Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 77 เมื่อข้าต้องการ ข้าก็ต้องได้
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 77 เมื่อข้าต้องการ ข้าก็ต้องได้
ลุ่ยหมิงเซียงเป็นคนแรกที่ก้าวกระโดดขึ้นมาบนเวที เขาชี้หน้าหวังห
ยานเฟิงด้วยดาบของเขา และแสยะยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “หวังหยานเฟิง
ถึงเวลาได้รับความพ่ายแพ้ของเจ้าแล้ว”
“ฮึ” หวังหยานเฟิงคำรามในลำคอ และก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างห้าว
หาญ วันนี้จะเป็นวันชี้ชะตาศึกระหว่างพวกเขาทั้งสอง
“ท่าทางหวังหยานเฟิงจะมีวิชาขั้นสูงติดตัวมาด้วยสินะ” หลินหมิงรู้
ได้ว่าหวังหยานเฟิงไม่ได้แกล้งทำเป็นมั่นใจ ช่องว่างระหว่างพวกเขาสอง
คนนั้นห่างกันเกินไป แม้หวังหยานเฟิงจะมีพรสวรรค์สูงส่ง แต่มันก็เป็นไป
ไม่ได้ที่จะไล่ตามลุ่ยหมิงเซี่ยงได้ภายในหนึ่งเดือน แต่กระนั้นการ
เผชิญหน้าด้วยความกล้าหาญและแพ้อย่างมีเกียรติก็ถือว่าไม่เลว
หวังหยานเฟิงชักดาบของตนออกมา และใส่พลังปราณเข้าไปภายใน
อักขระสีเขียว ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ เปล่งประกายแสงออกมาราวกับมีชีวิต
มันดูสว่างไสวมากกว่าครั้งที่เคยใช้กับหลินหมิงเมื่อเดือนก่อนเท่าทีเดียว
ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี่ หวังหยานเฟิงเอาแต่ฝึกฝนอย่างบ้าระห่ำ
เขาไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
เมื่อได้เห็นพลังของ ‘สัจธรรมทั้งเก้า’ ที่ใช้ร่วมกับดาบเล่มนั้น ลุ่ยหมิ
งเซี่ยงก็ยิ้มออกมา “ดูเหมือนแกจะพัฒนาขึ้นมาบ้างสินะ แต่ก็ยังน่า
เสียดาย มันก็ยังทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี”
“ตายซะ” ลุ่ยหมิงเซียงคำราม เขาชักดาบออกมาและฟันลงไปที่
หวังหยานเฟิง ดาบของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงและเปี่ยมล้นไปด้วยแสงที่
เปล่งออกมา
เปรี้ยงๆๆ ดาบของลุ่ยหมิงเซียงจู่โจมออกมาถึงสามครั้ง ดาบนั้นกู่
ร้องออกมาในขณะที่ลุ่ยหมิงเซียงใส่พลังเข้าไป เกิดเป็นคลื่นพลังพุ่งเข้าหา
หวังหยานเฟิง
หวังหยานเฟิงถอยออกมาเล็กน้อยอักขระอาคมจาก ‘สัจธรรมทั้ง
เก้า’ เริ่มเปล่งแสงออกมาและทำลายคลื่นพลังปราณที่ส่งออกมาจากดาบ
ของลุ่ยหมิงเซียงในครั้งแรกได้
ฟุ่ม ฟุ่ม ฟุ่ม! หวังหยานเฟิงเหวี่ยงดาบขณะที่ก้าวถอยหลังออกมา
เขาพยายามทำลายคลื่นพลังดาบอีกสองคลื่นที่เหลือ และแม้คลื่นพลัง
สุดท้ายจะถากชายเสื้อของเขาไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงสงบอยู่
“แกก็ยังพอมีดีอยู่เหมือนกันนี่ รับมือ วิชา‘ดาบราชันสวรรค์พินาศ’
”
ลุ่ยหมิงเซียงก้าวมาข้างหน้า พลังปราณของเขาเริ่มเปล่งเป็นสีม่วง
มากขึ้นเรื่อยๆ และปกคลุมรอบกายของเขาเหมือนเป็นหมอก และพลัง
ปราณพวกนั้นก็รวมไปอยู่ที่ดาบและเริ่มโคจรอย่างรุนแรงที่ปลายดาบ
“ดาบราชันสวรรค์พินาศ เป็นวิชาขั้นสูงจากคลังของสำนักเจ็ดแก่น
แท้ การฝึกฝนวิชานี้นั้นยากลำบากยิ่ง แต่ลุ่ยหมิงเซียงสามารถสำเร็จวิชา
นั้นได้อย่างงั้นหรือ”
“หวังหยานเฟิงต้องแย่แน่ๆ”
หลินหมิงหรี่ตาลงขณะที่สังเกตวิชา ‘ดาบสวรรค์ราชันพินาศ’ มันคือ
พลังปราณที่กลายสภาพเป็นรูปลักษณ์และเป็นวิชาที่แปลงสภาพพลัง
ปราณได้อย่างสมบูรณ์ หลินหมิงรู้ว่าลุ่ยหมิงเซียงนั้นถูกบีบให้ใช้วิชานี้ เขา
คาดว่ามันอาจจะมีข้อบกพร่องบางอย่างซ่อนอยู่ในการโคจรพลังของดาบ
นั้น
ถ้าหวังหยานเฟิงอยากชนะ เขามีเพียงทางเลือกเดียวก็คือ พุ่งเข้าไป
ตอนนี้เพื่อหยุดการโคจรพลังของดาบนั่น ถึงอย่างนั้น หากหวังหยานเฟิง
ไม่ใช่นักจารึกและไม่เข้าใจถึงกฏครอบงำวิญญาณเขาจึงไม่สามารถ
มองเห็นถึงการโคจรของพลังปราณบนดาบของลุ่ยหมิงเซียงอย่างที่หลินห
มิงได้เห็น
ตอนนี้หวังหยานเฟิงเคลื่อนไหวแล้ว ถึงแม้ลุ่ยหมิงเซียงจะแผ่จิต
สังหารออกมา แต่หวังหยานเฟิงก็ได้โคจรรวบรวมพลังปราณคลุมกาย
เอาไว้เพื่อฝ่าเข้าไป เขารู้นี่ นี่เป็นโอกาสเดียวของเขา เขาต้องจัดการลุ่ยห
มิงเซียงให้ได้ก่อนที่จะพลังปราณจะถูกรวบรวมไว้ที่ปลายดาบจนเสร็จ
สมบูรณ์
หวังหยานเฟิงขยับดาบของเขา เป้าหมายของเขาไม่ใช่ทำลายการ
สะสมพลังปราณของวิชา‘ดาบราชันสวรรค์พินาศ’ แต่เป็นบริเวณอกของ
ลุ่ยหมิงเซียงต่างหาก หวังหยานเฟิงใส่พลังปราณลงไปในดาบ เทำให้ดู
เหมือนมีสายฟ้าเคลือยอยู่บนดาบของเขา นั้นคือวิชา ‘การจู่โจมฟ้า
คำราม’
การเคลื่อนไหวแบบนั้น นั่นเป็นวิชาระดับสูงที่หวังหยานเฟิงเลือก
จากคลังในตอนนั้นนี่
ในเวลานั้นหวังหยานเฟิงได้เลือกสามวิชา ‘เจ้าแห่งพลังหยาง’, ‘ตัว
เบาดั่งขนหงส์’ และ ‘การจู่โจมฟ้าคำราม’ ซึ่งทั้งสามวิชานี้ไม่ใช่วิชา
ดาษๆเลย แม้หวังหยานเฟิงจะมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นก็ตาม มันก็ยังยากที่
เขาจะสามารถเข้าใจวิชาเหล่านั้นได้ในเวลาอันสั้น
‘เจ้าแห่งพลังหยาง’ เป็นวิชาที่ใช้เสริมพละกำลัง มันอาจต้องใช้
ระยะเวลาเป็นเดือนๆกว่าจะฝึกฝนได้สำเร็จ ‘ตัวเบาดั่งขนหงส์’ ก็เป็น
วิชาการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ใช่วิชาที่เหมาะจะฝึกฝนในช่วงเวลานี้สักเท่าไร
เพราะงั้น เขาจึงทุ่มเทฝึกวิชา “การจู่โจมฟ้าคำราม’ และในตอนนี้เขาก็
จะแสดงผลของการฝึกฝนออกมา และเขาก็เชื่อว่าเขาอาจจะสร้าง
ปาฏิหาริย์ขึ้นมาก็ได้
“โงเง่าเสียจริง แค่วิชาขั้นกลางอย่าง “การจู่โจมฟ้าคำราม’ ที่ใช้
เวลาฝึกฝนมาเพียงเดือนเดียว จะไปเทียบกับวิชา ‘กาบราชันสวรรค์
พินาศ’ วิชาขั้นสูงของข้าได้อย่างไร’ ลุ่ยหมิงเซียงตะโกนออกมา ดาบยาว
ที่รวบรวมพลังปราณเอาไว้อยู่ถูกฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง มันดูเหมือน
หลุมดำที่สามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่งได้
ตู้มมม! ‘การจู่โจมฟ้าคำราม’ ปะทะเข้ากับ ‘ดาบราชันสวรรค์พินาศ’
เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนและเสียงดั่งสนั่น ทั้งหวังหยานเฟิงและลุ่ยหมิ
งเซียงต่างก็กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง
ลุ่ยหมิงเซี่ยงทรงตัวกลางอากาศชั่วครู่ ก่อนจะปักดาบลงบนพื้นดิน
เพื่อตั้งหลัก มีรอยบาดแผลอยู่กลางหน้าอกของเขา เขาได้รับบาดเจ็บจาก
การปะทะเมื่อครู่นี้
แต่ในด้านของหวังหยานเฟิงแย่ยิ่งกว่า ร่ายของเขากระเด็นไปไกล
อย่างกับไร้แรงโน้มถ่วงจนประทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับกระอักเลือก
คำโตออกมา
“หวังหยานเฟิงแพ้แล้ว”
“ถึงเขาจะแพ้ แต่ความกล้าหาญของเขาก็น่าประทับใจอย่างยิ่ง”
“เป็นเรื่องธรรมดา ศิษย์พี่จะแพ้ให้กับศิษย์น้องได้ยังไงกัน เรามาที่นี้
ก็เพื่อฝึกฝนไม่ใช่รึไง ถึงเกิดแพ้พวกศิษย์น้องขึ้นมาความภูมิใจทั้งหมดก็
สูญเปล่า หลินหมิงเองก็เช่นกัน เขาก็จะต้องแพ้ให้กับซางฉางอย่าง
แน่นอน” พวกศิษย์พี่จากของห้องพสุธาพูดคุยกัน
หวังหยานเฟิง ดันตัวเองขึ้นมาด้วยดาบแล้วก็ล้มลงไปอีกครั้ง เขาเช็ด
เลือดออก และจ้องไปยังลุ่ยหมิงเซียง จากนั้นก็โยนหินหลังปราณห้าก้อน
ไปข้างหน้า
“จะ..จำไว้ ซักวัน.. ข้าจะมาเอาพวกมันคือเป็นสิบเท่า”
หวังหยานเฟิงพยายามพูดออกมาอย่างยากลำบาก จากนั้นก็หันหลัง
เดินกระโผลกกระเผลกจากไป
หลินหมิงมองไปยังหวังหยานเฟิงขณะที่เขากำละงเดินจากไป หลินห
มิงรู้สึกชมเชยถึงความกล้าหาญของเขา ตั้งแต่ที่หวังหยานเฟิงเข้ามาใน
สำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาได้ทนทุกข์กับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งถ้า
เป็นคนบางคนก็อาจจะถอดใจไปแล้ว แต่หวังหยานเฟิงยังคงยืนหยัดต่อสู้
ด้วยความกาญหาญได้อย่างน่าชื่นชม
“หลินหมิง ขึ้นมา แกจะต้องมีชะตาเช่นเดียวกันกับไอ้ขี้แพ้นั่น”
หลังจากที่ลุ่ยหมิงเซียงกลับลงมา ซางฉางก็ก้าวขึ้นไปบนเวที อันดับของ
เขาในตอนนี้คือ 103 พลังของเขาเหนือว่าลุ่ยหมิงเซียงเสียอีก
หลินหมิงสะพายหอกทะลวงสายรุ้งขึ้นมาบนเวที และยืนอยู่ต่อหน้า
ซางฉาง
การต่อสู้ระหว่างหวังหยานเฟิงกับลุ่ยหมิงเซียงเป็นแค่คู่รองเท่านั้น
การต่อสู่ที่ทุกคนในวันนี้ต่างเฝ้ารอคอยมาตลอดหนึ่งเดือนก็คือการต่อสู่ที่
กำลังจะเริ่มต่อจากนี้
เมื่อเห็นลินหมิงก้าวขึ้นมาบนเวที หลิงเซ็น และ ต้ากู่ ก็ยืนขึ้นทันที
เพื่อที่จะได้เห็นหลินหมิงอย่างชัดเจน ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าทำไมหลินห
มิงถึงสามารถคว้าอันดับที่126มาครองได้
ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น ซางฉางนำดาบเล็กๆเรียวๆออกมา ดาบนี้
ยาว2ก้าวกับอีก8นิ้ว และกว้างไม่เกิน 3นิ้ว ปลายมันบางราวกับกระดาษ
แน่นอนมันสามารถเหวี่ยงได้ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อเลย
“แสดงวิชาหอกโง่เง่านั่นของแกให้ข้าดูหน่อยซิ วิชาพื้นฐานพวกนั้น
เพียงใช้เวลาฝึกไม่กี่วันก็สำเร็จแล้วนี่”
ซางฉางยิ้มเยาะเย้ย ไม่ต้องพูดถึงวิชาหอกเลย ต่อให้สำเร็จถึงขั้น
เซียนก็ทำอะไรมันไม่ได้อยู่ดี เป็นเพราะว่า หลิงเซ็นและต้ากู่ให้ความสนใจ
แต่กับหลินหมิง ดังนั้นเขาจะต้องขยี้ไอ้เด็กนี้ให้เละคามือให้ได้
“แล้วแกจะชักอาวุธของแกออกมาได้รึยัง” ซางฉางถามด้วยความลำ
คาญ
หลินหมิงตอบ “หยุดปากของเจ้าไว้แค่นั้น หากถึงเวลาข้าก็จะชักมัน
ออกมาเอง”
“แกว่ายังไงนะ” ซางฉางโมโหเดือดดาลขึ้นมาทันที หลินหมิงที่อ่อน
กว่ากล้าพูดเช่นนี้กับเขา? มันยังไม่เคยตายเสียแล้ว “แกว่าแกจะเอา
ออกมาเมื่อจำเป็นงั้นเรอะ ก็ดี มาดูกันซิว่า แกจะมีโอกาสได้หยิบมัน
ออกมาใช้หรือไม่ ข้าให้โอกาสเจ้าเตรียมอาวุธไปแล้ว อย่าได้หาว่าข้าไม่
เตือนหากเจ้าจะแขนหักขาหักเสียก่อนที่จะได้หยิบอาวุธออกมา”