Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 690 จูบแรก
นับตั้งแต่หลินหมิงจากไปและเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ประสบกับภัย
พิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า มู่เชียนหยี่ได้จินตนาการนับไม่ถ้วนในใจของนางว่า
การนัดหมายของตนกับหลินหมิงจะเป็นเช่นไร
ในฝันที่สมบูรณ์แบบที่สุดของนาง มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่
หลินหมิงกลับมาพร้อมความแข็งแกร่ง เขาจะกลับมาหานาง ช่วยนางยก
ท้องฟ้า ปกป้องนางจากลมและสายฝน -และพยายามอย่างสุด
ความสามารถเพื่อหวนกลับกระแสน้ำหลาก
อย่างไรก็ตาม มันเป้นความปรารถนาของนาง
เมื่อหลินหมิงจากไป เขาก็อยู่ที่ขั้นปราณปลายฟ้าเท่านั้น สำหรับซ่
วนหวู๋จี๋ อีกไม่นานก็จะทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 4 หากเพียงแค่
10 ปี แม้ว่าความสามารถของหลินหมิงจะสามารถก้าวข้ามคนอื่นๆใน
ทวีปนภารินไหลได้ ซึ่งเป็นอัจฉริยะที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่
ถึงกระนั้นก็ยังคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถเข้าถึงระดับที่น่าหวาดกลัว
10 ปีนั้นสั้นเกินไป สำหรับการเจริญเติบโตของผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ
นอกจากนี้ มันยังมีโอกาสที่ศักยภาพของหลินหมิงหมดลงไป ไม่ว่าอย่างไร
ทุกคนมีหลายตัวแปรในการเจริญเติบโตของอัจฉริยะ เพียงเพราะพวกเขา
เป็นดาวรุ่งในวัยหนุ่มสาวมันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็น
ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอนาคต
สิ่งที่มู่เชียนหยี่ห่วงใยไม่ใช่เรื่องที่หลินหมิงจะได้รับความแข็งแกร่ง
มาถึงระดับใด แต่เขาจะสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ต่างหาก
ด้วยบุคลิกของหลินหมิง นางรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ทำสิ่งใดครึ่งๆกลาง
ในการเดินทางครั้งนี้ เขาเดินทางไปคนเดียว เขาจะต้องเข้าไปใน
อาณาจักรลึกลับและเขตอันตรายมากมาย ความเสี่ยงและความ
ยากลำบากที่เขาจะได้พบย่อมมิอาจจินตนาการได้
มู่เชียนหยี่กลัวว่าถ้าหลินหมิงจากไป นางไม่ได้พบเขาอีกเลย
ในกรณีนี้ นางจะพินาศเพราะความโศกเศร้า
นางต้องการที่จะไปพบเข้าในสัญญา 10 ปีที่ให้ไว้ แต่ในเวลาเดียวกัน
นางก็กลัวด้วยเช่นกัน นางกลัวว่า 10 ปีนับจากนี้ นางจะไปหุบเขาฟ้าฟาด
เพื่อรอสิ่งที่เป็นเพียงความฝัน!
นางไม่เคยคิดเลยว่าในอีก 2 ปีครึ่งที่ผ่านมาหลินหมิงจะปรากฏตัวต่อ
หน้านางอย่างปลอดภัย เมื่อเทียบกับตอนที่จากไป รูปร่างหน้าตาของเขา
ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก มันเป็นเพียงที่กลิ่นอายและออร่าที่แผ่ออกมา
ระหว่างคิ้วของเขาแตกต่างจากเดิม เขามีชีวิตอยู่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลง
อันยิ่งใหญ่หลายครั้ง และอากาศรอบตัวก็ดูคมและดุดันมากขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้ว่ากลิ่นอายจะแตกต่างออกไป แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยที่
พิสูจน์ว่าเป็นเขาอย่างไร้ข้อสงสัย
วิญญาณของมู่เชียนหยี่สั่นสะท้าน
คราวนี้นางไม่สนใจอะไรที่เขาเคยประสบมาก่อนหรือว่าเขาแข็งแกร่ง
ขึ้นเพียงใด ความคิดเดียวที่สะท้อนออกมาอีกครั้งและอีกครั้งในใจของ
นางคือ…
เขากลับมา! เขากลับมาอย่างปลอดภัย!
มู่เชียนหยี่เอามือปิดปาก นางไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ในขณะที่นางได้
เห็นหลินหมิง ความคับข้องใจและความเจ็บปวดที่นางต้องทนทุกข์
ทรมานมาตลอดสองปีครึ่ง ความกดดันทั้งหมดที่นางต้องแบกรับ ดู
เหมือนจะถูกลบล้างออกไปจากหัวใจของนาง
ขณะที่นางเห็นหลินหมิง หัวใจและความคิดของนางเต็มไปด้วย
ความสุขอย่างท่วมท้น มันมากจนนางช่วยไม่ได้ที่หลั่งน้ำตาออกมา
นี่เป็นความฝัน?
หลินหมิงได้หยุดห่างออกไปไม่กี่ก้าวด้านหน้ามู่เชียนหยี่ ไม่มีผู้ใด
กล่าวสิ่งใดออกมา
เมื่อหลินหมิงเห็นมู่เชียนหยี่เป็นครั้งแรก มันเหมือนกับดวงวิญญาณ
ของพวกเขาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ทำให้เขาได้สัมผัสกับทุกอย่างที่นางรู้สึก
เขารู้สึกถึงความไร้อำนาจและความเปราะบางของนาง เขารู้สึกได้ว่า
กำแพงที่นางตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับตัวเองตลอดมาได้พังพินาศลงแล้ว กลิ่น
อายทั้งหมดของนางจึงเอ่อล้นออกมา
หลินหมิงรู้สึกโชคดี เขาดีใจที่ตนได้กลับมาในเวลาไม่นาน มิเช่นนั้น
ถ้าเวลาผ่านไปเจ็ดปีครึ่ง เขาก็ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
บ้าง
เขาเปิดแขนออกอย่างไม่รู้ตัว อยากจะกอดนางไว้ แต่เขากลับหยุด
ลงครึ่งทาง แข็งทื่อเล็กน้อย
ความรักของเขาที่มีต่อมู่เชียนหยี่ถูกผสมผสานด้วยความเคารพ
ความรู้สึกที่มาจากกลิ่นอายของมู่เชียนหยี่ดูเหมือนจะต่อต้านการถูกทำ
ให้แปดเปื้อนจากทุกคนได้
นี่เป็นเหตุผลที่หลินหมิงได้มักจะเรียกมู่เชียนหยี่ว่า แม่นางมู่หรือ
ศิษย์พี่หญิง
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงไม่ได้คิดว่าขณะที่เขาเปิดแขนของตนขึ้น เขา
ก็จะเห็นประกายสีแดงมาอยู่หน้าเขา ร่างกายที่อบอุ่นและมีกลิ่นหอมก็ได้
เข้ามาโอบกอดเขาไว้
แขนที่เรียบเนียนโอบกอดแผ่นหลังและคอของเขา มู่เชียนหยี่ดู
เหมือนจะสูญเสียความแข็งแกร่งทั้งหมดของนางขณะที่โอบกอดหลินหมิง
ราวกับว่านางต้องการที่จะหลอมร่างกายเข้าไปในตัวเขา
หลินหมิงรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยจากอ้อมแขนที่โอบกอดอย่างเนือง
แน่นนี้
“โอบกอดข้าไว้…”
มู่เชียนหยี่กระซิบข้างหูของหลินหมิงราวกับว่านางกลัวว่าเขาจะหาย
ตัวไปทันทีที่นางปล่อยมือ
หลินหมิงได้โอบกอดมู่เชียนหยี่ ขณะที่เขาที่สัมผัสถึงแผนหลังของ
นาง เขาก็รู้สึกได้ถึงร่างกายที่นุ่มนวลและอ่อนโยนผ่านชุดผ้าไหมของของ
นาง ขณะที่โอบกอดกันและกันมันไร้ช่องว่างระหว่างพวกเขา เขาจะ
สัมผัสได้ถึงหน้าอกของร่างของตน
กลิ่นหอมอ่อนๆของนางเต็มอยู่ในสัมผัสของเขา เขาสามารถได้ยิน
เสียงหัวใจและการหายใจของมู่เชียนหยี่
ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความอ่อนโยนอย่างน่า
เหลือเชื่อ นับตั้งแต่ 3 วันอันแสนหวานในหุบเขาฟ้าฟาด หลินหมิงก็ไม่ได้
ใกล้ชิดกับมู่เชียนหยี่เช่นนี้อีกเลย
ในขณะนี้ ทั่วโลกดูราวกับว่ามีเพียงพวกสองคนเท่านั้น ในความเงียบ
ของหุบเขา ขณะที่ดวงดาวส่องประกายระยิบระยับในท้องฟ้ายามราตรี
หัวใจทั้งสองดดวงที่เหงาเปล่าเปลี่ยวดูเหมือนจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน
มู่เชียนหยี่ตกลงอยู่ในอ้อมแขนของหลินหมิงอย่างเงียบๆ ตั้งแต่ตอน
ที่นางเกิดมาจนถึงปัจจุบัน นางไม่เคยรู้สึกว่าตนเปราะบางหรือมีความสุข
เท่าในวันนี้มาก่อนเลย นางต้องการที่จะกอดหลินหมิงและวางทุกอย่างที่
นางมีไว้กับเขา
ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ ทั้งหมดที่นางรู้สึกมีเพียงเขา สายฝน สายลมหรือ
กระทั่งภัยพิบัติใดๆ ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไป
ทั้งสองโอบกอดอย่างเงียบงันกว่า 15 นาที เมื่อน้ำตาของมู่เชียนหยี่
หยุดไหล นางก็กล่าวด้วยเสียงที่เงียบงันว่า “ข้าคิดถึงเจ้ามาก…”
คำพูดง่ายๆเหล่านี้ โดยไม่มีเสริมเติมแต่ง แต่ทั้งหมดเต็มไปด้วย
ความรู้สึกที่แท้จริงของนางตลอดช่วงเวลาสองปีครึ่งที่ผ่านมา
“ข้ารู้” หลินหมิงกล่าวอย่างอ่อนโยน ขณะที่เขามองลงมา เขาได้
เห็นมู่เชียนหยี่เงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำตาสดใสยังคงส่องประกาย
ระยิบระยับอยู่ที่มุมดวงตาของนาง เป็นแสงเงินที่สดใสใต้แสงจันทร์แฉก
เช่นไข่มุกสดใสในทะเลลึก
ในแสงจันทร์ที่หนาวเหน็บนี้ หญิงสาวผู้งดงามจ้องมองเขา ทุกอย่าง
ดูสลัวราวกับว่ามันเป็นความฝันที่สมบูรณ์แบบ
หลินหมิงรู้สึกใจเต้นแรง
เขาใช้สองมือสัมผัสใบหน้าของมู่เชียนหยี่ ค้างอยู่เช่นนั้นหลายลม
หายใจ
จากนั้น เขาก็จูบนาง
ร่างกายของมู่เชียนหยี่สะท้าน โลกจางหายไป แขนของนางรัดตัวเขา
แน่นขึ้น นางปิดตาขณะที่ขนตายาวสั่นระริกเบาๆ จิตใจจมลึกลงไปในจูบ
นี้
นี่คือจูบแรกของหลินหมิง และมันก็เป็นครั้งแรกของมู่เชียนหยี่
เช่นกัน
เขาดูดดื่มริมฝีปากสีเชอร์รี่ของนาง ดูดที่ปลายลิ้นเปียกของนาง จน
ทั่งร่างของมู่เชียนหยี่สั่นระริก เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งคู่จึงฝืนใจแยกออกจาก
กัน
“จากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น” หลินหมิงกระซิบข้างหูของมู่เชียนหยี่ คำพูด
เหล่านี้มิใช่เพียงคำพูดปรอบประโลม นี่คือคำมั่นสัญญา คำมั่นสัญญามา
จากความเชื่อมั่นในพลังของตัวเอง
ตราบเท่าที่เขาอยู่ที่นี่ ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น!
อย่างไรก็ตาม มู่เชียนหยี่ไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างคำ
เหล่านี้ได้เลยในตอนนี้ นางร้องไห้อย่างอ่อนโอนในขณะที่ใบหน้าเป็นสี
แดงระเรื่อ แก้มของนางดูเหมือนเป็นลูกพีชสุกตอนนี้เปียกน้ำฝนพร่ำ
นางเอนอิงทั้งร่างไปไว้ในอ้อมอกของหลินหมิง ลมหายใจของนางติด
อยู่ที่ทรวงอกและยากที่จะหายใจเพราะความรู้สึกที่ท่วมท้น นับตั้งแต่มู่
เชียนหยี่ยังเด็ก นางแทบไม่เคยสัมผัสกับชายใดที่เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้น นางจึงไม่คุ้นเคยกับความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง ภายในหุบ
เขาฟ้าฟาด แม้ว่าช่วงเวลาที่คลุมเครือนั่นจะเป็นเพียงโอกาสที่นางมีกับ
หลินหมิง; มันก็ยังเป็นไปไม่ได้ที่หัวใจนางจะได้รับผลกระทบ การ
เผชิญหน้าทีุ่มเครือเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเขินอายจนทำให้หลินหมิงหลงใหล
มันเหมือนกับว่าตอนนี้ มันเป็นไม่ได้ที่จะหยุดหัวใจซึ่งเต้นเร็ว และก็ไม่
สามารถหยุดการกระทำของนางได้
“ศิษย์พี่หญิง ซิงเซวียนและบิดามารดาของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินหมิงถามโดยฉับพลัน นอกจากมู่เชียนหยี่ ความห่วงใยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ของเขาคือฉินซิงเซวียนและบิดามารดา
มู่เชียนหยี่กล่าวว่า “เมื่อเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย นิกายอยู่ใน
สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ท่านเจ้านิกายได้ถามศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ว่าพวกเขายินดีที่จะไปยังนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางด้วย
หรือไม่ ศิษย์ระดับล่างจำนวนมากจากไปเพราะเหตุนี้… และสำหรับซิงเซ
วียน… เดิมทีนางอยากจะมากับเรา แต่ข้าก็กังวลว่านางอาจจะเกิด
อุบัติเหตุได้ถ้านางอยู่กับเรา ข้าจึงได้จัดให้นางแอบไปยังอาณาจักรของ
ปุถุชนในภูมิภาคเขตแดนห้าธาตุที่ซึ่งบิดาและมารดาของเจ้าอาศัยอยู่
สำหรับการบ่มเพาะของนักสู้ พวกเขาต้องการดินแดนจิตวิญญษณ
ทรัพยากร ค่ายกลฝึกฝนและอื่นๆ โดยปกติแล้ว นักสู้จะไม่เดินทางไปยัง
อาณาจักรของปถุชน แต่มู่เชียนหยี่เชื่อว่า สิ่งที่ฉินซิงเซวียนต้องการมาก
ที่สุดไม่ใช่การบ่มเพาะ แต่ต้องดำเนินชีวิตอย่างสงบและปลอดภัย ถ้าฉิน
ซิงเซวียนไปอาณาจักรปถถุชนแล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของขั้นปราณต้น
ฟ้า มันก็เพียงพอแล้วที่จะรับประกันความปลอดภัยของนางและบิดามา
ราดาของหลินหมิง สำหรับดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้นั้น มันเป็นไป
ไม่ได้ที่พวกเขาจะมาไล่ตามเพียงนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าคนหนึ่งที่ไม่รู้จักซึ่ง
อยู่ไกลออกไปนับล้านลี้
“ข้าเข้าใจแล้ว…” ได้ยินว่าฉินซิงเซวียนและบิดามารดาของเขา
ปลอดภัย หลินหมิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตราบเท่าที่พวกเขา
ปลอดภัยและมีชีวิตอยู่เช่นนั้นมันก็เยี่ยมมากแล้ว สำหรับสิ่งอื่นที่สูญเสีย
ไป มันก็สามารถนำกลับคืนมาได้
ในเวลานี้ มู่เชียนหยี่ก็ได้ค้นพบการบ่มเพาะของหลินหมิง ดวงตาของ
นางเบิกกว้างขึ้น ขณะที่นางกล่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า “หลินหมิง
… เจ้า… เจ้าทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวมแก่นแท้แล้ว?”
“ใช่แล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าโชคดีที่ทะลวงระดับขึ้นมาได้”
“นี่…”
มู่เชียนหยี่ปิดปากของนาง ตกใจจนพูดไม่ออก เมื่อสองปีครึ่งที่ผ่าน
มา หลินหมิงอยู่เพียงขั้นปราณปลายฟ้า หลังจากออกเดินทางในช่วงเวลา
สั้นๆเขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ ขั้นหลอมรวมแก่นแท้แล้ว!
และเมื่อมองไปยังตันเถียนของหลินหมิง พลังงานถูกรวบรวมไว้
พลังงานต้นกำเนิดหนาแน่นและวังวนก็สามารถเห็นได้ชัดเจน มันไม่ใช่
แก่นแท้หมุนวนทั่วไป!
แม้ว่ามู่เชียนหยี่เองก็อยู่ในขั้นหลอมรวมแก่นแท้ แต่มันก็แตกต่างกัน
เกินไปเมื่อเทียบกับหลินหมิง!
“เป็นไปได้อย่างไร… นี่มันรวดเร็วมาก…”
ด้วยพรสวรรค์ของมู่เชียนหยี่ มันทำให้นางทะลวงเข้าสู่ขั้นปราณ
ปลายฟ้าเมื่ออายุ 22 ปี และขั้นหลอมรวมแก่นแท้เมื่ออายุ 30 ปี มันใช้
เวลาถึง 8 ปีเต็ม แต่หลินหมิงใช้เวลาเพียงแค่สองปีครึ่ง และเขายังอายุไม่
ถึง 21 ปี!
เมื่อมู่เชียนหยี่อายุเท่าหลินหมิง นางอยู่เพียงจุดสูงสุดขั้นปราณต้น
ฟ้า!
นี่เป็นเพียงความแตกต่างระหว่างสวรรค์และปฐพี
นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นพรสวรรค์ระดับจักรพรรดิ
เท่านั้น
“หลินหมิง… ตอนนี้เจ้าแข็งแกร่งมากแค่ไหน?” มู่เชียนหยี่กล่าวถาม
ด้วยสายตาเบิกกว้าง เมื่อหลินหมิงจากไป เขาอยู่เพียงขั้นปราณปลายฟ้า
ช่วงต้นและมู่เชียนหยี่อยู่ปลายขอบขั้นปราณปลายฟ้า ความแตกต่าง
ระหว่างความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ได้ต่างมากเกินไปในตอนนั้น
แต่ตอนนี้ ความระดับการบ่มเพาะของหลินหมิงได้เพิ่มขึ้นมาทั้งขั้น
ใหญ่ ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เขาควรมีความแข็งแกร่งอย่างน้อยก็เท่ากับ
ผู้เชี่ยวชาญขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย หรือบางที เขาอาจจะเทียบได้
กับผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ที่อ่อนที่สุด
หลินหมิงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรจากมู่เชียนหยี่ “ข้าไม่แน่ใจว่า
ความแข็งแกร่งของข้าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร เป็นเพียงการประมาณ
คร่าวๆว่า ข้าสามารถฆ่าผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ได้ สำหรับซ่
วนอวี่เชี่ยและผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตระดับ 2 ข้าอาจจะไม่ใช่คู่มือของ
พวกเขา”
“เจ้าสามารถฆ่าผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ได้เช่นนั้นหรือ”
หัวใจของมู่เชียนหยี่สะท้านอย่างหนักหน่วง ความแข็งแกร่งของหลินหมิ
งมากยิ่งกว่าที่นางจินตนาการไว้อย่างยิ่ง
ในความเป็นจริง ขั้นทำลายชีวิตก็เทียบเท่าปลายขอบขั้นหลอมรวม
แก่นแท้ มันเป็นระดับที่พิเศษมากภายในขอบเขตขั้นหลอมรวมแก่นแท้
สำหรับนักสู้ขั้นทำลายชีวิต ปราณแท้ของพวกเขายังอยู่ในตันเถียนแก่น
แท้หมุนวน มันเป็นเพียงเพราะพวกเขาได้รับประสบการณ์หล่อหลอม
เปลี่ยนแปลงร่างกายและตันเถียน ที่ทำให้นักสู้ขั้นทำลายชีวิตทีความ
แข็งแกร่งเกินกว่านักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้
ถ้าหลินหมิงสามารถฆ่านักสู้ขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ได้ แล้วมันจะ
เกิดสิ่งขึ้นเมื่อเขาทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิต?
ขณะที่มู่เชียนหยี่คิดเรื่องนี้ นางก็ตกใจมาก นางดูเหมือนจะคิดอะไร
บางอย่างขึ้นมาได้ ถ้าหลินหมิงสามารถฆ่านักสู้ขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ได้
…
นางมองไปยังหลินหมิง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อเมื่อ
นางกล่าวถามว่า “หลินหมิง… 10 วันก่อน ผู้ปล้นสะดมและรื้อถ่อน
ดินแดนปีศาจแห่งทะเลทางใต้… มันคงมิใช่เจ้าใช่หรือไม่…”