมป์เกิดกลัวขึ้นมา เขาถึงแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ออก เขาส่าย
หัวไปมาอย่างรวดเร็ว “ข้า… ไม่… ไม่ ไม่มีสิ่งใดจะกล่าวเพิ่มอีกแล้ว”