Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 696 กระบี่ที่แตกหัก
ใบหน้าของซิงเหยียงเต็มไปด้วยความมืดมน สำหรับมู่อวี้หวง นางตื่น
ตระหนก นางไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงเช่นไร
“เตรียมส่งยันต์สื่อสาร รายงานสิ่งที่เกิดขึ้น!”
หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าว เหล่านักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ก็ได้ตอบสนอง
ได้อย่างรวดเร็ว นิ้วมือของพวกเขาสัมผัสที่แหวนมิติ ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็น
อาณาเขตของนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยาง ตราบเท่าที่พวกเขาเรียก
กำลังเสริมมากขึ้น พวกเขาก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
เมื่อเห็นผู้คุ้มกันขั้นหลอมรวมแก่นแท้จะจุดยันต์สื่อสารต่อหน้าของ
นาง หลานฉินเย้ยหยัน นางแวปขึ้นทันที ไปปรากฏตัวตรงหน้านักสู้ผู้นั้น
กระบี่ของนางตวัดไปยังข้อมือของเขา!
นางได้อยู่ที่หอคอยแยกนภาเป็นเวลาหลายปี แม้ว่าหลานฉินจะดู
คล้ายกับสาวงามที่เป็นประกาย แต่ความจริงแล้วนางเป็นคนที่เด็ดขาด มิ
เช่นนั้น มันจะเป็นไปไม่ได้ที่นางจะมีชีวิตรอดในหอคอยแยกนภา
“หญิงชั่ว เจ้ากล้า!?” สายตาหัวหน้าผู้คุ้มกันสาดประกายตาด้วยความ
โกรธ เขาฟันกระบี่ไปยังคอของหลานฉิน
“หึ!”
หลานฉินไม่มีจุดอ่อน กระบี่ของนางตัดขึ้นไปด้านบน สองกระบี่
ปะทะกัน คลื่นปราณแท้ปะทุและกระบี่แสงของผู้คุ้มกันได้แตกเป็นเสี่ยงๆ
โดยหลานฉิน
สีหน้าของผู้คุ้มกันซีดลง เขาไม่เคยคิดเลยว่าหญิงสาววัย 20 กว่าปี
จะสามารถทำให้เขาต้องสูญเสียด้วยเพียงกระบี่เดียว
พวกเขาเป็นใครกันแน่?
“จัดรูปแบบ!”
หัวหน้าผู้คุ้มกันตะโกนอย่างตื่นตระหนก แม้ว่าพวกเขาทั้ง 8 คนจะ
เป็นเพียงนักสู้ขั้นหลอมรวมแก่นแท้ช่วงกลางและช่วงปลาย แต่เมื่อพวก
เขาร่วมมือกันที่มีทั้งธวัชชัยค่ายกล แผ่นค่ายกลซึ่งมันสามารถต้านทาน
กระทั่งผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 ได้ในชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว
วูซ!
กระบี่แสงที่เฉียบคมผสานเข้าด้วยกัน เมื่อผู้คุ้มกัน 8 คนรวมพลังกัน
ออร่าของพวกเขาก็ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
หลานฉินได้สัมผัสกับกับกระบี่แสงเหล่านี้ นางก้ถึงกับต้องสำลัก
ใบหน้าที่งดงามของนางซีดลง แต่โชคดีที่ต๋วนมู่ฉินนั้นอย่างรวดเร็วทั้ง
สายตาและมือ เขาฟันกระบี่ออกไป เบี่ยงเบนทิศทางปราณกระบี่ที่พุ่งไป
ยังหลานฉิน
“ดี ดีมาก ในเมื่อต้องการจะเล่น ชายชราผู้นี้จะเล่นกับเจ้าเอง!” ซิงจื๋อ
จ้านก้าวไปข้างหน้า จากนั้น ออร่าของเขาก็ได้ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน มู่
เชียนหยี่ มู่ปิงอวิ๋นและคนอื่นๆรู้สึกกดดันอย่างมาก ซิงจื๋อจ้านเป็น
ผู้เชี่ยวชาญขั้นทำลายชีวิตระดับ 1 และยังเป็นรองเจ้าตำหนักของนิกาย
ตำหนักแก่นแท้หยินหยาง และผู้ทรงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน
ด้วยสถานะของซิงจื๋อจ้าน การมีส่วนร่วมในการต่อสู้ของรุ่นเยาว์ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้เช่นนี้มันค่อนข้างอับอาย แต่เมื่อเห็นว่า ซิงเหยียง
สูญเสียการควบคุมสถานการณ์ไปแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
นอกเหนือจากการเข้ามาแทรก
“ลุงสอง พวกเขาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างใด
อย่างหนึ่ง” ซิงเหยียงได้รีบเตือนอย่างรวดเร็ว
สำหรับต๋วนมู่ฉินและคนอื่นๆที่ยังเยาว์แล้วยังมีสมบัติระดับสวรรค์
พวกเขาจะต้องเจอกับโชคอันยิ่งใหญ่ หรือไม่ก็ต้องมาจากแดนศักดิ์สิทธิ์
“ข้ารู้” ซิงจื๋อจ้านตอบอย่างเย็นชา ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะต้อง
พิจารณาถึงต้นกำเนิดของอีกฝ่ายแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะมาจากแดน
ศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ยังต้องสร้างความน่าเกรงในดินแดนของตนให้เห็น
ทุกคนต่างต้องการชิงชัยกันอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาสามารถจับกุมบุคคล
อื่นได้ พวกเขาก็จะมีความได้เปรียบ แต่ถ้ายั่วยุผู้อื่นและยังคงเอาชนะได้
นั่นก็จะเป็นผลดีอย่างยิ่ง ในโลกของนักสู้ ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่งทุก
อย่าง พื้นหลังของผู้คนย่อมไม่อาจเท่าเทียมกัน อย่างน้อยที่สุด เขาต้อง
กำราปอีกฝ่ายด้วยความแข็งแกร่งของตนเอง
ซิงจื๋อจ้านกำหนดเป้าหมายเป็นหลินหมิงโดยเฉพาะ “ยังหนุ่มยังสาว
แต่กลับโลภเช่นนี้ เจ้ากล้าที่จะเสนอคำขอที่น่าขันดังกล่าวแก่เรา ชายชรา
คนนี้อยากจะดูว่าเจ้าจะมีความสามารถในการสนับสนุนคำพูดของเจ้า
หรือไม่!”
หลินหมิงมองไปยังซิงจื๋อจ้านและเค้นเสียงเย็นชา “โลภ? เจ้ากำลัง
พูดถึงนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางของเจ้าเองใช่หรือไม่? เจ้าให้เกาะ
ฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่าดินแดนจิตวิญญาณระดับ 3 เจ้าไม่ได้ให้พวกเขามี
ทรัพยากรการฝึกฝนใดๆ เพียงสถานนี้อย่างเดียว เจ้ากลับต้องการแลก
มันกับวิหคเพลิง 2 ตัวของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์และทักษะลับทั้งหมด
ด้วย? เจ้ายังได้ซ่อนเป้าหมายในการฮุบทั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน!
และตอนนี้ เจ้ากลับบอกว่าข้าเป็นคนโลภ? เราควรจะก้มหัวขณะที่เรา
มอบทั้งเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ให้กับเจ้าด้วยหรือไม่? ดินแดนปีศาจแห่ง
ทะเลทางใต้กำลังพยายามที่จะทำลายล้างพวกเราอยู่แล้ว และเจ้ายัง
พยายามที่จะกลืนกินพวกเราอยู่เช่นนี้ ในสายตาของข้า ไม่มีความ
แตกต่างระหว่างเจ้ากับแดนปีศาจเลย!”
“ฮ่าๆๆ ช่างเป็นชายหนุ่มที่มีวาจาเป็นเลิศ! เกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ของ
เจ้ามาที่นิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางเพื่อเช่าที่ดินแดนจิตวิญญาณและ
หาที่หลบภัย ดังนั้นมันจะปัญหาใดในเงื่อนไขที่เรานำเสนอ? แต่เจ้า เจ้า
โลภอย่างเหลือเชื่อ ทันทีที่เจ้าเปิดปาก เจ้าก็ต้องการทรัพยากรครึ่งของ
นิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางแล้ว น่าขันยิ่ง!”
หลินหมิงเย้ยหยันซิงจื๋อจ้าน “ข้าชื่นชมว่าเจ้านั้นหน้าหนาเป็นอย่าง
ยิ่ง การหลอกลวงเหล่าศิษย์ของเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นส่วนหนึ่งของ
เงื่อนไขที่เจ้ากำหนดให้กับเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือไม่?”
หลังจากถูกสอบปากคำเช่นนี้ ซิงจื๋อจ้านก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีก
ต่อไป เขาจ้องเขม่ง “ช่างเป็นรุ่นเยาว์ที่ยโสโอหังยิ่ง! ในเมื่อเจ้าพ่นคำ
หยาบคายไม่หยุดหย่อน เช่นนั้น ชายชราผู้นี้จะสอนบทเรียนให้แก่เจ้า
เอง!”
“หึ! ด้วยข้าอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่สถานที่ของเจ้าในการจะมาสั่งสอนศิษย์
ของข้า!” มู่อวี้หวงกล่าวและก้าวไปข้างหน้าหลินหมิง การบ่มเพาะของซิ
งจื๋อจ้านสูงกว่าหลินหมิงทั้งขั้นใหญ่ ขณะนี้ มู่อวี้หวงไม่กังวลเรื่องการ
ติดต่อกับนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางอีกต่อไป เมื่อซิงจื๋อจ้านต้องการ
ที่จะทำเช่นนี้แล้ว นางเองก็เป็นผู้เดียวในเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังต่อสู้
ของผู้ทรงพลังขั้นทำลายชีวิต สำหรับมู่เฟิงเซียน ถึงแม้นางจะอยู่ขั้น
ทำลายชีวิต แต่แหล่งพลังชีวิตของนางได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
และตอนนี้ความแข็งแกร่งของนางลดลงไปเทียบเท่าเพียงแค่นักสู้ขั้น
หลอมรวมแก่นแท้ช่วงปลาย
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางต้องลุกขึ้นยืนเพื่อสนับสนุนผู้ที่อยู่ข้างนาง
หลินหมิงดูเพียงแค่ออร่าของมู่อวี้หวงและซิงจื๋อจ้านปะทะกัน เขาก็
สามารถรู้ได้ทันทีว่ามู่อวี้หวง ไม่ใช่คู่มือของซิงจื๋อจ้าน มู่อวี้หวงเพิ่งทะลวง
เข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตเมื่อปีก่อน และพลังของนางยังมิได้เสถียรมากนัก
รากฐานของนางยังคงสั่นคลอน แต่เมื่อมองไปยังซิงจื๋อจ้าน เขาได้ทะลวง
เข้าสู่ขั้นทำลายชีวิตมาเป็น 100 ปีแล้ว ตอนนี้ ความแข็งแกร่งของเขา
มากมายกว่ามู่อวี้หวงนัก
เทื่อเห็นว่ามู่อวี้หวงเต็มใจที่จะลุกขึ้นยืนหยัดให้กับตัวเขา แม้ว่าจะ
หมายถึงการจบสิ้นของตนเอง มันทำหลินหมิงรู้สึกชื่นชมในการกระทำ
ของนาง แม้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชในช่วง
หลายปีที่ผ่านมานี้ การสูญเสียศิษย์จำนวนมากในขณะที่ทรัพยากรของ
พวกเขาก็หมดไปอย่างรวดเร็ว จากนิกายระดับสูงชั้นสูงเหลือเพียงระดับ
4 ชั้นกลาง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือตัวตนของมู่อวี้หวงที่
ภาคภูมิและจงรักภักดี แม้ว่าเกาะฟีนิกซ์ศักดิ์สิทธิ์จะกดขี่โดยนิกาย
ตำหนักแก่นแท้หยินหยางจากทุกด้าน แต่นางก็จะไม่แสดงความอ่อนแอ
ต่อหน้าผู้อื่น
หลินหมิงก้าวไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนาง ด้วยกระแสเสียงปราณ
แท้เขาบอกกับนางว่า “ท่านเจ้านิกาย ข้ามีความมั่นใจในตนเอง”
“หืม?”
มู่อวี้หวงตกตะลึง ในขณะนั้น ซิงจื๋อจ้านจ้องไปยังมู่อวี้หวงด้วย
สายตาดูถูกและกล่าวว่า “มู่อวี้หวง เจ้าใส่ใจเรื่องของการรักษาหน้ามาก
เกินไป เจ้าพึ่งเพียงโอสถในการทะลวงเข้าสู่ขั้นทำลายชีวิต; พรสวรรค์ของ
เจ้าไม่ได้แม้แต่จะอยู่ในระดับนักบุญด้วยซ้ำ ในเมื่อเจ้าต้องการตายอย่าง
น่าสังเวช ดังนั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
“ข้าต่างหากที่เป็นคู่ต่อสู้ของเจ้า” หลินหมิงยกหอกขึ้นมา ชี้ปลาย
หอกสีขาวแวววาวไปยังดวงตาของซิงจื๋อจ้าน ออร่าของเขาโดดเด่นและ
ทรงพลัง
การชี้ไปยังใครบางคนด้วยหอกย่อมเป็นการยั่วยุที่ดีอยู่แล้ว ซิงจื๋อ
จ้านเริ่มโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที “เจ้าคงยังมิรู้จักว่าสิ่งใดคือความตาย! เจ้า
หยิ่งยโสและเจ้ามีพรสวรรค์ แต่ผู้มีพรสวรรค์หยิ่งยโสมักจะตายตั้งแต่ยัง
หนุ่ม! ชายชราผู้นี้จะช่วยเจ้าเอง! ในเมื่อเจ้าเป็นเพียงรุ่นเยาว์ ชายชราผู้นี้
จะไม่รังแกเจ้า ถ้าเจ้าสามารถบังคับให้ข้าใช้กระบี่ได้แล้ว มันจะนับเป็น
ชัยชนะของเจ้า!”
ในสายตาของซิงจื๋อจ้าน เขาไม่สนใจที่หลินหมิงได้ใช้ปราณหอกใน
การทำให้ผู้อาวุโสซุนบาดเจ็บมากนัก แม้ว่านั้นจะเป็นพลังปกติของเขาก็
ตาม แต่ซิงจื๋อจ้านก็ยังมั่นใจว่าจะจัดการกับเขาได้ นอกจากนี้ แม้ว่าอาวุธ
ของซิงจื๋อจ้านจะเป็นกระบี่ แต่ความจริงก็คือเขาสามารถใช้ฝ่ามือดั่ง
กระบี่และความแข็งแกร่งของเขาก็ยังคงไม่ลดลงมากด้วย
สิ่งที่เขาไม่ได้สังเกตเห็นก็คือ เมื่อเขากล่าวคำเหล่านี้แล้ว หน้าตา
ของต๋วนมู่ฉินก็ดูแปลกๆไป หลานฉินเองก็ยิ้มจางๆ รอดูความสนุกที่จะ
เกิดขึ้น
“ฮึ! จิ้งจอกเฒ่า เจ้าไร้ยางอายเกินไป ด้วยอายุของเจ้า มันมากกว่า
หลินหมิงถึง 30 เท่า! ให้ข้ารับมือกับเจ้าเอง!” มู่อวี้หวงกลัวว่าหลินหมิงจะ
ประสบความสูญเสียอย่างหนัก นางรีบดึงกระบี่ออกมา พร้อมที่จะสู้กับซิ
งจื๋อจ้าน
แต่ในเวลานี้ เสียงของมู่เชียนหยี่จู่ๆก็ดังขึ้นมาในหูของมู่อวี้หวง
“ท่านอาจารย์ หลินหมิงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ตราบเท่าที่เป็นเพียง
การบังคับให้เขาใช้อาวุธได้ เขาก็คงจะทำอย่างนั้นได้แน่”
มู่อวี้หวงได้ยินคำพูดของมู่เชียนหยี่ก็ต้องทำให้ตกใจ เป็นความจริง…
จากที่รู้จักหลินหมิง นางก็สามารถบอกได้ว่าเขาไม่เคยทำตัวประมาทมา
ก่อน ถึงแม้เขาจะชอบทำอะไรที่ท้าทายไปหน่อยก็ตาม แต่เขาก็จะทำ
เช่นนั้นก็ต่อเมื่อเขามั่นใจในตนเองเท่านั้น
บางทีเขาอาจจะบังคับให้ซิงจื๋อจ้านใช้อาวุธออกมาก็เป็นได้ ถ้าเป็น
เช่นนั้น แม้ว่าหลินหมิงไม่สามารถเอาชนะซิงจื๋อจ้านได้ แต่ก็ยังคงเป็นไป
ได้ด้วยความช่วยเหลือของนาง หาก 2 ต่อ 1 มันมากเกินพอที่จะเอาชนะ
เขา
เมื่อคิดได้เช่นนี้ มู่อวี้หวงจึงได้มองหลินหมิงครั้งสุดท้ายก่อนที่จะก้าว
ถอยหลังมา
“ฮึ ในเมื่อเจ้าไม่สนใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเองแล้ว ชายชราผู้นี้ก็คง
ต้องหยาบคายหน่อยแล้ว!” ซิงจื๋อจ้านยกมือขึ้น แม้จะปราศจากกระบี่ แต่
ฝ่ามือกระบี่ของเขาก็ยังคมกริบ ขณะที่เขาผสานนิ้วเข้าด้วยกัน มิติโดย
รอบตัวเขาดูเหมือนจะสั่นสะเทือน!
ระดับความแข็งแกร่งในการต่อสู้นี้… หลินหมิงย่อมไม่ได้เห็นมันอยู่ใน
สายตาของเขาเลย เขาไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามใดๆจากใครบางคนเช่นซิงจื๋อ
จ้านหรือคนอื่นๆที่นี่ ภายในนิกายตำหนักแก่นแท้หยินหยางทั้งหมด มี
เพียง 2 เจ้าตำหนักที่อาจจะเป็นอันตรายต่อหลินหมิงได้
เมื่อยกหอกขึ้นมา สายฟ้าได้ปรากฏขึ้นบนหอก หลังจากผสานจิต
วิญญาณต่อสู้เข้ากับหอกและพลังของสายฟ้า ทันใดนั้นหลินหมิงก็ได้พุ่ง
มันออกไป
สายฟ้าล่าสังหาร!
ในช่วงเวลานั้น ทั่วทั้งลานห้องสว่างชไปด้วยแสงจากสายฟ้า ออร่าที่
เฉียบคมและรุ่นแรงพุ่งไปด้านหน้าเช่นกัน ทุกคนรู้สึกราวกับว่าพวกเขาได้
ตาบอด จิตใจของพวกเขาได้รับการปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์ราวกับว่า
พวกเขาไม่มีอะไรมากไปกว่ามนุษย์ทั่วไปที่ยืนอยู่ในหิมะที่หนาวเหน็บ
วูซ!
หอกหลินหมิงทะลวงผ่านมิติ ในทันทีมันก็ได้มาโผล่ที่ด้านหน้าของซิ
งจื๋อจ้านแล้ว!
ได้ยังไงกัน!?!?
ซิงจื๋อจ้านหวาดกลัวอย่างโง่งม เขากำลังจะฟันฝ่ามือออกไปและรู้สึก
ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และเป็นเช่นนั้น เมื่อปราณกระบี่ของเขาสัมผัสหอก
แสงของหลินหมิง มันก็แตกราวกับเป็นเพียงกระจก!
ซิงจื๋อจ้านหน้าซีดในทันใด เขาไม่สนใจเรื่องสถานะอีกต่อไป รีบดึง
กระบี่จากแหวนมิติออกมาในทันที เขากัดลงไปบนลิ้น พ่นโลหิตไปบน
กระบี่แล้วฟันออกไป!
ปราณกระบี่ที่รุนแรงเป็นเหมือนดั่งพายุขณะพุ่งออกไป
เคล้งงง!
กระบี่และหอกปะทะกัน; กระบี่ของของซิงจื๋อจ้านที่ได้ฟันออกไป
กลับถูกตัดขาดครึ่ง!
“อะไรกัน!?”
ซิงจื๋อจ้านไม่อาจเชื่อได้ว่านี่เป็นความจริง เมื่อครู่เขาได้ลืมเรื่องระดับ
ของตนไปและดึงอาวุธออกมาโดยหวังจะหยุดยั้งการโจมตีของหลินหมิง
ได้ แต่ในขณะที่เขาฟันกระบี่ออกไปพร้อมทั้งใช้ปราณโลหิตเพื่อเพิ่มความ
คมให้กับใบมีด แต่กลับยังถูกตัดขาดครึ่งเช่นนี้!
ในช่วงเวลาสั้นๆ ซิงจื๋อจ้านไม่ได้มีเวลาพอที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่หอกสีขาวทำลายกระบี่ไปแล้ว มันก็ไม่ได้ช้าลงเลย โดยไม่
มีความสามารถในการตอบสนองใดๆ ซิงจื๋อจ้านตะโกนอย่างโหยหวน
ขณะที่หอกแสงทะลวงผ่านหน้าอกของเขาไป โลหิตกระฉูดออกจาก
ด้านหลัง!
พลังงานที่หลอมรวมกับจิตวิญญาณต่อสู้ได้รุกล้ำเข้าไปในเส้นชีพจร
ของซิงจื๋อจ้าน มันฉีกปอดของเขาเป็นชิ้นๆและแม้กระทั่งบดขยี้หลาย
ซี่โครง
คลื่นกระแทกที่บ้าคลั่งได้กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง กวาดล้าง
กำแพงของห้องประชุมออกไปอย่างสิ้นเชิง และส่งผลให้โครงสร้างของมัน
พังทลายลงสู่พื้น กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ทุกอย่างถูกรื้อถอนและ
แม้แต่หลังคาก็ถูกพัดปลิ้วไป
ซิงจื๋อจ้านสำลักโลหิต หน้าอกด้านขวาของเขามีรูโลหิตขนาดใหญ่
ปรากฏ โลหิตไหลทะลักออกมา วิสัยทัศน์ของเขากลายเป็นพร่ามัว และ
เขาเกือบจะสลบไปทั้งที่ยังยืนอยู่แล้ว