Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 80 เจตจำนงนักสู้
เมื่อครั้งที่ซางฉางท้าหลินหมิงเดิมพัน เข้ามันใจในชัยชนะอย่างมาก เขาไม่มีทางที่จะแพ้การเดิมพันอย่างแน่นอน เขาจึงไม่คิดที่จะเตรียมหิน หลังปราณทั้ง20ก้อนเอาไว้ให้หลินหมิง ทำให้ลุ่ยหมิงเซี่ยงที่ต้องหาหิน ลมปราณทั้ง20ก้อนมาให้ก่อนที่จะนำร่างของซางฉางกลับไปหน้าซีด ขึ้นมาทันที
ซางฉางไม่ได้มีหินลมปราณถึง 20 ก้อน และลุ่ยหมิงเซียงก็ไม่ได้นำ หินลมปราณติดตัวมาด้วยมากเท่าไร ลุ่ยหมิงเซียงจึงวางซางฉางลงกับพื้น อย่างแผ่วเบา ก่อนจะนับรับหินลมปราณทั้งหมดที่พวกเขาทั้งสองมี และ ไปขอยืมมิตรสหายของพวกเขามาจนครบ 20 ก้อน
หลังจากนั้นเขาก็มอบหินลมปราณทั้ง20ให้กับหลินหมิง และแบก ซางฉางไว้บนไหล่พร้อมกับเดินจากไป
“หลินหมิงชนะแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ เข้ายังไม่ได้เคลื่อนที่เลยแม้แต่ ก้าวเดียว วิชา ‘สะพานเหล็กกั้นแม่น้ำ’ แข็งแกร่งจริงๆ ต้ากู่พูดด้วยความ ตื่นเต้น แม้ว่าในตอนนี้หลินหมิงจะไม่ใช้คู่มือของเขา แต่เวลาที่พวกเขา จะต้องประมือกันก็คงอีกไม่นานซักเท่าไร”
หลิงเซ็นกล่าว “ซางกวนยู่จะต้องเสียใจแน่ๆที่ไม่ได้มาดูการประลอง ในครั้งนี้ ชื่อเสียงของหลินหมิงจะโด่งดังไปทั่ว เขาอาจจะมีฝีมือเทียบเท่า พวกเราในอีกไม่กี่เดือนนี้ก็ได้”
“เป็นการประลองที่น่าสนใจดี ถึงข้าจะไม่ค่อยมั่นใจแต่ข้าว่าหลินห มิงจะต้องพอๆกับข้าแน่ๆ”
“แน่นอน เขาจะต้องมาเป็นคู่แข็งในอนาคตของพวกเราอย่าง แน่นอน”
“ข้าว่ามันแปลกๆ ทำไมหลินหมิงถึงได้มีพัฒนาการที่รวดเร็วเช่นนี้ การทดสอบครั้งสุดท้าย หลินหมิงยังอยู่อันดับที่ 126 เท่านั้น ต่อให้เขาใช้ ยาเม็ดไขกระดูกมังกรทอง และ ยาโอสถพญางูทองคำ มันก็ยังถือว่าเร็ว เกินไปอยู่ดี”
หลิงเซ็นตอบ “อนาคตของแต่ละคนนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยง หลินหมิง จะต้องมีเจตจำนงนักสู้ที่ทรงพลังอยู่ก็เป็นได้ เจตจำนงนักสู้เช่นเดียวกับ ‘อาชูร่า’ ของข้า แต่จิตวิญญาณแห่งนักสู้ของเขานั้นเหนือกว่าข้าเสียอีก ข้าอยากรู้จริงๆว่าเจตจำนงนักสู้ ของเขากับ ‘อาชูร่า’ ของข้า เจตจำนง นักสู้ของใครจะทรงพลังกว่ากัน
สีหน้าของต้ากู่ดูแปลใจ “เขาอาจจะมีเจตจำนงนักสู้ที่แข็งแกร่งกว่า ‘อาชูร่า’ ของศิษย์พี่อีกอย่างนั้นหรือ”
หลิงเซ็นมีการฝึกฝนเพียงขั้นที่สี่ ในสำนักเจ็ดแก่นแท้มีอัจฉริยะอีก หลายคนที่เหนือกว่าเขา โดยเฉพาะคนในรุ่นเดียวกับเขา เช่น ต้ากู่ และ ซางกวนยู่ ที่มีการฝึกฝนในขั้นที่ห้า
แต่ถึงจะมีระดับการฝึกฝนที่สูงกว่าถึงหนึ่งขั้น ทว่าทั้งต้ากู่และซาง กวนยู่ก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับหลิงเซ็น
ผู้คนมากมาย รวมทั้งหลินหมิง ก็พอจะเดาได้ว่าหลิงเซ็นมีวิชาลับ อะไรบางอย่างอยู่ หรือไม่ก็กินยาโอสถล้ำค่าเข้าไป แต่ความจริงไม่ได้เป็น เช่นนั้น ความเป็นจริงก็คือเพราะเขามีเจตจำนงนักสู้ ‘อาชูร่า’
‘อาชูร่า’ เป็นเจตจำนงนักสู้เฉพาะตัว ผู้ที่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับ มันจะมีโอกาสเข้าสู่สภาวะลึกลับบางอย่างได้และในบางครั้งก็อาจจะ บังเอิญได้เข้าสู่สภาวะ ‘รู้แจ้ง’
ตำนานกล่าวไว้ว่า สามล้านปีก่อน มีปรมาจารย์คนหนึ่งนั่งอยู่ใต้ ต้นไม้ใหญ่ เขานั่งฝึกสมาธิอยู่เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เขาก็ได้กลายเป็นอมตะ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
มันจะขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะ อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ มันเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อน อย่างเช่น ฉินซิง เซวียนที่ไม่ได้มีจิตวิญญาณที่ไฝ่หาการต่อสู้ แม้จะมีพรสวรรค์สูงและ สามารถฝึกฝนได้เร็วแต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้
แต่หลินหมิง เมื่อเขาได้ดำลงไปในน้ำตกเยือกแข็ง เขาก็บังเอิญได้เข้า สู่สภาวะนั้น พลังปราณของเขาโคจรไปตามสัญชาติญาณ ซึ่งความแม่นยำ และความรวดเรฌวของมันเหนือกว่าในขณะที่หลินหมิงควบคุมเสียอีก และท้ายที่ก็ทำให้เขาสำเร็จขั้นแรกของ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’
แน่นอนว่า ถึงแม้หลินหมิงจะไม่มีโอกาสได้เข้าสู่สภาวะแบบนั้นได้อีก แต่อย่างไรเขาก็มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เข็มแข็ง และหัวใจที่ไม่ยอม แพ้
ก่อนหน้านั้น คนๆเดียวที่มีความสามารถลึกลับแบบนั้นก็มีเพียงหลิง เซ็นเท่านั้น
เมื่อเขาเข้าสู่เจตจำนงนักสู้ของ ‘อาชูร่า’ หลิงเซ็นจะตื่นขึ้นมากลาง สงคราม ในที่แห่งนั้นทำให้เขาตายไปหลายรอบ และเขาก็จะเกิดใหม่ซ้ำ แล้วซ้ำอีก ซึ่งมันเป็นความหวาดกลัวที่สุดของหลิงเซ็นเลยก็ว่าได้ การ ฝึกฝนในแต่ละครั้งที่จบลงด้วยความตาย ทำให้เขาฝึกฝนได้อย่างมี ประสิทธิภาพที่น่าเหลือเชื่อ
หลิงเซ็นแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อหลังจากเข้าไปฝึกฝนในสภาวะ ‘อาชูร่า’ ถึงอย่างนั้น น้อยคนนักที่จะทำได้แบบหลิงเซ็น ต่อให้คนอื่นมี
เจตจำนงนักสู้ ‘อาชูร่า’ เช่นเดียวกับเขา แต่ใครล่ะจะอยากสัมผัสกับ ความตายอยู่ทุกวี่ทุกวัน
เพราะแบบนั้น หลิงเซ็นจึงมีจิตสังหารรุนแรงแผ่ออกมา ไม่ว่าจะการ สู้เพื่อเอาชีวิตรอดหรือเพื่อการฝึกฝน หลิงเซ็นก็เหนือกว่าคนธรรมดาๆใน ขั้นเดียวกันอย่างแน่นอน ในอาณาจักรนี้หลิงเซ็นก็แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม นักสู้รุ่นเดียวกัน เขาสามารถรับมือกับปรมจารย์ขั้นผสานชีพจรได้เลยด้วย ซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้น มีได้ก็ต้องมีเสีย เพื่อที่จะได้มาซึ่งจิตสังหารอันแรง กล้าและความแข็งแกร่งเช่นในปัจจุบัน เขาต้องแลกมาด้วยความรู้สึก รอยยิ้ม อารมณ์ ที่ไม่ได้มีเหมือนกับคนทั่วๆไป มันทำให้เขาเป็นกลายเป็น เครื่องจักรสังหาร
พลังของเขานั้นแข็งแกร่งถึงขั้นที่จะสามารถท้าทายสวรรค์ได้ การ ที่หลิงเซ็นกล่าวว่า หลินหมิงก็อาจจะมีพลังลึกลับเช่นนี้ มันทำให้ต้ากู่ไม่ อยากจะเชื่อ
“อย่ามาล้อข้าเล่นเลยน่า ศิษย์พี่ ถึงหลินหมิงจะเก่งกล้า มีจิต วิญญาณห่งการต่อสู้ที่เข้มแข็ง แต่เขาก็มีอายุเพียงแค่15ปี เขาจะไปมี อะไรที่เทียบกับ ‘อาชูร่า’ ของศิษย์พี่ได้อย่างไร ”
หลิงเซ้นกล่าว “ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของ เขาแข็งแกร่งกว่าข้าเสียอีก ดังนั้นหากเขาจะมีพลังอะไรบางอย่างอยู่ก็ เป็นไปได้ และเมื่อเขาได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของมัน เขาก็จะสามารถ พัฒนาการได้อย่างก้าวกระโดด และค่อยช้าลงๆในที่สุด”
“อย่างนั้นรึ หลินหมิงช่างน่าสนใจเสียจริง ข้าจะสู้กับเขาในซักวัน หนึ่ง” ขณะที่ต้ากู่พูด เขาก็กำมือข้างหนึ่งทุบเข้ากับมืออีกข้างหนึ่งอย่าง ได้อารมณ์
หลิงเซ็นกล่าว “อีกไม่กี่วันกันจัถึงการจัดอันดับด้วยอาคมหมื่นอสูร สังหารอีกครั้ง หลินหมิงต้องเข้าร่วมอย่างแน่นอน ไว้รอดูเขาในวันนั้นอีก ครั้ง ”
“เป็นความคิดที่ดีมาก การฝึกมันน่าเบื่อจะตายไป ไปดูหลินหมิง ตื่นเต้นกว่าเป็นไหนๆ ฮ่าๆ ”
หลินหมิงจะต้องเข้าร่วมอยู่แล้ว ยิ่งได้อันดับสูง ก็จะได้รับของรางวัล จากสำนักมากยิ่งขึ้น
หากเขาได้ไปฝึกฝนในสถานที่ฝึกฝนอีก6แห่งที่เหลือ เขาจะพัฒนาไป ได้อีกไกลเพียงใด หลินหมิงอยากรู้อย่างมาก แต่ฮ่องซีเคยเตือนไว้ว่าอย่า เข้าไปที่หุบเขาฟ้าคำราม ที่แห่งนั้นจะต้องมีอะไรพิเศษอยู่แน่ๆ
หลินหมิงยังไม่รู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาสำเร็จขั้นแรกของ ‘ชีพจรปราณ เทพคลั่ง’ ได้ก็คือ ‘เจตจำนงนักสู้’ เหมือนที่หลิงเซ็นเคยได้พูดไว้
…
ณ เมืองลิขิตฟ้า
ภัตตาคารเลิศรสเป็นร้านอาหารอันดับต้นๆที่อยู่คู่กับเมืองแห่งนี้มา ยาวนาน เช่นเดียวกับศาลาจันทร์กระจ่าง บนชั้นสอง จูเอี๋ยนกำลังนั่งกิน อาหารกลางวันอยู่ และหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามของเขาก็คือ หลานอวิ๋น เยว่
หลานอวิ๋นเยว่ทานอาหารอย่างเงียบๆ บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วย ความเงียบหงัน
จูเอี๋ยนยกถ้วนน้ำชุบขึ้นมาจิบ เมื่อเขาวางถ้วยลงบนโต๊ะและนำผ้า เช็ดปากมาเช็ด เขาก็เอ่ยขึ้นมา “นางคิดอะไรอยู่อย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีอะไร ชั้นไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น” หลานอวิ๋นเยว่ส่ายหัวทันควัน ต่อหน้าจูเอี๋ยน นางรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่กำลังกดดันนางอยู่ ระหว่างเขาและนาง ไม่ได้ดูเหมือนคู่รักกันเลย ดูเหมือนราชากับนางสนม เสียมากกว่า แน่นอนว่าปกติแล้วนางสนมจะต้องกลัวราชาอยู่แล้ว
หลานอวิ๋นเยว่รู้ดีว่า หากจูเอี๋ยนชอบนางได้ เขาก็ทิ้งนางได้ในยามที่ เขาต้องการ นางก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีฐานะแต่ต่างกับเขาอย่างสิ้นเชิง นางไม่มีสิทธ์พอจะเรียกร้องอะไรจากเขาได้
จูเอี๋ยนยิ้มให้นาง ถึงเขาจะยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่ในแววตาก็เต็มไป ด้วยความเย็นชา วันนี้เป็นวันประลองระหว่างหลินหมิงกับจูเอี๋ยน แน่นอนว่านางเองก็รู้
นางกังวลเรื่องของหลินหมิง กังวลว่าเขาจะบาดเจ็บไหม ยิ่งกว่านั้นจู เอี๋ยนเองก็กำลังรอฟังผลงานของซางฉางอยู่ เขาอยากจะรู้ว่าตอนนี้หลิงห มิงกระดูกหักไปกี่ซี่แล้ว
แน่นอนว่านี่มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น นอกจากหลินหมิงจะต้องบาดเจ็บ สาหัสในวันนี้แล้ว เขาก็ไม่เคยคิดจะปล่อยมันไป เขาจะต้องทำลายยิ่งที่ยัง เหลืออยู่ของมันให้หมด ต้องให้หลินหมิงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อและตรอมใจ ตามอย่างหดหู่อยู่ถึงจะพอใจ
จูเอี๋ยนกำลังนั่งจิบน้ำชุบอย่างเพลิดเพลิน ระหว่างรอฟังข่าวดีจาก ซางฉาง แต่ถึงอย่างนั้นนี้มันก็ได้เวลาที่สมควรแล้วนี่ ซางฉางใช้เวลากับ หลินหมิงนานเกินไปหรือป่าว