Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 689 พบกันอีกครั้ง
ลึกลงไปภายในทะเลทางใต้ 70,000 ก้าวใต้ผืนน้ำบริเวณร่องลึก มัน
แรงดันน้ำมีมากถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัว แม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอม
รวมแก่นแท้ก็ยังจะพบว่ามันเป็นการยากที่จะป้องกันตนเองด้วยปราณแท้
ในดับความลึกถึงเพียงนี้ ถ้าปราณแท้ปกป้องร่างของพวกเขาถูกทำลายไป
แล้ว ร่างกายก็จะสัมผัสกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้และระเบิด
เริ่มแรก แก้วหูอื้อของพวกเขาจะแตก หัวใจจะหยุดเต้น และจากนั้นก็ตก
ตายอย่างน่าอนาถ
ในส่วนที่ลึกที่สุดของร่องลึกนี้ มีพื้นที่เทียมที่เปิดขึ้นโดยรูปแบบค่าย
กล โล่พลังงานหนาแยกน้ำทะเลทั้งหมดไวด้านนอก แสงสลัวได้เล็ดลอด
ออกมาจากที่นี่ ดูเป็นประกายสดใสในความมืด
ภายในมิตินี้ ชายผู้หนึ่งนั่งเปลื้อยอยู่บนเตียงที่ทำจากหยกขั้วโลก จม
อยู่ในการเข้าฌานระดับลึก
แขนซ้ายและขวาของเขากลายเป็นเนื้อดิน และแม้แต่กระดูกของเขา
ก็แตกเป็นผงละเอียด แต่สิ่งที่แปลกก็คือ มันไม่มีเลือดไหลออกเลย
ถ้ามองอย่างรอบคอบก็จะเห็นได้ว่าเนื้อที่พื้นดินนี้ได้เติบโตขึ้นอย่าง
ต่อเนื่อง กำลังจัดเรียงตัวเองอย่างช้าๆ…
นี่คือซ่วนหวู๋จี๋ ผู้ที่กำลังข้ามไปยังขั้นทำลายชีวิตระดับ 4
ตอนนี้เขาปิดด่านฝึกตนมานานกว่า 4 เดือนแล้ว ขาและเอวของเขา
จัดเรียงขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์แล้ว และตอนนี้เขากำลังอยู่ระหว่างก่อร่าง
แขนของเขา สำหรับส่วนที่เสี่ยงที่สุดคือการทำลายแก่นแท้ของเขา และ
เขายังไม่เริ่มทำเช่นนั้น
ถึงแม้ซ่วนหวู๋จี๋จะปิดด่านฝึกตน แต่เขาก็ยังตระหนักดีถึงทุกเรื่องที่
เกิดขึ้นในดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้!
ในตอนที่หลินหมิงได้ขี่สัตว์อสูรทะเลมหึมาและบุกทำลายค่ายกล
ป้องกันอันยิ่งใหญ่ของดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ สังหาร ปล้นสะดม
และรื้อถอนแหล่งทรัพยากรไปทั้งหมด ซ่วนหวู๋จี๋เห็นมันทั้งหมด
ถึงแม้ว่าซ่วนหวู๋จี๋จะเข้าฌานระดับลึก แต่เขาก็ยังโกรธถึงจุดที่มีแทบ
สำลักโลหิตออกมา!
ความโกรธนี้ได้เกือบทำให้เขาเสียสติ เกิดการย้อนกลับพลังงานใน
ร่างกาย ล้มเหลวในการทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 4 ในขณะที่เขา
โชคดีที่เขาอยู่ในขั้นตอนง่ายๆของการก่อร่างแขนของเขา ซ่วนหวู๋จี๋ได้เคย
ผ่านขั้นทำลายชีวิตมาแล้ว 3 ครั้ง เขาจึงคุ้นเคยกับการปรับโครงสร้างเนื้อ
หนังของเขา มีเพียงต้องปราบปรามความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้จึง
จะทำให้เขาสามารถผ่านขั้นทำลายชีวิตไปได้อย่างปลอดภัย ถ้าในตอนนั้น
หลินหมิงบุกดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ในระหว่างการสร้างแก่นแท้
มันก็จะเป็นอันตรายอย่างมาก และเขาอาจตกตายไปเพราะเหตุนี้
แน่นอนว่าซ่วนหวู๋จี๋จะไม่ปล่อยให้สถานการณ์ในดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้ส่งผลกระทบต่อการทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 4
หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็ได้ปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
มุ่งเน้นที่การก้าวผ่านขั้นตอนนี้ ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของเขาเรียบร้อย
แล้ว 30% อีก 10 วันเขาจะเสร็จสิ้น และจากนั้นเขาก็จะเริ่มกระบวนการ
ที่ยากที่สุดในการก่อร่างแก่นแท้
“หลินหมิง ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ ดูดไขกระดูกและวิญญาณของเจ้า!”
…………
อยู่ห่างออกไปหนึ่งล้านลี้ นิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยาง –
นาวาจิตวิญญาณค่อยๆลอยมา บนนาวาจิตวิญญาณนี้เป็นมารดา
และบุตรชาย ซิงฉานและซิงเหยียง ตอนแรกพวกเขาต้องการที่จะไปพบ
กับองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่นานหลังจากที่พวกเขา
กำลังจะไป พวกเขาได้รับข่าวว่าองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้
ออกไปจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว
หากมองไปยังทิศทางของพวกเขามั่งหน้าไป มันก็คือภูมิภาคเขตแดน
ห้าธาตุ เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และหัวเมืองเร้นลับถูกกั้นแบ่งโดยภูมิภาค
เขตแดนห้าธาตุ เพื่อไปยังหัวเมืองเร้นลับ อย่างแรกก็ต้องข้ามภูมิภาคเขต
แดนห้าธาตุ
หลังจากที่แผนการถูกชิงไปโดยผู้อื่น ซิงฉานและบุตรชายทั้งสองรู้สึก
หดหู่
ซิงเหยียงกล่าวว่า “ท่านแม่ นิกายวายุคลั่งของภูมิภาคเขตแดนห้า
ธาตุได้ติดต่อกับองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้ว พวกเขา
ได้ใช้คำหว่านล้อมเช่นใดกัน เหตุใดองค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
จึงเดินทางออกจากเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์? เขากำลังวางแผนจะไปยังนิกาย
วายุคลั่งจริงหรือ?”
“หึ นิกายเล็กๆเช่นนิกายวายุคลั่งด้อยกว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์; พวก
เขาจะสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของท่านผู้นั้นได้อย่างไร? องค์รัช
ทายาทต้องมาที่ภูมิภาคเขตแดนทางใต้เพื่อบรรลุเป้าหมายพิเศษ
บางอย่าง ถ้าเราสามารถรู้ว่าเป้าหมายนี้คือสิ่งใดและช่วยให้เขาบรรลุ
เป้าหมายได้แล้ว บางทีเราอาจจะสามารถเอาชนะความโปรดปรานของ
เขาได้”
ในความเห็นของซิงฉาน มันไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับความ
แข็งแกร่งขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้ามีข้อมูล
บางอย่างที่เขาต้องการหรือกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะ
เช่นนั้นจะเป็นการดีหากนึกถึงนิกายที่ตั้งขึ้นมานับพันๆปีในทางตอนใต้
ของทวีปนภารินไหล
ถ้าสามารถเป็นนิกายของพวกเขาได้แล้ว มันก็จะยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
“เราจะวางเรื่องขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไว้ก่อน
ก่อนอื่น เราต้องกระชับการยึดเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา”
ขณะที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกหยิบยกขึ้นมา ดวงตาของซิงเหยียง
สาดประกายด้วยความโลภ เขาต้องการทักษะลับของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ ในการถ่ายโอนปราณโลหิตของวิหคเพลิง
นอกจากนี้ยังมีสายเลือดวิหคเพลิงบริสุทธิ์ในร่างของมู่เชียนหยี่ ข่าว
ลือกล่าวว่าถ้าชายใดได้ความบริสุทธิ์ของนางไปแล้ว เขาก็จะสามารถสืบ
ทอดส่วนหนึ่งของแก่นพลังหยินของนาง เปลี่ยนแปลงมันและได้รับ
สายเลือดวิหคเพลิงที่บริสุทธิ์มากขึ้น
ซิงเหยียงเดิมทีฝึกฝนธาตุจำเพาะอัคคี ถ้าสายเลือดของวิหคเพลิง
สามารถเพิ่มพรสวรรค์ของเขาขึ้นได้ เขาจะไม่ถูกล่อลวงได้อย่างไร?
นอกจากนี้ ซิงเหยียงยังมีความคิดที่อยากครอบครองมู่ปิงอวิ๋น
แต่มู่ปิงอวิ๋นเองมีสายเลือดวิหควารี นี่เป็นเรื่องไร้ประโยชน์กับซิงเหยียง
แต่ทักษะลับของนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางเน้นเรื่องหยินและหยาง
เสริมกันและกัน ถ้ามู่ปิงอวิ๋นเต็มใจที่จะฝึกฝนเคล็ดบ่มเพาะคู่กับเขา
เช่นนั้นเขาก็คงไม่ว่าอันใดที่จะแต่งงานกับมู่ปิงอวิ๋นและพานางมาเป็น
ภรรยาของเขา
แต่อย่างแรก เขาจะมีความสัมพันธ์กับมู่เชียนหยี่ และหลังจากที่
ได้รับสายเลือดวิหคเพลิงของนางแล้ว เขาก็จะบ่มเพาะคู่เพลิงและน้ำแข็ง
ให้กับมู่ปิงอวิ๋น ใช้แก่นพลังหยินของนางเพื่อให้บัญญัติแก่นแท้หยินหยาง
ประสบความสำเร็จอย่างสูง นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ มู่อวี้หวงย่อมไม่
อนุญาตให้ทั้งสองสถานการณ์เกิดขึ้นได้ พี่น้องมู่จะเป็นผู้นำในอนาคตของ
เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะปล่อยให้นางแต่งงานเข้าในนิกายตำหนัก
แก่นแท้หยินหยางและกลายเป็นเจ้าหญิงน้อยของพวกเขาได้อย่างไร?
เดิมทีเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางได้ลง
นามในข้อตกลงเป็นระยะเวลา 100 ปี ซิงเหยียงยินดีที่จะปล่อยให้
สถานการณ์เกิดขึ้นที่อย่างช้าๆ แต่ตอนนี้ เนื่องจากการปรากฏตัวขององค์
รัชทายาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ สงครามในทะเลทางใต้เปลี่ยนแปลงไป
อย่างมาก เมื่อดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้ได้พ่ายแพ้ พวกเขาจะไม่มีสิ่ง
ต่อรองใดๆที่จะคุกคามเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกถึง
วิกฤติที่กำลังจะมาเยือน
มีเครื่องชามที่งดงามอยู่ตรงหน้าเขา และเขาเพียงมองเห็นได้และไม่
อาจสัมผัสได้ แต่ซิงเหยียงน่าจะยอมรับเรื่องนี้ง่ายๆได้อย่างไร?
…………
ในยามค่ำคืน ลมหนาวพริ้วไหวในความเปลี้ยวล้าง รอบหุบเขาแก่น
แท้หยินหยาง มีแสงแวววาว และทางใต้ของหุบเขาแก่นแท้หยินหยางเป็น
หุบเขาที่ต่ำซึ่งเรียกว่าหุบเขานกนางแอ่นน้อย
นี่คือดินแดนแห่งจิตวิญญาณที่เกาะแก่นแท้หยินหยางได้ให้เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่า
นิกายนี้ไม่มีวิหาร ค่ายกลฝึกฝนและแม้กระทั่งการสนับสนุนของ
เหมืองแร่ปราณแท้หรือสวนสมุนไพร
แต่ไม่ว่าอย่าง ยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้รับ
นั่นคือ… ดินแดนแห่งจิตวิญญาณ
ดินแดนแห่งจิตวิญญาณนี้เป็นพื้นที่ซึ่งมีแหล่งรวบรวมพลังต้นกำเนิด
สวรรค์และปฐพี มีนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าจำนวนมากที่ตั้งใจจะเข้านิกาย
ใหญ่มากกว่าที่จะเดินทางไปยังอาณาจักรของปุถุชนเพื่อเป็นแม่ทัพหรือ
ผู้ปกครอง ทั้งหมดนี้เนื่องจากดินแดนแห่งจิตวิญญาณ!
หากปราศจากดินแดนแห่งจิตวิญญาณมันก็ยากที่จะฝึกฝน นี่คือ
เหตุผลที่นักสู้ระดับสูงเกือบทั้งหมดได้มารวมตัวกันในนิกายใหญ่หรือ
ตระกูลนักสู้ และจึงเป็นเหตผลที่จะหานักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าได้ยากใน
อาณาจักรของปุถุชน
ดินแดนแห่งจิตวิญญาณมีคุณสมบัติบางอย่างซึ่งสามารถรวบรวม
พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีมีมากกว่าที่อาณาจักรลิขิตฟ้าหลายเท่า
และเช่นเดียวกัน พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีภายในเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ก็มีมากกว่าที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ดังนั้น ยิ่งเป็นนิกายระดับสูง ดินแดนแห่งจิตวิญญาณก็ยิ่งมีระดับสูง
ขึ้นไปด้วย
ภายในทวีปนภารินไหล มิต้องกล่าวถึงดินแดนแห่งจิตวิญญาณ
ระดับสูง แม้แต่ระดับต่ำก็ยังเกือบถูกยึดครองโดยผู้อื่นทั้งหมด เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ยินดีที่จะแสวงหาที่หลบภัยยังนิกายตำหนักแก่นแท้หยินห
ยางไม่เพียงแต่จะแสวงหาที่หลบภัยกับพวกเขา แต่ยังต้องการดินแดน
แห่งจิตวิญญาณสำหรับเหล่าศิษย์ในการฝึกฝนด้วยเช่นกัน
หากปราศจากดินแดนแห่งจิตวิญญาณ นิกายจะสูญเสียพื้นฐานการ
ดำรงอยู่และจะไม่สามารถดึงดูดนักสู้อื่นๆได้
แม้ว่าเป็นเพียงที่อยู่อาศัยชั่วคราว พลังต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพีก็
ได้มากมายยิ่งกว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
และสิ่งที่ผิดปกติมากที่สุดคือ เนื่องจากนิกายตำหนักแก่นแท้หยินห
ยางฝึฝนเคล็ดบ่มเพาะหยินและหยาง พลังงานต้นกำเนิดที่นี่จึงอุดมไป
ด้วยธาตุจำเพาะอัคคีและวารี และมันเหมาะกับเคล็ดบ่มเพาะของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย
มันเป็นเวลาเที่ยงคืนและท้องฟ้าในยามค่ำคืนมืดมิดเหมือนม่าน
กำมะหยี่หนาสีดำที่แผ่ออกไปทั่วโลก ดวงดาวน้อยได้ตกแต่งท้องห้าใต้
สวรรค์แฉกเช่นประกายอัญมณี ในหุบเขาสลัวและมีสายลมที่พัดแผว
เบาๆ บางครั้งอาจได้ยินเสียงที่ทำให้เกิดเสียงของกระแสน้ำและเสียง
แมลงในยามค่ำคืน
แสงจันทร์ที่อ่อนโยน ส่องสว่างผ่านหน้าผาที่หุบเขาด้านหลังของหุบ
เขานกนางแอ่นน้อย เพราะหนาวที่นี่นั่นเหน็บหนาว พื้นดินจึงถูกปกคุม
ไปด้วยชั้นของน้ำค้างแข็งสีเงิน หญิงสาวสวมชุดแดงนั่งอยู่บนก้อนหิน
เข้าฌานอย่างสงบนิ่ง จากด้านหลัง จะมองเห็นผมสีดำยาวที่ตกลงมาดั่ง
น้ำตก กระจายอยู่บนเสื้อผ้าของนาง หากมองจากที่ห่างไกล มันก็ทำให้
รู้สึกถึงความงดงามที่น่าเศร้า
หญิงผู้นี้คือ มู่เชียนหยี่
แม้ว่านางกำลังนั่งเข้าฌาน พลังงานต้นกำเนิดสวรรค์และปฐพี
โดยรอบก็ตกอยู่ในความปั่นป่วน ไม่แม้แต่การก่อตัวเป็นวังวน สภาพการ
ฝึกฝนเช่นนี้เป็นความผิดพลาดที่เกิดกับนักสู้มือใหม่เท่านั้น มู่เชียนหยี่ได้
ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้แล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าว สิ่งเหล่านี้จึงไม่
จะควรเกิดขึ้น
มู่เชียนหยี่ส่ายหัวและถอนหายใจเบาๆ นางหยุดการทำเข้าฌานและ
พึมพำ “ใจของข้าไม่ไหลลื่นและปราณแท้ของข้าอยู่ในความปั่นป่วน”
ในวันที่ผ่านมา นางกังวลเกี่ยวกับเจ้าเพลิงน้อย ความรู้สึกผิดเป็นเหตุ
ให้เกิดปมในหัวใจ มันไม่สามารถย้อนกลับได้ ความคิดที่มืดมนและ
โศกเศร้าของนางจึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจของนักสู้ ทำให้การ
ไหลเวียนของปราณแท้มีปัญหาและไม่ราบรื่น นี่เป็นเงื่อนไขที่ไม่เหมาะ
สำหรับการบ่มเพาะ
“ท่านเจ้านิกายวางความหวังทั้งหมดไว้ที่หลินหมิง ยังเหลือเวลาอีก 7
ปีครึ่งจนถึงการนัดหมาย 10 ปี… หลินหมิง… เจ้าอยู่ที่ใดและเป็นอย่างไร
บ้าง? ”
ฃโลกจะเกิดสิ่งใดขึ้นในช่วงเวลา 10 ปี มู่เชียนหยี่ไม่สามารถ
จินตนาการได้เลย ในนัดหมายที่สัญญาไว้นี้ หลินหมิงจะสามารถกลับมา
ได้อย่างปลอดภัยจริงหรือ? เขาจะสามารถแบกภาระในการฟื้นฟูนิกายได้
หรือไม่? ไม่มีสิ่งใดสามารถคาดการณ์ได้
เพื่อที่จะฟื้นฟูนิกาย เขาต้องมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับ
ผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิต ในเวลานั้น หลินหมิงจะมีอายุ 27 หรือ 28 ปี
เพื่อจะมีพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิต นั่นหมายความว่าเขา
จะต้องมีพรสวรรค์ที่ข้ามก้าวแม้กระทั่งอัจฉริยะสูงสุดของอาณาจักร
ศักดิ์สิทธิ์
มู่เชียนหยี่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมสำหรับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทุกตั้ง
ความหวัง ความฝันและภาระทั้งหมดบนไหล่ของหลินหมิง ศิษย์หลายคน
ของนางหวังว่าหลินหมิงจะกลับมาและทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจอีก
ครั้ง แต่ถ้าหลินหมิงจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เล่า? แรงกดดันเช่นใดที่เขา
ต้องทนเมื่อเป็นเช่นนั้น?
มู่เชียนหยี่ส่ายหัวและไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป นางกลับมา
เข้าฌาน นางต้องมีพลังมากขึ้น สิ่งที่นางทำได้ก็คือไปให้ถึงระดับการบ่ม
เพาะที่สูงพอจะสามารถต่อสู้กับผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตได้ เช่นนั้นนาง
จึงจะสามารถช่วยหลินหมิงแบกรับน้ำหนักของภาระเหล่านี้ได้
พลัง… มู่เชียนหยี่กัดริมฝีปากของนาง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้
นางปรารถนาอย่างยิ่งว่าจะมีพลังเพิ่มมากขึ้น!
ถ้านางมีพลังที่เด็ดขาด นางก็ไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าดูอย่างสิ้นหวังใน
ขณะที่หลินหมิงถูกบังคับให้หลบหนี นางจะไม่มีวันได้มองดูเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ถูกผู้อื่นทำลาย นางจะไม่ต้องมองดูเจ้าเพลิงน้อยถูกนิกาย
ตำหนักแก่นแท้หยินหยางเอาไว้
ถ้านางแข็งแกร่งแล้ว เหตุใดนางจะต้องยอมทนอยู่ภายใต้สายตาที่
เย็นชาและเหตุใดนางถึงต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่ทักษะลับของเกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ผู้ดูหมิ่นจากผู้อื่น?
ขณะที่สายลมยาวคืนหวีดหวิวต่อไป มู่เชียนหยี่ที่กำลังเข้าฌาน ก็ได้
มีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นมาตรงหน้าของนาง นี่คือยันต์สื่อสาร
หลังจากได้ยินข้อความ มู่เชียนหยี่ก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง นางแข็งค้าง
เป็นหินในทันที!
มัน… มันเป็นไปได้อย่างไรกัน…
นางมองตรงไปยังหุบเขาด้านหลัง แข็งค้างราวกับไร้ซึ่งลมหายใจ มัน
เหมือนกับว่านางลืมหายใจไปแล้ว หลังจากไม่กี่ลมหายใจ นางได้ยินเสียง
เสื้อผ้าสะบัดในสายลมขณะที่ร่างสีดำปรากฏตัวต่อหน้านางและค่อยๆเข้า
มาใกล้
มู่เชียนหยี่ยกมือปิดปากโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าความคิดของนางมักจะ
เข้มแข็งและมั่นคง แต่ในเวลานี้ นางไม่สามารถหยุดวิสัยทัศน์ที่พร่ามัว
เนื่องจากน้ำตาไหลออกมาได้
ยันต์สื่อสารนี้ถูกส่งโดยมู่อวี้หวง มันเป็นข้อความสั้นๆ
หลินหมิงกลับมาแล้ว เขากำลังมุ่งหน้าไปยังด้านหลังหุบเขาเพื่อไป
หาเจ้า”