Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 59 ช่องว่างระหว่างศิษย์เก่าศิษย์ใหม่
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 59 ช่องว่างระหว่างศิษย์เก่าศิษย์ใหม่
หวังหยานเฟิงมองไปรอบๆแท่นบูชา มันยังคงไม่เชื่อว่ามันเป็นคน
แรกที่ต้องตกรอบออกมา! คนอื่นๆข้างๆมัน ทั้งหมด 11 คนยังคงอยู่บน
แท่นบูชา!
“ข้า… ทำไม… ข้าอ่อนแอที่สุดในกลุ่มคนเหล่านี้อย่างนั้นหรือ?”
“อย่าได้ท้อแท้ อนาคตของเจ้ายังอีกยาวไกลนัก” น้ำเสียงเย็นฟังดู
สงบและเอาใจใส่ดังขึ้นมา หวังหยานเฟิงมองไปรอบๆเพื่อที่จะหาคนที่
เอ่ยประโยคนั้น คนที่กล่าวมันก็คืออาจารย์ของห้องพสุธา ฮ่องไซ
“11คนที่ยังอยู่บนแท่นบูชานั้น ต่างก็เป็นศิษย์ที่โดดเด่นด้วยกันทั้งสิ้น
การจัดอันดับของเจ้าก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไป “ฮ่องไซกล่าว ชื่อของหวังห
ยานเฟิงถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 168 ซึ่งก็ถือว่าน่าประทับใจไม่น้อยสำหรับ
ศิษย์ใหม่ แม้ผลที่ได้นี้จะยังห่างไกลจากศิษย์ที่มีอันดับสูงกว่า150อยู่มาก
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าหวังหยานเฟิงยังมีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น หากเขาได้
ศึกษาในสำนักเจ็ดแก่นแท้เป็นเวลาหกปี เป็นไปได้ว่าเขาจะได้เข้าร่วมกับ
ห้องสวรรค์ และสิบอันดับแรกในการจัดอันดับก็จะตกเป็นของเขาภายใน
เวลาห้าถึงหกปี
แม้ว่าฮ่องไซจะกล่าวว่าการจัดอันดับของเขาไม่ได้น่าผิดหวัง แต่
หวังหยานเฟิงก็ไม่ได้พอใจกับอันดันที่เขาได้รับ หากเทียบกับลุ่ยหมิงเซี่ยง
ที่มีอันดับ 125 แล้ว มันมีความแตกต่างมากเกินไป
หวังหยานเฟิงไม่สามารถยับยั้งตัวเองไม่ให้หันไปมองหลินหมิงที่ยังคง
อยู่ในการทดสอบจัดอันดับได้
“แม้มันจะแข็งแกร่งกว่าข้า แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าข้าเป็นอันดับที่
168 อย่างมันก็คงได้อันดับประมาณ 150 หากจะเทียบกับซางฉางที่มี
อันดับ 109 มันไม่ได้กังวลเลยอย่างนั้นรึ? ”
ในเวลานี้ศิษย์หลายคนก็ถูกผลักออกมาจากอาคมหมื่นสังหาร การ
จัดอันดับของพวกเขาแตกต่างกันระดับหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในช่วง 120-150
แล้วในที่สุดลุ่ยหมิงเซียงก็ถูกผลักออกมา เขาทำได้น่าประทับใจมาก
อันดับของเขาในตอนนี้คือ 122 แต่ก็น่าเสียดายที่ทำให้อันดับเพิ่มขึ้นมา
ได้ไม่ถึง5อันดับ
ลุ่ยหมิงเซียงเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อของเขาและนำยาออกมา เขากิน
มันเพื่อฟื้นพลังเล็กน้อยก่อนจะยิ้มให้หวังหยานเฟิงอย่างผิดหวัง
ในตอนนี้ใบหน้าของหวังหยานเฟิงดูหดหู่และน่าเกลียด ในที่สุดเขาก็
เข้าใจช่องว่างระหว่างศิษย์ใหม่และศิษย์เก่า สำนักเจ็ดแก่นแท้เป็น
สถานที่ที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะเอาไว้ ศิษย์เหล่านี้เป็นอัจฉริยะในหมู่
อัจฉริยะ นอกเหนือไปจากทรัพยากรที่มีให้จากสำนักเจ็ดแก่นแท้แล้ว
การบรรยายและการสอนโดยอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทำให้ศิษย์เก่ามี
พัฒนาการที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
ลุ่ยหมิงเซียง ได้รับการศึกษาในสำนักเจ็ดแก่นแท้มาแล้วกว่า2ปี
ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเล็กๆเลย!
สำหรับหวังหยานเฟิง เขารู้ดีว่าการประลองระหว่างเขากับลุ่ยหมิ
งเซียง แม้เขาจะเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ยังจะต่อสู้ ทุกอย่างที่
เขาต้องสูญเสีย เขาจะเอามันคืนกลับมาในอนาคตอย่างสาสม!
“อันดับ 168 รึ? หึหึ ” หวางหมางล้อเลียนหวังหยานเฟิงด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้เห็นอันดับของหวังหยานเฟิง
” ทั้งหมดที่ข้าต้องทำก็คือการฆ่าสี่คนที่อยู่จุดสูงสุดของขั้นที่3 ข้าก็ได้
อันดับเท่าเจ้ามาแล้ว อย่างข้าคงได้อันดับประมาณ 150! “หลีไท้ลูบปลาย
จมูกของเขาด้วยนิ้วหัวแม่มือ เขามีการฝึกฝนอยู่บนจุดสูงสุดของขั้นที่3
เพราะหลายปีในการเป็นทหารรับจ้างมืออาชีพของเขา ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่
กับการต่อสู้และความตาย ทำให้ทักษะการต่อสู้ของเขาเหนือกว่านักสู้ที่มี
การฝึกฝนในขั้นเดียวกัน
“เราพี่น้องจะต้องมีอันดับอย่างน้อยที่150 และจะแสดงให้แกและไอ้
หลินหมิงได้เห็นว่า พวกเรานั้นเหนือกว่า ”
“รอบที่เริ่มได้ ก้าวขึ้นไป!”
อักขระอาคมเริ่มหมุนและทำงานอีกครั้ง หลีไท้และหวางหมางก็เดิน
ขึ้นไปอยู่บนแท่นบูชานั้น ทั้งสองยืนติดกันอยู่ หวางหมางกล่าวขึ้นมา “
เห้ย เจ้าอันดับหนึ่ง แกจะไม่ขึ้นมาหรือไงกัน ?”
“พวกเจ้าไปก่อนเลย” หลินหมิงตอบ ขณะที่เขาเหลือบมองไปที่หลีไท้
และหวางหมาง สองคนนี้มีบรรยากาศแห่งการฆ่าฟันปกคลุมอยู่ พวกเขา
ต้องฆ่าคนมามากมายในอดีตที่ผ่านมา พวกเขาต้องแข็งแกร่งมากอย่าง
แน่นอน
แสงจากอาคมส่องขึ้นมาครอบคลุมร่างของศิษย์ทั้ง12คนนั้น ทั้งหลี
ไท้และหวางหมางก็หายเข้าไปในอาคมหมื่นสังหาร
พวกเขาทั้งคู่เลือกใช้ดาบ มันเป็นอาวุธที่สามารถฆ่าศัตรูจำนวนมาก
ที่รวมตัวกันได้ แต่ทั้งสองคนก็รู้ดีว่าการทดสอบในอาคมหมื่นสังหารนั้น
ยากเพียงไร แม้ว่าหลี่ไท้จะฆ่านักสู้ทั้งหกคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของขั้นสาม
ได้ในขณะที่อยู่ในสงคราม แต่ตอนนี้เขาต้องต่อสู้ไปพร้อมๆกับป้องกันการ
โจมตีของศัตรูกว่าสิบตัว ที่พุ่งเข้าหาเขา!
พวกเขาทั้งคู่เป็นนักสู้มากประสบการณ์ที่สามารถต่อกรกับนักสู้ขั้นสี่
ได้อย่างง่ายดาย แต่ในตอนนี้พวกเขาจะต้องเผชิญกับศัตรูพร้อมกันจาก
ทุกทิศทุกทาง และเมื่อเวลาผ่านไปนานธูปหนึ่งก้านไหม พวกเขาทั้งคู่ก็
ผ่ายแพ้และถูกผลักออกมา
ผลของพวกเขาก็คือ หวางหมางได้อันดับ156 และหลี่ไท้ได้อันดับ
158
พวกเขาไม่สามารถที่จะยืนอยู่บนอันดับที่สูงกว่า150ได้!
เมื่อทั้งคู่ถูกผลักออกมาจากอาคมหมื่นสังหาร พวกเขาก็มองไปที่ผล
การจัดอันดับด้วยความรู้สึกที่ทนทุกข์ทรมานและผิดหวัง ความทุ่มเทและ
การฝึกฝนของพวกเขาไม่มากพอที่จะทำให้ได้เป็น150อันดับแรกของ
สำนัก!
นอกจากนี้พวกเขาก็มีอายุ 18 ปีแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีใน
การศึกษาในสำนักแห่งนี้ บางทีแม้ในขณะที่พวกเขามีอายุ21ปีและจบ
การศึกษาจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ พวกเขาอาจจะเป็น100อันดับแรกไม่ได้
ด้วยซ้ำ
หลินหมิงเห็นสองคนนั้นท้อแท้ เขารู้ดีว่า ผู้ที่ได้เป็น150ดันดับแรก
ตั้งแต่การทดสอบจัดอันดับในครั้งแรกถือว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอด แต่
บางครั้งแม้จะมีความสามารถพิเศษแต่ก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ หวังหยาน
เฟิงเองก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอด แต่โชคร้ายที่ต้องบอกว่าเขายังเด็ก
เกินไป
เขามองไปที่ซางฉาง ซางฉางก็ยิ้มตอบกลับมา
“ซางฉาง มันแทบจะขึ้นไปขั้น4แล้ว หากมันฝึกฝนจนขึ้นไปขั้น4ได้
จริงๆ ต่อให้ข้ามี’ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ก็ไม่มีทางที่
จะเอาชนะมันได้อย่างแน่นอน ”
“นั่นเหลียงไท้ซาน เขาเป็นอันดับสามในการทดสอบเข้าสำนักในครั้ง
นี้” บางคนในฝูงชนตะโกนขึ้น เหลียงไท้ซาน มีร่างกายขนาดใหญ่ที่ดูทรง
พลังและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
“เหลียงไท้ซาน และ หลินหมิง พวกเขาทั้งคู่มีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์ที่มี
มาตั้งแต่กำเนิด อันดับที่สามยังได้รับ ยาโอสถพญางูทองคำที่มี
ประสิทธิภาพอีกด้วย”
เหลียงไท้ซานมักจะถูกเปรียบเทียบกับหลินหมิงเพราะทั้งคู่มีความ
คล้ายคลึงกันทั้งในด้านอายุและยังมีพละกำลังศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันอีกด้วย
หลังจากที่เหลียงไท้ซานขึ้นมาบนเวที เขายิ้มพร้อมกับก้าวไปบน
แท่นบูชาแห่งอาคมหมื่นสังหาร เขาได้ใช้ ยาโอสถพญางูทองคำไปนาน
แล้วและในตอนนี้เขาก็เกือบจะไปถึงขั้นที่สามอยู่แล้ว การพัฒนาต่อไปก็
เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น การฝึกฝนของเขาก็ไม่ได้แตกต่างกับหวังห
ยานเฟิงซักเท่าไร และพละกำลังศักดิ์สิทธิ์ก็มาช่วยอุดช่องว่างต่างๆของ
เขา
แม้ว่าการฝึกฝนของเหลียงไท้ซาน จะอยู่ระดับเดียวกันหวังหยานเฟิง
แต่เขาก็ยังขาดประสบการณ์การต่อสู้อยู่อีกมาก นอกจากนี้เขายังไม่มี
เคล็ดบ่มเพาะที่ทรงพลังเหมือนกับ ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ และทักษะการ
เคลื่อนไหว ‘เจ็ดก้าวแห่งศรัทธา’ ทำให้โดยรวมและเหลียงไท้เฟิงก็ยังด้อย
กว่าหวังหยานเฟิง และแล้วไม่นานเขาก็ถืออาคมหมื่นสังหารผลักออกมา
อันดับที่เขาได้ก็คือ176 ซึ่งก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง
“เหลียงไท้ซานอันดับ176 หวังหยานเฟิงอันดับ168 ข้าอยากรู้อันดับ
ของหลินหมิงเสียจริง เขาจะได้อันดับเท่าไรกันแน่?”
ในฐานะที่เป็นผู้ชมพวกเขาต่างก็พูดถึงอันดับหนึ่งในการทดสอบเข้า
สำนักในครั้งนี้ ทันใดนั้นเอง หลินหมิงก็กระโจนขึ้นไปบนเวที
“เฮ้! ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งขึ้นไปบนเวทีแล้ว! ”
“ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้เลย แต่ข้าได้ยินมาว่าเขามีพละกำลัง
ศักดิ์สิทธิ์และได้กินยาโอสถล้ำค่าบางอย่างไป เขาอาจจะเป็น150อันดับ
แรกก็เป็นได้ ”
“เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆรึที่จะเป็น150อันดับแรก? มีเพียงหลิง
เซ็น,ต้ากู่และซางกวนยู่เท่านั้นที่เป็นเด็กอายุ15ปีและได้เป็น150อันดับ
แรกตั้งแต่การทดสอบในครั้งแรก อันดับหนึ่งในการทดสอบส่วนใหญ่จะมี
อายุ15ปี เพราะพวกเขาได้เปรียบคนที่อายุมากกว่าในด่านประมหาเจดีย์
วิจิตรบรรจง แต่อาคมหมื่นสังหารนั่นอายุไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง พวกที่อายุ
แค่15ปียากที่จะเป็น150อันดับแรกได้ ” ศิษย์คนหนึ่งกล่าว
“ฮ่าๆ เจ้าอิจฉาศิษย์หนุ่มสาวพวกนั้นรึ ไม่ว่าอายุจะเป็นเท่าไร แต่กับ
อาคมหมื่นสังหารมันก็ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบแต่อย่างใด เหล่าหนุ่มสาว
อายุ15ปีจะเสียเปรียบอย่างยิ่งในการจัดอันดับนี้ หลินหมิงที่มีอายุเพียง
15ปี แม้เขาจะมีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใดก็ตาม เขาก็คงจะได้อันดับ
ประมาณ160เท่านั้น! อันดับ140-150ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของอัจฉริยะ
ที่ชั่วร้าย! หลิงเซ็น,ต้ากู่และซางกวนยู่มีอันดับในช่วงนั้นตั้งแต่การจัด
อันดับครั้งแรก”
หลิงเซ็น,ต้ากู่และซางกวนยู่ พวกเขาทั้งสามกลายเป็นคนมีชื่อเสียง
และอำนาจเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงหลายปีมานี้ บางทีอาจมาก
ยิ่งว่าฉินซิงเซวียนเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเปี่ยมล้นไปด้วยการส่งเสริม
ทรัพยากรในการฝึกฝน การให้การอบรมศึกษา เคล็ดบ่มเพาะที่พวกเขา
จะได้รับ ทุกอย่างล้วนแล้วเกินกว่าที่เหล่าศิษย์ทั่วๆไปจะได้รับหลายเท่า
เพราะเหตุผลเหล่านี้เอง ที่ทำให้ฉินซิงเซวียนที่ไม่ได้ชอบการต่อสู้ซัก
เท่าไร มีชื่อเสียงน้อยกว่าหลิงเซ็น,ต้ากู่และซางกวนยู่